พิมพ์หน้านี้
|
เจดีย์พุ่มข้าวบิณฑ์ วัดเกริ่นกฐิน อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี (ศาลาหลังใหม่กำลังก่อสร้าง ที่วัดเกริ่นกฐิน)
คนเราถ้า ทำสิ่งใดๆ ลงไปแล้ว รู้จักสำนึกในสิ่งที่ ทำไป สังคมย่อมให้อภัยเสมอ แต่ถ้าทำไปแล้ว ยังหาสำนึกไม่ ชอบดันทุรัง อีกต่างหาก.....บุคคลเช่นนี้ ถ้า มีอยู่ในสังคมมากๆ จะนำมาซึ่งความยุ่ง ยาก........สร้างความวุ่นวายไม่จบไม่สิ้น...........ครับเป็นธรรมะของผม ที่ผมคิดเช่นนั้น.............. ผมเองก็เคยทำบาป มา มากมาย ในวัยเด็กๆ วัย กลางคน และวัยที่กำลังเป็นอยู่ ณ.ปัจจุบันนี้........ คงทำบาปไว้มากมาย ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตสัตว์ ตั้งใจและไม่ตั้งใจ เจตนาหรือไม่เจตนา ทั้งต่อหน้า..และลับ. หลัง ผมจึงพยามยาม สร้างบุญกุศล เพื่อชำระหนี้สงฆ์ ทุกๆปี ทำบุญ ทำทานในเทศกาลสงกรานต์ หรือเทศกาลอื่นๆตามโอกาส..............ที่มี วันพฤหัสบดี ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2551 ผมคนช่างเล่า ได้รับข้อความ..จากเพื่อนบล๊อกเกอร์... ก้อนหิน เชิญชวน ให้เขียนบทความ หรือเรื่องดีๆ มีสาระ เป็นธรรมะ ในพระพุทธศาสนา............. เธอแจ้งว่า ปีนี้ เมื่อยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด.91 ประจำปี 2550....... (ยื่นได้ตั้งแต่ เดือน มกราคม ถึง 31 มีนาคม พ.ศ. 2551 เมื่อเธอยื่นไปแล้ว ทางกรมสรรพากร ได้ คืนภาษีมาให้..จำนวนหนึ่ง.......... จึงมีความคิดว่า จะนำเงินที่ได้รับคืนมา ไปพิมพ์หนังสือ.......... ธรรมะแจก เพื่อเป็นวิทยาทานเพิ่มสติปัญญาให้แก่ผู้ที่ได้อ่านหนังสือนี้......เป็นการสร้างบุญกุศล...... สะสมบุญไว้ ถ้าภพหน้ามีจริง จะได้มีปัญญา เฉลี่ยว ฉลาด รู้เท่าทันคน.....จึงนับว่าเป็นการกระทำ ในสิ่งที่ดี น่าอนุโมทนา..........................เธอ......... ได้........ กราบนมัสการ พระอาจารย์ ชัยยัสสุ คุณป้าอักษราภรณ์ เพื่อนพ้องน้องพี่ในโอเค......... เนชั่น ช่วยกันตวัดปลายนิ้ว สัมผัสคีย์บอร์ด ช่วยกันเขียน.....................ปีที่ผ่านมา ปี 2550 (เงินภาษี คืนของปี พ.ศ. 2549) เคยได้รับภาษีคืนมาแล้ว ได้นำเงินจำนวนดังกล่าว ทั้งหมด แถมเพิ่มเงินในกระ เป๋าเข้าไปอีก.......พิมพ์ หนังสือแสวงบุญ 4 ตำบล "อินเดีย." แจกเป็นธรรมทานหมดไปแล้ว............. มาปีนี้ มีแนวความคิดว่า ....จะขอให้พระอาจารย์ เพื่อนพ้องน้องพี่ ช่วยกันเขียน...ผมเองก็รับปากไป....ว่าจะ.. (ไม่ทราบบรรณาธิการจะรับ พิจารณา ที่ผมคนช่างเล่าเขียน หรือเปล่าไม่รู้) เขียนให้เพื่อเป็นการช่วยกันส่งเสริม แนวคิด ปลูกฝั่งความคิด คุณธรรม จริยธรรม เขียนเชิง การดำเนินชีวิต ง่ายๆ เพื่อ ส่งเสริมจริยธรรมอันดีงาม...........ของสังคมไทยที่กำลังผุกร่อนลง.......... ดังนั้นการที่น้อง........บล๊อกเกอร์... เป็นบุคคลที่ถือว่าเป็นพลเมืองดี ทำความดี ชำระภาษีให้แก่รัฐ ...เสียภาษีทุกๆเดือน.. เพราะในสังคมปัจจุบันแล้วมีแต่คนจองจะหนี....มันเรื่องภาษี...คืออยากโกง. ทุกๆปี เพื่อให้รัฐมีรายได้ จากการเก็บภาษี ไปพัฒนาประเทศ ไปบริหารประเทศ ช่วยรัฐ ช่วยราษฏร์ พัฒนา.. ประเทศ จึงนับว่าเป็น....มหาทานอันยิ่งใหญ่ ผมเอง ก็ใช่เป็นคนดีอะไร เหมื่อนเด็กๆบ้านนอกทั่วๆไป วิถีชีวิต ก็เป็นสังคมชนบท มีเรื่อง... ต่าง ๆ มันมี......... ดังนี้.. มีอยู่ว่า..... ( ศาลาไม้สักทองเขาวงพระจันทร์ อำเภอโคกสำโรง จากกรุงเทพฯไปทาง ถนนหมายเลข 1 พหลโยธิน 179 กม. แต่ถ้าไป ทาง ทางด่วนเมืองทอง มุ่งสู่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไป ถนน หมายเลข 347 ระยะทางประมาณ 150 กม.)
...... อยู่ว่า .... เป็นหนี้สงฆ์ อยู่มากมาย จึงอยากเขียนเรื่อง การ........ชำระหนี้พระสงฆ์ เพราะ เป็น เด็กๆ อยู่บ้านนอก บ้าน อยู่ใกล้ๆวัด โรงเรียน ที่เรียน ชั้น มูล (ชั้นเตรี่ยมก่อนเข้าชั้นประถม สมัยนั้น ยังไม่มีชั้นอนุบาล)........ เดินทางไปโรงเรียน กลับบ้าน ผ่านวัดทุกๆวัน คุณย่า ท่านไม่ได้เรียนหนังสือ แต่สวดมนต์ เป็น ท่านค่อย.......... ...ตักเตือน เรื่อง...บาปบุญอยู่เสมอ...เข้าวัด ออกจากวัด ให้ ......ล้าง.........เท้า .กลัวเม็ด ดินทราย ติดเท้ากลับบ้าน คุณย่ากลัว.. ลูกหลานมีบาปติดตัว....ผมเองสมัยนั้น เป็นเด็กๆบ้านนอก ทำบ้างไม่ทำบ้าง แล้วแต่โอกาส สะดวก....จำได้ว่า.. โกหกคุณ ย่า....เสียอีก เมื่อ ได้ยิน..เสียงย่า บ่น...เรื่อง ล้างเท้า ตรง...นี้มันก็บาปนะ แต่ทำ อย่างไร..ได้ ละ เพื่อให้คุณย่าสบายใจ ไม่ให้ท่าน บ่น.....เราก็โกหกไป......เมื่อนึกถึงตรงนี้แล้วกราบขอ อโหสิกรรม ให้ผมด้วย.......คุณย่าจากไปนานแล้ว... อยู่ที่วัด เบญจบพิตร ใกล้ วังจิตรลดา.....ทุกๆเสาร์ อาทิตย์ จะไป กินข้าวก้นบาตร อาหารดีๆมากมาย ทำเช่นนี้ อยู่กับเพื่อนเด็กวัด...หลายปีครับ ครับ ผมจึงคิดอยู่เสมอว่า มันเป็น...บาปติดตัว ต้องชำระหนี้สงฆ์......ที่มีบาปหนาไปอีก นอกจากไป ไปกินข้าวก้นบาตร แล้ว ยังมีบาปหนาคาใจอยู่จนปัจจุบันนี้ (ผมว่าแล้ว น้องก้อนหิน ล่วงความลับผมแน่ๆ)....คือ เจ้าเพื่อน ผม สองคน เรียน อยู่ที่เทคนิคกรุงเทพฯ แถวๆทุ่งมหาเมฆ อีกคนเรียนมหาวิทยาลัย มีชื่อฯ แถวๆวัดมหาธาตุฯท่าพระจันทร์ มัน ทะลึ่ง ไปทำให้ พระมหาเปรียญ ลาสิกขาบท..... ทั้งๆที่ ท่านศึกษาทางพระธรรม วินัย ไปได้สวย ตอนนั้น ท่านได้เปรียญ กี่ประโยค ผมจำไม่ได้ แต่รู้ว่าสูง.. ...พอที่จะประกอบอาชีพครู..ได้แล้ว........ ( ช้าง หนึ่งคู่ ตั้ง อยู่หน้าศาลาไม้สักทอ)ง
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------***************************************************************************************** ตอนเข้าวัดในวันหยุด
ช่วง ปี พ.ศ.2512 แหล่งทอ่งเที่ยว โรงภาพยนตร์ จะมีอยู่ไม่กี่แห่ง ในกรุงเทพฯ โรงภาพยนตร์ หรือที่ เราเรียก..... โรงหนัง มีไม่กี่แห่งในกรุงเทพฯ โรงหนังโคลีเชี่ยม แถวๆยมราช หรือหัวถนนศรีอยุธยา ตัดกับถนน เพชรบุรี .(จะถือได้ว่าเป็นแหล่งบันเทิงที่ทันสมัยแห่งหนึ่ง) จะมีโรงหนังชั้นหนึ่ง จะมีหนังดีๆ ทั้งไทย ฝรั่ง อินเดีย เข้ามาฉาย ทุกๆสัปดาห์ จากโคลีเชี่ยม มาวัด สามารถ เดินเล่นๆ ไม่นานก็ ถึงวัด เบญจบพิตร หรือถ้าจะนั่งรถมลย์ ราคา ห้าสิบสตางค์ อึดใจเดียว ก็ถึงวัด เบญจฯ สนองฯ..หลังเลิกเรียน วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพฯ ทุ่งมหาเมฆ มักจะ ชวน เพื่อนสาว มาดูหนัง...แล้วเลยมาเที่ยว ที่วัด บ่อยๆ เพราะเวลาเรียน แต่ละวัน จะมีเวลาว่าง จากตารางเรียน........ กุฏิ วัด จะปลูกเป็น อาคารเรือนแถว สองชั้น แถวหนึ่งๆมี 4-5 ห้อง(ถ้าจำไม่ผิด) ปลูกเป็นแถวเป็นแนว อยู่คนละด้าน กับโบสถ์ พระ หรือหลวงพี่ จะ จำวัด อยู่ทั้งสองชั้น หรือถ้ามีอารามบ่อย จะให้ เด็กวัด อยู่ชั้นล่าง............ ท่านมหาสนิท ท่านเรียนเก่ง ท่านเรียนที่มหาวิทยาลังสงฆ์ พวกเราเป็นญาติๆกันมา จากบ้านนอก....มหา..ได้เข้า มาวัดนี้ เพราะมาทางสายคุณลุงผม...ที่ผมอาศัย อยู่บ้านลูกสาวของท่าน ที่ซอยรางน้ำ ท่านมหาจึงยิ่งถือว่าเราเป็นญาติ ใกล้ชิด...เข้าออกนอกในได้สะดวก...... จากเดือน เป็น ปี ที่ ผมทำเช่นนี้ แวะเวียน มานอน เล่นที่วัด บ้างครั้งสนอง มักจะพาแฟนมาเทียววัด แวะกุฏิ.. สุคนธ์ กับผม จึง ไปอ่านหนังสือ ที่หอสมุดแห่งชาติ ที่ ท่าวสุกรีฯ กัน เพราะแหล่งเรียนรู้ ที่เราไปกันบ่อยๆ....... .......วันเสาร์ บ่ายๆวันหนึ่ง ที่ผม แวะไป ไม่พบ มหาเปรียญธรรม ห้องที่ท่านจำวัด ใส่กุญแจ...แสดงว่าท่านยัง ไม่กลับจากเรียน ที่มหาวิทยาลัยสงฆ์...............แต่ห้องชั้นล่าง ไม่ได้ใส่กุญแจ........ประตูห้องกุฏิ ปิดสนิท หน้าต่าง ก็ปิด กุฏิต่างๆ คนไม่พลุกพล่าน เหมือนเสาร์อาทิตย์ก่อนๆ......... ผม ตะโกน เรียกเพื่อนว่า หนอง...หนอง.... ....เงียบ..........ไปดันๆประตู ใส่กลอนภายในนี้หว่า...แสดงว่ามีใคร่อยู่ข้างในแน่ๆ.....เออช่างมันเห่อ........ไปหา.. กวยเตี่ยว เรืออยุธยา ในคลองข้างวัดกินดีกว่า..........สักครู่ สุคนธ์ คงกลับจากเรียน ที่ท่าพระจันทร์ ผมคิดในใจ.... กินเสร็จ ไปเดินเล่น ข้างๆโบสถ์.......ไม่นาน สุคนธ์...กลับมาจากเรียน เฮย..ไอ้คนช่างเล่ามึงมาเดินหาอะไร แถวๆนี้หละ.........!. ผมตอบเพื่อนไปว่า...ไอ้หนองไม่รู้ไปไหน.........ปิดห้อง........กุญแจก็ไม่ใส่ไว้....เปิดประตูไม่ได้.. หรือมันป่วยไม่สบายนอนหลับ เรียกเท่าไรไม่เปิดประตู...........เลยคิดว่าจะกลับบ้าน หรือไป อ่านหนังสือที่ ห้องสมุดดี ผมตอบเพื่อนที่ชื่อสุคนธ์ไปเช่นนั้น พร้อม กับเดิน ไปที่ กุฏิ อาคารหลังที่ 4 หรือ 6 ผมจำไม่ได้..........เมื่อไปถึงเราสองคน ตะโกนเรียก เรียกเท่าไร ไม่เปิดประตู สุคนธ์ พูดขึ้นว่า หรือมันป่วยจริงๆ......ผมบอกว่าเรา ไป ห้อง สมุดฯดีกว่า..... ไปนั่งอ่านหนังสือถึงเย็น กลับวัด....ผมขึ้นรถเมล์ ที่เทเวศร์ กลับบ้าน.....มาลงหน้าโรงเรียนศรีอยุธยา เดิน ทางกลับบ้าน ตามปรกติ( กลับเวลานี้แหละ ทางบ้านไม่สงสัย)............เสาร์ อาทิตย์ ต่อๆมา ผมไปวัด เหมือนเดิม...........ไอ้หนอง(สนอง) มันเป็นอะไรมันวะวันนั้น...สุคนธ์...มองหน้าผม.....บอกว่ามัน ป่วย ก็ไม่เห็นเป็นอะไร.. แล้วยิ้มๆๆเหมือนจะบอกอะไร...ผมสักอย่าง... เราพูดเรื่องอื่น กันต่อ.......... ต่อๆมา ก็เจอเหตุการณ์ อย่างนี้ อีกสองสามครั้ง.....เริ่มเข้าใจ...อะไรขึ้น............. วันต่อมา ผม คุยกับ สนองฯ ว่า ..หนองมึง เรียนช่าง มีใบเลื่อยเหล็ก หักๆ ที่เขาไม่ใช่บ้างไหม.......เออ มี...มึงเอาทำอะไร.. ไอ้หนองถามผม... เออ มึงเอามาเถอาะ...... สัปดาห์ต่อมา ผมไปที่วัดอีก... สุคนธ์...บอกว่า ไอ้น้องมันเอาใบเลื่อย มาให้ ตั้งบนโต๊ะ เขียนหนังสือ... ผมบอกเพื่อน ที่ชื่อสุคนธ์ว่า.....วันไหนหลวงพี่ไปเรียน นายขอกุญแจห้องหลวงพี่ไว้นะ เย็นอาทิตย์ จะมีมวยชิงแชมป์ถ่ายทอดสด...เราขอดู ที.วี. วันนั้น ท่านมหาสนิทไปเรียน กลับช้า ผมชวนสุคนธ์ ขึ้นไปชั้นสอง ของกุฏิ หาช่องกระดาน ที่มัน ห่างๆ ปูไม่แนบสนิท.. ใช้ใบเลื่อย ค่อยๆ แซะ กระดานให้กว้างขึ้น เจ้าสุคนธ์ กุลีกุจอจอช่วยกันแซะๆ ไม่นานเสร็จ..... สุคนธ์ เริ่มเป็นเด็กวัดที่ขยัน.....มีภารกิจ ดูแลความสะอาดกุฏิชั้นสอง เตรียมน้ำ เตรียมน้ำใส่กา เช็ดถู ชั้น สองเป็นพิเศษ มหาสนิท จึงมอบกุญแจห้องอีกดอกไว้ให้ เพื่อ จะได้ไขเข้าห้องชั้นสองเวลาไหนก็ได้... เหตุการณ์ ต่างๆก็ดำเนินไปตามปรกติ ผม มาทุกเสาร์ อาทิตย์ เหมือนเดิม......... มีอยู่วันหนึ่ง หลวงพี่ มหาสนิท กลับมา เห็น ผมกับสุคนธ์ ก้มๆ เงยๆ ใบหน้าแนบพื้นกระดาน ..หลวงพี่ถามว่ามีอะไร กัน... ผมบอกว่าเปล่า..ไม่มีอะไรครับ.....รอสักครู่..ผมกับเพื่อนที่ชื่อสุคนธ์...ออกไปเดินเล่น นอกวัด....เกรงๆกลัวๆว่าหลวงพี่มหา.. จะรู้ความลับ และโกรธ พวกเรา... ผมไม่ไปวัดหลายอาทิตย์ ค่อยฟังข่าวคราว....สุคนธ์ บอกว่าไม่เห็นท่านว่าอะไร..นี่ ปีนั้น ท่านไม่ได้เข้าพรรษา.... ลูกศิษย์ สองคน พลอยเดือดร้อนไปด้วย......ท่านมหาสนิท ท่านลาสิกขาบท....ออกไปเป็นครู โรงเรียนราษฎร์ แถวๆฝั่งธนบุรี ไม่นานเพื่อน ที่ชื่อสนอง กับ สุคนธ์ ต้องออกไปหาห้องเช่า..........เพราะท่านมหาลาสึก กุฏินั้น พระองค์อื่นมา จำพรรษาอยู่ต่อ....... ครับ เวรกรรม มันเร็วจริงๆ ครับมันเป็นบาปคาใจเรามาจนทุกวันนี้ ผมจึงทำบุญ กุศล สิ่งใดที่ ได้ทำลายของสงฆ์ ทั้งตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ ขอให้เจ้ากรรมนายเวร หรือเพื่อน ทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย อโหสิกรรม ให้ ผมด้วยเถิด.......................................................................
เรามาทำความดีกันเถอะ สัพพะทานัง ธรรมะทานัง ชินาติ การให้ธรรมะเป็นทาน ชนะการให้ทานทั้งปวง สุขะโต สุขะทานัง ให้สุขแก่ท่าน สุขนั้นถึงตน การทำทานนั้นมีองค์ประกอบอยู่ 3 ประการ ถ้าประกอบหรือถึงพร้อมด้วยองค์ประกอบ 3 ประการต่อไปนี้แล้ว ทานนั้นย่อมมีผลมาก ได้บุญบารมีมาก กล่าวคือ.. องค์ประกอบที่ 1 วัตถุทานที่ให้ ได้แก่สิ่งของทรัพย์สมบัติ ที่ได้สละเป็นทาน และจะเป็นของที่บริสุทธิ์ ได้จะต้องเป็นของที่ตนแสวงหามา ผู้ทำทาน มีอาชีพการงานได้รับเงินเดือนมาแต่ละเดือน หน่วยงานต้นสังกัด ได้หักภาษี นำส่งสรรพากรทุกๆสิ้นเดือน เมื่อสิ้นปีปฏิทินหน่วยงานต้นสังกัด ของผู้เสียภาษี ทำหนังสือรับรอง การหักภาษี ณ.ที่จ่าย ตาม มาตรา 50 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร เพื่อนำไปประกอบแนบแสดงรายการ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด.91(สำหรับผู้มีเงินได้จากการจ้างแรงงานตามมาตร 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร.. ประเภทเดียว) ครับฟังดูมันออกจะเป็นภาษากฎหมาย ภาษีเงินได้ ที่รับคืนมาจึงเป็นเงินได้บริสุทธิ์ ในการประกอบอาชีพ จึงนับได้ว่าเป็นวัตถุทานที่บริสุทธิ์........ วัตถุทานที่ได้มาโดยการเบียดเบียน ชีวิตเลือดเนื้อ สัตว์ เช่น การฆ่าสัตว์ โดยคิดว่าการทำอาหารมาถวาย พระ เพื่อทำบุญ เอา บุญ นับว่าการสร้างบาป มาเอาบุญ....... วัตถุทานเหล่านี้ จึงเป็นการทำบุญให้ทาน ได้บุญน้อย ถ้าหากการได้เนื้อสัตว์ โดยการซื้อหามา จาก ผู้อื่น ที่ฆ่าสัตว์นั้นมาโดยตนมิได้รู้เห็น จะได้ บุญมากกว่า การทุจริตนักยอกยักย้ายถ่ายเท ฉ้อโกงคลอดถึงการฉ้อราษฎร์บังหลวง การไม่ถือปฏิบัติตามกฎหมาย...... ดันทุรังตีความกฎหมายเข้าข้างฝ่ายตน หรือ เมื่อคณะกรรมการชี้ชัด ยังดันทุรัง ลากยาว ข้าฯไม่ออก ข้าฯ ไม่ผิด นั่งกอดเก้าอี้แน่น เมียฉันไม่ได้ตั้งใจ ถือหุ้นมากมาย ครับกฎกติกามารยาท เราไม่เคารพกัน..... เขียนเรื่องทำบุญไงมาออกการเมือง พยามอุเบกขาแล้วเชี่ยว การกระทำสิ่งต่างๆเหล่านี้ เป็นการไม่ถูกต้อง ไม่ชอบธรรม หรือสิ่งที่เจ้าของเดิม ไม่เต็มใจยกให้ เมื่อได้มาแล้วถือว่าสิ่งของนั้นไม่บริสุทธิ์เป็นของร้อน ผู้ที่ได้รับมาเป็นทุกข์ภายหลัง..เช้านี้ วันที่ 10 เมษายน 2551 ขับรถยนต์นั่งฟังข่าววิทยุในรถยนต์........ ผู้ถูกสัมภาษณ์ กล่าวว่า........ผมเกิดมา ได้รับนรกและสวรรค์ในชาติเดี่ยวกัน ครับเจ้าของคำพูดเขา...... ต้องการสะท้อนความลำบากใจอะไรออกมา เราจะเห็นนะว่าเวรกรรมมีจริง นี่แหละเขาว่าตกนรกทั้งเป็น..................... องค์ประกอบที่ 2 เจตนาในการให้ทานต้องบริสุทธิ์ การให้ทานนั้นจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการขจัดความโลภ ความตระหนี้ ขี้เหนี่ยว ความหวงแหน ทรัพย์สินเงินทองที่เรามีนั้นถีอว่าเป็นกิเลศ หยาบ คือ โลภกิเลศ
การให้ทานโดยการ พิมพ์หนังสือแจกเป็นธรรมทานนั้นเป็นการทำบุญด้วย ปัญญา เป็นการให้ความรู้ .. .ให้ปัญญา ความเฉลียวฉลาด กับ..ผู้ที่ให้ และผู้ที่ได้รับ เกิดปัญญาขึ้น เป็นการให้ความสุข ด้วยเมตตาธรรม เป็นบันไดก้าวแรกในการเจริญเมตตา พรหมวิหารธรรม ถ้าให้ทานด้วยเจตนาดังกล่าวมาแล้ว เรียกว่าการให้ทานบริสุทธิ์ แต่เจตนาบริสุทธิ์นั้น............ จะต้องสมบูรณ์ 3 ระยะคือ ระยะที่ 1 ก่อนที่จะให้ทาน ต้องมีจิตใจโสมนัสร่าเริงเบิกบาน ยินดี มีความตั้งใจดี มีการชักชวนเพื่อนๆ นักเขียน นักเล่าชาวบล็อกเกอร์ หรือนักท่องโลกไซเบอร์ ชุมชนออนไลน์........ (โลก การติดต่อสื่อสาร กันทางอินเตอร์เน็ต) หรือ หรือชุมชน ออนไลน์ ข้อมูลข่าวสารในโอเคเนชั่น ช่วยกันขีดเขียน ตามแนวที่ตนถนัด ตรงนี้ ผมและชาวคณะ นักท่องเนต ขอขอบคุณ เจ้าสำนัก........ โอเคเนชั่น ไว้ ณ.ที่นี้ด้วย เพราะเปิดโอกาสให้ เพื่อนพ้องน้องพี่ มีโอกาส ได้ทำกิจกรรมรวมกัน....... ก้อนหินยิ้ม เธอบอก เจตนา ว่าจะทำอะไรเพื่อใคร....พิมพ์หนังสือแจกเป็นธรรมะทาน.... เพื่อเพิ่มพูนปัญญา ให้กับผู้ที่รับหนังสือไปอ่าน ผู้ที่ได้อ่านหนังสือก็ประเทืองปัญญา มีความรู้.. จึงนับว่าเป็นการทำบุญด้วยปัญญา ได้รับความสุขทั้งสองฝ่าย...ผู้ได้รับแจกฟรีๆก็มีความสุข แต่ อ ย่ารับแจกแบบความโลภนะฉกฉวยไปเกินความจำเป็น คือเห็นว่าเป็นของฟรี ก็เอาไปเกินจำเป็น มันจะดูไม่งาม ผมคนช่างเล่า ไหนๆ ก็เล่าแล้ว ขอเล่าเสริมตรงนี้นิดหนึ่งครับ ก่อน สงกรานต์... ผมไปที่วัดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เขาทำทานด้วยหนังสือธรรมมะ มีอยู่คนหนึ่ง เวียนเทียนรับแจก ไปเกินกำลัง ผมคนช่างเล่าก็งง ว่า นี้ มันกิเลศหนา นี่ ปัญญามันจะเกิดได้อย่างไร ดูๆก็น่าเวทนานะ สังคมบ้านเมืองของเรา ที่สับสนวุ่นวายอยู่ทุกวันนี้ เพราะกิเลศหนา ปัญญาเบา คิดแต่จะกอบจะโกย โดยลืมคิดถึงความตาย นักการเมือง ไม่ซื่อสัตย์ ทำโครงการ มีวาระซ่อนเร้น แอบแฝง เพื่อหวังผล จากโครงการใหญ่ๆ กอบโกยกันมีเงินเป็น ล้านๆบาท มันมีความสุขไหม.....จิตใจร้อนร้น ร้อนรุ่ม ต้องหาทางแก้ไขแก้ตัว ด้วยใช้พวกพ้องพญามาร ทั้งหลาย เข้ามาช่วยเหลื่อ ด้วยวิธีการต่างๆ ขณะที่เขียนอยู่นี้ วันที่ 19 เม ย. 51 ทราบจากข่าวว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญกันเพื่อช่วยเหลื่อหนีความผิด ครับกลับมาเรื่องธรรมของเราดีกว่า บอกตนเอง ว่าอุเบกขา อุเบกขา...มันต้องว่างเฉย ทำจิตให้สงบ.. อะไรจะเกิดก็ปล่อยให้มันเกิด เพราะมันเป็นวิวัฒนาการของมันเอง นักทฤษฏีการเมืองการปกครอง เขาว่าไว้เช่นนั้น เอากลับมาเรื่องการทำบุญทำทานด้วยหนังสือธรรมะ ที่น้องก้อนหินยิ้ม คิดจะทำสบายใจกว่า คนอะไรไม่โลภ ไม่โกงภาษี แล้ว ยังคิดแจกทานอีก ถ้านักการเมืองบ้านเรามี สักห้าเปอร์เซ็นต์ ของนักการ การเมืองทั้งหมด ประเทศไทยคงเจริญรุ่งเรื่องแล้ว อ้าวๆ...จะออกอีกแล้ว กลับๆ มาว่าเรื่องทำบุญดีกว่า ผู้ทำบุญและเพื่อนพ้องน้องพี่ได้รับปัญญา ได้รับความสุข เพราะการขีดเขียน ต้องศึกษา จึงทำให้เกิดปัญญา น้องก้อนหินเองเธอทุ่มแรงกาย แรงใจ แรงทรัพย์ จิตวิญญาณ ในการวาดภาพสีน้ำเพื่อประกอบเรื่อง ที่พิมพ์ ลงไปในเล่ม ทราบข่าวด้วยข่าวไม่กรอง มาว่า เธอกำลังจะไปปรึกษา พระเถรชั้นผู้ใหญ่ ในการทำบุญครั้งนี้ ผิดถูกอย่างไรกราบขออภัยด้วยนะครับ เพราะผมบอกแล้วว่าเป็นข่าวไม่ได้กรอง....... ระยะที่ 2 คือระยะที่ลงมือให้ทาน เป็นระยะที่กำลังทำทาน ทำด้วยจิตใจร่าเริงยินดี จิตใจเบิกบาน ในทานที่ได้ทำ หรือเริ่มดำเนินการ โดยการชักชวนเพื่อนๆ มาช่วยกันขีดเขียน ธรรมะ เรื่องราวดีๆสอดแทรก ให้สติเตือนใจ รู้จักเกรง กลัวต่อบาป รู้จัก ว่า นรกสวรรค์ มีจริง..ว่าจะไม่เขียน เข้าใกล้นักการเมืองแล้ว..ขอมาสักนิดนะครับ นักการเมือง นักบริหารท้องถิ่น องค์การบริหารส่วนจังหวัด อบต. หรือ หน่วยงานของรัฐ เราต้องสอนเรื่องบาป บุญคุณโทษ ให้รู้จักชั่วดี สอนเรื่อง จริยธรรม เมตตาธรรม หิริโอตป การบริหารบ้านเมือง..ตามแนวพุทธศานา ทำให้คนเกรงกลัวบาป ไม่มีกิเลศ นักการเมืองพวกปลาๆทั้งหลาย แก่ๆกันมากแล้วก็ละเลยตรงนี้ คิดแต่เรื่องวัตถุนิยม อย่างเดียว ลาภยศ ต่ำแหนง แรกๆ จะเข้ารวมรัฐบาลตั้งเงื่อนไขมากมาย พอมาปัจจุบันนี้ อมซาก..... ระยะที่ 3 ระยะหลังที่ ให้ทานไปแล้ว หลังการให้ทานเสร็จสิ้นไปแล้ว หลังจากนั้นนานมาแล้วก็ดี เมื่อผู้ทำทาน หวลรำลึกคิดถึง เรื่องการทำทาน ในกิจกรรม ครั้งนี้ มันยุ่งยาก อุปสรรค อย่างไร ปัญหา มันมากมาย เชิญคนนั้นคนนี้ มาช่วย กันเขียน เวลาภารกิจของแต่ละคนมันก็มากมาย โน้นๆๆน้องแมวเหมี่ยว บินอีกแล้ว นี้ไม่เรียกน้องนกนะนี่ ถ้าเรียกน้องนก เฮอๆๆลูกศิษย์คิดถึงตาย( ก็บินอยู่นั้นแหละ ไม่ให้ปัญญาศิษย์).... น้องก้อนหินหวลคิดถึงหนังสือธรรมะ ที่เคยพิมพ์แจก พร้อมคิดถึงเพื่อนๆ ที่มาร่วมด้วยช่วยกันแล้วมันมีความสุข มีจิตโสมนัส เบิกบานใจ ทั้งๆที่กระเป๋าแห้งลงไป เพราะต้องควักสตางค์ใช้จ่ายเพิ่มในงานนี้แน่ๆ ไม่เชื่อ ผมคนช่างเล่าให้คุณครูแมวเหมี่ยว เฆี่ยนด้วยก้านมะยม สามที แต่เธอทำบุญอิ่มบุญยิ้มแฉ่งเลยละ เพราะทานที่ทำไปมีเจตนาบริสุทธิ์ ทำทานด้วยวิปัสสนา ปัญญา คือไม้ได้ทำทานอย่างเดียว ทำทานด้วยวิปัสสนา ปัญญา กลุ่มคนที่มีความโลภจะยกย่องเรื่องทรัพย์สินศฤงคาร แก้วแหวนเงินทอง สมบัติต่างๆ ด้วยความโลภ แท้จริงแล้วนั้นเป็นเพียง ธาตุประจำโลกเท่านั้น คนเราเมื่อตายไปวัตถุ ต่างๆนำไปไม่ได้ จะมีชื่อเสียงคุณงามความดีเท่านั้น ที่คนเขาสรรเสริญ กล่าวถึงบ้างก็ชั่วดี ที่ได้ทำไว้ การทำบุญด้วยการพิมพ์หนังสือธรรมะ ให้ความรู้ ปัญญา จะเป็นเอกสารสิ่งพิมพ์ อนุชนรุ่นหลังๆได้อ่าน จึงนับว่าเป็นวัตถุธาตุ ที่มีคุณค่าทางปัญญา องค์ประกอบที่ 3 เนื้อนาบุญ ต้องบริสุทธิ์ เนื้อนาบุญ ในการพิมพ์ หนังสือธรรมะ แจกเป็นธรรมะทานนั้น คือ ผู้ที่ทำได้ความรู้ จากการอ่านบทความต่างๆ ที่จะเขียนลงเล่ม คือเป็นบรรณาธิการบริหารเองทั้งหมด คงปวดหัวจังเลย เพราะหายเงียบไปหลายวันแล้ว เห็นบรรทุกข้าวของไปทำบุญให้ ทหารกล้า ที่โรงพยาบาลทหารผ่านศึกแวบ แล้วก็หายไปเลย ผู้ที่ได้รับแจก นำไปอ่าน ขอย้ำว่านำไปอ่าน นะครับ ไม่ใช่นำไปเก็บ ก็ได้ความรู้ นับว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุด แม้ว่า องค์ประกอบ ตาม ข้อ 1 และ ข้อ 2 จะงามครบถ้วนดีแล้ว กล่าวคือวัตถุทาน ข้อเขียน บทความ เป็นเรื่องที่ขอร้องให้ใคร ใคร เขียนมาให้ด้วยความเต็มใจ ไม่ได้คัดลอกใครมา ขอร้องให้ พระอาจารย์ ชัยยัสสุ คุณ พร้อมทั้งสามองค์ประกอบ ผมคนช่างเล่า จึงขอคัดลอก หน้า 203 ธรรมทาน ธรรมทานนี้เลิศกว่าทานทั้งหลาย การแสดงธรรมบ่อยๆแก่บุคคลผู้เงี่ยหูลงรับฟัง นี้เลิศกว่าการพูดถ้อยคำอันเป็นทีรัก การชักชวนผู้ไม่มีศรัทธา ให้ตั้งมั่งทรงไว้ ได้ถึงพร้อมด้วยศีล ชักชวนผู้ไม่อยากให้ ให้ตั้งมั่นทรงไว้ ได้ถึงพร้อมด้วยการให้ปัน ชักชวนผู้มีปัญญาทราม ให้ตั้งมั่นทรงไว้ ได้ถึงพร้อมด้วยปัญญา นี้เลศกว่าการประพฤติประโยชน์ทั้งหลาย (จากหนังสือ อภิมหามงคลธรรม แจกเป็นธรรมทาน ที่ระลึก เนื่องในงานวันคล้ายวันเกิด อายุครบ 91 ปี ของ พระเดชพระคุณ พระครูสมถวิกรม หลวงปู่ฟัก ภัททจารี .....วัด เขาวงพระจันทร์ จังหวัดลพบุรี)
|
| << | เมษายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | |||