• ปราณชลี
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nara_chumsak@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-09-19
  • จำนวนเรื่อง : 52
  • จำนวนผู้ชม : 17283
  • จำนวนผู้โหวต : 130
  • ส่ง msg :
เหมือนสายลม

บทเพลงประกอบหนังสือจิตวิญญาณระหว่างขุนเขา บูโด-สันกาลาคีรี โดยชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์

View All
<< กรกฎาคม 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    



วันเสาร์ ที่ 12 กรกฎาคม 2551
อิโปห์-เปรัค มาเลเซีย ประวัติศาสตร์เมืองเชื่อมสยามประเทศ
Posted by ปราณชลี , ผู้อ่าน : 298 , 21:10:43 น.  
พิมพ์หน้านี้


'อิโปห์' หุบขุมดีบุกที่สร้างความหวังให้นักแสวงโชคทั่วสารทิศ

‘ดีบุก’ กลายเป็นสินแร่ที่มนุษย์โหยหาไว้ครอบครองในยุคอดีตอันไกลโพ้น

ที่ใดมีดีบุก, แน่นอนผู้คนพลันกลายเป็นนักแสวงโชคในนามนักขุดแร่ ที่ร่อนตะแกรงชีวิตเพื่อกรองเอาโชคชะตาสีเงินกำนัลตัวเองและครอบครัว

นั่นคือเหตุผลของคลื่นคนนักบุกเบิกถั่งโถมทำให้สถานที่นั้นแปรเปลี่ยนเป็นเมืองใหญ่ไปโดยปริยาย

‘อีโปห์’ ซึ่งข้าพเจ้ามีโอกาสไปเยือนเพียงข้ามคืนเคลื่อนไปตามครรลองนี้ เพราะเป็นเมืองสำคัญของรัฐเปรัคนับตั้งแต่ปี ค.ศ.๑๙๓๗ (พ.ศ.๒๔๘๐) หลังถูกกำหนดให้เป็นเมืองหลวงแทนไตปิง อดีตเมืองหลวงริมแม่น้ำเปรัคที่มีชื่อทรงความหมายยิ่งว่า ‘สันติภาพนิรันดร์’ หลังเหตุนองเลือดระหว่างกลุ่มทำเหมืองชาวจีนยุติลง พร้อมกับการเซ็นสัญญาปังโกร์            

ใช้เวลาไม่นานจากการเป็นท่าเทียบเรือเล็กๆ ในอดีต อิโปห์กลายมาเป็นเมืองที่มีผังเมืองดีที่สุดของมาเลเซียในวันนี้

เส้นทางเติบใหญ่ของ ‘เประ’ หรือ ‘เปรัค’ ซึ่งหมายถึงเหรียญเงินอันเป็นผลพวงจากดีบุก เดินเป็นไปตามวิถีของนักผจญภัยแห่งจีนโพ้นทะเลที่พากันเดินทางสู่แหล่งดีบุก กระทั่งทำให้ที่ดินมรดกแทบร้างไร้ประโยชน์ของ ดาโต๊ะ ปังลีมา กินตา ในฐานะผู้ปกครองดินแดนมลายูท้องถิ่น กลายมาเป็นรัฐที่มั่นคงที่สุดแห่งหนึ่งบนแผ่นดินมาเลเซีย โดยเฉพาะในพื้นที่ของหุบเขาลาลุตและกินตาซึ่งอุดมไปด้วยแร่ดีบุกเปี่ยมค่าต่อมนุษย์

แม้นว่ามาเลเซียจะมีประชากรชาวจีนทั้งหมดประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แต่อิโปห์เป็นเมืองหนึ่งที่จำนวนประชากรกว่า ๕ แสนคน จำนวน ๘๐ เปอร์เซ็นต์เป็นชาวจีน ซึ่งอาจสืบเนื่องมาจากการไหลบ่ายุคตื่นดีบุกนั่นเอง ทำให้บรรยากาศในเมืองทุกวันนี้เต็มไปด้วยร้านอาหารจีนประเภทติ๋มซำ หรืออาหารจีนอื่นๆ แซมด้วยร้านอาหารของคนมลายูมาเลย์และชาวอินเดีย

วันหนึ่งที่มีโอกาสได้ไปเยือนสถานที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้ สภาพเมืองเท่าที่สัมผัสได้ ข้าพเจ้าสามารถพบเห็นเรียงรายของตัวอาคารโบราณ ๒ ชั้นแบบตึกแถวลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบผสมในนิคมช่องแคบ สะท้อนยุคอาณานิคมของมาเลเซียที่มีผู้นำรูปแบบอาคารที่นิยมกันในจีนแผ่นดินใหญ่มาพัฒนาเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมเชิงพาณิชย์ สลับกับป้ายโฆษณาต่างๆ ที่งำไว้ซึ่งความเป็นอาณานิคมอีกรูปแบบหนึ่ง ปรากฏอยู่ในแทบทุกถนนหนทาง

เมืองสวยงามสะอาดสมคำร่ำลือ มีสถานที่สำคัญสะท้อนร่องรอยทางประวัติศาสตร์มากมายเป็นประจักษ์พยาน รถราบนท้องถนนไม่ขวักไขว่นักหากเทียบกับความเป็นเมืองใหญ่อันดับ ๒ ของมาเลเซีย

ระหว่างเทือกเขา 'ไร้พรมแดน' ด้วยมีเส้นทางข้ามคาบสมุทรเชื่อมสัมพันธ์ผู้คน

                        

ส้มโอหวานฉ่ำ หนึ่งในผลไม้เลื่องชื่อของอิโปห์

                                          

จากใจกลางเมืองไม่ว่าจะเป็นจุดใดก็ตาม เมื่อมองไกลออกไปยังโพ้นฟ้าทำให้ข้าพเจ้าสัมผัสภูมิทัศน์ของเมืองได้สมดังคำกล่าวขานที่ว่า “อิโปห์ซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของชะง่อนหินปูนกับทิวเขาที่ทอดไปไกลของเทือกเขาหลัก” นำมาซึ่งประวัติศาสตร์มากมายที่น่าสนใจ สะท้อนสายรากความเชื่อทางศาสนาจากฮินดู พุทธ และอิสลาม ที่ไหลหลั่งจากซีกฝั่งโลกสู่ฟากฝั่งใจผู้ศรัทธา

“มีหลักฐานทางฝั่งฟากมหาสมุทรอินเดียที่อยู่ในเขตรัฐเปรักของมาเลเซียปัจจุบัน พบแผ่นหินสลักเป็นรูปพระสถูปทรงหม้อน้ำอันเป็นสัญลักษณ์ของพระสถูปจำลองที่บรรจุพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้า พร้อมด้วยจารึกภาษาสันสกฤตที่กล่าวถึงบุคคลผู้หนึ่งนามว่า ‘พุทธคุปตะ’ ลักษณะอักษรที่จารึกเป็นของสมัยระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ ๔-๕” 

“ในขณะเดียวกัน ในพื้นที่อำเภอยะรังในเขตจังหวัดปัตตานี ก็พบแท่งศิวลึงค์เก่าแก่ที่มีอายุประมาณคริสต์ศตวรรษที่ ๖ อีกทั้งมีร่องรอยชุมชนโบราณที่เป็นเมืองขนาดเล็กในเขตบ้านวัด ที่มีโบราณวัตถุสถานนับเนื่องในคริสต์ศตวรรษที่ ๖-๗” (อ้างจากหนังสือ เล่าขานตำนานใต้, ศรีศักร วัลลิโภดม, น.๑๕)

ประวัติศาสตร์ด้านหนึ่งของเมืองอิโปห์ คือการตั้งอยู่บนเส้นทางข้ามคาบสมุทรในสมัยโบราณ จนถึงยุคศรีวิชัย สมัยรัฐอิสระปัตตานี ฯลฯ คาบต่อห้วงยุคสมัยชาวจีนโพ้นทะเลทางฝั่งตะวันตก (ฝั่งมหาสมุทรอินเดีย) ใช้ข้ามมายังฝั่งตะวันออกในเขตอ่าวไทย (เขตทะเลจีนใต้) ผ่านกลางหุบปัตตานีในเขตรามันเดิม กระทั่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงภูมิวัฒนธรรมมากมายทั้งในฝั่งมาเลเซียและฝั่งไทย เกี่ยวพันกันทั้งในฐานะความเชื่อและวิถีชีวิตหลากชาติพันธุ์

ในจำนวนนี้รวมถึงยุคหนึ่งที่สำคัญคือครั้งอดีตพรรคคอมมิวนิสต์มาลายา (พคม.) กรม ๑๐, กรม ๑๒, เขตพิเศษ, กองพิเศษ/เขตผสม มี จีน เป็ง เป็นผู้บัญชาการสูดสุด และผู้นำสำคัญอีกคนคือ 'อาเฉิน' เคยใช้เคลื่อนไหวบริเวณรอยต่อ อ.เบตง จ.ยะลา กับเขตแดนบริเวณด้านเหนือของรัฐเปรัคและกลันตัน ประเทศมาเลเซีย

สภาพถนนกว้างเป็นระเบียบในเมืองที่ขึ้นชื่อว่ามีผังเมืองดีที่สุดของมาเลย์

                     

สถาปัตยกรรมแบบผสมในนิคมช่องแคบ สะท้อนยุคอาณานิคม

                               

พระราชวังแห่งความทรงจำขององค์สุลต่านแห่งรัฐเปรัค

                             

'มัสยิดอูบาดียะห์' โอ่อ่าภายใต้โดมสีทอง

         

ทั้งหลายทั้งมวลที่ข้าพเจ้าได้สัมผัส เป็นเพียงเศษเสี้ยวของข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ เสียดายมีข้อจำกัดด้าน ‘เวลา’ ทำให้มิอาจ ‘ร่ายยาว’ ได้ แต่หวังว่าจะมีผู้คนหันมาสนใจใคร่ศึกษาประวัติศาสตร์อย่างจริงจังในทุกมิติ

 มิใช่หยิบยก ‘เงื่อนงำ’ ทางประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์มาสนองกิเลสตัณหาส่วนตัว แล้วตอกลิ่มให้เกิดความแตกแยกในสังคมประเทศเฉกเช่นหลายๆ กรณีที่กำลังเกิดขึ้นในหลายพื้นถิ่น

ยืนยันเจตนารมณ์ในฐานะปัจเจกว่า ประวัติศาสตร์ควรถูกนำมารับใช้ความ ‘สมานฉันท์’ มิใช่มุ่งให้เกิด ‘สงคราม’

เนื่องเพราะประวัติศาสตร์โลกล้วนมีราก ‘เพียงหนึ่ง’ ร้อยรัดผ่านวิถี ศิลปะ และวัฒนธรรม

แต่ที่กลายเป็นหลายหลาก เพียงเพราะมนุษย์ใช้ความเกลียดชังสร้าง ‘พรมแดน’ ก่อความแปลกแยกต่อกัน !!

'บ้านจัดสรร' สะท้อนการขยายตัวของเมือง

'บ้านจัดฝัง' (ฮวงซุ้ย-จีน) สะท้อนการ 'หดตัว' ของผู้คน

 

'บ้านจัดฝัง' (กุโบร์-มุสลิม)


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 33
chalee วันที่ : 31/07/2008 เวลา : 14.02 น.
http://www.oknation.net/blog/chalee
  This land taught me the value of life.   

ประวัติศาสตร์ ร่องรอยอารยธรรม ผ่านมาหลายชั่วคน
เคยเป็น เคยมี เคยอยู่ แล้วเสื่อมสลาย..................

แต่ยังคงเหลือบันทึกแห่งความทรงจำเก็บมาฝากกัน
น่าประทับใจ

"ชาลี"
ความคิดเห็นที่ 32
ปราณชลี วันที่ : 19/07/2008 เวลา : 20.49 น.
http://www.oknation.net/blog/narapong-sak
  นัยน์ตา...มีตีน   ในตีน...มีแก่นชีวิต   

สวัสดีเช่นกันครับ คุณ MeeMee เข้าพรรษาปีนี้วันดี บรรยากาศชุ่มฉ่ำทั้งวันด้วย 'สายฝน' คงทำให้หัวใจคนไทยพลอยชุ่มเย็นไปด้วย.
- คุณ minmint ตามสบายเลยครับ ข้อเขียนของข้าพเจ้าชิ้นไหนที่พอเห็นเป็นประโยชน์ และต้องการนำไปใช้ เชิญได้เลย 'ไม่หวง' ครับ.
ความคิดเห็นที่ 31
minmint วันที่ : 19/07/2008 เวลา : 09.46 น.
http://www.oknation.net/blog/paradiso


เป็นข้อมูลครอบคลุมครบทุกด้านของมาเลเซีย

minmint กำลังต้องการอยู่พอดีค่ะ คุณปราณชลี

ขออนุญาตคัดลอกบางส่วนไปใช้ประกอบบทความได้ไหมคะ

ขอบพระคุณมากค่ะ

ป.ล หวังว่าจะได้พบกันที่เพชรบุรี 26-27 ก.ค นี้นะคะ
ความคิดเห็นที่ 30
MeeMee วันที่ : 18/07/2008 เวลา : 10.34 น.
http://www.oknation.net/blog/memoria
ศาสตร์และศิลป์ ในความทรงจำ....

มาสวัสดี วันเข้าพรรษา ค่ะพี่ปราณชลี...
ความคิดเห็นที่ 29
ปราณชลี วันที่ : 18/07/2008 เวลา : 00.40 น.
http://www.oknation.net/blog/narapong-sak
  นัยน์ตา...มีตีน   ในตีน...มีแก่นชีวิต   

- คุณ pimahn ขอบคุณมากครับ.
- คุณศณีราครับ เรื่องสาวๆ นี่ 'ฝังใจ' ข้าพเจ้าเช่นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์เลยครับ นี่ถ้า 'ไม่ทัก' คงลืมไปแล้ว ฮ่าๆๆ.
- คุณบีครับ ขอบคุณครับที่มาเยือนบ่อยๆ พลอยทำให้คนวัยกลางคนเช่นข้าพเจ้ากระชุ่มกระชวยได้เยอะ ด้วยต้องคอยวิ่ง 'หลบฝน' เพราะไม่มี 'ร่ม' ให้กางครับ แหะ แหะ.
- คุณเสดพีร์ครับ ว่างเมื่อไรก็ไปด้วยกันสักครั้ง จะได้ไปถึงมะละกาเลยไปอินโดฯ ด้วยเลย คงน่าสนุก เรื่อง 'ธรรม' ที่ไหนและเมื่อไรก็เข้าถึงได้ ฮ่าๆๆ อันนี้พอ 'เข้าใจ', สำหรับคำ melayu ที่เรียกแก้วมังกรว่า buah naga ตามความเข้าใจของข้าพเจ้าที่พอจะพูดมลายูได้งูๆ ปลาๆ เข้าใจว่า ศัพท์คำแรกน่าจะเป็น บูวอฮ์ ซึ่งแปลว่า 'ลูก' ในความหมายของการเรียกชื่อผลไม้ครับ เช่น บูวอฮ์มอแต แปลว่า 'ลูกเงาะ' บูวอฮ์ลีมา แปลว่า 'ผลส้ม' สำหรับคำหลังที่บอกว่าหากเขียนเป็นภาษาไทยคือ นาค ซึ่งมาจากภาษาแถวชมพูทวีป แปลได้ว่า งูใหญ่ หรือมังกร อันนี้น่าสนใจครับ เมืองนราธิวาสเดิมบ้านเกิดข้าพเจ้า ชาวบ้านก็เรียกว่า 'มะนาฆอ' คำว่า นาฆอ มาจากคำว่า 'นาคา' ครับ ปัจจุบันที่นราฯ ก็ยังปรากฏชื่อบ้าน 'บางนาค' อยู่ครับ ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องนี้น่าสนใจทีเดียว.
- นั่นซิถึงว่า, คิดว่าคุณกู่หายเข้าป่าไปซ่ะแระ วันก่อนไปแซ็กโซโฟนกับ 'หนุมานชาญสมร' ร่วมงานคอนเสิร์ตและแสดงภาพภ่ายของ น้าหว่อง-มงคล อุทก เจอใครมากมาย ยังแอบนินทาคุณกู่อยู่หลายยก แหะ แหะ ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงด้วย 'เข้าพรรษา' รักษาสุขภาพด้วยนะครับ จะได้เร่งเขียนนิยายให้เสร็จไวๆ ทันแฟนๆ ที่เฝ้าคอยติดตามด้วยใจระทึก.
- สวัสดีครับ แม่นาง ณชาติหนึ่ง ขอบคุณสำหรับ 'ธรรม' และการเยี่ยมเยือนครับ.
- ขอบคุณมากครับคุณ chedtha บางครั้งข้าพเจ้าเองก็แปลกใจ สมัยเด็กๆ อยู่นราธิวาสติดชายแดนมาเลย์ กลับไม่ค่อยได้ไปหรอกครับ แต่พอมาพักพิงอยู่ไกลถึง กทม. กลับได้ไปเยือนบ่อยๆ อาจเป็นเพราะเหตุ 'ไฟใต้' ด้วยประการหนึ่งครับ ทำให้มีภารกิจ 'ทางใจ' ที่ต้องกระทำ.
- คุณซันตะวันยิ้มครับ 'กาลเวลา' กัดกร่อนทุกสรรพสิ่ง แต่หาได้กัดกิน 'ใจ' ไม่ครับ, เพียงให้มนุษย์รู้เท่าทัน, เป็นพอ.
- คุณซันญ่า สวัสดีวันเข้าพรรษาเช่นกัน, บุญรักษาครับ.
ความคิดเห็นที่ 28
ซันญ่า วันที่ : 18/07/2008 เวลา : 00.00 น.
http://www.oknation.net/blog/SonyaUAS


กลับมาชมกลับมาเยี่ยมค่ะ กลับดูดาหลาขาว สวัสดีวันเข้าพรรษาค่ะ จากฟากฟ้าตะวันตก
ความคิดเห็นที่ 27
ปราณชลี วันที่ : 17/07/2008 เวลา : 23.59 น.
http://www.oknation.net/blog/narapong-sak
  นัยน์ตา...มีตีน   ในตีน...มีแก่นชีวิต   

- คุณ veerin ขอบคุณครับ ไม่ทราบว่าช็อกโกแลตหมดหรือยัง ไปมาเลเซียคราวหน้าจะได้ซื้อมากำนัลครับ แหะ แหะ
- คุณ konlangkow ครับ มีโอกาสน่าจะไปสัมผัสดูครับ.
- คุณ feng_shui, ครูโจจันทร์ผา, คุณ roselobster ขอบคุณครับ
- คุณเจริญขวัญครับ เรื่องโปสการ์ดขอบคุณล่วงหน้าเลยครับ ข้าพเจ้าเฝ้ารอด้วยความตื่นเต้น ทราบข่าวว่าคุณเจริญขวัญก็เป็น 'นักเดินทาง' ตัวยงคนหนึ่ง คงไปมาทั่วแล้วนะครับ ข้าพเจ้าเองเสียดายมีโอกาสเดินทางก็เป็นในเมืองไทยเสียส่วนใหญ่ ต่างประเทศนั้นมีโอกาสบ้างประปราย ยังฝันอยู่ว่าวันหนึ่งจะไปเยือนถิ่นลุงแซมดู เผื่อจะได้เปิดหูเปิดตาคนอยู่ใน 'โลกแคบ' เช่นข้าพเจ้าด้วย สำหรับเรื่อง 'คน' คิดว่ามีคนเคยพูดเคยเขียนมาแล้วมากมาย แต่ไม่รู้ทำไมทุกอย่างก็ยังคงเดิม หรือเป็นอย่างที่เขาพูดกันว่า เพราะ 'คน' จึงต้อง 'คน' มันให้วุ่นๆ เข้าไว้.
- ท่านลานเทวาครับ ข้าพเจ้าไม่รู้เรื่องนี้มาก่อนเลยทั้งที่น่าสนใจยิ่ง มีโอกาสไปคราวหน้าคงไม่พลาดครับ, ขอบคุณครับ.
ความคิดเห็นที่ 26
ซันตะวันยิ้ม วันที่ : 17/07/2008 เวลา : 20.02 น.
http://www.oknation.net/blog/suntawanyim

วันเวลากดดันความกระหายใคร่รู้ของเราให้ลดน้อยลงไปเสมอ...เพราะเรามีเวลา...อยู่ไม่มากนัก
ความคิดเห็นที่ 25
chedtha วันที่ : 17/07/2008 เวลา : 16.44 น.
http://www.oknation.net/blog/chedtha
http://www.oknation.net/blog/chedtha3 (ความทรงจำที่สวยงาม)

+1 โหวตให้กับภาพและคำบรรยาย
มาเลเซีย สวย สะอาด สงบ น่าเที่ยวนะครับ
ขอบคุณที่นำภาพมาให้ชม ผมยังไม่เคยไปมาเลเซียเลยครับ


----------------------------------------
เชิญไปชมภาพครับ วันนี้อัพบล๊อก 2 บล๊อกพร้อมกัน ทั้ง chedtha และ chedtha3

ล่องเรือ เที่ยวเกาะ Fraueninsel, Germany ตอนที่ 2
http://www.oknation.net/blog/chedtha/2008/07/17/entry-1

ซุ้มกุหลาบ... ที่นั่งพักผ่อนสำหรับคนมีความรัก
http://www.oknation.net/blog/chedtha3/2008/07/17/entry-1


ความคิดเห็นที่ 24
ณชาติหนึ่ง วันที่ : 17/07/2008 เวลา : 14.20 น.
http://www.oknation.net/blog/nnnnnn
_ข้าพเจ้าเป็นสุขกับทางโลก...เสมอด้วยทางธรรม_


สวัสดีวันอาสาฬหบูชานะคะ

วันนี้ท่านทำสิ่งดีดีบ้างหรือยัง

ข้าพเจ้านำธรรมะมาฝากด้วยค่ะ


ปล. แม้ไม่ได้เดินทางไปด้วยตัวเอง แต่ข้าพเจ้าก็รับสาระได้หลายประการ ขอบคุณนะคะ
ความคิดเห็นที่ 23
กู่ วันที่ : 17/07/2008 เวลา : 13.37 น.
http://www.oknation.net/blog/shadowy
 เตือนใจ ให้เตือนตน เกิดเป็นคน ไม่ง่ายดาย


มารับข้อมูลเพิ่มเติมค่ะ
...
เดินทางจนกระทั่งถึงที่หมาย เป็นไข้จนหายไข้ จึงได้มาเยี่ยม
ความคิดเห็นที่ 22
เสดพีร์ วันที่ : 17/07/2008 เวลา : 09.36 น.
http://www.oknation.net/blog/chao
*+* เพียงแวะเข้าไปทัก..เราก็แอบฮักคุณอยู่ในใจ *+*

ไม่เคยได้ไปเที่ยวแบบป๋าบ้างเลย
แอบกินแก้วมังกรไปลูกหนึ่ง

สังเกตดูภาษา melayu เรียกแก้วมังกรว่า buah naga ศัพท์แรกไม่รู้คำแปล แต่ศัพท์หลังถ้าเขียนเป็นภาษาไทยคือ นาค ซึ่งก็มาจากภาษาแถวชมพูทวีป แปลได้ว่า งูใหญ่ หรือมังกร
ความคิดเห็นที่ 21
วิตามินบี วันที่ : 16/07/2008 เวลา : 22.29 น.
http://www.oknation.net/blog/babymind
ความอ่อนน้อมถ่อมตน คืออาภรณ์ประดับกายที่งดงาม


แวะมาชมมาเลเซียอีกรอบค่ะ
ความคิดเห็นที่ 20
ศณีรา วันที่ : 15/07/2008 เวลา : 23.09 น.
http://www.oknation.net/blog/sanira

ลืมไปหรือเปล่าว่า สาวๆที่อิโปร์ น่ารักอย่าบอกใคร
ความคิดเห็นที่ 19
pimahn วันที่ : 15/07/2008 เวลา : 04.54 น.
http://www.oknation.net/blog/pimahn
http://www.oknation.net/blog/pimahn2

มาเลเชีย สวยงาม สงบ น่าอยู่นะครับ
+1 โหวตให้กับไกด์พาเที่ยว พร้อมภาพและคำบรรยาย
ความคิดเห็นที่ 18
ปราณชลี วันที่ : 15/07/2008 เวลา : 00.10 น.
http://www.oknation.net/blog/narapong-sak
  นัยน์ตา...มีตีน   ในตีน...มีแก่นชีวิต   

- คุณแป๋มครับ ยังเป็นเพียงส่วนตอนเหนือของมาเลเซีย รัฐเปรัคน่ะมีพรมแดนติดกับไทยในเขต อ.เบตง โดยเฉพาะพื้นที่ ต.อัยเยอร์เวง ซึ่งเวลาอยู่ในเมืองอิโปห์แหงนหน้ามองฟ้าคราใดจะเห็นเทือกเขาเป็นแนวยาวกั้นพรมแดนไทย-มาเลย์ จากเบตงวิ่งรถมานี่ใช้เวลาประมาณ ๓-๔ ชั่วโมงเองครับ ความจริงแล้วตั้งใจจะก๊อปภาพแผนที่ลงเหมือนกันอ่ะครับ แต่เกรงว่าจะทำให้ใครบางคนต้องตาลายเหมือนที่คุณกู่เป็นมาแล้วในเอ็นทรี่ที่แล้ว ข้าพเจ้าเองไม่เชี่ยวชาญด้านการใช้คอมฯ หรอกครับ อะไรๆ ที่เห็นในบล็อกเนี่ย ฝีมือสหายรัก 'หนุมานชาญสมร' อนุเคราะห์ให้ทั้งนั้นแหล่ะครับ แต่อย่างไรต่อไปจะลองดูครับ.
- คุณ sathitpum ครับ ขอบคุณหลายเด้อที่ยกให้ข้าพเจ้าเป็น 'อา' ซ่ะแระ เรื่องคนไทยในมาเลเซียน่าสนใจครับ ข้าพเจ้าเองเคยไปหลับนอนอยู่ที่วัดพิกุลทอง รัฐกลันตัน ค่ำคืนได้สัมผัสกลุ่มคนไทยที่นั่นเตรียมงานฉลองวันลอยกระทง มีการหัดแสดงฟ้อนรำแบบไทยๆ ดูแล้วน่าชื่นใจ เช้ามืดได้เดินหิ้วปิ่นโตเป็นเด็กวัดไปกับพระที่เดินบาตร สัมผัสบรรยากาศแบบบ้านๆ หมาที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้เห่าต้อนรับกันเกรียว อีกครั้งหนึ่งเดินทางไปเก็บข้อมูลเด็กนักเรียนที่เข้าห้องเรียนภาษาไทยในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ภายในบริเวณวัด ทั้งที่รัฐกลันตันและเคดาห์ (ไทรบุรี) เก็บข้อมูลสัมภาษณ์ทั้งผู้ใหญ่บ้าน พระสงฆ์ และเด็กนักเรียนไว้หมดแล้ว แต่ยังหาเทปที่ว่าไม่เจอ ด้วยมีเทปคาสเซ็ตกองพะเนินเต็มบ้าน ไว้หาเจอเมื่อไรได้เขียนเรื่องแล้วจะไป 'แจ้ง' ให้ทราบครับ.
- คุณลูกเสือหมายเลข ๙ เห็นด้วยครับ เมืองไทยเราชอบทำอะไรแบบไทยๆ อย่างนี้แหล่ะครับ.
- คุณ thanomwong ครับ เรื่องราวของพระราชวังขององค์สุลต่านแห่งรัฐเปรัคนี้น่าสนใจ โอกาสดีๆ จะเขียนเล่าให้ฟัง (อ่าน) ครับ ส่วนเรื่อง 'บ้านจัดฝัง' นั่นข้าพเจ้าถ่ายบนยอดเขาขณะเหนื่อยและร้อนสุดๆ มองแล้วได้แต่ 'ปลง' ตัวเองอ่ะครับ.
- ครับผม คุณ bookinlove เมืองเขาสวยสะอาดจนชวนอิจฉาครับ.
- คุณ bangbai ครับ ขอบคุณครับ โอกาสดีๆ คงได้พบปะพูดคุยกันที่ปัตตานีบ้าง ก่อหน้าข้าพเจ้าไปบ่อยๆ ครับ เคยไปหลับนอนอยู่ศูนย์อิศราซึ่งเป็นบ้านพักอาจารย์ใน มอ. อยู่นานนับเดือน แต่พักนี้มัวไปวุ่นๆ อยู่แถวเบตงครับ เร็วๆ นี้คงได้ไปเยือนปัตตานีอีกซักที 'คิดถึง' บ้านเราอยู่ครับ.
- คุณวิตามินบีครับ เมืองอิโปห์มีประชากรที่เป็นชาวจีนกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ครับ เพราะฉะนั้นหันไปทางใด ไม่ว่าจะเป็นป้ายร้านค้า ผู้คน ร้านอาหาร ฯลฯ ล้วนแฝงฝังไปด้วยวัฒนธรรมจีนทั้งสิ้นเลยครับ.
- ครับ ลุงต้าลี่ครับ นอกจากสวยแล้วยังมีประวัติศาสตร์น่าสนใจครับ เสียดายวันไปเยือนข้าพเจ้ามีเวลาเพียงค่ำคืน คราวหน้าจะเก็บรายละเอียดทั้งเนื้อหาและภาพถ่ายให้มากกว่านี้ครับ.
ความคิดเห็นที่ 17
ปราณชลี วันที่ : 14/07/2008 เวลา : 22.57 น.
http://www.oknation.net/blog/narapong-sak
  นัยน์ตา...มีตีน   ในตีน...มีแก่นชีวิต   

- ครับผม คุณเรือรบฯ ขอบคุณมากครับที่มาเยือน
ขออธิบายสักเล็กน้อย โดยส่วนตัว, ข้าพเจ้าสนใจศึกษาความตามที่ สุจิตต์ วงษ์เทศ ตั้งข้อสังเกตไว้ในฐานะบรรณาธิการเล่ม 'รัฐปัตตานีในศรีวิชัย เก่าแก่ว่ารัฐสุโขทัยในประวัติศาสตร์' (ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ) ที่ว่า "ตามตำราประวัติศาสตร์ที่ใช้เรียน-สอน กันในโรงเรียนทั่วประเทศมาช้านาน บอกว่าคนไทยอพยพมาจากที่อื่นจากทิศเหนือ แล้วตั้งสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกเมื่อราว พ.ศ.๑๘๐๐ ก็แสดงว่าคนไทยไม่ใช่เจ้าของดินแดนประเทศไทยทุกวันนี้ แต่เป็นแขกแปลกหน้าเพิ่งอพยพเข้ามาเมื่อราว พ.ศ.๑๘๐๐ แล้วรุกรานขับไล่เจ้าของดินแดนแท้จริงให้ไปอยู่ที่อื่น แล้วใครล่ะเป็นเจ้าของ? ใครเป็นคนดั้งเดิมที่อยู่ดินแดนนี้ก่อน"
ในกรณีนี้ พื้นที่อื่นๆ ข้าพเจ้าเองอาจมองเห็นภาพไม่ชัดเจนนัก แต่สำหรับอาณาจักรปลายแหลมมลายูตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ยุคประวัติศาสตร์ ไล่เรียงมาจนถึงยุคอิทธิพลฮินดู-พุทธ ยุคอิสลามในรัฐปัตตานี ยุคอาณาจักรศรีวิชัย ลังกาสุกะ ฯลฯ เหล่านี้ล้วนชวนศึกษา โดยเฉพาะในยุคที่ผู้คนกำลัง 'ตื่น' เรื่องการได้-เสียดินแดน โดยอ้างเอา 'ประวัติศาสตร์' มาหักล้าง ไม่ว่าจะเป็นกรณีปราสาทเขาพระวิหาร หรือกรณี ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไล่ๆ กันไปเถอะครับข้าพเจ้าเชื่อว่าจะเจอคน 'พวกเดียวกัน' ทั้งเพ เราจึงน่าจะมองข้ามมิติทางดินแดน เพื่อนำไปสู่มิติทางวิถีชีวิต ศิลปะวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ร่วม อย่างที่นักวิชาการบางกลุ่มพยายามอรรถาธิบาย, ซึ่งนั่นเป็นทางออกที่ข้าพเจ้าค่อนข้างเห็นคล้อยครับ มิฉะนั้นปัญหาเรื่องการแย่งดินแดนคงไม่จบ เอาง่ายๆ ว่าถ้าโอรันอัสลี ซึ่งเป็นคนพื้นเมืองเดิมปลายแหลมมลายู (หรือบางคนเรียกเขาบางกลุ่มอย่างดูถูกว่า 'ซาไก' ตามคำคนตะวันตกนักล่าอาณานิคม) ลุกขึ้นมาเรียกร้องดินแดนบรรพบุรุษของเขาคืน หรือกลุ่มที่ประกาศตัวว่าเป็น 'นักรบศรีวิชัย' ไปร่วมประกาศ 'กู้ชาติ' คืนจากอีกฝ่ายแถวๆ ราชดำเนิน หากวันดีคืนดีนักรบ 'ศรีวิชัย' เหล่านี้ย้อนกลับมาเรียกร้องดินแดนของอาณาจักรศรีวิชัยยุครุ่งเรืองครั้งอดีตคืน (ยุคที่มีเมืองบริวารเป็นเมือง ๑๒ นักษัตร ก่อนยุคสุโขทัยด้วยซ้ำ) เช่นที่ผู้คนบางกลุ่มกำลังหยิบยกประวัติศาสตร์ปัตตานีเพื่อ 'ยึดคืน' ด้วยการเข่นฆ่าผู้คนไปมากมาย ยังสงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับสยามประเทศ? ข้าพเจ้าขออนุญาตทิ้งประเด็นไว้, ด้วยความเคารพครับ.
ความคิดเห็นที่ 16
ลานเทวา วันที่ : 14/07/2008 เวลา : 01.13 น.
http://www.oknation.net/blog/phutanow
 .......ทุกบทคำนำนัยยะ   เถอะเจ้าจงชำระ   มันด้วยใจ.........

ที่อีโป มีพระพุทธรูปหินทรายที่ใหญ่ที่สุดใน มาเลย์
แกะไปจากโคราช ลานเทวาตามไปเก็บงานที่นั่นอยู่เดือนกว่าๆ ไม่ลองหาถ่ายภาพมาลงบ้าง



ความคิดเห็นที่ 15
เจริญขวัญ วันที่ : 13/07/2008 เวลา : 22.33 น.
http://www.oknation.net/blog/charoenkwan

ขอโทษที ที่มาช้า

มีเรื่องสองเรื่อง อยากบอก

เรื่องจะส่งโปสการ์ด ขอเป็นอาทิตย์หน้านะคะ

ช่วงนี้ ยุ่งๆ วุ่นๆ ชอบกล แต่ก็ระลึกถึงคุณเสมอ

เรื่องมาเลเซีย ทำไมตอนที่ดิฉันไปเนี่ย

ไม่ได้อารมณ์ "ความน่าอยู่" แบบนี้บ้าง

ดิฉันกลับรุ้สึกว่า วุ่นวาย และน่ากลัว

อาจจะเป็นเพราะผู้หญิงเดินทางคนเดียวเลยโดนมองแปลกๆ


แต่ก็นะ อดเห็นด้วยกับคุณไมได้เรื่องนี้


"ยืนยันเจตนารมณ์ในฐานะปัจเจกว่า ประวัติศาสตร์ควรถูกนำมารับใช้ความ ‘สมานฉันท์’ มิใช่มุ่งให้เกิด ‘สงคราม’

เนื่องเพราะประวัติศาสตร์โลกล้วนมีราก ‘เพียงหนึ่ง’ ร้อยรัดผ่านวิถี ศิลปะ และวัฒนธรรม

แต่ที่กลายเป็นหลายหลาก เพียงเพราะมนุษย์ใช้ความเกลียดชังสร้าง ‘พรมแดน’ ก่อความแปลกแยกต่อกัน !!"

เมื่อวาน ดิฉันไปกินข้าวบ้านเพื่อน (ฝรั่ง) คุยกันเรื่องยาเสพติดกับเรื่องปืน

เพื่อนว่า มันอยู่ที่ "คน" ไม่ใช่อยู่ที่ปืน หรือยา

พอดีมาอ่านงานคุณ เออ มันใช่เลย



ความคิดเห็นที่ 14
roselobster วันที่ : 13/07/2008 เวลา : 14.06 น.
http://www.oknation.net/blog/Memyself
" บทกวีไม่ได้เป็นของคนแต่ง....แต่เป็นของคนที่ต้องการมันต่างหาก " 

ดูสงบ
ดีจังค่ะ

.

.

.