|
เรื่องที่จะเล่าวันนี้ นำมาจากบทความในอินเตอร์เน็ต แต่นำมาแปลและเรียบเรียงใหม่ด้วยสำนวนและภาษาของเราเองค่ะ อ่านแล้ว เรียนรู้ นำไปใช้ "ทำเอง ได้เอง รู้เอง" นะคะ เพื่อสุขภาพจิตที่ดีและอารมณ์ที่สดใส เรื่อง "โกหก"เกี่ยวกับ "การแต่งงาน" คุณเชื่อหรือไม่ ในประโยคต่อไปนี้ 1. ความรัก เป็นคำตอบสุดท้าย
..... ไม่จริงเลย ความรักไม่ได้ช่วยป้องกันหรือแก้ปัญหาชีวิตคู่ คู่ชีวิตต้องเรียนรู้กันและกัน เข้าใจกัน และพร้อมจะฝ่าฟันอุปสรรคในความสัมพันธ์ควบคู่ไปกับการเผชิญชะตากรรมกับโลกภายนอกและปัญหาจิปาถะรอบด้านที่ถาโถมเข้าสู่ชีวิตคู่ ส่วนความรักนั้นช่วยหล่อเลี้ยงหัวใจของคุณยามที่คุณท้อแท้หมดกำลังใจ และอย่างน้อยก็ช่วยให้คุณพยายามที่จะรักษาชีวิตคู่ของคุณให้มีสุขภาพดีตราบนานเท่านาน
2. ฉันพูดจนปากเปียกปากแฉะ แต่เขานั่นแหละที่ไม่ยอมฟังฉันเลย
 ...... ก็ใช่ พูดไปเถอะ ถ้าพูดแต่ในแง่ที่ตัวเองคิด ที่ตัวเองมอง พูดไปเท่าไหร่มันก็กองอยู่ตรงนั้น ไม่มีวันซึมลึกเข้าไปในหัวสมองของอีกคนได้ ลองอ่านหนังสือเรื่อง "ผู้ชายมาจากดาวอังคาร ผู้หญิงมาจากดาวพระศุกร์" ดู จะเข้าใจได้มากขึ้นว่า การสื่อสารระหว่างสองเพศนั้น มันไม่ได้ตรงไปตรงมาอย่างคำพูด ตัวอักษรที่เราประดิษฐ์แล้วเปล่งเสียงออกมา อย่างน้อยการทำงานของสมองของสองเพศก็แตกต่างกันอยู่แล้ว ดังนั้นให้เข้าใจก่อนว่าการสื่อสารในครอบครัวนั้นไม่ใช่แค่พูดออกไป แล้วหวังว่าอีกฝ่ายจะมาเข้าใจ จงพัฒนาเทคนิคการสื่อสารระหว่างเพศด้วยการปฎิบัติอย่างไม่มีอคติระหว่างกัน 3. ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงได้
 ...... ไม่จริง แม้จะมีส่วนถูกอยู่มากว่าคนเราเวลาอยู่ร่วมกัน มักจะอยากให้อีกคนเปลี่ยนแปลง (เป็นอย่างที่เราต้องการ) แต่ก็ไม่ค่อยเห็นใครทำได้สักที จึงเกิดความเชื่อเหมือนคำโบราณที่ว่า "ไม้แก่ดัดยาก" แต่ถ้าคนเราจะยอมลงทุนลงแรงกันให้มาก และให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์นั้นเพียงพอ ก็คงจะใส่ใจที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การแสดงออกให้เข้าขากันได้มากขึ้น เริ่มจากการเข้าใจอีกคนหนึ่งแล้วปรับตัวเองก่อนที่จะไปคิดปรับอีกคนหนึ่ง อย่าปรับแบบเอาใจแต่ให้ปรับอย่างใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ อย่าประชดแต่ให้จริงใจต่อกัน เมื่อเรามีแต่ความปรารถนาดีให้และแสดงออกอย่างถูกต้อง อีกคนก็ย่อมรับรู้และเข้าใจ จากนั้นความร่วมมือที่จะปรับตัวเข้าหากันคงจะเกิดขึ้นได้ไม่ยากนักและมีทางเป็นไปได้ 4. การแต่งงานคือการสร้างครอบครัวใหม่ของตัวเอง
 ...... ไม่จริง แม้ว่าจะแยกครอบครัวออกมาแล้ว แต่ประสบการณ์การใช้ชีวิตของพ่อแม่พี่น้องปู่ย่าตายายที่เลี้ยงดู (หรือไม่ได้เลี้ยงดูก็ตามที) และไม่ว่าจะอยู่ด้วยกัน หรืออยู่คนละเมือง คนละประเทศ ย่อมมีอิทธิพลอย่างมากกับการใช้ชีวิตคู่ของรุ่นลูกรุ่นหลาน ไม่เลียนแบบก็ทำตรงกันข้าม เพราะเหตุนี้แนวการใช้ชีวิตคู่ของสองฝ่ายอาจมีความขัดแย้ง โดยเฉพาะฝ่ายที่ไม่ชอบการใช้ชีวิตตามพ่อแม่ฯ ของอีกฝ่าย จะมีความเครียดเป็นพิเศษ 5. การแต่งงานแบบเสมอภาคมีปัญหาน้อยกว่าการแต่งงานแบบก่อนๆ
 ...... ไม่จริงเสมอไป ความเสมอภาคในครอบครัวเช่นสามีภรรยาช่วยกันทำงานหาเงิน ช่วยกันออกค่าใช้จ่าย ร่วมกันตัดสินใจเรื่องต่างๆ อาจดูดีก็จริง แต่เมื่อถึงภาคปฏิบัติ มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะเรื่องระหว่างหญิงชาย มักจะมีข้อให้ถกเถียงอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น บทบาทของเพศชาย (พ่อ) เพศหญิง (แม่) ในบ้าน ความรับผิดชอบต่างๆในครอบครัว หากฝ่ายชายทำงานไกลจากบ้านและเป็นคนหาเลี้ยงครอบครัวด้วย ก็มักจะไม่พอใจการตัดสินใจของภรรยา แต่ตัวเองอยู่ไกลทำอะไรมากไม่ได้ เช่นเดียวกับ หากฝ่ายหญิงต้องหาเลี้ยงครอบครัวเท่าๆกัน แต่กลับต้องมารับภาระงานบ้านทั้งหมดหลังเลิกงาน รวมทั้งดูแลลูกๆอีกด้วย ยังไม่นับกรณีที่ภรรยาหาเลี้ยงครอบครัวอยู่คนเดียวหรือมีหน้าที่การงาน เงินเดือนสูงกว่าสามี ปัญหานี้คงจะไม่หมดไปหากครอบครัวนั้นไม่มีการแบ่งเบาภาระซึ่งกันและกัน และไม่เคารพในบทบาทและศักดิ์ศรีของกันและกัน 6. ลูกคือโซ่ทองคล้องใจ
 ...... ไม่จริง ถ้าคิดจะใช้การมีลูกเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวความสัมพันธ์ของพ่อแม่ การมีลูกด้วยกันของคู่แต่งงาน ควรที่จะมาจากความพร้อมทั้งร่างกาย ทั้งจิตใจ สภาวะแวดล้อมและฐานะของครอบครัว ซึ่งมีแค่คนสองคนเท่านั้นที่จะรู้ดีที่สุด การมีลูกสักคนไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเลี้ยงดูเขาให้ดีพร้อมๆไปกับทำหน้าที่ภรรยา ทำงานนอกบ้าน ในบ้าน ทั้งพ่อและแม่ต้องช่วยกันและเป็นกำลังใจให้กันตลอดเวลา ความขัดแย้งเกี่ยวกับวิธีการเลี้ยงลูกก็สร้างความร้าวฉานในครอบครัวได้ไม่น้อย งานหนักเหล่านี้ ต่อให้เตรียมพร้อมอย่างไรก็เป็นไปได้ว่าความสัมพันธ์ของพ่อแม่จะย่ำแย่ลง (หากว่ามันแย่อยู่แล้ว) ดังนั้นโซ่แต่ละเส้นที่พ่อแม่สร้างขึ้นมาคล้องใจนั้น จะต้องใช้ความเสียสละอย่างใหญ่หลวง และต้องให้ความสำคัญกับคู่ครองไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าลูก หากครอบครัวไหนไม่มี ก็คงยากที่จะให้ชีวิตแต่งงานราบรื่นอย่างที่ฝันไว้ สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็คือ "อย่าโทษลูก"
7. เซ็กซ์ เซ็กซ์ เซ็กซ์ สมัยนี้ดีกว่าสมัยก่อน
 ...... ไม่จริงเสมอไป เดี๋ยวนี้จะฟังเพลง ดูมิวสิควีดีโอ ดูหนัง ดูละคร ไม่เว้นแม้แต่ดูโฆษณา เรามักจะเห็นภาพเกี่ยวข้องกับเรื่องเซ็กซ์ จากท่าทางยั่วยวน การวางโพสิชั่น รายการทีวีหลายรายการยังนำเรื่องเซ็กซ์มาพูดถึงเป็นการให้การศึกษา ให้ความรู้แก่ผู้คน ยิ่งในประเทศแถบยุโรป อเมริกา การพูดถึงชีวิตส่วนตัว ดูจะเป็นเรื่องธรรมดา และเปิดเผยมากขึ้น (ไม่นับ หากมีการนำหนังโป๊เข้ามาเกี่ยวข้อง) ภาพต่างๆ คำพูดต่างๆ อาจจะไปกระตุ้นจินตนาการของคู่คุณให้คิดว่าคุณจะเป็นอย่างที่เขาอยากให้เป็น (ในจินตนาการ) ซึ่งคงจะเป็นภาพที่สวยงาม บรรยากาศเป็นใจ แล้วในความเป็นจริง ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง พ่อแม่เหนื่อยจากการงานมา ดูแลลูกๆให้ทำการบ้าน-อาบน้ำ-ทานข้าว-เข้านอน แม่ทำงานบ้านเสร็จก็แทบหมดสภาพแล้ว จะมีอารมณ์มาทำเซ็กซี่ได้สักแค่ไหน แถมยังนอนเตียงเดียวกับลูกๆด้วย หากแม่บ้านไม่คิดทำอะไรสักอย่างสองอย่าง มีหวังพ่อบ้านได้ไปแวะหากิ๊กเสียก่อนเข้าบ้านแล้ว ส่วนพ่อบ้านถ้าไม่ทำอะไรสักอย่างสองอย่าง แม่บ้านก็คงหวังเหวิดอยู่อย่างนั้นวันแล้ววันเล่า แล้วชีวิตคู่จะยืนยาวไปได้สักกี่น้ำ ขณะที่ชีวิตความเป็นพ่อ-แม่ จะไม่มีวันหยุด ไม่เรียกว่าเครียดแล้วจะเรียกว่าอะไรดี? แปลและเรียบเรียง โดยปิรันย่า คัดจากบทความในหนังสือ All You Need Is Love and Other Lies about Marriage. Copyright © 2004 by John W. Jacobs, M.D. ขอบคุณภาพประกอบจาก internet
|