พิมพ์หน้านี้
|
ในที่สุดศาลอาญาก็มีคำพิพากษา จำคุก คุณหญิงพจมาน ชินวัตร และ นายบรรพจน์ ดามาพงษ์ คนละ 3 ปี ในกรณีการซื้อหุ้นบริษัทชินวัตรคอมพิมเตอร์ แอนด์คอมมิวนิเคชั่น จาก น.ส.ดวงตา วงษ์ภักดี คนรับใช้ คุณหญิงพจมาน จำนวน 738 ล้านบาท พร้อมทั้งถูกประเมินเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง 100 % รวมเป็น 546 ล้านบาท โดยเห็นว่า นายบรรณพจน์ คุณหญิงพจมาน กับพวก มีเจตนาร่วมกันกระทำโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรือใช้อุบายเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษี ตามความผิดประมวลรัษฎากร มาตรา 31 (1) (2) พร้อมทั้งดำเนินคดีทางอาญา 83 จึงต้องเข้าไปนอนในมุ้งสายบัว จะว่าไปแล้ว คดีนี้เป็นผลงานของ คตส.โดยตรงและเป็นคดีแรกที่ชงถึงมือศาลจนมีคำพิพากษาของศาลอาญา ซึ่งคดีนี้จะนำไปสู่การคลี่คลายปมปัญหาที่หลายคนคงสงสัย คีดการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป และที่มาของมูลเหตุการณ์อายัดทรัพย์สินของ ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว 7.3 หมื่นล้านบาทในครั้งนี้ เพราะการซื้อขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ของตระกูลชินวัตร และดามาพงศ์ เป็นตัวอย่างของการใช้อำนาจรัฐเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจในครอบครัวและเครือญาติ ของรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่เด่นชัดที่สุด ในการยกสัมปทานของรัฐให้กับต่างชาติ บริษัทในเครือเทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ ประเทศสิงคโปร์ เพื่อเข้าถือหุ้นใหญ่ ในชินคอร์ป โดยเฉพาะการซื้อขายหุ้นล็อตสุดท้าย เมื่อ นายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร บุตรชาย และ บุตรสาว ของ พ.ต.ท.ซื้อหุ้นชินคอร์ป จาก บริษัทแอมเพิลริช อินเวนส์เมนต์ จำกัด เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2549 จำนวน 329.2 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 1 บาท ในขณะที่ราคาตลาดเฉลี่ยอยู่ที่หุ้นละ 47-49 บาท โดยมีเจตนาหลบเลี่ยงภาษีกว่า 15,802 ล้านบาท ก่อนที่จะเทขายหุ้นทั้งหมดในวัน 23 มกราคมปีเดียวกัน ให้กลุ่มทุนเทมาเส็ก ในราคาหุ้นละ 49.25 บาท กวาดกำไรกว่า 73,000 ล้านบาท โดยไม่เสียภาษีแม้แต่บาทเดียว จนนำไปสู่ฟางเส้นสุดท้าย มีประชาชนเรือนแสนออกมาเดินขบวนขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จนเกิดการปฎิรูปการปกครองยึดอำนาจจากระบอบ ทักษิณ ในที่สุด เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่สามารถไขข้อข้องใจที่เกิดขึ้นให้กับสังคมได้ ก่อนที่จะเลือกวิธียุบสภา ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 เพื่อหนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ที่จองคิวไว้ในวันที่ 29 พฤษภาคมปีเดียวกัน คำถามเรื่อง จริยธรรมของผู้นำ จึงถูกโยนเข้าใส่ พ.ต.ท.ทักษิณ ทันที แม้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะพยายามออกมาปฏิเสธว่าไม่รับรู้ ไม่เกี่ยวข้องกับการเจรจาขายหุ้นชินของวงศ์ตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ โดยระบุว่า เป็นเรื่องของลูกๆ แต่พอไปถามนายพานทองแท้ บุตรชายของ ได้คำตอบว่า ไม่รู้ เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ซึ่งผู้ใหญ่ที่นายพานทองแท้อ้างถึงจะเป็นใครไม่ได้ หากไม่ใช่คนชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ การขายหุ้นชินคอร์ป ครั้งนี้มีการเตรียมการมาเป็นอย่างดี นับตั้งแต่การแก้กฎหมาย พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 เพื่อขยายสัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติในบริษัทที่ประกอบกิจการโทรคมนาคม จากไม่เกิน 25% มาไม่ถึง 50% มีการยกเลิกสัดส่วนกรรมการบริษัทที่ต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทยไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ออกทั้งหมด โดย พ.ต.ท.ทักษิณ อ้างว่าเพื่อรองรับการเปิดเสรีทางการค้า รวมทั้งการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางการค้าระหว่างประเทศ ตลอดจนเปิดโอกาสให้เอกชนผู้ประกอบการโทรคมนาคม มีเงินลงทุนจากต่างชาติเข้ามาสนับสนุนธุรกิจมากขึ้น "ดังนั้น ประเทศไทยจึงต้องเปิดเสรีทางการค้าและเร่งแก้ไขข้อกฎหมาย เพื่อให้การเจรจาผลประโยชน์ระหว่างประเทศ เป็นไปด้วยความราบรื่น เพราะถึงแม้ไม่แก้ไขในวันนี้ ต่อไปองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ก็จะกำหนดให้ทุกประเทศเปิดเสรีการค้าในที่สุด" จากนั้นความจริงก็ปรากฎทันที ที่กฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ การซื้อขายหุ้นชินคอร์ปก็สิ้นสุดลงตามไปด้วย จนกลายเป็นว่ากฎหมายฉบับนี้ เขียนขึ้นมาเพื่อรองรับการขายหุ้นของครอบครัวชินวัตร แบบเทหน้าตักให้กับต่างชาติ จนทำให้ประเด็นการขายหุ้นของตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ ในชิน คอร์ปอเรชั่น มูลค่า 7.3 หมื่นล้านบาท ให้กับกลุ่มเทมาเส็ก จากสิงคโปร์ ถูกวิพากษ์วิจารณ์และตั้งข้อสงสัยในความไม่โปร่งใสอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นที่ไม่ต้องเสียภาษีแม้แต่บาทเดียว รวมทั้งกรณีการให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้นในกิจการโทรคมนาคมทางอ้อมเกินเพดานที่กฎหมายกำหนด และการตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะมีการใช้ข้อมูลภายในหาประโยชน์ให้กับเฉพาะคนบางกลุ่มในการซื้อขายหุ้นในกลุ่มชินคอร์ป โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกมายืนยันเมื่อวันที่ 25 ม.ค.49ว่าการไม่เสียภาษีจากการขายหุ้นให้กับสิงคโปร์นั้นถูกต้องตามกฎหมาย เพราะมีการกำหนดไว้ชัดเจนว่า การขายหุ้นผ่านตลาดหลักทรัพย์ ส่วนล้ำของทุนจะไม่มีการเสียภาษี ซึ่งเป็นกติกาที่มีมานานกว่าสิบปีแล้ว และมีการใช้มาประมาณ 20 ปี แต่ประเด็นนี้ถึงกับทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ อารมณ์เสียเมื่อถูกผู้สื่อข่าวซักเรื่องเจตนาในการเลี่ยงภาษี โดยระบุว่า "ไม่เกี่ยวเลย ไม่มีเลย ตรงไปตรงมา ผมตัวเบ้อเร้อเท่อ ผมทำอะไรไม่ตรงไปตรงมาได้อย่างไร โธ่ ผมไม่ใช่ตัวเล็กๆ ที่ไหน มาลอดเล็ดอะไรได้ที่ไหน ผมตัวเบ้อเร้อเท่อ มันต้องยิ่งตรงไปตรงมาอยู่แล้ว" เมื่อผู้สื่อข่าวซักต่อถึงกลุ่มเทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ ต้องการจะซื้อหุ้นของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่อันดับ 1 ของไทย อย่างเดียวเท่านั้น โดยไม่ต้องการซื้อหุ้นชินคอร์ป พ.ต.ท.ทักษิณ ชี้แจงว่า "ไม่เกี่ยวเลย ไปคิดแทนเขาหมด ไปรู้ได้อย่างไร คุณรู้อย่างไร โธ่! การซื้อบริษัทแม่ซึ่งบริษัทแม่ถือหุ้นของบริษัทลูก เป็นวิธีที่ดีและฉลาดที่สุด ใครจะมานั่งซื้อรายบริษัทย่อยๆ โอ้ย! ตาย คิดกันไปเอง ไปคิดแทนเขาหมด สมองข้างซ้ายทำงานมากไป ทำงานสมองข้างขวากันบ้าง สมองข้างขวาไม่ค่อยได้ใช้ ใช้แต่สมองข้างซ้ายคมเหลือเกิน สมองข้างขวาทื่อ" ก่อนที่จะหลุดคำว่า "อิจฉาล่ะสิ." ด้วยนำเสียงสูงปี๊ด แต่ทว่าประเด็นไม่อยู่ที่เรื่อง อิจฉาคนรวย และอยู่ที่เจตนาจงใจหลีกเลี่ยงภาษี โดยประเด็นเริ่มมาจากการซื้อหุ้นชินคอร์ป จากแอมเพิลริช เพื่อขายต่อให้ กับกลุ่มทุนเทมาเส็ก เพราะว่า แอมเพิลริชเป็นบริษัททั่วไปไม่ใช่บุคคลที่ได้รับการยกเว้นภาษี ซึ่งหากมีการซื้อตรงจากแอมเพิลริช จะต้องมีการเสียเงินได้ 30% หรือกว่า 5,200 ล้านบาท ดังนั้นจึงต้องขายผ่านนายพานทองแท้ กับ น.ส.พินทองทา ที่สำคัญไปกว่านั้นมีข้อมูลพบว่า แอมเพิลริช เป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ไปจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทไว้ที่หมู่เกาะบริติชเวอร์จิ้นไอร์แลนด์ ซึ่งครั้งหนึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ เคยระบุว่า บริษัทใดไปจดทะเบียนที่หมู่เกาะนี้ถือว่าไม่รักชาติ โดย นายสุวรรณ วลัยเสถียร อดีตรมช.พาณิชย์ในรัฐบาลทักษิณ 1 ในฐานะโฆษกตระกูลชินวัตร-ดามาพงศ์ ที่ออกมายอมรับว่าเป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อนำไปจดทะเบียนในตลาดหุ้นแนสแด็ก ของ สหรัฐอเมริกา ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ถือครองหุ้นจริงหรือไม่ และอยู่ในช่วงที่เป็นนายกรัฐมนตรี หากอยู่ในช่วงเป็นนายกรัฐมนตรีก็เข้าข่ายการซุกหุ้นภาค 2 เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เคยแจ้งการถือครองหุ้นในส่วนนี้ต่อ ปปช. โดยเรื่องนี้อยู่ในระหว่างการตรวจสอบโดย คตส. ซึ่งข้อมูลทั้งหมดไปสอดคล้องกับ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ได้เขียนบทความลงในเว็บไซต์ www.korbsak.com เรื่อง ซุกหุ้น อีกแล้วหรือ? เกี่ยวกับการถือครองหุ้นชินคอร์ป ในแอมเพิลริช ว่า ตระกูลชินวัตร เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ปรากฏในบัญชีผู้ถือหุ้นโดยให้ธนาคารถือแทน ใช้ชื่อว่า UBS AG Singapore Bank-for A/C Ample Rich ครอบครองหุ้นชิน จำนวน 329,200,000 หุ้น ซึ่งเท่ากับจำนวนหุ้นที่บุตรทั้ง 2 คน พ.ต.ท.ทักษิณได้เพิ่ม โดยตั้งข้อสังเกตว่า พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัวได้ซุกหุ้นไว้ในต่างประเทศ จำนวน 329,200,000 หุ้น โดยหุ้นที่เพิ่มขึ้นของบุตรชายและบุตรสาว เป็นการนำหุ้นที่ให้ผู้อื่นถือแทน หรือนอมินี มาขายให้กับกลุ่มทุนเทมาเส็ก ในที่สุดนายพานทองแท้ กับ ส.น.พิณทองทา ได้ยอมรับกับ คตส.ว่าเป็นกรรมการในบริษัทแอมเพิลริช จริงซึ่งได้ถือครองหุ้นก่อนที่พ.ต.ท.ทักษิณ จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี จึงเท่ากับว่าเป็นการกระทำนิติกรรมอำพราง ซึ่งอยู่ในระหว่างตรวจสอบจาก คตส.ว่าการเป็นกรรมการในบริษัทที่ได้ซื้อหุ้นมาแล้วขายไปได้กำไรต้องมีการเรียกประเมินเก็บภาษีหรือไม่ ปมเงื่อนการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปมีความสลับซับซ้อนมาก นับตั้งแต่ นางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยานายกรัฐมนตรี แจ้งต่อ กลต.เมื่อวันที่ 20 บริษัทแอมเพิล ริช ได้ขายหุ้นชินคอร์ป จำนวน 329.2 ล้านหุ้น ให้แก่ น.ส.พิณทองทา และนายพานทองแท้ คนละ 164.6 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 1 บาท โดยระบุในแบบฟอร์มว่าเป็นการซื้อขายผ่าน กลต. แต่จากตรวจสอบข้อมูลการซื้อหุ้นชินคอร์ปจาก กลต.เมื่อวันที่ 20 มกราคม ไม่พบว่ามีรายการการซื้อขายหุ้นบิ๊กล็อตจำนวน 329.2 ล้านหุ้น ราคาหุ้น 1 บาท ตามที่นางกาญจนาภาแจ้งต่อสำนักงาน กลต.แต่อย่างใด จนเกิดคำถามทำไมข้อมูลที่นางกาญจนาภาแจ้งต่อ กลต.กับข้อมูลการซื้อขายหุ้นจึงไม่ตรงกัน ปมพิรุธเกิดขึ้นเมื่อนายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ได้ซื้อหุ้นชินคอร์ปมาจากบริษัทแอมเพิลริชมาในวันที่ 20 มกราคม 2549 จากนั้นในวันที่ 23 มกราคม 2549 นางกาญจนาภา ได้แจ้งสำนักงาน กลต.ว่า บุคคลทั้งสองได้ขายหุ้นชินคอร์ป ราคาหุ้นละ 49.25 บาท จำนวน 604.6 ล้านหุ้น และจำนวน 458.55 ล้านหุ้น ตามลำดับ ให้แก่บริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ และบริษัท แอสเพน โฮลดิ้งส์ ซึ่งกองทุนเทมาเส็กของสิงคโปร์ ซึ่งการขายหุ้นครั้งนี้ กลับมีข้อมูลรายการซื้อขายหุ้นรายใหญ่ผ่าน กลต.ปรากฏชัดเจน ผิด กับกรณีที่แอมเพิลริช ขายหุ้นให้แก่ นายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ผ่าน กลต.แต่กลับไม่มีข้อมูลการทำรายการซื้อขาย ต่อมามีกล่าวอ้างในภายหลังว่ามีการซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์ ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า แอมเพิลริช ได้ขายหุ้นที่ถือครองอยู่ 329.2 ล้านหุ้นให้บุตรทั้ง 2 คนของ พ.ต.ท.ทักษิณ จริงหรือไม่ และเหตุได แอมเพิลริช ไม่ขายหุ้นให้บริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ และบริษัท แอสเพน โฮลดิ้งส์ โดยตรง ในราคาหุ้นละ 49.25 บาทแต่กลับขายหุ้นผ่านตระกูลชินวัตร ก่อน ในราคาหุ้น 1 บาท ซึ่งมีเจตนาชัดเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีเงินได้นั่นเอง เป็นเพราะ หากแอมเพิลริช ขายหุ้นชินคอร์ป ให้แก่บริษัทในเครือกองทุนเทมาเส็กในราคาหุ้นละ 49.25บาท โดยตรง จะต้องเสียภาษีประมาณ 3,177-3,971.5 ล้านบาท ดังนั้นวิธีการง่ายๆ ที่ไม่ต้องเสียภาษีคือให้ แอมเพิลริช ขายหุ้นให้แก่สองพี่น้องตระกูลชินวัตร ในราคาพาร์ที่แอมเพิลริช ได้รับโอนมาจาก พ.ต.ท.ทักษิณเมื่อ เดือนมิถุนายน 2542 ซึ่งเท่ากับว่า แอมเพิลริช ไม่มีกำไรจากการขายหุ้นชินคอร์ป จึงไม่ต้องเสียภาษี แต่ที่น่าสนใจเมื่อสองพี่น้องตระกูลชินวัตรนำหุ้นชินคอร์ปไปขายต่อให้กองทุนเทมาเส็กได้กำไรกว่า 7.3 หมื่นล้านบาท กลต.และกรมสรรพากร ในขณะนั้น กลับไม่มีการเรียกเก็บภาษี แต่มีการสั่งปรับเพียงเล็กน้อยกว่า 6 ล้านบาท ข้อหาไม่แจ้งการซื้อขายให้ กลต.ได้รับทราบ และไม่ทำคำเสนอขอซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นรายย่อย จนนำไปสู่การตัดสินของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ปปช.สั่งลงโทษวินัยร้ายแรง นายศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ อธิบดีกรมสรรพากร กับพวก 5 คน ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่เรียกเก็บภาษีจาก นายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ในการซื้อหุ้นบริษัทชินคอร์ป จาก แอมเพิลริช นอกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประเด็นการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปทั้งหมด คตส.ตั้งประเด็นสอบย้อนหลัง นับตั้งแต่ 1.กรณีนายบรรพจน์ ดามาพงษ์ ซื้อหุ้นบริษัทชินวัตรคอมพิมเตอร์ แอนด์คอมมิวนิเคชั่น จาก น.ส.ดวงตา วงษ์ภักดี คนรับใช้ คุณหญิงพจมาน จำนวน 738 ล้านบาท พร้อมทั้งถูกประเมินเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง 100 % รวมเป็น 546 ล้านบาท โดย คตส. ได้ชี้มูลความผิด นายบรรณพจน์ คุณหญิงพจมาน กับพวก รวม 6 คนมีเจตนาร่วมกันกระทำโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรือใช้อุบายเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษี ตามความผิดประมวลรัษฎากร มาตรา 31 (1) (2) พร้อมทั้งดำเนินคดีทางอาญา 83 2.กรณีการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปในปี 2543 ที่มีการทำธุรกรรมด้วยกันทั้งสิ้นสามครั้ง คือ ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2543 พ.ต.ท.ทักษิณ-คุณหญิงพจมาน ขายหุ้นชินคอร์ปให้นายพานทองแท้ จำนวน 73,395,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 10 บาท ขณะที่ราคาตลาดอยู่ที่ 150 บาท ทำให้นายพานทองแท้ได้รับผลประโยชน์จาก ส่วนต่าง ราคาหุ้นเป็นเงิน 10,275 ล้านบาท โดยไม่เสียภาษีให้รัฐ ซึ่งถ้าต้องจ่ายภาษีคิดเป็นเงินประมาณ 3,800 ล้านบาท ครั้งที่ 2 คุณหญิงพจมานขายหุ้นชินคอร์ปให้นายบรรณพจน์ จำนวน 26,825,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 10 บาท ขณะที่ราคาตลาด 150 บาท ทำให้นายบรรณพจน์ได้รับผลประโยชน์จาก ส่วนต่าง ราคาหุ้นเป็นเงิน 3,755 ล้านบาท ถ้าต้องจ่ายภาษีคิดเป็นเงินประมาณ 1,389 ล้านบาท และครั้งที่ 3 คือ พ.ต.ท.ทักษิณขายหุ้นชินคอร์ปให้นาง 3.กรณีการซื้อหายหุ้นชินคอร์ป ระหว่างนายพานทองแท้ กับ น.ส.พิณทองทา เมื่อปี 2545 จำนวน 376 ล้านหุ้น 4.กรณีนายพานทองแท้ และ น.ส. จึงนำไปสู่การอายัดทรัพย์สินของ ทักษิณ ชินวัตร กับ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร รวมถึงบัญชีเงินฝาก 21 บัญชี ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายหุ้นทั้งหมด โดยรวมเป็นคดี พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจและพวกพ้อง และข้อหาร่ำรวยผิดปกติ โดยทั้งหมด คตส.ได้ส่งฟ้องความผิดทางอาญาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ฐานใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ ซึ่งขณะนี้อัยการสูงสุดได้มีคำสั่งฟ้องต่อศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางกาเมืองเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงการอายัดทรัพย์ 7.3 หมื่นล้านบาทเท่านั้น ที่ต้องรอความเห็นจาก ปปช.และอัยการสูงสุด สุดท้ายแล้วชะตากรรมของ ทักษิณ คงหนีไม่พ้นชะตากรรมเดียวกับคุณหญิงอ้อ ภรรยาสุดที่รัก -----------------------//-----------------
|