| ก่อนฝนมาหลังฝนซา | ||
ถ่ายภาพมันไปเรื่อง กล้องก็ยืมเขามา |
||
|
View All |
||
| ลายแคนลมพัดไผ่ | ||
อ.สมบัติ สิมหล้า เทพแห่งแคน ผู้บรรเลงพรมพริ้วกรีดนิ้วไล่รู |
||
|
View All |
||
| << | ตุลาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |||
พิมพ์หน้านี้
|
เพื่อน๑_หัวใจเธอมันน่ากราบ จากภาพในอดีตวัยเยาว์เพื่อนในความหมายของผมคือ มีของกินกินด้วยกัน มีของเล่นเล่นด้วยกัน ร่วมเที่วซอนซอกตามป่าตามทุ่งใกล้ๆหมู่บ้าน ร่วมกันสร้างวีระกรรมแบบพวกทะโมนทำกัน บางครั้งก็ทะเลาะกันบ้างตามประสาเด็ก มีการผลัดกันงอนและง้อกันอยู่ประจำ แต่บางครั้งก็รุนแรงเลือดตกยางออก แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเลิกคบกันได้ ยามเย็นๆตะวันคล้อยแดดอ่อนแรง เสียงเด็กๆดังลั่นมาจากบริเวณลานหญ้าแห้วหมู ที่ว่างในหมู่บ้าน ที่นี่เป็นแหล่งรวมตัวกันของพวกทะโมนทั้งหลาย บ้างเล่นวิ่งไล่จับ บ้างเล่นขี่ม้าส่งเมือง บ้างเล่นขายของ บ้างก็เล่นตำรวจจับโจร เสียงยังดังไม่ยอมลดลงแม้จะมีเสียงร้องปรามของพวกผู้ใหญ่ก็ตาม ในกลุ่มนี้ยังมีสามเพื่อนซี้ปะปนอยู่ด้วย ผม เหมียน และปาน (หลายๆคนคงจำกันได้ในหนังสือเรียนชั้นประถม วิชาภาษาไทย มานะ มานี วีระ ปิติ และจันทร) เพื่อนผมคนที่ชื่อปานนั้นเธอเหมือนกับจันทร คือเธอพิการขาลีบ เพราะเป็นโปลิโอ ปานเดินได้ไม่คล่องนักส่วนวิ่งนั้นไม่ต้องพูดถึง มันเป็นเรื่อยากเกินไปสำหรับปาน ด้วนความซนของทะโมนอีกสองคนเกิดความรำคาญ เพราะเวลาเล่นกันปานจะเชื่องช้า ไอ้สองตัวก็เข้าขนาบข้างทันที หิ้วปีกและออกวิ่ง วิ่งได้บ้างโดนลากบ้างแต่ปานไม่เคยร้องไห้เลย กลับมีแต่เสียงหัวเราะชอบอกชอบใจ นั่นยิ่งทำให้ทะโมนสองตัวได้ใจ พาวิ่งเล่นแทบทุกวัน บ่อยครั้งเข้าปานเกิดความเคยชินและพัฒนาการในการเดิน ปานเดินได้เร็วขึ้นและสามารถวิ่งได้เอง แม้จะไม่เร็วนักก็ตาม แรกๆนั้นเราโดนแม่ของปานเอ็ดเอา เพราะเขาหาว่าเราแกล้งลูกเขา แต่เราก็ไม่เคยหยุดนะ เวลาเล่นก็ยังคงพาปานวิ่งเหมือนเดิม สุดท้ายแล้วเมื่อปานเดินได้คล่องและวิ่งได้เอง แม่ของปานก็เปลี่ยนท่าทีและขอบใจทะโมนสองตัวนั้น พรสวรรค์ สิ่งนี้ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีกันได้แต่ปานเป็นหนึ่งในจำนวนน้อยนั่น พอโตขึ้นมาปานได้มีโอกาสเรียนเสริมสวย และปานนั้นทำได้ดีและเก่งทีเดียว พอจบปานก็เกิดร้านเสริมสวยที่บ้านของเธอ แต่ที่บ้านนอกนั้นรายได้ไม่ดีอะไรนักหนา เพราะมีแต่ชาวไร่ชาวนาใครจะมาเสริมสวยกันได้บ่อยๆ นอกจากในช่วงงานบุญของเทศกาลต่างๆเท่านั้น ปานตั้งใจไว้ว่าเธอจะต้องเข้ามาบางกอกให้ได้เพราะเคยได้ยินว่าที่นี่ รายได้จากงานเสริมสวยนั้นดีมากๆ และแล้วในวันนั้นวันที่ปานรอคอยก็มาถึง จากการเช่วยเหลือของพี่ชาย ปานจึงได้เข้ามาทำงานในเมืองบางกอก ในร้านเสริมสวยแห่งหนึ่ง ย่านหัวลำโพงเป็นลูกจ้างในร้านนั้น แรกๆรายได้ก็ไม่ค่อยดีนัก แต่ด้วยความมานะปานอดทนทำงานเรื่อยมา จนลูกค้าติดใจในฝีมือของปานใครมาก็เรียกหา ทั้งที่ในร้านมีช่างอยู่สามคน ปานเริ่มมองเห็นอนาคตแล้ว อีกสองปีต่อมาปานก็ได้มีร้านเสริมสวยเป็นของตนเอง โดนเช่าห้องเล็กๆห้องหนึ่งถัดจากร้านเดิมที่เคยทำงานอยู่อีกสองซอย ที่นี่ปานมีรายได้เป็นอบเป็นกำ แรกๆปานทำเองทุกอย่างแต่พอลูกค้ามากขึ้นทำไม่ไหวปานก็รับลูกจ้างเป็นช่างมาช่วยผ่อนแรง ปานเป็นคนที่เก็บหอมรอมริบได้เก่ง ในช่วงนี้มีหนุ่มๆหลายรายเข้ามาติดพัน แต่ปานก็ไม่ตกลงปลงใจกับใครเลย จนในที่สุด ปานก็พบรักกับผู้ชานคนนั้น เขามีอาชีพรับจ้างทั่วๆไป เป็นนักเที่ยวกลางคืน กินเหล้าเก่ง ผมก็ยังสงสันว่าเธอรักเขาได้อย่างไร แต่ก็นั่นหล่ะนะ บุบเพบุบพัง ทั้งสองอยู่กินกันมาจนกระทั่งมีลูกสาวหนึ่งคน ปานตั้งใจไว้ว่าจะปลูกบ้านเป็นของตนเองที่บ้านนนอก และปานก็ทำได้ดังที่ตั้งใจไว้ ปานเคยบ่นกับผมว่า ปลูกบ้านเสร็จเมื่อไหร่จะทำงานที่บางกอกอีกสักสองปี เก็บเงินสักก้อนแล้วจะกลับมาอยู่ที่บ้าน บ้านของเธอเอง เธอบอกเหนื่อยเหลือเกินแล้วชีวิต ชีวิตของผู้หญิงพิการคนหนึ่งต่อสู้ชีวิตจนได้สิ่งที่เธอต้องการ ผมนับถือในความอุตสาหะและเป็นนักต่อสู้ชีวิตของเธอมาก ดูเหมือนกับว่าเรื่องราวจะจบลงด้วยดี แต่นั่นแหละชีวิตหาอะไรแน่นอนไม่ได้ ปานลมป่วยลงกระทันหัน โดยไม่มีวี่แววใดๆเลย ผมเคยถามแต่ปานก็ไม่ได้บอกอะไรมากนัก ผมได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจ หลังจากนั้นราวหนึ่งเดือนเห็นจะได้ปานก็ต้องเข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง แต่ก็ไม่มีใครบอกว่าเป็นอะไร ปานบ่นว่าอยากกลับไปอยู่บ้านไปพักฟื้นที่นั่น บ้านที่เธอสร้างด้วยนำพักน้ำแรงของเธอ อีกหนึ่งเดือนถัดมาผมได้ยินข่าวว่าปานเสียชีวิตแล้ว และไม่มีใครส่งข่าวให้ผมรู้เลย จนกระทั่งเสร็จพิธิแล้วนั่นแหละถึงได้รับข่าว ผมสอบถามเรื่องราวจากพี่สาวและแม่ว่าเรื่องราวมันเป็นอย่างไรกัน แม่บอกว่า ในวาระสุดท้ายนั้นปานทรมานมาก นอนกัดฟันเสียงดังแต่ไม่มีเสียงครวญครางใดๆหลุดรอดมาจากเธอ ตามตัวเต็มไปด้วยตุ่มและแผลพุพอง โรคร้ายที่ปานเป็นนั้นมันร้ายแรงนักทางบ้านบอกว่าคนที่ทำให้ปานเป็นแบบนี้ก็สามีของฌะอเองนั่นแหละเป็นผู้กระทำ แล้วทำไมคนที่รับกรรมต้องเป็นเพื่อนผม ผู้หญิงที่อาภัพในชีวิต แต่ไม่เคยท้อถอยต่อโชคชะตาคนนี้ หลังจากงานศพเรียบร้อยแล้ว สามีของปานก็หายเงียบไปไม่มีข่าวคราวเลย
ปานเพื่อนเอย..ขอให้วิญญาณของปานจงไปสู่สุขคติ และได้โปรดอโหสิกรรมให้แก่ผู้ชายคนนั้นด้วย เพื่อที่ปานจะได้ไปสู่ภูมิภพที่ดีกว่าในชาตินี้ ลาก่อน.........
|