• แม่นำ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : kitiweth@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-04-24
  • จำนวนเรื่อง : 161
  • จำนวนผู้ชม : 119757
  • จำนวนผู้โหวต : 168
  • ส่ง msg :
nam-peth
มาพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์การดูแลลูกรัก เก็บตกเรื่องราวของเด็กสมาธิสั้น (ADHD) เด็ก selective mutism เด็กพิเศษ และ นานาสาระน่ารู้
Permalink : http://www.oknation.net/blog/nam-peth
วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม 2551
สองมือแม่สร้างได้ ไม่ใช่พรสวรรค์
Posted by แม่นำ , ผู้อ่าน : 180 , 14:37:06 น.   | หมวดหมู่ : กิจกรรม/การปรับพฤติกรรม/สมองและการเรียนรู้ของลูก   เรื่องราวของเด็กพิเศษ  
พิมพ์หน้านี้


ที่มา.. Modernmom Vol.13 November 2007

          ลูกของเราต้องเผชิญหน้ากับอะไรในอนาคตบ้าง...โลกร้อน ต้นไม้ไม่มี น้ำมัน หมดโลก... มนุษย์โคลนนิ่งทีหน้าตาเหมือนกัน เก่งเท่าๆ กันฯลฯ

 ในอดีตที่ผ่านมา...เราผ่านโลกแห่งความมืดมาได้ด้วยการค้นพบหลอดๆฟที่ให้แสงสว่าง โดย โทมัส เอดิสัน...

เรารู้จักกายภาพร่างกายมนุษย์ซึ่งช่วยให้มนุษย์หนีพ้นความเจ็บป่วยได้มากขึ้น โดย ลีโอนาโด ดาวินชี...

เรามีวรรณกรรมล้ำค่าให้อ่านกว่า 20,000 เรื่อง เพื่อยกระดับความเป็นมนุษย์ โดย วิลเลี่ยม เช็กสเปียร์ ด้วยเหตุนี้...

การที่เราจะสามารถก้าวผ่านปัญหาของโลกยุคหน้า ก็คือการศึกษาเรียนรู้ถึงที่มีของความสามารถของบรรพบุรุษที่ยิ่งใหญ่ขอเรานั่นเอง

 

ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ด้านสมอง ได้พยายามทำการศึกษาวิจัยสมองและพฤติกรรมการใช้ชีวิต การทำงานของนักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์คิดค้นในสาขาต่างๆ รวมไปถึงนักศิลปะศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านวรรณกรรม ดนตรี ศิลปะ

พบข้อสรุปที่น่าสนใจว่า The Creative Brain ของพวกเขานั่นเอง ที่ทำให้พวกเขาทะลุผ่านขีดจำกัดของการเรียนรู้ และยิ่งใหญ่กว่าคนที่ฉลาดในระดับเดียวกัน หรือคนที่ฉลาดกว่าด้วย

อย่างไรก็ดี เมื่อเหลียวมองถึงสังคมไทย ความคิดสร้างสรรค์หรือ Creativity กลับได้รับการกล่าวถึงน้อยมากเมื่อเทียบกับ IQ (Intelligence Quotien = ระดับสติปัญญา) หรือการเรียนรู้ประเภทอื่น พ่อแม่เองก็ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่มีผลโดยตรงต่อลูกน้อย และอนาคตของลูกในวันหน้าที่จะเติบโตในสังคมของศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ (Knowledge Base Society)

อะไรคือความคิดสร้างสรรค์ 

ความสร้างสรรค์ ความคิดสร้างสรรค์ ครีเอทีฟ อาจเป็นคำคุ้นหูแต่กลับไม่คุ้นเคยในเชิงปฏิบัติกับสังคมไทยมากนัก หลายคนอาจอยากมีความคิดสร้างสรรค์แต่กลัวที่จะคิด บางคนคิดสร้างสรรค์เก่งแต่กลับคิดเรื่องไม่ดี บางคนชอบคิดสร้างสรรค์แต่ไม่ชอบทำก็มี จึงทำให้หลายคนสับสนและสงสัยว่า สรุปแล้วความคิดสร้างสรรค์คืออะไรกันแน่ เรามาทำความรู้จักและทำความเข้าใจไปพร้อมๆ กันดีกว่าคะ

สิ่งที่ทำให้เราแตกต่าง 

เด็กในรุ่นต่อไปไม่ได้เป็นแค่พลเมืองของประเทศไทย แต่เป็นพลเมืองของโลกเพราะการแข่งขันในชีวิตของเขาจะสูงขึ้นเรื่อยๆ เด็กในวันนี้คือคนรุ่นต่อไปของประเทศไทยที่จะเป็นแบบใดก็ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูของพ่อแม่ ว่าจะเป็นเด็กที่เติบโตขึ้นมาคิดเป็นทำเป็นหรือไม่ ถ้ามนุษย์เราไม่มี Creativity เราคงพัฒนาและแยกออกมาจากสัตว์ไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นปรากฏการณ์ที่แสดงถึงความคิดสร้างสรรค์ จะทำให้เราแตกต่างทั้งในระดับประเทศและระดับโลกอย่างชัดเจน

ประเทศที่จะแข่งขันได้ต้องมีความคิดใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา โดยการเริ่มตั้งแต่สร้างประชากรที่มีคุณภาพ นอกจากนั้นเศรษฐกิจของโลกยุคหน้าทุกอย่างจะเป็นทรัพย์สินทางปัญญา สังเกตได้จากบริษัทชั้นนำของโลกและทำเงินได้สูงสุดคือไมโครซอฟต์ ซึ่งเป็นบริษัทที่งานเกี่ยวกับการคิดโปรแกรมใหม่ๆ การคิดของใหม่ขึ้นมานั้นไม่ได้มาจากคนเก่งเพียงคนเดียว แต่มาจากความคิดของคนหลายๆ คน ช่วยกันประกอบความคิดขึ้นมา ความสำเร็จเหล่านี้จะเกิดขึ้นในกลุ่มประเทศที่ให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์ เริ่มตั้งแต่ในเด็กเล็ก เด็กอนุบาล ซึ่งเป็นตัวนิยามได้ว่าเด็กจะโตขึ้นไปเป็นอะไร

พ่อแม่อุปสรรคความคิดสร้างสรรค์ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กไทย 

ผลการสำรวจความคิดเห็นของพ่อแม่เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ จาการสอบถามว่า “คุณเห็นด้วยหรือไม่ว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นพรสวรรค์ส่วนบุคคล”

เห็นด้วย 61.8% 

ไม่เห็นด้วย 38.2% 

ข้อสรุปดังกล่าวทำให้เราพอจะมองเห็นภาพว่าพ่อแม่ส่วนใหญ่มักคิดว่าความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) เป็นพรสวรรค์ที่มีติดตัวมาตั้งแต่เกิดพวกเขาจึงไม่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมลูกเท่าที่ควรมิหนำซ้ำบางครั้งยังบั่นมอนความคิดสร้างสรรค์ของลูกด้วยความไม่รู้อีก ว่าแต่...แล้วคุณเองล่ะเป็นพ่อแม่ที่ “มองข้าม” ความคิดสร้างสรรค์ของลูกไปหรือเปล่า

จากการสำรวจ Modern mom Poll ปี 2007 โดยศูนย์วิจัยครอบครัวสมัยใหม่ บริษัท รักลูกแฟมิลี่กรุ๊ป จำกัด ทำการสำรวจแม่ในเขตหัวเมืองใหญ่ อายุ 30-40 ปี ที่มีลูกวัย 0-6 ปี จำนวน 942 คน เดือนสิงหาคม 2550

ความคิด...สร้างสรรค์สร้างได้ด้วยมือแม่ 

ผลงานการเขียนเรื่อง The Creative Brain : The Science of Genius ได้ให้คำจำกัดความที่น่าสนใจของคำว่า Nature และ Nurture ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของความคิดสร้างสรรค์ว่า Nature หรือเรื่องของพันธุกรรมที่ถ่ายทอดกันมา จะเป็นความคิดสร้างสรรค์ที่เกิดจากยีนหรือพันธุกรรมในครอบครัวที่มีคนเก่ง ลูกหรือหลานก็จะเก่งด้วย อย่างเช่นตระกูลบาค มีนักดนตรีที่เก่งๆ ถึง 20 คน แต่ปรากฏการณ์นี้ยังถือว่าน้อยมากค่ะ

ส่วนคำว่า Nurture หรือการเลี้ยงดูนั้น ดูเหมือนจะโดดเด่นมากกว่า หลักฐานมีตั้งแต่ยุคหลายร้อยปีก่อน ในยุคศิลปะวิวัฒนาการฟื้นฟูของโลกกำลังต้องการความคิดสร้างสรรค์กันมากๆ ก็เกิดปรากฏการณ์ Medici Fffect หรือตระกูล Medici ซึ่งเป็นตระกูลที่สำคัญในเมืองฟลอเรนซ์ เรียกว่าเป็นอู่ของ Creativity เลยทีเดียว เพราะได้มีการรวบรวมศิลปะวิวัฒนาการในยุคนั้น และทำให้เกิดการพบกันระหว่างคนเก่งที่มีความคิดต่างกัน ซึ่งส่งผลให้เกิด ลีโอนาโด ดาวินชี และไมเคิล แองเจโล

ด้วยเหตุนี้ที่มีของความคิดสร้างสรรค์ จึงน่าจะเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงดูของพ่อแม่มากกว่ายีนและพันธุกรรมนั่นเองค่ะ

ไม่เป็นอัจฉริยะก็คิดสร้างสรรค์ได้ 

อดีตเราเคยคิดว่าคนเก่งคืออัจฉริยะ (Gifted) หรือไอคิวสูงเท่านั้น แต่เมื่อ เลวิส ทิวแมน นักจิตวิทยา จาก Stanford University ได้ทำการศึกษาเพิ่มเติมว่าเด็กที่มีความฉลาดมากๆ มีไอคิวสูงจะมีความคิดสร้างสรรค์แค่ไหน จึงได้ทำการศึกษาติดตามเด็กที่มีไอคิวเฉลี่ยสูง 120 ขึ้นไป จำนวน 500 คน เป็นเวลา 40 ปี ปรากฏว่าเด็กกลุ่มนี้เติบโตขึ้นไปเป็นหมอ ครู นักวิทยาศาสตร์ ผู้จัดการบริษัท

ส่วนเด็ก 2 คนที่ถูกคัดออกเพราะไอคิวไม่ถึง ปรากฏว่าเด็กทั้งคู่ได้รับรางวัลโนเบล

ผลการศึกษาชิ้นนี้แสดงว่า Creativity ไม่ได้เกิดขึ้นกับคนเก่งหรือฉลาดเท่านั้น แต่สามารถเกิดขึ้นได้ในคนทั่วไปที่ได้รับการกระตุ้นให้คิดหรือสร้างสิ่งแวดล้อมให้คิดอย่างเหมาะสมหมายความว่า Creativity มักเกิดขึ้นในคนที่มีไอคิว ค่าเฉลี่ยที่คนส่วนใหญ่มีคือประมาณ 80-115

ซึ่งก็คือคนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่น่าเสียดายว่าบ้านเรามักไม่ค่อยให้ความสนใจกับคนกลุ่มนี้ แถมยังถูกเขี่ยลงล่างด้วยระบบแพ้คัดออก ให้ไปอยู่ในคนกลุ่มล่างมากกว่าคนกลุ่มสูง ลักษณะพื้นฐานของบุคคล ทั้งความฉลาด ความสามารถในการเรียนรู้ จะมีการกระจายเป็นรูประฆังคว่ำ

คือยอดจะมีคนเก่งมากอยู่ 10% ส่วนฐานด้านล่างอีก 10% คือคนที่เรียนรู้ไม่ได้เลย ที่เหลือ 80% คือคนตรงกลาง ประเทศที่ได้รับการยอมรับคือการเข็นคนที่อยู่ตรงกลางขึ้นไปให้ได้ เช่น สิงคโปร์ ตามทฤษฎีแล้วเขาเก่งพอๆ กับคนไทยและมีประชากรน้อยกว่ากรุงเทพฯ แต่สามารถก้าวสู่ระดับโลกได้ เป็นเพราะเขาสามารถขับเคลื่อนกลุ่มคนตรงกลางนี้ได้สำเร็จ และมีระบบการศึกษาการเรียนการสอนที่ดี

ส่วนมาเลเซียก็นำวิธีคิดเป็น National Policy ของประเทศ เป็นเคล็ดลับของการเปลี่ยนแปลง หา Solution ใหม่ๆ เพื่อมาพัฒนาประเทศ

สมองและความคิดสร้างสรรค์ 

มนุษย์เราใช้สมองแค่ 1% ของศักยภาพสมองเท่านั้น จากน้ำหนักที่มีประมาณ 1.36 กก. (ข้อมูลจากคู่มือพัฒนาสมองด้วยสองมือแม่) หมายความว่า คนเราทุกคนมีโครงสร้างสมองมาเท่าๆ กัน ไม่ว่าเด็กที่เกิดจากพ่อแม่ที่มีไอคิวสูงหรือไอคิวต่ำ เพราะความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่สร้างได้จากสิ่งแวดล้อม เริ่มตั้งแต่วินาทีแรกที่สมองก่อร่างสร้างตัวในท้องแม่เลยทีเดียวค่ะ

นอกจากนั้นแล้วสมองของคนเรามี 2 ซีก คือสมองซีกขวาและสมองซีกซ้าย และมีเส้นใยที่เชื่อมตรงกลาง การที่เราพยายามคิดแบบสลับสมอง 2 ซีกให้เชื่อมโยงกัน คือคิดแบบมีเหตุผลผสมกับการคิดแบบใช้จินตนาการ สมองจะส่งสัญญาณเชื่อมระหว่าง 2 ฝั่ง ทำให้ทำงานไปด้วยดี ความคิดสร้างสรรค์เกิดจากทั้งความคิดที่เป็นความเพ้อฝันและความคิดที่เป็นตรรกะ การคิดบ่อยๆ ทำให้สมองเชื่อมโยงกันดี เมื่อเส้นใยเชื่อมดยงกันไว้อย่างหนาแน่น ก็ทำให้ความคิดใหม่ๆ เกิดขึ้นได้โดยง่าย

มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งให้อาสาสมัคร 10 คนมาทำงานที่สร้างสรรค์ขึ้นมาคนละชิ้น แล้วสแกนดูการทำงานของสมองคนทั้ง 10 คนนั้น แล้วตัดสินผลงานชิ้นที่มีความคิดสร้างสรรค์มากที่สุดปรากฏว่าสมองของผู้ทีได้รางวัลที่ 1 นั้นสมองทั้งก้อน ทั้งซีกซ้ายและขวา ทำงานแอ็คทีฟมากหมายความว่า Creativity ต้องใช้หมดทั้งศาสตร์และศิลป์ เรียกว่าต้องใช้สมองทั้ง 2 ซีกร่วมกัน

คือความคิดใหม่ที่ใช้ประโยชน์ได้                                 

ความคิดสร้างสรรค์กับการสร้างสรรค์คืออะไร ทั้งสองอย่างมีอยู่ในทุกกิจกรรมทุกคนย่อมมีความสร้างสรรค์ เพราะการสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่จำเป็นในการดำรงชีวิตแค่การทำอาหาร ทอดไข่เจียวก็ต้องสร้างสรรค์แล้ว แต่ความคิดสร้างสรรค์คือความคิดใหม่ที่ใช้ประโยชน์ได้ ไม่เช่นนั้นก็เป็นแค่จินตนาการ บางคนคิด

สร้างสรรค์ผลงานทางศิลปะที่นำอุจจาระมาวาดเป็นรูปก็ถือเป็นความสร้างสรรค์ได้ แต่ถ้ามันไมได้รับการยอมรับ ไม่ได้เกิดประโยชน์ ก็จะไม่เรียกว่าความคิดสร้างสรรค์อย่างแท้จริง

ความคิดสร้างสรรค์นั้นมักใช้กับสิ่งที่ค่อนข้างใหม่ เป็นการรวม ผสมผสานสิ่งเก่า สิ่งใหม่ หลายสิ่งเข้าด้วยกัน ต้องนำไปสู่การจัดการสิงใหม่ๆ และใช้ประโยชน์ได้เช่น ความคิดสร้างสรรค์บางเรื่องเมื่อคิดได้แล้วมักจะก้าวไปสู่สิ่งประดิษฐ์ ถ้าขายได้ก็จะกลายนวัตกรรมใหม่ๆ เป็นต้น

ความคิดสร้างสรรค์หรือว่าเพ้อฝัน 

เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับการแบ่งแยก บางครั้งความแตกต่างก็น้อยมากและถ้าพ่อแม่ไม่เข้าใจคำว่าเพ้อเจ้อ ก็เหมือนกับพิพากษาลูกไปเลย

คนที่มีความคิดสร้างสรรค์อาจมีความคิดที่แยกยากจากความเพ้อเจ้อ อย่างเช่น Professor John Nash จากหนังเรื่อง Beautiful Mind อาจจะดูเพ้อเจ้อ เขียนสมการเยอะแยะไปหมด จนมีคนพิสูจน์แล้วพบว่านี่คือของจริง จึงส่งผลให้ได้รับรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ ฉะนั้นอย่าดูถูกความคิดสร้างสรรค์ของใคร อย่าดูถูกความคิดที่ไม่เหมือนกับของเรา เพราะการคิดเพ้อเจ้อแบบมีเป้าหมายนั่นเองคือความคิดสร้างสรรค์

ที่สำคัญคือ ความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งเดียวที่คอมพิวเตอร์ยังไม่สามารถเลียนแบบมนุษย์ได้ เพราะกระบวนการความคิดสร้างสรรค์นั้นเกิดขึ้นไม่ได้เลยในเครื่องจักรกลในปัจจุบัน อีกอย่างหนึ่งคือความฝันการเพ้อฝันหรือจินตนาการเป็นเครื่องมือพื้นฐานของความคิดสร้างสรรค์

ในกรอบ นอกกรอบ ก็เกิดความคิดสร้างสรรค์ได้ 

การอยู่นอกกรอบ มีข้อดีคือการได้ลองผิดลองถูก ได้ไม่ได้ โดนไม่โดน ดีไม่ดี เราสามารถเอาแต่ละอย่างมารวมกันทำให้เกิดเป็นความคิดสร้างสรรค์ได้ ดีกว่าการอยู่ในกรอบที่มีคนชี้ว่าอย่างนี้ไม่ดี ไม่ได้ ไม่ถูก แต่ทุกเรื่องต้องมีทั้งสองสิ่งอยู่อย่างละครึ่ง เพราะสิ่งที่อยู่ในกรอบได้ผ่านการลองผิดลองถูก ถึงมีกติกาขึ้นมา

ถ้าเราคิดนอกกรอบตลอดเวลา ชีวิตเราจะเสียเวลามากในการทำความเข้าใจทีละเรื่อง แต่ควรเข้าใจว่า ถ้ากรอบมันมีมาอย่างนี้แล้ว ลิมิตอยู่ตรงไหน ออกไปนอกกรอบได้แค่ไหนเอามาผสมกันได้แค่ไหน บางคนถนัดคิดในกรอบแต่ก็สร้างสรรค์ได้ เช่น กาพย์ยานีมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว ยุคนี้เราต้องคิดกาพย์ยานีแบบใหม่เหรอ เราก็แค่เปลี่ยนบริบทของสังคมใส่ลงไปในกาพย์ยานีแบบเก่าเท่านั้นก็พอ.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1
ปลิวลม วันที่ : 14/07/2008 เวลา : 14.46 น.
http://www.oknation.net/blog/pliewlom

ด้วยเหตุนี้ที่มาของความคิดสร้างสรรค์ จึงน่าจะเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงดูของพ่อแม่มากกว่ายีนและพันธุกรรมนั่นเองค่ะ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31