ผลประโยชน์ของการซื้อขาย
๑. เริ่มตั้งแต่การตั้งที่ปรึกษา ๔-๕ คณะ ยกตัวอย่าง กรณีโรงงานยาสูบ ค่าจ้างที่ปรึกษา ๗๐ ล้านบาท ได้เอกสารมา ๑ เล่ม คณะที่ปรึกษา มีการดำเนินงานอย่างนี้ มาแล้วหลายประเทศ ทำจนชำนาญ ๒. การปั่นหุ้น ได้หุ้นเข้าตัวเองอย่างมหาศาล (รวมทั้งญาติพี่น้อง) ภาษีอากร ของคนไทย นำไป ปั่นหุ้น กับบริษัท หุ้นต่างชาติ ปั่นหุ้นหลอกคนไทย แล้วเอาสมบัติของชาติไปขาย นำกำไร มาเลี้ยง นักการเมืองชั่ว ทำกันในต่างชาติ ทั้งที่อเมริกา, ยุโรป มากมายมาแล้ว เมื่อถาม ชาวต่างชาติ เหล่านั้นว่า ทำไมไม่มีการต่อต้าน ทำไม ๔-๕ ปี ไม่ออกมา ประท้วง เขาตอบว่า เพราะเขาถูก ปิดหูปิดตา ในเมืองไทยกฎหมายทุนวิสาหกิจ (ขายชาติ) ออกมาปี ๒๕๔๒ รัฐวิสาหกิจ ของเมืองไทย ผู้ที่ประทานให้แก่คนไทย คือ รัชกาลที่ ๕ นี่กำลังจะถูกขายไป ๓. การทุจริตคอรัปชั่น โดยใช้เงินซื้อนักการเมือง, ข้าราชการ, นักวิชาการ หรือ พนักงาน รัฐวิสาหกิจ ที่ไม่เห็นด้วย โดยการให้เงิน, ให้หุ้น .......... ผลประโยชน์ที่ต่างชาติได้รับ
จำธนาคารกรุงเทพได้หรือไม่ แต่ก่อนตระกูลโสภณพานิช มีหุ้นเพียง ๑๐-๒๐% ต่อมาซื้อหุ้นได้ เพิ่มจนครอง ธนาคารกรุงเทพ มาโดยตลอด ก็เช่นเดียว กับบริษัทต่างชาติที่เดิม อาจมีหุ้น เพียงเล็กน้อย แต่ความที่เป็นยักษ์ใหญ่ ก็สามารถ ซื้อได้อีก องค์การโทรศัพท์ ขายไปแล้ว เมื่อมีการปั่นหุ้น พอหุ้นขึ้น ใครจะไม่ขาย การปั่นหุ้น ทำให้เงินไหล ออกไปนอกประเทศ เหมือนเสียเลือด ออกไปจากร่างกาย ไฟฟ้า ๒ แสนล้านหน่วย หากขึ้นราคา เพียงหน่วยละ ๑ บาท เงินจะออกไปนอกประเทศ อีกเท่าไร ยกตัวอย่าง ประเทศอาร์เจนติน่า ขายโทรศัพท์ ให้บริษัท ของประเทศสเปน สเปนกลับประกาศ ขาดทุน ๑.๘ พันล้านดอลล่าร์ เป็นข้ออ้าง ที่จะขึ้นราคา การขายรัฐวิสาหกิจ จึงไม่ใช่แก้ปัญหา กลับเป็นการสร้างปัญหา .....
การแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจ ในหลวงทรงแนะนำ ให้พึ่งตนเอง มีเศรษฐกิจ แบบพอเพียง เมื่อไม่มีอะไร? เป็นของตนแล้ว จะมีเศรษฐกิจ พอเพียงได้อย่างไร? ส่วนพวก สถาบันวิจัย ก็มักเป็น เครื่องมือ ของต่างชาติ เราต้องติดตามเขาให้ทัน ก่อนที่รัชกาลที่ ๓ จะทรงสวรรคต ทรงเรียกพระยาสุริวงศ์ เข้าไปพบ แล้วตรัสว่า "ศึกทางพม่า ก็คงจะไม่มีแล้ว จะมีก็แต่ ทางตะวันตกเท่านั้น เราเรียนวิชาเขาได้ แต่อย่าได้เลื่อมใส" หากตก เป็นทาสเศรษฐกิจแล้ว จะเป็นร้อยๆ ปี
ยกมาบางส่วน จากบทความของ ดร.อัมรินทร์ คอมันตร์ ในหนังสือ ซื้อรัฐวิสาหกิจแถมประเทศไทย ของ สถาบันสหัสวรรษ
ข่าวว่ามีการ privatize การประปา (ต้องติดตามต่อไป ในรายละเอียด) ไม่ได้โทษรัฐบาล (นอมี)นี้ แต่อยากให้มองถึงปัญหาต่อประเทศในระยะยาว การขายรัฐวิสหากิจไม่ว่าจะกระทำโดยใคร ก็มีผลอย่างเดียวกัน อยู่ที่ว่าผลประโยชน์จะตกอยู่กับคนกลุ่มไหนเท่านั้นเอง แต่การจ่ายเงินค่าวิจัย อาจจะตกอยู่กับกลุ่มเดียว เพราะเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญนี่ หรือว่ามีผู้เชี่ยวชาญเยอะ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องมีการแข่งขันกันสินะ ว่าคำแนะนำใครให้ประโยชน์แก่ประเทศชาติมากที่สุด มีโทษน้อยที่สุด และเหมาะสมกับสถานะการณ์ประเทศทั้งในปัจจุบันและอณาคตเพียงไหน ทำกันหรือเปล่า อันนี้ก็ต้องสืบเสาะหาข้อเท็จจริงกัน แต่ว่า เฮ้อ! คิดแล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่า ประเทศนี้คุ้นกับคำว่า "ฮั้วประมูล" นี่นา! เวรกรรมจริง คิดง่ายๆ สมบัติของครอบครัว ที่สร้างสมมากับมือหรือจะได้มรดกตกทอดมาก็ตามที แต่เป็นสมบัติที่ครอบครัวได้ดอกผลมากินมาใช้ จะยกตัวอย่างเป็น ต้นกล้วยสักต้นก็ได้ เราใช้ประโยชน์จากต้นกล้วยอยู่ดีๆ วันหนึ่งพ่อก็ยกไปให้คนข้างบ้านเขาแลกกับกล้วยตากอร่อยๆที่เขาทำมาขาย ให้เขาช่วยดูแลรดน้ำต้นกล้วย ที่ปกติก็ไม่ค่อยได้รดน้ำ (แต่ไหงจะอยากหาคนรดน้ำขึ้นมา ก็ไม่รู้?) คนรับเขาคงคิดสาระตะแล้วว่าเหมือนได้เปล่า นอกจากเด็ดผลมาทำกล้วยตากอร่อยๆขายแล้ว ยังตัดใบ ตัดหัวปลี ตัดยอด ตัดหยวก ไปทำอะไรได้ น้ำก็ปล่อยให้ธรรมชาติดูแล (มีแต่ได้กับได้) แถมได้สตางค์จากคนให้ต้นกล้วยเสียอีก (เหอๆๆ) ดีไหมล่ะ ของของเราแท้ๆ ดูแลไม่ดี ดูแลไม่ได้ ก็ยกให้เขาไปถูกๆ (ไม่สมค่าเลย) ส่วนพ่อ ที่คนให้ก็ได้กินกล้วยตากคนเดียว อร่อยคนเดียวแค่มื้อเดียวเท่านั้น แล้วก็เป็นอันจบ เที่ยวหลังอยากกินกล้วยตากก็ต้องจ่ายเงินซื้อเขาซะแล้ว วันดีคืนดีเข้าก็โค่นต้นกล้วยทิ้ง ไม่ก็โละให้คนเก็บขยะรับกิจการกล้วยตากต่อไป ตัวเองรวยแล้วหันไปทำธุรกิจอื่นซะ เจ้าคนเก็บขยะ ทั้งสกปรก ทั้งทำไม่เป็น เก็บกล้วยกินหมดต้นแล้วก็ไม่สนใจใยดี ปล่อยให้แห้งแล้งเฉาตายไป ใครจะมาแอบตัดใบตอง ตัดยอด แม้แต่โค่นต้นเอาหยวกไปทำแท่นกระทงขายก็ไม่สนใจ มองอีกด้าน สมมติคนที่ได้ต้นกล้วยไป ใช้ทำประโยชน์ได้ดี มีเงินเข้ากระเป๋าเยอะขึ้นเพระกล้วยต้นนี้มีลูกดก เนื้ออร่อย ใบตองสมบูรณ์ อะไรๆก็ดีไปหมด กิจการกล้วยตากก็ดีขึ้น เลยปรับราคาขึ้นเสีย เพราะกว้านซื้อกล้วยย่านนั้นมาหมดแล้ว ใครจะกินผลิตภัณฑ์จากกล้วยก็ต้องไปง้อซื้อเอาจากเขาคนเดียว เอาละซี เออนะ คนอยากกินกล้วยตากอร่อยๆก็ต้องใช้เงินจ่ายมากขึ้น ไม่ก็ต้องขับรถไปซื้อที่ไกลๆนู่น พูดง่ายๆ ต่อไปอยากกินอยากใช้ของพื้นๆ ก็ต้องลงทุนมากขึ้น ลำบากมากขึ้น แถมจะได้ของแบบไหนก็ไม่รู้ นี่เป็นเพราะไม่รัก ไม่ดูแล ไม่รักษา สมบัติของตัวให้ดี ปล่อยให้พ่อ (คนใหญ่ในบ้าน) เอาไปผลาญเสีย เปรียบเทียบก็เหมือนรัฐวิสาหกิจของเรานั่นแหละ ใช่ไหม? แต่ไม่ใช่กล้วยตากนะคะ นี่เป็น น้ำประปา ที่เราทุกคนใช้ดื่ม ทำอาหาร อาบน้ำ ซักผ้า ล้างจาน ทำอะไรต่อมิอะไรมากมายเยอะแยะ และเป็นสิ่งที่ทุกครัวเรือนที่ท่อประปาไปถึงต้องใช้ตลอด ความเดือดร้อนจากเจ้าของที่ไม่ใช่รัฐ จะมีแค่ไหน เราไปกำหนดได้หรือเปล่า เขาจะขึ้นราคา เขาจะปล่อยน้ำน้อยๆ เขาจะเอาสารเคมีอะไรใส่ โอ้ย ไม่ต้องไปคิดค่ะ คิดแค่ว่า สมควรไหมที่จะขายรัฐวิสาหกิจ? แค่นี้พอค่ะ เพราะที่น่ากลัวกว่าคือ กลัวคนซื้อจะไม่ใช่คนที่ทำอาชีพเดียวกันน่ะสิ กลัวจะเป็นแค่เป็นนายทุนหน้าเงิน บ้าอำนาจ ที่อยากเป็นใหญ่เป็นโตสักคน สักกลุ่มเดียว ที่อยากจะกลืนกินประเทศนี้เสียเหลือเกินน่ะสิคะ เอิ๊กส์ ขอบคุณที่มาอ่าน และแสดงความคิดเห็นค่ะ ปิรันญ่า 30 มิถุนายน 2551 |