• dr.nakamon
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : [email protected]
  • วันที่สร้าง : 2015-06-11
  • จำนวนเรื่อง : 345
  • จำนวนผู้ชม : 293623
  • ส่ง msg :
  • โหวต 369 คน
ชมรมรักและศรัทธา ดร.ณกมล ปุญชเขตต์ทิกุล
ส่งเสริมความรู้เศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง การศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมไทย-อาเซียนในโลกสมัยใหม่
Permalink : http://www.oknation.net/blog/nakamonTH
วันศุกร์ ที่ 3 ธันวาคม 2564
Posted by dr.nakamon , ผู้อ่าน : 392 , 11:00:58 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณกมล ปุญชเขตต์ทิกุล**

ชีวิตคนเรามีส่วนประกอบที่สำคัญอยู่ ๒ อย่างคือร่างกายและจิตใจหรือที่ทางพุทธศาสนาเรียกอย่างสั้นๆ ว่า รูปกับนาม ขณะที่แนวคิดทางปรัชญาโดยเฉพาะปรัชญาตะวันตกก็ให้ความสำคัญถึงกับมีการศึกษาเรื่องสสารหรือที่รู้จักกันในชื่อของรูป และอสารคือส่วนของจิตซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการคิด ซึ่งองค์ประกอบทั้ง ๒ นี้ นับว่ามีความสำคัญเพราะเมื่อต่างอาศัยกันและกันอย่างเหมาะสมแล้วก็จะทำให้เป็นชีวิตที่ดีได้และการเอาใจใสต่อสภาวะทางจิตใจนั้น ต้องถือว่ามีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตเป็นอย่างมาก เพราะจิตที่ทำหน้าที่ด้านความคิดมีความละเอียดอ่อนในระนาบที่รู้เห็นได้ยาก มีความละเอียด ลึกซึ้งอย่างยิ่ง                                                                      

ชีวิตคนเรามีส่วนประกอบที่สำคัญอยู่ ๒ อย่างคือร่างกายและจิตใจหรือที่ทางพุทธศาสนาเรียกอย่างสั้นๆ ว่า รูปกับนาม ขณะที่แนวคิดทางปรัชญาโดยเฉพาะปรัชญาตะวันตกก็ให้ความสำคัญถึงกับมีการศึกษาเรื่องสสารหรือที่รู้จักกันในชื่อของรูป และอสารคือส่วนของจิตซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการคิด ซึ่งองค์ประกอบทั้ง ๒ นี้ นับว่ามีความสำคัญเพราะเมื่อต่างอาศัยกันและกันอย่างเหมาะสมแล้วก็จะทำให้เป็นชีวิตที่ดีได้และการเอาใจใสต่อสภาวะทางจิตใจนั้น ต้องถือว่ามีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตเป็นอย่างมาก  เพราะจิตที่ทำหน้าที่ด้านความคิดมีความละเอียดอ่อนในระนาบที่รู้เห็นได้ยาก มีความละเอียด ลึกซึ้งอย่างยิ่ง  ใฝ่ในอารมณ์ตามที่ใคร่ ผู้มีปัญญาจึงควรควบคุมความคิดไว้ให้ดีเพราะความคิดที่ควบคุมได้แล้ว จะสามารถนำมาซึ่งความสุข  แม้ว่าโดยทั่วไปจะเป็นที่ทราบกันว่าความคิดคนเรามักดิ้นรน กลับกลอก ป้องกันยาก แต่คนที่มีปัญญาก็สามารถฝึกความคิดให้ดีได้ เช่นเดียวกับที่ช่างศรดัดลูกศรให้ตรงได้  เมื่อพิจารณาในแง่นี้  จิต หรือ ความคิด ก็คือ  การที่คนๆ หนึ่ง พยายามใช้พลังทางสมองของตนในการนำเอาข้อมูล ความรู้ ประสบการณ์ต่างๆ ที่มีอยู่มาจัดวางอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีที่สุด(๑) ซึ่งในที่นี้จะขอนำตัวอย่างซึ่งมีลักษณะเดียวกับนายช่างศรนี้มาอภิปรายกันถึงเรื่องการพัฒนาคิดที่เรียกว่า “ความคิดสร้างสรรค์” ต่อไป

ความคิดสร้างสรรค์ คืออะไร? ในที่นี้ขอให้ความหมายว่า ความคิดสร้างสรรค์คือการค้นพบวิธีการที่ใหม่และดีขึ้นในการทำสิ่งต่างๆ(๒) เป็นสิ่งตอบแทนความสำเร็จทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่ทำงานหรือชุมชน ซึ่งขึ้นอยู่กับการหาวิธีการที่จะทำสิ่งต่างๆให้ดีขึ้น การที่คนเราจะมีความคิดสร้างสรรค์ ได้นั้น เราจำเป็นต้องทำการพัฒนาศักยภาพในการทำงานและการพัฒนาของสมองเราก่อน โดยสมองเรามีด้วยกัน ๒ ซีก คือสมองซีกซ้าย ทำหน้าที่ในส่วนของการตัดสินใจ การใช้เหตุผล และสมองซีกขวา ทำหน้าที่ในส่วนของการสร้างสรรค์ แม้สมองจะทำงานต่างกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว สมองทั้งสองซีก จะทำงานเชื่อมโยงไปพร้อมกัน ในแทบทุกกิจกรรมทางการคิด โดยการคิดสลับกันไปมา อาทิเช่น การอ่านหนังสือ เราจะพบว่าสมองซีกซ้ายจะทำความเข้าใจ โครงสร้างประโยค และไวยากรณ์ ในขณะที่สมองซีกขวาก็จะทำความเข้าใจ เกี่ยวกับท่วงทำนองของการดำเนินเรื่อง อารมณ์ที่ผูกไว้ในงานเขียนนั้นๆ  และนี่ก็เป็นเหตุผลที่สำคัญที่จะอธิบายว่า เพราะเหตุใดเราจึงจำเป็นต้องพัฒนาสมองทั้งสองซีกไปพร้อมๆ กัน ไม่สามารถพัฒนาแยกออกไปเป็นแต่ละด้านได้

ดังนั้น หากจะนิยามให้แคบลงแล้ว ความคิดสร้างสรรค์จึงควรต้องมี ๓ ส่วน คือ ๑. การเป็นสิ่งใหม่(new, original)กล่าวคือต้องเป็นการคิดที่แหวกวงล้อมความคิดที่มีอยู่เดิม ที่ไม่เคยมีใครคิดได้มาก่อน ไม่ได้ลอกเลียนแบบใคร แม้กระทั่งความคิดเดิมๆ ของตนเอง ๒. ต้องเป็นความคิดที่สามารถใช้การได้(workable)ซึ่งก็คือต้องเป็นความคิดที่เกิดจากการสร้างสรรค์ที่ลึกซึ้งและสูงเกินกว่าการใช้เพียงจินตนาการที่เพ้อฝัน นั่นหมายความว่าต้องสามารถนำมาพัฒนาให้เป็นจริง ใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม และสามารถตอบสนองวัตถุประสงค์ ของการคิดได้เป็นอย่างดี และ ๓. ต้องมีความเหมาะสม(Suitable) หมายความว่าต้องเป็นความคิดที่สะท้อนความมีเหตุมีผล ที่เหมาะสม และมีคุณค่า ภายใต้มาตรฐานที่ยอมรับได้โดยทั่วไป และการที่เราจะพัฒนาคิดสร้างสรรค์ได้หรือไม่อย่างไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบที่สำคัญๆ กล่าวคือ

. ทัศนคติและบุคลิกภาพเชิงสร้างสรรค์และการมีความสามารถทางสติปัญญา จากการศึกษาความคิดของนักคิดสร้างสรรค์ที่ประสบความสำเร็จ  จะพบว่าท่านเหล่านั้นล้วนมีทัศนคติและบุคลิกลักษณะเชิงสร้างสรรค์หลายอย่าง อาทิเช่น การเป็นคนที่เปิดกว้างต่อการรับประสบการณ์ใหม่ๆ ด้วยท่าทีที่ยินดี จะเรียนรู้เสมอ มีอิสระในการคิดพินิจ และตัดสินใจ กล้าเผชิญความเสี่ยง มีความเชื่อมั่น และเป็นตัวของตัวเอง มีทัศนคติเชิงบวก ต่อสถานการณ์ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะดีหรือร้าย มีแรงจูงใจอันสูงส่ง ที่จะประสบความสำเร็จ เป็นคนที่ยินดีทำงานหนัก มีความสนใจต่อสิ่งที่มีความสลับซับซ้อน อดทนต่อปัญหาที่ยังมองไม่เห็นทางออก หรือคำตอบ บากบั่น อุตสาหะ เรียนรู้จากความล้มเหลว ให้เป็นบทเรียนของชีวิต และสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี มีความสุขุม และมีจิตใจมั่นคง

ความคิดสร้างสรรค์ จัดว่าเป็นทักษะระดับสูงของความสามารถทางสติปัญญาซึ่งได้แก่ การมีความสามารถในการกำหนดขอบเขต ของปัญหา ผู้มีความคิดสร้างสรรค์ จะไม่มองปัญหาที่เห็นอยู่ตรงหน้า ด้วยสายตาธรรมดา หรือด้วยความคิดที่ไม่สู้ แต่มองด้วยมุมมองแบบใหม่ เพื่อทำให้เห็นทางแก้ปัญหาใหม่ๆ ที่เหมาะสมกว่า โดยเริ่มต้นด้วยการให้นิยาม หรือกำหนดขอบเขตของปัญหา ที่ต้องการแก้ไขได้อย่างชัดเจน จากนั้นจึงตั้งเป้าหมาย เพื่อหาทางแก้ปัญหานั้น ในแนวทางที่สร้างสรรค์กว่าเดิม ความสามารถในการใช้จินตนาการ ในการพิจารณาปัญหา เพื่อนำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์ การวาดภาพจากจินตนาการ ช่วยทำให้การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ เกิดได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดอย่างเช่นกรณีอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์(Albert Einstein) สามารถพัฒนาทฤษฎีสัมพันธภาพได้จากการวาดภาพว่าตนเองกำลังท่องเที่ยวไปบนลำแสงที่ยาวไกลลำแสงหนึ่ง 

 ตลอดจนการมีความสามารถในการคัดเลือกอย่างมียุทธศาสตร์ ในระนาบของความสามารถในการคิดแก้ปัญหาด้วยตนเอง ความสามารถในการมุ่งสู่หนทางการแก้ปัญหาที่มีศักยภาพ ความสามารถในการตัดทางเลือกที่ไม่เกี่ยวข้องออก ความสามารถในการรู้ว่าเวลาใดจะต้องใช้การคิดแบบใด จึงจะเหมาะสม และช่วยให้ประสบความสำเร็จได้  ตลอดจนการมีความสามารถในการประเมินอย่างมีประสิทธิภาพ การที่เราจะได้ความคิดสร้างสรรค์ที่ดีที่สุดนั้น เราควรจะมีความสามารถในการแยกแยะความคิดที่ดีและเหมาะสมท่ามกลางแนวความคิดที่เป็นไปได้มากมาย โดยคัดเลือกเฉพาะความคิด ที่มีความสอดคล้องกัน มารวบรวมประกอบกัน เพื่อสร้างเป็นความคิดใหม่ขึ้น และนำความคิดใหม่ที่ได้นั้นมาพิจารณาประเมินคุณค่า  ความสามารถในการประเมินส่งผลให้เกิดความก้าวหน้าในการแก้ปัญหา เป็นสิ่งที่สอดคล้องกับการที่จะได้คำตอบที่มีคุณภาพสูง ใหม่  ดี และเหมาะสมกว่า

. การมีความรู้และมีรูปแบบในการคิด    มีวารสารเล่มหนึ่งชื่อ  Jurnal  of  Creative  Behavior

ซึ่งตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1988   เป็นการตีพิมพ์รายงานผลจากการวิจัยทางการศึกษาของ  Rosenman, M.F.  ซึ่งมีข้อสรุปว่า  ความรู้ที่สะสมมาเป็นระยะเวลานานมีความสำคัญต่อการทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ พูดอย่างง่ายก็คือคนที่มีความรู้มักจะคิดสร้างสรรค์ได้ดีกว่าคนที่ไม่มีความรู้ เพราะทำให้เข้าใจธรรมชาติของปัญหาได้กว้างและลึกซึ้งกว่าคนที่ขาดฐานข้อมูล  ความรู้ช่วยทำให้เราสามารถคิดงานที่มีคุณภาพ เพราะมีรากฐานของความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นรองรับและช่วยกระตุ้นให้มีการคิดต่อยอดความรู้ต่อไป อันเกิดจากการได้รับความรู้เพิ่มเติม เพื่อนำความรู้ที่ได้รับหรือมีอยู่มาคิดต่อเป็นจุดกำเนิดของความคิดอื่นๆ ได้ และในทางตรงกันข้าม ความรู้ก็อาจเป็นตัวขัดขวางความคิดสร้างสรรค์ได้ด้วย หากยึดติดในความรู้ที่มีอยู่มากเกินไปจนเป็นอุปสรรคทำให้ขาดความยืดหยุ่นในการคิดออกนอกกรอบหรือคิดจากมุมมองใหม่ๆ ที่กว้างขวางขึ้น หรือที่คนไทยมีสำนวนว่า “ความรู้เป็นเหมือนดาบสองคม”  ซึ่งความจริงก็คือการมีความรู้นั้นสามารถส่งผลกระทบต่อความคิดสร้างสรรค์ได้ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ หากนำไปใช้ในฝ่ายดีก็ก่อประโยชน์ได้มาก หากใช้ไปในทางไม่ดีกล่าวคือนำไปเพื่อก่อทุกข์แก่ตัวเอง เบียดเบียนหรือทำลายบิดา-มารดาหรือสกุลวงศ์ เช่นนี้ก็แย่อยู่เหมือนกัน    

อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่ารูปแบบการคิดของแต่ละคน มีผลต่อการรับรู้และบุคลิกภาพคนๆ นั้นด้วย รูปแบบการคิดจะช่วยให้เกิดการประยุกต์ความสามารถทางสติปัญญาและความรู้ของคนๆหนึ่ง ในการแก้ปัญหา คนสองคนอาจจะมีระดับสติปัญญาเท่าเทียมกัน ต่างกันตรงรูปแบบการคิด ที่ผ่านมาเรามักจะพบงานวิจัยหลายชิ้นที่อธิบายได้ว่า รูปแบบการคิดของคนบางคน ช่วยส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ในขณะที่รูปแบบการคิดของบางคน ขัดขวางการคิดสร้างสรรค์ ตัวอย่างเช่น ความสมดุลในการคิด แบบมองมุมกว้าง กับการคิดแบบมองมุมแคบ การคิดในมุมแคบ เป็นการคิดแบบลงในรายละเอียดของปัญหา ส่วนการคิดในมุมกว้าง เป็นการคิดแบบมองกว้าง ในระดับทั่วไปของปัญหา ซึ่งการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ มักจะต้องมองในภาพกว้างก่อน หรือคิดในมุมกว้างก่อน จากนั้น จึงค่อยพิจารณาลงในรายละเอียดปลีกย่อย เพื่อให้ได้ความคิดสร้างสรรค์ที่สมบูรณ์ที่สุด

. การมีแรงจูงใจและสิ่งแวดล้อมที่ดี แรงจูงใจเป็นส่วนสำคัญที่กระตุ้นให้คนต้องการคิดสร้างสรรค์ ซึ่งมีทั้งแรงจูงใจภายใน และแรงกระตุ้นจากภายนอก แรงจูงใจกระตุ้นจากภายใน ที่มีประโยชน์ต่อความคิดสร้างสรรค์ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเช่น ความต้องการประสบความสำเร็จ ความต้องการสิ่งใหม่ๆ การตอบสนองความอยากรู้อยากเห็น เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่คนที่มีแรงกระตุ้นจากภายใน มักจะบอกว่า เขาทำงานนี้ เพราะรู้สึกสนุกหรือไม่ก็ค้นพบว่า มันเป็นอะไรที่น่าสนใจและจะพึงพอใจ เมื่องานที่ทำนั้นประสบความสำเร็จ  ส่วนแรงกระตุ้นจากภายนอก จะมีลักษณะตรงกันข้าม คือการที่สิ่งแวดล้อมภายนอก เป็นผู้ยื่นเสนอรางวัล  ตัวอย่างเช่น การได้รับเงินเดือนสูงๆ   ความก้าวหน้าในการทำงาน การได้รับการยกย่องจากหัวหน้างาน การมีชื่อเสียง การได้รับรางวัล  ผลงานวิจัยหลายๆ ชิ้นที่ศึกษาเกี่ยวกับแรงจูงใจทางจิตวิทยา มีข้อสรุปส่วนใหญ่ที่ชี้ให้เห็นว่าคนที่ถูกกระตุ้นด้วยรางวัลนั้นจะมีความคิดสร้างสรรค์ต่ำกว่าคนที่มีแรงกระตุ้นจากความต้องการที่อยู่ภายใน แต่อย่างไรก็ตาม แรงจูงใจทั้งภายในและภายนอกที่มีความสมดุลกันจะมีส่วนอย่างมากที่จะช่วยให้การทำงานด้านความคิดสร้างสรรค์ มีสัมฤทธิผลได้มากยิ่งขึ้น   

สำหรับสภาพแวดล้อมนั้นก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่จะทำให้คนเราจะสามารถคิดสร้างสรรค์ได้มากขึ้น  เพราะคนที่มีลักษณะการสร้างสรรค์ มักเป็นผู้ที่ได้รับการกระตุ้น และได้รับการส่งเสริมสนับสนุน โดยการสร้างบรรยากาศ ที่ไม่มีการสร้างกรอบมาตรฐานมาบีบรัด ตัวอย่างง่ายๆ เช่น  การมีสภาพแวดล้อมทางสังคมที่ส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ ในการแสดงออกของประชาชน สังคมที่ส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรม สังคมที่มีแบบอย่างคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ สังคมที่ให้รางวัลและสนับสนุนคนที่คิดแตกต่าง สังคมที่ส่งเสริมการแข่งขันทางธุรกิจอย่างเสรี   ลักษณะสภาพแวดล้อมเช่นว่ามานี้ย่อมส่งเสริมให้คนในสังคมนั้น มีความคิดสร้างสรรค์ได้ไม่ยาก แล้วเราจะสามารถสร้างนิสัยในการลงมือปฏิบัติอย่างสร้างสรรค์ได้อย่างไร?  มีข้อเสนออย่างง่ายๆ หลายตัวอย่างให้ลองปฏิบัติดู อาทิเช่น การเริ่มจากการเป็นคน ๑. กระตือรือร้น เป็นคนทำงาน พูดง่ายๆ คือชอบเป็นนักทำ  ๒. อย่ารอจนกระทั่งเงื่อนไขต่างๆสมบูรณ์แบบ มันไม่มีวันเกิดขึ้นหัดลองเผชิญหน้ากับความยุ่งยากและอุปสรรคในอนาคตและแก้ปัญหาเมื่อเกิดขึ้น  ๓. จำไว้ว่า ลำพังความคิดเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้เกิดความสำเร็จ แต่ความคิดจะมีค่าก็ต่อเมื่อได้รับการปฏิบัติ  ๔. ใช้การลงมือปฏิบัติเพื่อช่วยขจัดความกลัวและสร้างความมั่นใจ ลองทำในสิ่งที่คุณกลัวแล้วความกลัวจะหายไป  ๕. ติดเครื่องความคิดของคุณด้วยมือ อย่ารอให้จิตใจผลักดันคุณให้ทำ แต่ลงมือทำไปก่อนแล้วคุณจะผลักดันจิตใจให้คิด ๖. คิดในเกณฑ์ของคำว่า “เดี๋ยวนี้” คำว่า พรุ่งนี้..อาทิตย์หน้า..วันหลัง..หรือคำอื่นๆที่คล้ายกันนั้นซึ่งมักเป็นคำที่มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่าความล้มเหลว  จงเป็นคนประเภท  “ฉันจะเริ่มเดี๋ยวนี้”  ๗. นั่งลง..และทำงาน อย่าเสียเวลา ๘. เป็นผู้ริเริ่ม เป็นนักรณรงค์ เป็นอาสาสมัคร แสดงให้เห็นว่าคุณมีความสามารถและมีความทะเยอทะยานที่จะทำ

อย่างไรและกรณีใดๆ ก็ตาม จงอย่าเป็นคนที่เอาตัวเองหนีไปเสียจากความคิดสร้างสรรค์ พยายามหลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่จะทำลายการหล่อหลอมพัฒนาการทางความคิดสร้างสรรค์ของเราให้หยุดชะงักลง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดๆ ก็เช่น  การมีสังคมที่ยึดมั่นการดำเนินชีวิตตามขนบธรรมเนียมประเพณีสังคม มีลักษณะเผด็จการทำให้คนในสังคมไม่กล้าคิดนอกกรอบ สังคมที่ไม่เห็นคุณค่าความคิดสร้างสรรค์ ไม่ยอมรับความคิดที่คนๆ หนึ่งได้สร้างสรรค์ขึ้นและสังคมที่ไม่มีการสอนทักษะการคิดสร้างสรรค์ ตัวอย่างเช่นการเรียนการสอนที่เน้นการท่องจำซึ่งสถาบันทางการศึกษาหลายๆ แห่ง ที่ผ่านมาพยายามจัดกัน ซึ่งยังไม่ค่อยมีบรรยากาศที่จะส่งเสริมให้ผู้เรียนได้คิดอย่างอิสระ จนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้เรียนเติบโตขึ้นอย่างขาดทักษะในการคิดสร้างสรรค์ และนี่ก็เป็นเหตุผลหลักที่สำคัญอย่างยิ่งอีกประการหนึ่งที่ตลอดระยะเวลา ๓๐ กว่าปี ที่ผ่านมา (พ.ศ.๒๕๑๓-๒๕๔๖)  นับตั้งแต่ ท่าน อาจารย์ ดร.สุข พุคยาภรณ์ ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศรีปทุม  จนมาถึงยุคของคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยศรีปทุมรุ่นปัจจุบัน  ภายใต้การนำของท่านอธิการบดี คือ ท่านอาจารย์ ดร.รัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมาน  มีความมุ่งมั่นอย่างมากที่ต้องการให้มหาวิทยาลัยศรีปทุมได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยด้วยการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างรากฐานทางความคิดทางการศึกษาของชาติให้แก่เยาวชนคนรุ่นใหม่ ให้มีลักษณะทางความคิดสร้างสรรค์ กล้าคิด กล้าทำในสิ่งที่ดีงาม ตามแนวปรัชญาของมหาวิทยาลัยศรีปทุมที่ว่า “การศึกษาสร้างคน คนสร้างชาติ” เป็นการเพิ่มศักยภาพทางการศึกษาและการพัฒนาให้เกิดการคิดสร้างสรรค์ อันจะส่งผลให้นักศึกษาของมหาวิทยาลัยศรีปทุมทุกคน  ได้เติบโตเป็นบัณฑิตที่ดีของสังคมในมิติของคนรุ่นใหม่  เป็นคนรุ่นใหม่ที่ยืนอยู่บนถนนแห่งความสำเร็จ ตามปณิธานทางการศึกษาของมหาวิทยาลัยศรีปทุมทั้ง ๔ มิติ คือคนรุ่นใหม่ที่พร้อมด้วย  “ปัญญา   เชี่ยวชาญ เบิกบาน คุณธรรม”  เคียงคู่สังคมไทยตลอดไป.

  


          * ปรับปรุงจากบทความ เรื่อง   “การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์”.  ตีพิมพ์ในหนังสือที่ระลึกในวโรกาส วันรำลึก ๗๗ ปี ดร.สุข  พุคยาภรณ์  ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศรีปทุม วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๔๖ หน้า ๔๐-๕๑.

(๑) ดูคำอธิบายเพิ่มใน  ศ.ดร.เกรียงศักดิ์  เจริญวงศ์ศักดิ์. การคิดเชิงสร้างสรรค์(พิมพ์ครั้งที่ ๓). กรุงเทพมหานคร : บริษัทซัคเซส มีเดีย จำกัด. ๒๕๔๕. หน้า ๓-๘.  และดู  http://www.ifd.or.th

(๒) เกี่ยวกับเรื่องนี้  อาจารย์ ดร.ชัยอนันต์ สมุทรวณิช อธิบายว่า อะไรที่มันเก่าเราไม่เรียกว่าสร้างสรรค์ คิดสร้างสรรค์คือทำอย่างไรถึงจะเกิดสิ่งนั้นขึ้นมา เป็นค่าบางอย่างพิเศษ หายาก…… และ ดูเพิ่มใน ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทรวณิช. เรื่อง “Creative Thinking and Mind Mapping”. ใน พลิกความคิดเป็นปัญญา. กรุงเทพมหานคร : นำอักษรการพิมพ์. หน้า ๓๕๔-๓๖๓.

 




เรื่องวันนี้ปิดแสดงความคิดเห็น


<< ธันวาคม 2021 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  



[ Add to my favorite ] [ X ]