| แสงเงา ๒ | ||
เงาในภาพ |
||
|
View All |
||
| เหมือนสายลม | ||
บทเพลงประกอบหนังสือจิตวิญญาณระหว่างขุนเขา บูโด-สันกาลาคีรี โดยชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ |
||
|
View All |
||
| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||
พิมพ์หน้านี้
|
จุดเด่นประการหนึ่งของเมืองอีโปห์ รัฐเปรัค ประเทศมาเลเซีย คือการมีสภาพทางภูมิศาสตร์ที่เป็นภูเขาหินปูนซึ่งนอกจากจะมีประโยชน์ด้วยรัฐใช้เป็นวัตถุดิบป้อนโรงงานผลิตปูนซีเมนต์แล้ว ยังกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญด้วยมีวัดถ้ำต่างๆ อยู่ตามโพรงธรรมชาติในถ้ำหินปูน วัดถ้ำที่ใหญ่ที่สุดอยู่ทางทิศใต้ของเมืองคือ วัดซัม โปะห์ ตง มีอายุเก่าแก่ย้อนไปถึงทศวรรษ ๑๘๙๐ ซึ่งข้าพเจ้าอ่านรายละเอียดจากหนังสือ หน้าต่างสู่โลกกว้าง : มาเลเซีย แล้วน่าสนใจมาก เช่นเดียวกับถ้ำกูวา เติมปูรุง เสียดายข้าพเจ้าไม่ได้ไปสัมผัสด้วยเวลาอันจำกัด แต่มีโอกาสได้ไปเพียงวัดกูวา เกะก์ โละก์ ตง หรือวัดทองเหลือง และอีกวัดหนึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองไปทางเหนือ ๖ กิโลเมตร คือ วัดเประ ตง ซึ่งสร้างตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๖๙ (ค.ศ.๑๙๒๖) โดยพระจากเมืองจีน ถึงแม้ว่าจะเที่ยวท่องถ้ำได้ไม่หมด แต่ได้ทัศนาภาพและบรรยากาศที่วัดเประ ตง ข้าพเจ้าก็นับว่าคุ้มค่าเป็นยิ่งแล้ว ด้วยได้เฝ้าดื่มด่ำกับภาพจิตรกรรมสีสวยที่ถูกเขียนสลักไว้ตามผนังถ้ำ เป็นภาพจีนโบราณเก่าแก่บอกเล่าตำนานและนิทานพื้นบ้านซึ่งแม้นไม่รู้ความหมายทั้งหมด แต่ลายเส้นขีดเขียนนับว่าอยู่ในขั้นเอกอุทีเดียว แม้นรัฐเปรัคจะถูกสถาปนาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๐๗๒ (ค.ศ.๑๕๒๙) โดยโอรสองค์ใหญ่หรือราชามูดาของสุลต่านมาห์มุด เจ้าเมืองมะละกาองค์สุดท้ายซึ่งถูกโปรตุเกสชิงเอาเมืองไป จึงต้องเร่ร่อนไปตั้งเมืองหลวงแห่งใหม่บนเกาะบินตันกลายเป็นจักรวรรดิยะโฮร์ ก่อนจะถูกโปรตุเกสตามไปราวีจนต้องย้ายราชสำนักไปยังรัฐกัมปาร์บนเกาะสุมาตรา และสิ้นชีพลงที่นี่ แต่ก็เป็นเช่นที่เล่าตอนที่แล้วว่า ในที่สุดประชากรส่วนใหญ่ของที่นี่กลับกลายเป็นคนจีนอพยพที่มาตั้งหลักสร้างฐานกระทั่งปัจจุบันมีจำนวนกว่า ๕ แสนคน โดย ๘๐ เปอร์เซ็นต์เป็นชาวจีนอันสืบเนื่องมาจากการไหลบ่ายุคตื่นดีบุกนั่นเอง ทั้งนี้ว่ากันตามประวัติศาสตร์มาเลเซียแล้ว หลังมีการเปิดเหมืองแร่ดีบุกที่รัฐเปรัค ขณะ อีโปห์ กลายมาเป็นเมืองสำคัญนับตั้งแต่ปี ค.ศ.๑๙๓๗ (พ.ศ.๒๔๘๐) หลังถูกกำหนดให้เป็นเมืองหลวงแทนไตปิง มีผลทำให้มีชาวจีนจากประเทศจีนตอนใต้ซึ่งส่วนหนึ่งมุ่งแสวงหาความมั่นคงในชีวิต และอีกส่วนหนึ่งคือพวกหนีภัยจากการกวาดล้างพวกชาวนาที่ลุกขึ้นสู้เพื่อปากท้องตัวเองต่อต้านราชวงศ์ชิง จนถูกเรียกว่า กบฏไต้ผิง (ค.ศ.๑๘๕๐-๑๘๖๔) ซึ่งหากถูกจับตัวจะถูกลงโทษอย่างแสนสาหัสประเภทว่าฆ่ากันแบบล้างตระกูล ช่วงเวลานี้จึงมีคนจีนพากันเดินทางออกนอกประเทศเป็นจำนวนมาก ไปอาศัยอยู่ในหลายๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นไทย มลายู (มาเลเซีย) สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฯลฯ หนึ่งในพื้นที่ของจุดนัดรวมพลแบบมิได้นัดหมายก็คือที่รัฐเปรัค นี่เอง โดยชาวจีนยุคแรกๆ ที่อพยพมาจะเป็นพวกจีนแคะและฮกเกี้ยนเป็นสมาชิกของสมาคมลับ ไฮซาน ส่วนผู้อพยพรุ่นหลังเป็นพวกจีนกวางตุ้ง เป็นสมาชิกของสมาคมลับ กีฮิน ซึ่งทั้ง ๒ สมาคมนี้ก็เป็นคู่แข่งและเป็นปรปักษ์ต่อกัน ก่อนจะเปิดศึกใหญ่จนรัฐต้องยื่นมือมาไกล่เกลี่ยเพื่อยุติเหตุการณ์นองเลือดครั้งใหญ่ระหว่างกลุ่มทำเหมืองชาวจีนด้วยกัน กระทั่งทายาทรุ่นหลังๆ ได้อยู่กันด้วยความสงบสุขเฉกเช่นทุกวันนี้ เหล่านี้อาจเป็นอีกบทเรียนหนึ่งที่สะท้อนถึง สงคราม ที่เกิดขึ้นเพราะผลประโยชน์ และการหาทางยุติสงครามด้วยการ เปิดโต๊ะเจรจา ผ่านคนกลางที่มี 'อำนาจ' เอ๊ะ !! ยังไง นำเที่ยวถ้ำอยู่ดีๆ เหมือนข้าพเจ้าชักจะผ่าไปออกเรื่อง การเมือง ว่าด้วยเรื่อง ไฟใต้ จนได้ นั่นอาจเป็นเพราะควันหลงจากแถลงการณ์ของผู้เรียกตัวเองว่า กลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งผ่านมาแล้วหลายวัน แต่ดูเหมือนควันยังกรุ่นๆ อยู่ภายในด้วยเรื่องราวมากมายที่ชวนติดตามค้นหามาตีแผ่ ไปชมภาพกันดีกว่าครับ เดี๋ยวจะยาว...
ภาพสุดท้ายนี่ 'ฝาก' ครับ ไปที่ไหนๆ ก็เจอ ประเภทพวก 'มือบอน' ข้าพเจ้าว่าต่อไปอีกสักร้อยสองร้อยปี นักประวัติศาสตร์มาขุดค้นเจอ คงงงเป็นไก่ตาแตกว่า "จารึกภาษาอะไร (ว่ะ) แปลกดี น่าจะมีความหมายยิ่งในทางประวัติศาสตร์" หลังจากนั้นก็คือการ 'ตีความ' อย่างเมามัน... |