| แสงเงา ๒ | ||
เงาในภาพ |
||
|
View All |
||
| เหมือนสายลม | ||
บทเพลงประกอบหนังสือจิตวิญญาณระหว่างขุนเขา บูโด-สันกาลาคีรี โดยชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ |
||
|
View All |
||
| << | ตุลาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |||
พิมพ์หน้านี้
|
ภาพพระราชทาน สายน้ำ ปัตตานี ยังคงไหลรินจากหลากสายนทีน้อยใหญ่สุดยอดเขาสันกาลาคีรีในเขต อ.เบตง จ.ยะลา ก่อเกิดเป็นสายธารใสไหลล่องหลอมรวมเป็นแม่น้ำกว้างใหญ่ หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนตามรอยทางที่ไหลผ่านเสมือนลายแทงที่นำความสมบูรณ์พูนสุข เลาะเลียบจากอาณาบริเวณของ อ.เบตง สู่ อ.ธารโต อ.บันนังสตา อ.กรงปินัง อ.เมืองยะลา และไหลสู่เขต จ.ปัตตานี ที่ อ.ยะรัง อ.หนองจิก อ.เมือง ก่อนจะไหลลงสู่ท้องอ่าวไทยที่ปากน้ำปัตตานี สายน้ำที่คลาคล่ำไปด้วยวิถีชีวิตชาวเลที่ผูกพันกับสายน้ำ ท้องฟ้า และผืนทราย... ความทรงจำของผู้คนที่ตราตรึงอยู่กับสายน้ำแห่งแม่น้ำปัตตานีมีมากมายเหลือคณา แม้นกาลเวลาจะล่วงผ่าน และแม้ชีวิตจะเลยล่วง แต่ชีวิตคนๆ หนึ่งย่อมไม่ลืมเลือนความทรงอันจำแสนงามน่าประทับใจที่ร้อยรัดเกาะเกี่ยวชีวิตให้ผูกพันคิดถึง เฉกเช่นชีวิตวัยเยาว์ตราบกระทั่งเติบใหญ่ของ ฯพณฯ สวัสดิ์ วัฒนายากร องคมนตรีคนปักษ์ใต้สายเลือดชาวปัตตานี สมัยเด็ก ๆ เราอยู่กันตามแบบประสาบ้านนอก บ้านอยู่ริมแม่น้ำ พอโตขึ้นมาว่ากันว่าต้องว่ายน้ำเป็นพร้อมๆ กับเดิน มิฉะนั้นอาจตกน้ำตายได้ พวกเด็กริมแม่น้ำพอเช้าขึ้นมากระโดดตูม ว่ายน้ำเย็นอาบน้ำคลอง สมัยนั้นน้ำประปายังไม่มี วันหยุดเด็กๆ ว่ายน้ำเล่นกัน เล่นซ่อนหาไล่จับกันในแม่น้ำปัตตานีทั้งกับเพื่อนไทยพุทธและไทยมุสลิม บางครั้งพวกเราพากันเดินไปหาปลากัดตามทุ่งนา ช้อนปลากัดได้เอาใส่ใบบอนแล้วเอามาใส่ขวด กัดกัน เขาตีไก่กันเราเลี้ยงไก่ชน ไม่รู้จะชนกับใครเพราะผู้ใหญ่เขาเลี้ยงไว้เอาไปชนกันในบ่อน เราเด็ก อุ้มไก่ไปตามหมู่บ้านซึ่งเป็นชาวไทยมุสลิม เห็นไก่ที่ไหนก็โยนเข้าไปตีกับเขา เจ้าของได้ยินเข้าเดินลงมาตะโกนไล่ ต้องอุ้มไก่แล้ววิ่งหนีไปตามประสา บางครั้งก็เล่นลูกหินลูกข่างไปตามเรื่อง ฯพณฯ สวัสดิ์ วัฒนายากร ย้อนรำลึกความหลังครั้งวัยเยาว์ที่ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ชายแดนใต้
ทัศนียภาพแม่น้ำปัตตานียามโพล้เพล้ ภาพโดย...ปราณชลี ครอบครัวของ ฯพณฯ สวัสดิ์ เป็นคนปัตตานีโดยดั้งเดิม ต้นตระกูลคือจางวางโทหลวงสำเร็จกิจกร พ่อของหลวงสุนทรสิทธิโลหะ และพระจีนคณานุรักษ์ บิดาเป็นหลานตาของหลวงสุนทรสิทธิโลหะ ส่วนมารดาเป็นหลานปู่ของพระจีนคณานุรักษ์ บิดาประกอบนักธุรกิจในพื้นที่ มีทายาทรวม ๑๐ คน บิดาต้องการให้ทำการค้าขายเจริญรอยตามจึงส่งลูกๆ ไปอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ทั้ง จ.นราธิวาส จ.ปัตตานี อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และ อ.เบตง จ.ยะลา บ้านเกิดผมอยู่บริเวณถนนปัตตานีภิรมย์ ใกล้กับโรงหนังถนนฤดี ห่างจากบ้านไปราวร้อยเมตร ทำให้นึกถึงชีวิตตอนเด็กๆ เรียกได้ว่าไร้เดียงสา ซนไปตามประสาเด็ก ตอนอายุสัก ๖-๗ ขวบ อยากจะดูหนังแต่ไม่มีเงินซื้อตั๋ว จึงหาวิธีเข้าไปดูหนังด้วยวิธีทำงานแลกกับค่าตั๋ว คือไปทำหน้าที่ทำความสะอาดป้ายโฆษณาหนังซึ่งเป็นสังกะสีสีดำแล้วเขียนด้วยชอล์คสี วางไว้ตามมุมต่างๆ ทั่วตลาดปัตตานี ต้องเข้าไปแย่งป้าย บางทีเด็กก็ทะเลาะกัน เพราะป้ายมีอันเดียว แต่เด็กมี ๒ คน เอาป้ายนี้ไปล้างที่แม่น้ำปัตตานีตรงใกล้ ๆ สามแยกถนนฤดี มีท่าน้ำ เป็นท่าเรือที่ข้ามฟาก วันไหนได้ป้ายจะดีใจมาก พอล้างเสร็จถือป้ายเดินเข้าโรงหนังอย่างสง่าผ่าเผย โดยถือเป็นธรรมเนียมว่า ถ้าเด็กคนไหนล้างป้ายมาจะได้ดูหนังฟรี ส่วนพวกโตหน่อยจะไปแย่งถือเก้าอี้ กลอง หรือเครื่องดนตรีของคณะนักดนตรีแตรวงซึ่งจะบรรเลงก่อนหนังจะฉาย จะได้เข้าไปดูหนังฟรีเช่นเดียวกัน ฯพณฯ สวัสดิ์ เริ่มต้นเรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดตานีนรสโมสร ซึ่งเป็นโรงเรียนเทศบาล เป็นนักเรียนวัดเหมือนกัน กระทั่งจบ ป.๔ จึงเข้าเรียนโรงเรียนประจำจังหวัด (โรงเรียนเบญจมราชูทิศ) เรียนชั้น ม.๑ จนถึงชั้น ม. ๕ (สมัยนั้น) บิดามารดาจึงส่งไปเรียนต่อ ม.๖ ที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่นิยมของเด็กชาวปักษ์ใต้ ก่อนตัดสินใจศึกษาต่อที่เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ๒ ปี แล้วไปซ้ำชั้นต่อชั้นมัธยมปลายที่ และด้วยความ คิดถึงบ้านเกิด จึงตัดสินใจกลับไปพำนักอยู่ที่ จ.ปัตตานี รวมระยะเวลา ๓ ปี ผมเกิดและโตที่จังหวัดปัตตานี ในช่วงที่เข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ (.๑ ในสมัยนั้น) จนถึงมัธยมปีที่ ๕ ที่โรงเรียนเบญจมราชูทิศ หรือโรงเรียนประจำจังหวัด ผมมีเพื่อนสนิททั้งไทยพุทธและไทยมุสลิมที่สนิทสนมกันมาก เรียนชั้นเดียวและวิ่งเล่นด้วยกันมาตั้งแต่ชั้น ม.๑ ถึง ม.๕ คือ คุณนิเล็ก สุไลมาน ส่วนคุณเหม สุไลมานก็สนิทกัน เรียนรุ่นน้องผม ๒ ปี น่าเสียใจที่ทั้ง ๒ ท่านได้ล่วงลับไปแล้ว ครอบครัวของผมเป็นชาวปัตตานีดั้งเดิมหลายชั่วคน ผมเองเป็นคนรุ่นที่ ๕ ทั้งคุณพ่อคุณแม่ของผมจึงมีเพื่อนเป็นไทยมุสลิมจำนวนมาก ที่สนิทสนมเป็นพิเศษก็คือ คุณนิเยาะ ลูกสาวหะยีนิเซะ คหบดีคนสำคัญของจังหวัดปัตตานี คุณนิเยาะสนิทสนมและรักคุณแม่มาก เรียกคุณแม่ว่า น้า ไปมาหาสู่เป็นแขกประจำของครอบครัวของผม ที่ผมจำได้แม่นยำคือ คุณนิเยาะทำไก่กอและอร่อยมาก และนำมาให้คุณพ่อคุณแม่และพวกเราได้รับประทานกันเสมอ ภาพเหตุการณ์ครั้งหนึ่งที่ ฯพณฯ สวัสดิ์ จดจำได้ไม่รู้ลืม คือ วันที่ได้เห็นภาพแห่งความรัก ความสมานฉันท์ ความเอื้ออาทรของพี่น้องไทยพุทธและไทยมุสลิม ที่แสดงออกด้วยการอาสาช่วยเข็นรถของบิดาที่ติดหล่มระหว่างเส้นทางสายยะลา-ปัตตานี ท่ามกลางความมืดมิดและสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก ภาพเหตุการณ์ครั้งนั้นฝังอยู่ในความทรงจำผมมิรู้ลืม ผมคงอายุราว ๙-๑๐ ขวบ คุณพ่อของผมมีกิจการค้าต้องเดินทางไปจังหวัดยะลาเสมอๆ สมัยนั้นตัวเมืองยะลาปัจจุบันยังเป็นชุมชนเล็กๆ เรียกกันว่าตลาดนิบง ถนนหนทางเป็นถนนดิน เส้นทางปัตตานี-ยะลา ๓๗ กิโลเมตร ก็ยังเป็นถนนดิน ไม่มีแม้แต่ลูกรังโรยหน้า หน้าฝนตลอดเส้นทางจึงเป็นหลุมเป็นบ่อ วันนั้นคุณพ่อพาผมติดรถไปยะลาด้วย พาหนะที่ใช้เป็นรถยนต์ยี่ห้อ Commer เก่าคร่ำคร่าต่อเป็นรถสองแถวเล็กๆ คุณพ่อทำธุระจนค่ำมืด ขากลับรถก็ลุยโคลนฝ่าหลุมบ่อมาได้จนถึงตำบลปูยุด อีกราว ๑๐ กิโลเมตรก็จะถึงปัตตานี ฝนตกหนัก รถเกิดติดหล่มทั้งคุณพ่อและทุกคนที่ไปด้วยช่วยกันเข็น แต่ไม่สามารถเข็นรถขึ้นจากหล่มได้ ชาวบ้านทั้งไทยมุสลิมและไทยพุทธที่อยู่ข้างทางเห็นเข้าก็อาสามาช่วยเข็นรถท่ามกลางความมืดและสายฝนที่ตกอย่างหนัก ต่างเปียกปอนไปตามๆกัน กระทั่งรถขึ้นจากหล่มโคลนสามารถขับเคลื่อนกลับเมืองปัตตานีได้อย่างปลอดภัย เป็นบรรยากาศที่น่าประทับใจมาก หลังจากพักชีวิตไว้ที่ปัตตานีได้ระยะหนึ่งเพื่อซึมซับบรรยากาศเก่าๆ จากที่ต้องห่างหายไปนาน ไม่นานต่อมา ฯพณฯ สวัสดิ์ ได้ตัดสินใจไปทำงานที่บริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัดใน กทม. ในฐานะผู้จัดการแผนกประกันเครื่องจักร กระทั่งที่สุดชีวิตก็หักเหมาเป็นข้าราชการที่กรมชลประทาน
ภาพโดย...ชลประทานจังหวัดนราธิวาส ณ ที่นี้เองที่ชะตาชีวิตต้องเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง จากที่รับราชการในสายเครื่องจักรกลซึ่งเป็นสายสนับสนุน ไม่ใช่สายหลักของกรมชลประทาน มีหน้าที่ดูแลและบำรุงรักษาเครื่องจักรเวลาสร้างเขื่อน ซึ่งว่ากันว่าคนที่อยู่สายนี้แทบจะไม่มีโอกาสเป็นอธิบดีเลย อย่างเก่งที่สุดคือเป็นหัวหน้ากอง แต่ด้วยฝีไม้ลายมือและความสามารถทำให้ชีวิตรับราชการสามารถไต่อันดับขึ้นสู่จุดสูงสุดได้เป็น อธิบดีกรมชลประทาน และมีโอกาสได้เริ่มรับใช้ใกล้ชิดใต้เบื้องยุคลบาท เมื่อครั้งได้ติดตามอธิบดีแสวง พูลสุข ไปในพื้นที่ชายแดนใต้ประมาณปี ๒๕๑๔-๒๕๑๘ ในฐานะฝ่ายดูแลเครื่องจักรกลหนัก ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีโครงการพระราชดำริเป็นโครงการแรก ช่วงที่พระองค์ท่านเสด็จฯ แปรพระราชฐานไปภาคใต้ คือ โครงการพรุบาเจาะ แล้วมีโครงการอื่นตามมาอีกหลายโครงการ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เหตุการณ์ทางบ้านเรา โดยเฉพาะที่นราธิวาส ยะลา ปัตตานี ค่อนข้างรุนแรง กลุ่มโจรสมัยนั้นไม่ค่อยทำร้ายเจ้าหน้าที่ แต่ทำร้ายประชาชน ถึงขั้นเคยเข้ามาจับพ่อค้าในตลาดนราธิวาสไปเรียกค่าไถ่ ไม่ให้ก็โดนฆ่า แต่พระเจ้าอยู่หัวท่านก็เสด็จฯ แปรพระราชฐานไปเยี่ยมเยียนราษฎรทุกปี พรุบาเจาะสมัยนั้นพูดได้ว่าเป็นที่ซ่อนแห่งหนึ่งของพวกโจร แต่พระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรเกือบทุกวัน เราก็ใจไม่ดี พระองค์ท่านเสด็จฯ ไปทรงงานในพื้นที่ที่อันตรายมาก แล้วเวลาพระองค์ท่านเสด็จฯ กลับมักจะเป็นเวลาค่ำ เส้นทางที่ผ่านเป็นถนนลูกรังฝุ่นตลบ ราษฎรมาตั้งโต๊ะบูชารับท่าน ทั้งชาวไทยพุทธและไทยมุสลิม มาคอยอยู่ตั้งแต่เย็นกระทั่งค่ำ สองทุ่ม สามทุ่มพระองค์ท่านทรงโปรดให้ขบวนจอดทุกครั้ง ถนนมืดมิดไฟไม่มีเลย ต้องเอาไฟฉายส่อง ชาวบ้านที่รอรับเสด็จฯ จะถวายกล้วย มะพร้าว เงาะ ทุเรียน ผลไม้ตามประเพณีของชาวปักษ์ใต้ พระองค์ท่านแวะรับทุกจุดไม่มีเว้น ผมดูแล้วหน่วยรักษาความปลอดภัยคงยากที่จะถวายอารักขา หากจะมีคนคิดไม่ดีกับพระองค์ท่าน แต่ด้วยพระบารมีโดยแท้ที่พระองค์ท่านได้ทรงตรากตรำทรงงานเพื่อความผาสุกของปวงชนชาวไทยโดยไม่เลือกศาสนาหรือเผ่าพันธุ์ จึงไม่มีราษฎรคนไหนที่จะไปคิดร้ายต่อพระองค์ท่านแน่นอน
ภาพโดย...จำเริญ วัฒนายากร ตลอดระยะเวลา ๓ ปีเศษขณะดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมชลประทาน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ๒๕๓๕ ฯพณฯ สวัสดิ์ ได้มีโอกาสถวายงานรับใช้อย่างใกล้ชิด เนื่องเพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ทรงงานอยู่ตลอด โดยเฉพาะที่จังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริขนาดใหญ่อยู่มากมาย กระทั่ง ฯพณฯ สวัสดิ์ เกษียณอายุราชการในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๓๘ พร้อมกับมีภาพแห่งความประทับใจตราตรึงอยู่ในใจมิรู้ลืมอยู่มากมาย เช่นครั้งหนึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ไปเยี่ยมราษฎรบ้านโคกกุแว โคกอิฐ โคกใน บ้านยูโย อ.ตากใบ จ.นราธิวาส หมู่บ้านเหล่านี้อยู่บริเวณขอบพรุโต๊ะแดง ทรงทอดพระเนตรเห็นสภาพความยากจนของชาวบ้าน รับสั่งถามราษฎรถึงปัญหาอุปสรรคในการดำรงชีพอย่างละเอียด ราษฎรจำนวนมากที่มาเฝ้ารับเสด็จฯ ได้กราบบังคมทูลว่า ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งได้บรรเทาลงแล้วจากโครงการพรุโต๊ะแดงของพระองค์ท่าน แต่มีปัญหาสำคัญคือน้ำเปรี้ยวที่มาจากพรุ ทำให้ปลูกข้าวได้เพียง ๑๐-๑๕ ถังต่อไร่ ไม่พอกิน ปัญหาน้ำเป็นกรด หน่วยราชการยังไม่เคยแก้ไขได้ เพราะการใช้ปูนมาลใส่ในนาจะสิ้นเปลืองมาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชดำริ ให้กรมชลประทานขุดคลองนำน้ำจืดจากโครงการมูโนะมาล้างดินเปรี้ยว ส่วนบ้านยูโยให้สร้างรางนำน้ำจากคลองสุไหงปาดีมาให้ และให้กระทรวงเกษตรฯ แนะนำช่วยเหลือในด้านความรู้ ด้านวิชาการ แก่ราษฎร ปีต่อๆ มา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จฯ เยี่ยมหมู่บ้านเหล่านี้อีก สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้อย่างชัดเจน มีบ้านใหม่เกิดขึ้นหลายหลัง ต้นข้าวในนาเขียวชอุ่มกำลังออกรวงสมบูรณ์เต็มที่ ราษฎรที่มารอเฝ้าหน้าตายิ้มแย้ม กราบบังคมทูลกันอย่างพร้อมเพรียงว่า ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาดีขึ้นมาก สบายแล้ว ปลูกข้าวได้ ๕๐-๖๐ ถังต่อไร่ทุกปี ผลไม้พืชผลอื่นๆ ก็ดีตามด้วย วันนั้นผมสังเกตเห็นว่าตลอดเวลาที่พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งถามทุกข์สุขราษฎรอยู่นั้น สีพระพักตร์ของพระองค์ท่านอิ่มเอิบเบิกบานที่ผมต้องจดจำไปตลอดชีวิต ว่าไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้พระเจ้าอยู่หัวของเราทรงมีความสุขไปยิ่งกว่าความอยู่ดีกินดี รอดพ้นจากความยากจนของพสกนิกรของพระองค์ท่าน เมื่อท่านหันพระพักตร์มาที่พวกเราที่ตามเสด็จแล้วรับสั่งว่า ฉันดีใจมาก
ภาพโดย...เคลื่อน เล็มมณี ไม่นานต่อมาหลังจากเกษียณอายุราชการแล้ว ฯพณฯ สวัสดิ์ ได้รับมหาพระกรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เป็น กรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา ก่อนจะได้รับโปรดเกล้าฯ เป็น องคมนตรี เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๔๕ นับว่าเป็นสิ่งที่เกินฝันของผม ในชีวิตนี้ไม่เคยคิดว่าจะได้รับพระมหากรุณาธิคุณถึงขั้นนี้ ตอนที่ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เป็นกรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา ก็รู้สึกว่าเป็นเกียรติยศแก่วงศ์ตระกูลอย่างใหญ่หลวงแล้ว ยิ่งมาถึงจุดนี้ยังงงอยู่เป็นเดือน ต่อจากนั้นมานอนอีกหลายคืนตื่นมานึกว่า เอ๊ะ เราฝันไปหรือเปล่านี่ เป็นสิ่งที่เกินฝัน ไม่เคยอยู่ในสมอง ไม่เคยคิดว่าจะเป็นไปได้ นี่แหละคือชีวิตของเด็กปัตตานี เด็กบ้านนอก เป็นคนปักษ์ใต้ มีพื้นเพอยู่แถวยะลา นราธิวาส ปัตตานี สงขลา เกิดมาไม่เคยทะเยอทะยาน ไม่เคยตั้งเป้าว่าจะเป็นอะไรสักอย่าง ก็มาถึงจุดสุดยอดของชีวิต นับว่าเป็นบุญอย่างสูงยิ่งที่ผมได้มาถวายงานรับใช้พระองค์ท่าน แล้วก็นับว่าเป็นบุญจะได้รับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทไปจนชีวิตจะหาไม่ ฯพณฯ สวัสดิ์ วัฒนายากร กลายเป็นองคมนตรีคนปักษ์ใต้คนหนึ่งที่ชีวิตยังคงผูกพันกับถิ่นเกิด ทุกคราครั้งที่มีเวลาว่างมักจะเดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านเกิดและเที่ยวท่องไปในพื้นที่ต่างๆ บางครั้งก็มาปฏิบัติภารกิจในฐานะ องคมนตรี ได้พบปะผู้คนต่างศาสนิกที่ยังคงรักใคร่กลมเกลียวผูกพัน ทั้งในฐานะเพื่อนพ้องน้องพี่ ญาติสนิทมิตรสหาย เห็นร่องเงาของชีวิตที่หมุนเวียนผันผ่านวารวันที่เคลื่อนผ่านรอยทางที่ได้เคยย่ำผ่าน
จังหวัดปัตตานีเป็นเมืองที่น่าอยู่ เงียบสงบ ทุกคนมีน้ำใจช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่เลือกว่าจะนับถือศาสนาใดก็ตาม ตอนเด็กๆผมกับเพื่อนไปเที่ยวแถวหมู่บ้านชาวไทยมุสลิมหลังมัสยิดกรือเซะเป็นประจำ หาปลากัดบ้าง พกหนังสติ๊กไปยิงนกเล่นบ้าง ตามประสาเด็กบ้านนอกสมัยนั้น ชาวไทยมุสลิมแถบนั้นก็ให้ความเมตตา เอ็นดูพวกเราเหมือนลูกหลานไทยมุสลิมของเขา ผมมีความรู้สึกจนถึงทุกวันนี้ว่าชาวไทยมุสลิมส่วนใหญ่เป็นคนสุภาพเรียบร้อย รักสันติ ผมได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่ง สันติสุข และบรรยากาศการอยู่ร่วมกันแบบเอื้ออาทรเดิมๆจะกลับมาสู่จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาสอีกครั้งหนึ่ง
ปากน้ำปัตตานีก่อนสู่ห้วงสมุทร ภาพโดย...ปราณชลี วันนี้...สายน้ำ ปัตตานี ยังคงไหลรินจากหลากสายนทีน้อยใหญ่สุดยอดเขาสันกาลาคีรีในเขต อ.เบตง จ.ยะลา เป็นสายธารใสไหลล่องหลอมรวมเป็นแม่น้ำกว้างใหญ่ หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนตามรอยทางที่ไหลผ่าน เลาะเลียบจากที่หนึ่งสู่อีกพื้นที่หนึ่ง ก่อเกิดทั้งชีวิตและจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์งดงาม ความทรงจำของผู้คนที่ตราตรึงอยู่กับสายน้ำแห่งแม่น้ำปัตตานีมีมากมายเหลือคณา แม้นกาลเวลาจะล่วงผ่าน และแม้ชีวิตจะเลยล่วง แต่ชีวิตคนๆ หนึ่งย่อมไม่ลืมเลือนความทรงอันจำแสนงามน่าประทับใจ กลับกลายเป็นประหนึ่งสัญลักษณ์ที่ดลใจให้มิรู้ลืมถิ่นเกิดชายแดนใต้และหลากหลายความทรงจำที่ประทับแน่นในภวังคจิตมิรู้ลืม แม้นกาลเวลาจะผันผ่านไปเนิ่นนานเพียงใดก็ตาม. หมายเหตุ : เผยแพร่ครั้งแรกในเว็บไซต์ ศูนย์ข่าวชายแดนใต้ (www.stbnews.net) และหนังสือพิมพ์สันติภาพแดนใต้ |