เกือบ ๔ ปีที่แล้ว ประมาณปลายเดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๒ หากได้มีโอกาสมาสักการะพระมหาเจดีย์ชเวดากองในห้วงเวลานั้น ข้าพเจ้าคงได้สัมผัสบรรยากาศการซ่อมปิดทองใหม่พระเจดีย์ชเวดากองอันถือเป็นกิจวัตรประจำที่ทุกๆ ๔ ปีมวลมหาชนจักพากันพร้อมใจมาร่วมงานในช่วงเทศกาลฉลองพระเจดีย์ หลังแรงลมฝนในวสันตฤดูได้ชะทองที่ปิดองค์เจดีย์จนชำรุดเสียหาย
ชาวพม่าถือว่าเดือนสิบสองหรือที่เรียกว่า เดือนดะบอง เป็นเดือนสุดท้ายของปีตามศักราชพม่า หรือตกประมาณปีมหาศักราช ๑๐๓ คาบเกี่ยวระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคมเมื่ออากาศเริ่มคลายหนาว เป็นเดือนที่มีการสร้างมหาเจดีย์ชเวดากอง และเป็นปีที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ จึงกำหนดให้เดือนดะบองเป็นเดือนสำหรับงานบูชามหาเจดีย์ชเวดากองซึ่งจัดกันเรื่อยมาไม่มีหยุด
โดยเฉพาะเหตุการณ์สำคัญที่เพิ่งเกิดขึ้นในปี ๒๕๔๒ นับเป็นปีที่มีการบูรณะยอดฉัตรของมหาเจดีย์ครั้งยิ่งใหญ่อีกคำรบ กลายเป็นหน้าประวัติศาสตร์สำคัญที่เกิดขึ้นภายใต้การดำเนินการของรัฐบาลทหารในนาม สภาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา (State Peace and Development Council : SPDC) หรือในชื่อเดิมว่า สภาฟื้นฟูกฎระเบียบแห่งรัฐ หรือสล็อร์ก (State Law and Order Restoration Council : SLORC)

อย่างไรก็ตาม หน้าประวัติศาสตร์ในการบูรณะมหาเจดีย์ชเวดากองในปี ๒๕๒๒ อาจเป็นภาพที่ตัดกันยิ่งกับประวัติศาสตร์ของสหภาพเมียนมาร์หรือพม่าไม่กี่ปีมานี้ ทั่วโลกต่างจดจำกันได้ดีถึงเหตุการณ์วันที่ ๒๖ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๓๓ ซึ่งเป็นอีกครั้งที่ประวัติศาสตร์พม่าถูกจารึกไว้ว่า ณ ลานทางทิศตะวันตกของพระมหาเจดีย์ชเวดากองในเมืองย่างกุ้ง ออง ซาน ซู จี ได้ก้าวขึ้นเวทีกล่าวสุนทรพจน์ต่อมวลชนที่เดินทางมาชุมนุมกันเป็นครั้งแรกเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย
ออง ซาน ซู จี วีรสตรีประชาธิปไตย ผู้ได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ในเดือนกันยายนปี ๒๕๓๔
แต่รางวัลหรือชื่อเสียงใดๆ ที่เกิดขึ้นกับ ออง ซาน ซู จี คงจะไม่มีเรื่องใดน่าสนใจเท่ากับตำนานเล่าขานกันว่า ออง ซาน ซู จี คือการกลับชาติมาเกิดของ พระนางชินสอบู (Shinsawbu) ราชธิดาของพระเจ้าราชาธิราช ผู้ครองราชย์ระหว่างพุทธศักราช ๑๙๙๖๒๐๑๕ และเป็นขวัญชีวิตของชาวมอญทั้งมวล ทรงสร้างลานและกำแพงล้อมรอบองค์สถูปและพระราชทานทองคำเท่าน้ำหนักพระองค์เองคือ ๔๐ กิโลกรัมนำไปตีเป็นแผ่นทองหุ้มองค์สถูป กระทั่งกลายเป็นแบบอย่างให้กษัตริย์รุ่นหลังๆ ทรงพระพฤติปฏิบัติตาม

ภาพซ้อนระหว่าง ออง ซาน ซู จี กับพระมหาเจดีย์ชเวดากอง จึงมีนัยสำคัญหลายประการในเชิงวีรสตรีของชาติที่ผ่านการต่อสู้อย่างหนักหน่วง และเล่าขานทำนองนักสู้คนจริงบนสายธารเชิงจิตวิญญาณที่ลุ่มลึก
เหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นเพียงหน้าประวัติศาสตร์ยุคใหม่ที่เพิ่งผ่านพ้น
แต่หากย้อนกลับไปไกลกว่านั้น ดูเหมือนว่าประวัติศาสตร์หลายหน้าที่ถูกจารึกเกี่ยวกับมหาเจดีย์ชเวดากองยิ่งน่าสนใจเป็นทบเท่าทวีคูณ นับตั้งแต่เรื่องราวของ ชนชาติมอญ ซึ่งเป็นชนชาติแรกที่ครอบครองดินแดนพม่าหรือเมียนมาร์ในปัจจุบัน ได้อพยพมาตั้งหลักแหล่งอยู่ในบริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำสาละวินและแม่น้ำสะโตง โดยเรียกถิ่นอาศัยว่า สุวรรณภูมิ หรือแผ่นดินทองคำของสุวรรณภูมิ (The land of Gold)
ตามตำนานพวกมอญก็คือผู้วางศิลาฤกษ์พระเจดีย์ชเวดากองเมื่อกว่า ๒๕๐๐ ปีมาแล้ว กระทั่งปี ๑๐๕๗ เมื่อพระเจ้าอโนระธาสร้างจักรภพพม่าได้สำเร็จและกวาดต้อนพวกมอญประมาณ ๓๐,๐๐๐ คนพร้อมพระราชวงศ์มอญกลับไปยังเมืองพุกาม ต่อมาจึงได้รับวัฒนธรรมจากพวกมอญไปด้วย หนึ่งในนั้นก็คือพุทธศาสนานิกาย เถรวาท ของชาวมอญ หรือที่ชาวรามัญเรียกว่า รามัญนิกาย ซึ่งพระเจ้าอโนระธา ได้รับการโน้มน้าวจากพระภิกษุชาวสิงหลชื่อ ซินอรหันต์ (Shin Arahan)

เอกสารสำคัญของชาวมอญชิ้นหนึ่ง กล่าวถึงตำนานพระมหาเจดีย์ชเวดากองซึ่งเป็นต้นฉบับใบลานจารึกด้วยภาษามอญ อักษรมอญโบราณ ปรากฏว่ามีอยู่ในประเทศไทยอยู่ที่วัดม่วง ต.บ้านม่วง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี กล่าวถึงตำนานพระบรมธาตุสำคัญที่เกิดจากศรัทธาในพระพุทธศาสนาของชาวมอญ และเป็นเอกสารสำคัญตามตำนานที่กล่าวถึงชนชาติมอญเป็นครั้งแรกตั้งแต่สมัยพุทธกาล
ทุกวันนี้มีผู้คนมากมายโดยเฉพาะคนล้านนาทางเหนือและในเขตพม่า และคนที่เกิดปีมะเมีย ใฝ่ฝันว่าสักครั้งหนึ่งในชีวิตจะมีโอกาสกราบไหว้บูชาพระมหาเจดีย์ชเวดากอง ซึ่งเป็น ๑ ใน ๕ พระบรมธาตุ นอกเหนือจาก พระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ พระธาตุหริภุญไชย จังหวัดลำพูน พระธาตุลำปางหลวง จังหวัดลำปาง และพระธาตุมุเตา เมืองหงสาวดี
เพราะเชื่อกันว่าในชีวิตของคนคนหนึ่งหากมีโอกาสบูชาพระบรมธาตุครบ ๕ แห่งแล้วจะบังเกิดอานิสงส์มหากุศลเป็นยิ่งถึงขั้นทำให้บรรลุมรรคผลนิพพาน
พระมหาเจดีย์ชเวดากอง เมืองร่างกุ้ง สหภาพเมียนมาร์ จึงมีนัยเชิง จิตวิญญาณ ที่คาบเกี่ยวทั้งเรื่องเชิงวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ หรือการต่อสู้และสันติภาพของแผ่นดินกว้างแห่งลุ่มน้ำอิระวดี
มหาเจดีย์ที่เล่ากันว่าพบร่องรอยการก่อสร้างครอบทับถึง ๗ ชั้นใน ๗ ยุคสมัย
มหาเจดีย์ที่ว่ากันว่าบนยอดเจดีย์เป็นที่บรรจุพระเกศาธาตุทั้ง ๘ เส้นของพระพุทธเจ้า พร้อมด้วยพระบริโภคเจดีย์ของพระพุทธเจ้าอีก ๓ พระองค์ กลายเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
มหาเจดีย์ที่ถูกใช้เป็นฐานกำลังบัญชาการรบสมัยพม่ารบอังกฤษเสมือนเป็น ตัวประกัน กระทั่งกลายเป็นตำนานแห่งความพ่ายแพ้ของชาวพม่าที่มิกล้าทำร้ายสิ่งที่ตนเคารพบูชายิ่ง
มหาเจดีย์ที่หุ้มด้วยทองคำแท้ถึง ๘,๖๘๘ แท่ง ฉัตรและมงกุฎยอดฉัตรเป็นเครื่องประดับรูปบัวตูมประดับด้วยเพชร ๕,๔๔๘ เมตร รวมทั้งทับทิม นิล และบุษราคัมอีก ๒,๓๑๗ เม็ด และเพชรเม็ดใหญ่ ๗๖ กะรัต

มหาเจดีย์ที่เผชิญกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวมานับครั้งไม่ถ้วน กระทั่งทำให้ฉัตรใหญ่ที่ประดิษฐานอยู่บนพระเจดีย์หักลงมากลายเป็นลางบอกเหตุความพินาศของราชบัลลังก์พม่า จนต้องมีการเรี่ยไรเงินเพื่อทำการปฏิสังขรณ์เป็นการใหญ่
มหาเจดีย์ที่มีเรื่องราวเล่าขานถึงอิทธิปาฏิหาริย์ บ้างว่าอาจเห็นองค์เจดีย์เป็น ๒ องค์ บ้างเล่าขานว่าอาจมีแสงพวยพุ่งจากยอดมหาเจดีย์ และบ้างก็ว่าอาจเป็นบุญตาที่ได้เผชิญกับเงาทะมึนแห่งองค์เจดีย์ที่ทาบทายังแผ่นดินรอบลานเจดีย์
ไม่ว่าเรื่องเหล่านี้จะเป็นจริงหรือไม่? อย่างไร? แต่เชื่อว่าแสงเงาที่เกิดขึ้นแล้วอย่างแน่นอนก็คือ เงาศรัทธา ที่ทาบทา จิตวิญญาณ ของผู้คนและถูกสะท้อนเป็นรูปธรรมผ่านการเคารพบูชาด้วยสิ่งมงคลมากมาย และรวมถึงสิ่งปลูกสร้าง ถาวรวัตถุ พระพุทธรูป ฯลฯ ที่รายรอบองค์เจดีย์ล้วนบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และศรัทธาของผู้คนอย่างไม่มีวันจบสิ้น
กลายเป็นเรื่องราวเล่าขานของ ชเวดากอง-ย่างกุ้ง เงาศรัทธาบนรอยทางแห่งจิตวิญญาณ

...และแล้วเต็มแสงจันทร์-อาบฟ้า คืนเคียงวันไหว้พระจันทร์และเฝ้าดูจันทร์เดือนรอมฎอน พุทธศักราช ๒๕๕๐ มหานาฏกรรมแห่งการสูญเสียบังเกิดขึ้นอีกคราครั้ง
เกิดขึ้นท่ามกลางตระหง่านของ พระมหาเจดีย์ชเวดากอง บนเนินเขาสิงฆุตตระ ชานเมืองด้านเหนือของ เมืองตะเกิง หรือ ย่างกุ้ง เมืองหลวงของสหภาพเมียนมาร์อันตั้งอยู่ริมน้ำฝั่งตะวันออกเช่นเดียวกับเมืองฟ้าอมรของสยามประเทศนาม กรุงเทพมหานคร
มาเถิด, มวลมหามิตร เชิญร่วมขับขานทำนองเสนาะเพื่อปลอบโยนหัวใจใดที่อ่อนล้า และทาบทาดวงตาแห่งมิ่งมิตรเพื่อปลอบขวัญ.

ปราณชลี
๑๔.๒๔ น.
๔ ตุลาคม ๒๕๕๐
ในห้วงยามแห่งความร้าวราน

