| แสงเงา ๒ | ||
เงาในภาพ |
||
|
View All |
||
| เหมือนสายลม | ||
บทเพลงประกอบหนังสือจิตวิญญาณระหว่างขุนเขา บูโด-สันกาลาคีรี โดยชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ |
||
|
View All |
||
| << | เมษายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | |||
พิมพ์หน้านี้
|
จางแสงจันทร์ หลุบแสง ณ ปลายภู ท้องทะเลราบเรียบ คลื่นลมสงบ เรือใบสำเภาจีนแล่นตัดลูกคลื่นริ้วเล็กๆ ด้วยอาศัยลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดพานาวาชีวิตผู้คนเลาะเลียบจากผืนแผ่นดินจีนโพ้นทะเลสู่ทะเลปลายแหลมมลายู ผ่านวัน ผ่านคืน ผ่านชะตากรรมจำพรากจากบ้านเกิดเมืองนอน กลุ่มชายฉกรรจ์ทั้งหนุ่มและสาวบนเรือรวมแล้วเกือบ ๒๐ ชีวิตซึ่งเดินทางจากประเทศจีน มุ่งตรงมายังเกาะหมาก บ้างนั่ง บ้างนอน บ้างพูดคุยกันเงียบๆ ต่างมีสภาพอิดโรยเนื่องด้วยการเดินทางแรมเดือน แต่ดวงตาทุกคนยังฉายฉานแววแห่งความหวัง เรือบรรทุกผู้คนและสัมภาระ แต่ผู้คนบรรทุก 'ความหวัง' ของชีวิตบนแผ่นดินแห่งใหม่ วันแล้ววันเล่าที่นักเดินทางเฝ้ามองท้องน้ำที่กว้างไกลดั่งไม่มีที่สิ้นสุด เผชิญคลื่นลมแปรปรวนอย่างมิอาจกำหนดชะตากรรม และต่างจดจ้องดวงตะวันจากรุ่งอรุณกระทั่งราตรีกาล กระทั่งวันหนึ่งเขาเหล่านั้นจึงได้พบผืนแผ่นดินสมบูรณ์ที่ได้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความหวังให้งอกงามเติบโต
นางแอ่นไซบีเรีย หนีหนาวมาอิงอุ่น เฉกเช่นผู้คนโพ้นทะเลหนีกันดารมาพึ่ง 'พระบรมโพธิสมภาร'
'แสง' ที่ปลายอุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ คืนวันที่เรือใบสำเภาจีนเทียบฝั่งที่เกาะหมากเป็นที่เรียบร้อย กลุ่มชายฉกรรจ์หอบหิ้วสัมภาระขึ้นฝั่งเพื่อเดินทางต่อด้วยการเดินเท้าและนั่งเกวียน เป้าหมายคือพื้นที่สุดทุรกันดารหนึ่งซึ่งโอบล้อมด้วยทิวเขาสูงลดหลั่นต่างระดับ เต็มไปด้วยธรรมชาติอันงดงามและพรรณไม้สมบูรณ์ในลักษณะป่าดงดิบชื้น ดงไผ่ป่า สภาพอากาศเย็นสบาย เป็นพื้นที่ฝนตกชุก หมอกปกคลุมตอนเช้าตลอดปี 'เบตง' ดินแดนแห่งความมหัศจรรย์... พื้นที่ที่นักผจญภัยชาวจีนต่างต้องเผชิญ ล้วนเป็นสภาพป่าทึบที่เต็มไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด ทั้งผึ้ง ตะขาบ แมลงป่อง ปลิง รวมถึงไข้ป่ามากมายที่พร้อมจะคร่าชีวิตทุกผู้คน ชีวิตใหม่ของเหล่าผู้อพยพเริ่มต้นที่นี้ สถานที่ทีนามเรียกขานกันต่อมาว่า 'เบตง' ดินแดนแห่งความมหัศจรรย์...
โค้งเส้นขอบ, หอมแรกแห่งลมหนาว ข้าพเจ้าขึ้นต้นบทแรกของหนังสือ 'สีสันในหมอกขาว' ไว้ดั่งนี้ ในคืนสงบรำงับเดียวดาย รุ่งสางในความเย็นฉ่ำของเครื่องปรับอากาศ ตั้งใจตื่นมาชื่นเช้าชมพระอาทิตย์สาดแสงอุ่นไล้โลมทักทายผืนแผ่นดิน ก่อนจะเขียนคำเล่าเรื่องต่อจากค่ำคืน แต่ได้สบดวงเนตรแห่งเบตง พลันข้าพเจ้าหนาวสะท้านในอารมณ์เดียวกันกับวารวัน ณ ดอยอินทนนท์ ที่ครั้งหนึ่งได้จารึกคำประทับไว้ในความทรงจำร้าวราน
หนาว โค้งเส้นขอบ, หอมแรกแห่งลมหนาว กระพือปีกรานร้าวอารมณ์ฝัน ไหวห้วงนึกใจลึกเจ็บเก็บแผลฉกรรจ์ จางแสงจันทร์ หลุบแสง ณ ปลายภู
ใครหนาว? เชิญ !! จิบสุราลานเบียร์ (ซ้ายล่าง) แกล้มเหงา ชวนชมเมืองเบตงยามค่ำคืนมุมสูง-สวย รอยริ้วหมอกแลแสงเงาหยาดน้ำค้าง หมอกบางบางพรางน้ำตาลมไหววู่ ริมน้ำไหลใสน้ำเย็นเลาะเรียงดู หนาวพร่างพรูกรีดหัวใจเป็นรอยทาง ชิมชื่นแรกรสรักที่รื่นรมย์ ตรม-สุขสมแนบชิดไม่หายห่าง เพียงเพราะรักรักเธอไม่จืดจาง พลันรุ่งสางฟ้าเปลี่ยน, เธอเปลี่ยนไป
รินน้ำใสไหลเย็น สามารถเดินเลาะเลียบริมคลองเที่ยวชมเมืองเบตงได้ทั่ว
อย่างเงียบๆ เธอเยื้องย่างบนปุยเมฆ เสียงเย็นเฉียบผรุสวาทถ้อยคำใส กรีดคำหวานควานคำขมข่มหัวใจ ยิ้มละไมซ่อนความนัยอันเยือกเย็น พลิ้วลมไหวเธอเคลื่อนกายเหมือนไร้รูป มือไล้ลูบโอบวิญญาณอันทุกข์เข็ญ ประโลมปลอบท่ามกลางลิ่มเลือดเย็น สิ่งที่เห็นตอกย้ำใจให้ระทม
สะท้อน 'อารมณ์เหงา' ผ่านนัยน์ตา
เก็บกัก 'ความเศร้า' ของผู้คนผ่านเลนส์
'รุ้งงาม' ทาบทาเหนือโค้งฟ้า และยางเรียงรายเป็นภาพศิลป์ เถอะ, ชีวิตแสนสั้นดังคำปราชญ์ มีพลั้งพลาดปนทุกข์ใจให้ขื่นขม ลางวันสุขล้นปรี่ลืมตรอมตรม ค่อยสั่งสมประสบการณ์เพื่อหยัดยืน อภัย, เถิดอภัยเธอที่รัก สิ้นใจภักดิ์ในรักโปรดอย่าฝืน วันผันเปลี่ยนสายน้ำแปรไม่หวนคืน |