• แม่นำ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : kitiweth@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-04-24
  • จำนวนเรื่อง : 161
  • จำนวนผู้ชม : 119637
  • จำนวนผู้โหวต : 168
  • ส่ง msg :
nam-peth
มาพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์การดูแลลูกรัก เก็บตกเรื่องราวของเด็กสมาธิสั้น (ADHD) เด็ก selective mutism เด็กพิเศษ และ นานาสาระน่ารู้
Permalink : http://www.oknation.net/blog/nam-peth
วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม 2551
รู้จักเข้าใจเด็กสมาธิสั้น ตอนที่ 5
Posted by แม่นำ , ผู้อ่าน : 162 , 00:09:24 น.   | หมวดหมู่ : กิจกรรม/การปรับพฤติกรรม/สมองและการเรียนรู้ของลูก   เรื่องราวของเด็กสมาธิสั้น  
พิมพ์หน้านี้


รู้จักเข้าใจเด็กสมาธิสั้น ตอนที่  5

จากหนังสือเข้าใจเด็กสมาธิสั้น  โดย ผศ.นพ. ชาญวิทย์  พรนภดล

สาขาวิชาจิตเวชเด็กและวัยรุ่น ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราช

พ่อแม่ควรปรับตัวอย่างไรในการช่วยเหลือเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น

1.  พ่อแม่ควรปรับทัศนคติที่มีต่อเด็กให้เป็นบวก  พ่อแม่ต้องเข้าใจก่อนว่าโรคสมาธิสั้นเป็นความผิดปกติของการทำงานของสมอง  พฤติกรรมที่ก่อให้เกิดปัญหาของเด็กไม่ได้เกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะก่อกวนให้เกิดปัญหา แต่เกิดขึ้นเนื่องจากเด็กไม่สามารถควบคุมตนเองได้

2.  พ่อแม่ควรใช้เทคนิคการปรับพฤติกรรมที่ไม่ทำลายความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเองของเด็กให้ลดลง

3.   มีการจัดทำตารางเวลาให้ชัดเจนว่ากิจกรรมในแต่ละวันที่เด็กต้องทำมีอะไรบ้าง ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งเข้านอน

4.  จัดหาสถานที่ที่เด็กสามารถใช้ทำงาน ทำการบ้าน อ่านหนังสือ โดยไม่มีใครรบกวน  และไม่มีสิ่งที่จะมาทำให้เด็กเสียสมาธิ  เช่น ทีวี  วีดีโอเกม หรือของเล่นอยู่ใกล้ๆ

5.  ถ้าเด็กวอกแวกง่ายมากหรือหมดสมาธิง่าย ผู้ใหญ่ควรนั่งประกบอยู่ด้วยระหว่างทำงาน หรือทำการบ้าน  เพื่อคอยกระตุ้นหรือเตือนให้เด็กทำงานได้อย่างต่อเนื่องจนเสร็จ

6.  ลดเวลาของเด็กในการดูทีวี  เล่นวิดีโอเกม เกมคอมพิวเตอร์ให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้  เด็กที่ดูทีวี หรือเล่นเกมมากเกินไปจะทำให้สมาธิสั้นมากยิ่งขึ้น  และไม่สนใจการเรียน

7.  ส่งเสริมให้เด็กเล่นกีฬา หรือทำกิจกรรมกลางแจ้งเพื่อให้เด็กใช้พลังงานที่มีเหลือเฟือในทางสร้างสรรค์

8.  พ่อแม่และบุคคลอื่นในบ้าน  ต้องพยายามควบคุมอารมณ์  อย่าตวาดตำหนิเด็ก หรือลงโทษทางกายอย่างรุนแรง  เมื่อเด็กกระทำผิด  ควรมีการตั้งกฎเกณฑ์ไว้ล่วงหน้าว่า  เมื่อเด็กทำผิดจะมีการลงโทษอย่างไรบ้าง การใช้ความรุนแรงกับเด็กสมาธิสั้นมี โอกาสทำให้เด็กสมาธิสั้นเติบโตขึ้นมาเป็นเด็กที่ก้าวร้าว  และใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา

9.  การลงโทษควรใช้วิธีจำกัดสิทธิต่างๆ เช่น งดดูทีวี  งดเล่นเกม  งดเที่ยวนอกบ้าน  งดขี่จักรยาน  หักค่าขนม เป็นต้น

10.  ควรให้คำชม รางวัลเล็กๆ น้อยๆ เวลาที่เด็กทำพฤติกรรมที่พึงประสงค์  เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจให้เด็กทำพฤติกรรมที่ดี

11.  ทำตัวเองให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่เด็ก  เช่น ความมีระเบียบ รู้จักรอคอย  ความสุภาพ  รู้จักกาลเทศะ  หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงต่างๆ เป็นต้น

12.  เวลาสั่งให้เด็กทำงานอะไร  ควรให้เด็กพูดทวนคำสั่งที่พ่อแม่เพิ่งสั่งไปทันที  เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กได้ฟังคำสั่งและเข้าใจว่าพ่อแม่ต้องการให้ เขาทำอะไร

13.  พยายามสั่งทีละคำสั่ง ทีละขั้นตอนใช้คำสั่งที่สั้น กระชับและตรงไปตรงมา

14.  ไม่ควรบ่นจู้จี้จุกจิก ถึงพฤติกรรมที่ไม่ดีของเด็กในอดีต

15.  หากเด็กทำผิด พ่อแม่ควรเด็ดขาด เอาจริง คำไหนคำนั้น ลงโทษเด็กตามที่ได้ตกลงกันไว้โดยไม่ใจอ่อน  มีความคงเส้นคงวาในการปรับพฤติกรรม

16.  พยายามมองหาข้อดี ปมเด่นของเด็ก และพูดย้ำให้เด็กเห็นข้อดีของตัวเองเพื่อให้เด็กเกิดกำลังใจที่จะประพฤติตัวดี  และเกิดความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเอง

17.  พยายามสอนให้เด็กคิดก่อนทำ เช่นให้เด็ก “นับ 1 ถึง 5” ก่อนที่จะทำอะไรลงไป “หยุด....คิดก่อนทำนะจ๊ะ...”  พูดให้เด็กรู้ตัว  รู้จักคิดถึงผลที่จะตามมาจากการกระทำต่างๆของเด็ก  สอนให้เด็กรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเราก่อนที่จะทำอะไรลงไป

18.  หากเด็กมีพฤติกรรมดื้อไม่เชื่อฟัง  หลีกเลี่ยงการบังคับหรือออกคำสั่งตรงๆ กับเด็ก  แต่ใช้วิธีบอกกับเด็กว่า เขามีทางเลือกอะไรบ้าง  โดยทางเลือกทั้งสองทางนั้นเป็น ทางเลือกที่พ่อแม่กำหนดขึ้น เช่น หากต้องการให้เด็กเริ่มต้นทำการบ้าน  แทนที่จะสั่งให้เด็กทำการบ้านตรงๆ อาจพูดว่า “เอาละ ได้เวลาทำการบ้านแล้ว....หนูจะทำภาษาไทยก่อน หรือว่าจะทำเลขก่อนดีจ๊ะ”

19.กำหนดช่วงเวลาในแต่ละวันที่จะฝึกให้เด็กทำอะไรเงียบๆ ที่ตัวเองชอบ อย่าง  “จดจ่อ”และมีสมาธิ”  โดยพ่อแม่ต้อง หาห้องหรือมุมใดมุมหนึ่งในบ้านที่สงบ  ไม่มีสิ่งเร้ามากนัก ให้เด็กได้เข้าไปทำงานหรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิคนเดียวเงียบๆ โดยในวันแรกอาจจะ เริ่ม ที่ 15 นาทีก่อน  แล้วจึงเพิ่มเวลาให้นานขึ้นเรื่อยๆ ให้คำชม และรางวัลเมื่อเด็กทำได้สำเร็จ

20.     ส่งเสริมกิจกรรมที่เด็กชอบหรือทำได้ดี เช่น กีฬา ดนตรี หรือศิลปะ  เพื่อช่วยให้เด็กรู้สึกดีต่อตนเอง เกิดความมั่นใจ ภาคภูมิใจในตนเอง  และเป็นการผ่อนคลายความเครียดของเด็กกลุ่มนี้ที่มักจะมีต่อการเรียน

    

คุณครูจะช่วยเหลือเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นได้อย่างไรบ้าง

1.  จัดเด็กให้นั่งหน้าชั้นหรือใกล้ครูให้มากที่สุด เพื่อครูจะได้เตือนเด็กให้กลับมาตั้งใจเรียน  เมื่อสังเกตว่าเด็กเริ่มขาดสมาธิ  นอกจากนี้ควรให้เด็กนั่งอยู่ในตำแหน่งที่ถูกห้อมล้อมด้วยเด็กเรียบร้อยที่ไม่คุยในระหว่างเรียน

2.  จัดให้เด็กนั่งอยู่กลางห้อง หรือให้ไกลจากประตูหน้าต่าง เพื่อลดโอกาสที่เด็กจะถูกทำให้วอกแวกโดยสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในและนอกห้องเรียน

3.  เมื่อเด็กหมดสมาธิจริงๆ ควรจัดกิจกรรมที่เปลี่ยนอิริยาบท และเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ ให้เด็กทำ เช่น มอบหมายหน้าที่ให้ช่วยครูเดินแจกสมุดให้เพื่อนๆ ในห้อง ลบกระดานดำ  เติมน้ำใส่แจกัน  เป็นต้น ก็จะช่วยลดความเบื่อของเด็กลง  และทำให้เรียนได้นานขึ้น

4.  ให้คำชมเชย หรือรางวัลเล็กๆน้อย เมื่อเด็กปฏิบัติตัวดี  หรือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์

5.  คิดรูปแบบวิธีเตือนหรือเรียกให้เด็กกลับมาสนใจบทเรียน โดยไม่ทำให้เด็กเสียหน้า เช่น เคาะที่โต๊ะเด็ก แตะไหล่เด็ก  เป็นต้น

6.  เขียนการบ้าน หรืองานที่เด็กต้องทำในชั้นเรียนให้ชัดเจนบนกระดานดำ  พยายามสั่งงานด้วยวาจาให้น้อยที่สุด

7.  หากจำเป็นต้องสั่งงานด้วยวาจา ควรหลีกเลี่ยงการสั่งพร้อมกันทีเดียวหลายๆ คำสั่ง ควรให้เวลาให้เด็กทำเสร็จทีละอย่างก่อนให้คำสั่งต่อไป  หลังจากให้คำสั่งแก่เด็ก ควรถามเด็กด้วยว่า ครูต้องการให้เด็กทำอะไร เพื่อเป็นการตรวจสอบว่าเด็กรับทราบ  และเข้าใจคำสั่งอย่างถูกต้อง

8.  ตรวจสมุดงานของเด็กเพื่อให้แน่ใจว่า เด็กจดงานได้ครบถ้วน

9.  ในกรณีที่เด็กมีสมาธิสั้นมาก  ควรลดระยะเวลาการทำงานให้สั้นลง   โดยให้เด็กพยายามทำงานให้เสร็จทีละอย่าง  และแต่ละอย่างใช้เวลาไม่นานมากนัก  พยายามเน้นในเรื่องความรับผิดชอบทำงานให้เสร็จ

10.  หลีกเลี่ยงการใช้วาจาตำหนิ ประจาน ประณาม ที่ทำให้เด็กอับอายขายหน้า  และไม่ลงโทษเด็กด้วยความรุนแรง (เช่นการตี)  หากเป็นพฤติกรรมจากโรคสมาธิสั้น  เช่น ซุ่มซ่ามทำของเสียหาย  หุนหันพลันแล่น เพราะเด็กมีความลำบากในการคุมตัวเองจริงๆ แต่ควรเตือน และสอนอย่างสม่ำเสมอว่าพฤติกรรมใดไม่เหมาะสม  และพฤติกรรมที่เหมาะสมคืออะไร  เปิดโอกาสให้เด็กได้แก้ไขด้วยตนเอง  เช่น เก็บของเข้าที่ใหม่ ชดใช้ของที่เสียหาย

11.  ใช้การตัดคะแนน  งดเวลาพัก  ทำเวร หรืออยู่ต่อหลังเลิกเรียน (เพื่อทำงานที่ค้างอยู่ให้เสร็จ)  เมื่อเด็กทำความผิด

12.  พยายามมีทัศนคติเชิงบวกต่อเด็ก มองหาจุดดีของเด็ก  และสนับสนุนให้เด็กได้แสดงออกถึงข้อดี  หรือความสามารถของตัวเอง

13.  พยายามสร้างบรรยากาศที่เข้าใจและ  เป็นกำลังใจให้เด็กพยายามปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น

14.  ให้ความช่วยเหลือด้านการเรียนเป็นพิเศษ  เนื่องจากเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น  มักจะมีปัญหาการเรียนร่วมด้วย

15.  เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น ควรได้รับการสอนแบบ “ตัวต่อตัว”   เนื่องจาก ครู สามารถควบคุมให้ เด็กมีสมาธิ  และสามารถยืดหยุ่นการเรียนการสอนให้เข้ากับความพร้อมของเด็กได้ดีกว่า

16.  ฝึกให้จัดระเบียบการเรียน การทำตามคำสั่ง การตรวจทบทวนผลงาน  การจดบันทึกและการใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพ

17.  ครูควรให้เวลาที่ใช้ในการ สอบ สำหรับเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นนานกว่าเด็กปกติ

18.  เด็กอาจมีปัญหาการปรับตัวเข้ากับเพื่อน  เพราะเด็กมักจะใจร้อน  หุนหัน เล่นแรง  ในช่วงแรกอาจต้องอาศัยคุณครูช่วยให้คำตักเตือน  แนะนำด้วยท่าทีที่เข้าใจ เพื่อให้เด็กปรับตัวได้ และเข้าใจกฎเกณฑ์การอยู่ร่วมกับผู้อื่น

19.  เด็กที่มีสมาธิบางครั้งเพียงใช้การบอกเรียก หรืออธิบายอย่างเดียวเด็กอาจไม่ฟัง หรือไม่ทำตาม  ครูควรเข้าไปหาเด็กและใช้การกระทำร่วมด้วย  เพื่อให้เด็กมีพฤติกรรมตามที่ครูต้องการ  เช่น เมื่อต้องการให้เด็กเข้ามาในห้องเรียน หากใช้วิธีเรียกประกอบกับการโอบหรือจูงตัวเด็กด้วย จะได้ผลดีกว่าเรียกเด็กอย่างเดียว

20.  ในกรณีที่แพทย์จ่ายยาสมาธิให้เด็กรับประทานในมื้อเที่ยง  เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นมีโอกาสสูงที่จะลืมรับประทานยา  ครูสามารถช่วยได้โดยคอยเตือนให้เด็กรับประทานยา หรือให้เด็กฝากยาไว้กับครู และกำชับให้เด็กมารับยาจากครูไปรับประทาน

21.  ติดต่อผู้ปกครองของเด็กอย่างสม่ำเสมอเพื่อรายงานเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็ก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1
น้ำใส วันที่ : 17/07/2008 เวลา : 00.15 น.
http://www.oknation.net/blog/chayada

ฝึกสมาธิด้วยวิถีของพุทธก็น่าจะช่วยได้นะคะ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31