พิมพ์หน้านี้
|
อังกอร์..... ขออีกครั้งให้หวนหา ( เรื่องโดย นีโอ เท็น) ตั้งแต่ครั้งแรกเมื่อนึกถึงเขมร คนมักจะมองเห็นภาพของบ้านเมืองที่ด้อยพัฒนาเอามากๆ ผู้คนยากจน และพิการที่มีอยู่เป็นจำนวนมากมายตามท้องถนน คำตอบของฉันก็คือ....ใช่.... มันจริงอย่างที่ใครๆพากันคิดไว้ แต่นั่นคือคำบอกเล่าของผู้คนที่เคยไปเยือนเขมรมาเมื่อสิบกว่าปีก่อนอย่างพ่อของฉัน สมัยยังเป็นเด็กวัยรุ่น พ่อเคยไปทำงานโปรเจ็คลิฟท์ในตัวตึกโรงแรมแห่งหนึ่งที่เขมร และได้เคยเล่าให้ฉันฟังถึงความน่าสงสารและยากไร้ของผู้คนที่เพิ่งผ่านสงครามกันมาอย่างโชกโชน การที่เขมรได้ว่างเว้นจากภาวะรบราฆ่าฟันกันเองของคนในชาติมาในระยะเวลาเพียงไม่นาน ทำให้ผู้คนยังคงหลงเหลือสัญลักษณ์ทางกายให้เราได้เห็นถึงความโหดร้ายทารุณของสงครามได้อย่างชัดเจน พ่อเล่าว่าผู้คนส่วนใหญ่ง่อยเปลี้ยเสียขา แขนขาดขาขาด ลูกเด็กเล็กแดงเนื้อตัวมอมแมมและเป็นขอทานแถบทั้งบ้านทั้งเมือง ฉันเองก็ไม่เคยคิดนึกถึงมันอีกเลย หากเพียงแต่แวะเวียนไปหาพ่อ แล้วก็ยังคงเห็นภาพสลักไม้ติดผนังต่อกันสี่ชิ้นที่พ่อเคยซื้อมาจากเขมร จนมาถึงวันที่เราได้มีโอกาสไปสัมผัสด้วยตัวของเราเอง ภาพเก่าภาพเดิมบนผนังห้องเก่านั้นยังคงมีมนตรา และสะกดให้ฉันอยากขอสักครั้งเพื่อได้เขียนระลึกหาถึงแหล่งเก่าของภาพนั้น จินตภาพที่ผุดขึ้นมาแวบแรกก็เมื่อฉันเห็นตัวเองสาวเท้าขึ้นไปบนเครื่องบินบางกอกแอร์เวย์ตามเวลาในโปรแกรมเช้าประมาณ 7 โมงกว่าๆ อดทำให้นึกถึงตอนขึ้นรถทัวร์ไม่มีผิดเพี้ยน ด้วยที่นั่งโดยสารซึ่งถูกจัดแบ่งไว้เพียงฝั่งละ 2 เบาะนั่งเท่านั้น ฉันอดไม่ได้ที่จะครำหาตำแหน่งร่มชูชีพไว้ก่อน ทั้งๆที่รู้อยู่ว่ามันนอนอยู่ใต้เก้าอี้เป็นแช่แป้งมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น เราได้ไปถึงดินแดนแห่งปราสาทยุคขอมโบราณแบบสบายๆ สนามบินนั้นอยู่ในเมืองเสียมเรียบ และอยู่ห่างจากนครวัดไปเพียงไม่ถึง 15 นาที ทั้งนี้ทางการเขมรได้มีความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้เที่ยวบินลำใหญ่ๆมาลงที่สนามบินนี้ เนื่องจากเกรงว่าจะทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนให้โบราณสถานต่างๆพังทลายลงได้ในอนาคต โดยจะให้ไปลงกันที่พนญเปญแล้วค่อยตีรถเข้ามาที่เสียมเรียบอีกที หลังจากผู้นำทัวร์ได้พบกับพวกเรา ได้แนะนำตัวว่าเขาชื่อ ลา วีระ (นามสกุลของคนเขมรจะอยู่ข้างหน้าชื่อเสมอ) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว รถยนต์โตโยต้าแคมรี่ (ซึ่งได้ทราบภายหลังว่าซื้อมามือสองด้วยราคาเพียงสองแสนบาทเท่านั้น คุณคงอดคิดไม่ได้ว่าเจ้ารถนี้คงข้ามแดนมาด้วยวิธีการงัดขโมยมาจากบ้านเราอย่างแน่นอน) ก็มารับพวกเราไปยังสถานที่พักโรงแรมอังกอรีเวอร์ไซด์ แล้วตีไปรับประทานอาหารกลางวันต่อ ณ.ร้านอาหารบายน และที่นี่เองที่ทำให้ฉันได้พบว่าคนเขมรนี่น่ารักเหมือนกันนะ ด้วยเหตุที่บริกรภายในร้านอาหารซึ่งคงจะเคยรับแขกคนไทยมาเป็นจำนวนมาก ล้วนพูดฟังภาษาไทยได้บ้างไม่มากก็น้อย บางคนถึงกับยืนเฝ้าพวกเราไม่ห่าง แถมขอเรียนภาษาไทยแบบกร้อมแกร้มจากชื่ออาหารไปด้วยเลย สำหรับผู้คนในถิ่นบ้านใกล้เรือนเคียงรอบๆไทยเรานั้น อันที่จริงมีอัธยาศัยในเบื้องต้นที่คล้ายคลึงกัน เนื่องจากแต่ละชาติมีจุดเริ่มต้นจากอารยธรรมที่ทอดผ่านกันมายาวนาน คนไทยเป็นอย่างไร คนของเขมรก็แบบนั้น ผิดแต่ว่ายุคสมัยที่ทำให้คนของเราพัฒนาอุปนิสัยผิดเพี้ยนกันไปอย่างรวดเร็วผิดธรรมชาติ และถูกความเป็นวัตถุนิยมครอบงำอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ซึ่งถ้าหากว่าเราไม่เปลี่ยนคนอื่นก็จะทำให้เราเปลี่ยนไปในที่สุด และเขมรเองก็เช่นกัน ฉันเชื่อว่าอีกสัก 30 กว่าปีผ่านไปจากนี้ ลองกลับมาดูเขมรอีกสักครั้ง เราคงเห็นตึกผุดกันอยู่เต็มท้องถนนที่เสียมเรียบ ซึ่งทุกวันนี้มีให้เห็นกันอยู่น้อยเต็มที ถึงแม้จะมีคนบอกว่ารัฐบาลห้ามไม่ให้ประชาชนสร้างตึกสร้างบ้านที่สูงเกินกว่า 2 ชั้นก็เถอะ ฉันก็อยากจะรู้ว่ารัฐหน้าไหนจะทานกระแสนายทุนใหญ่ไปได้พ้น เพราะฉันเคยนึกถึงพม่าที่ในเมืองเต็มไปด้วยวัดว่าอาราม รวมไปถึงเจดีย์สูงใหญ่อย่างชเวดากอง แต่พม่าเองก็มีระดับการพัฒนาที่เร็วกว่าเขมรมาอีกขั้น แล้ววิวัฒนาการของมันก็จริงอย่างที่ฉันคิดไว้ เพราะทุกวันนี้ตึกเต็มย่างกุ้งไปหมดเลย ที่หนีไม่พ้นก็เห็นจะเป็นโรงแรมชื่อดังของนายทุนเจ้าใหญ่นั่นเอง บนท้องถนนที่เต็มไปด้วยผู้คนเขมรสัญจรผ่านไปผ่านมา เราจะเห็นโบราณสถานอย่างนครวัดนครธมไปพร้อมๆกับชีวิตประจำวันของผู้คนที่คลาคล่ำมากหน้าหลายตา ขับทั้งรถมอเตอร์ไซด์และรถจักรยานกันอยู่บริเวณข้างถนนหนทาง เหมือนดั่งกับเป็นภาพที่ขัดกันอยู่ในที เพราะเมืองทั้งเมืองเต็มไปด้วยโบราณสถานและโบราณวัตถุ หากแต่ชีวิตประจำวันของคนในพ.ศ.2548 ก็ร่วมประกอบอยู่ในภาพนั้นด้วย เหมือนจิตรกรที่พันผูกเรื่องราวในสองภพไว้ด้วยกัน ซึ่งพาฉันจิตนาการต่อไปว่า หากยกเอาผู้คนออกไปแล้วให้เหลือไว้แต่เมืองนครวัดนครธม จากนั้นมองไปรอบๆ มันคงเหมือนกับเราอยู่ในเมืองโบราณ และคล้อยตามไปกับจินตนาการว่าเราเคยมีส่วนร่วมอยู่ที่ไหนสักแห่งในประวัติศาสตร์นั้นก็เป็นได้ ปราสาทแรกที่ฉันได้ไปเยี่ยมชมแห่งเมื่อมาถึงดินแดนขอมแห่งนี้ ก็คือปราสาทโลเลย ซึ่งสร้างขึ้นในยุคของพระนคร สมัยกษัตริย์ยโศวรมันที่ 1 เมื่อประมาณหนึ่งพันกว่าปีก่อน (สำหรับการเข้าชมปราสาทที่สำคัญๆนั้นจะมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจบัตรผ่านที่พวกเราจะต้องไปทำในราคาคนละ 40 เหรียญสหรัฐต่อ 3 วัน) มัคคุเทศก์พยายามช่วยเราในการเรียบเรียงลำดับจัดสถานที่เข้าชม ให้เป็นไปตามวิวัฒนาการของปราสาทว่าที่ไหนเกิดก่อนดูก่อนที่ไหนเกิดหลังดูหลัง แต่ก็ยังพาลทำให้คนความจำสั้นอย่างเราๆลืมกันไปได้หน้าตาเฉย ซึ่งไม่ว่าคุณไกด์จะพูดสักกี่รอบ หากมาทวนความจำกันทีไร ก็เห็นว่าสมองขี้เลื่อยมันทำงานขึ้นมาให้ทุกทีเชียว บอกได้คำเดียวว่าลืม ต่อมาก็ได้ยลโฉมปราสาทพระโค และปราสาทบากอง ซึ่งวัฒนาการเขยิบขึ้นมาอีก แต่ก็ยังอยู่ในเขตเมืองหริหราลัย เหล่านี้ล้วนได้รับอิทธิพลมาจากฮินดู ไศวะนิกาย สังเกตง่ายๆว่าภายในปราสาทจะมีศิวลึงค์เป็นแทนตั้งอยู่ภายในปราสาท ส่วนบริเวณด้านหน้าปราสาทจะมีรูปแกะสลักหินใหญ่เป็นพระโคตั้งอยู่เสมอๆ หลังจากรับประทานอาหารกันเสร็จ เราก็พากันไปยังทะเลสาบซึ่งนับเป็นเส้นเลือดใหญ่ของคนเขมร โตนเลสาป ซึ่งคำว่าโตนเลนั้นแปลว่า แม่น้ำ และสาปแปลว่า จืด จริงๆแล้วคำเขมรนั้นไม่ต่างกับคำไทยไปสักเท่าไรเลย ยกตัวอย่างเช่น คำว่า ขอบคุณ ในภาษาไทย จะเท่ากับคำเขมรว่า ออกุน หากเราลองพูดดูเร็วๆจะรู้ว่ามันช่างเหมือนกันไปหมดเลย ยิ่งไปกว่านั้น ความเป็นอยู่ ผู้คน บ้านเรือน อาหารการกิน รวมไปถึงวัฒนธรรมก็ไม่ได้ต่างไปจากเราเลย ทั้งนี้ก็มีคำอธิบายง่ายๆว่าเราไปรับเอาจากเขามานั่นเอง เพราะในสมัยก่อนเก่านั้น เสียมกุก หรือ สยามประเทศของเรานี้ได้มีอำนาจกล้าแข็งไปบุกตีเขมรในยุคที่อาณาจักรเขมรกำลังอ่อนแอ ในที่สุดจึงได้ล่มสลายไปเพราะฝีมือคนไทยเราอยู่หลายครั้งหลายครา จนมาถึงยุคอาณานิคมสุดท้ายเขมรจึงได้ตกไปเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสไปในที่สุด ซึ่งอันต้นเหตุใจความนั้นฉันเห็นว่าน่าจะมาจากการที่เกิดการแตกแยกทางความคิดของกษัตริย์กับประชาชนในประเทศนั่นเอง ด้วยเขมรมีการเปลี่ยนแปลงความเชื่อทางศาสนาอยู่เป็นเนื่องนิจ เดี๋ยวสมัยหนึ่งก็ได้รับอิทธิพลของศาสนาฮินดู พอมาอีกสมัยหนึ่งก็มานับถือพุทธ โดยจะเห็นได้จากโบราณสถานโบราณวัตถุต่างๆที่เคยถูกสร้างในสมัยพุทธรุ่งเรือง พอมาเปลี่ยนเป็นฮินดูก็มีการทำลายรูปปั้นพระพุทธรูปทิ้งไป บรรยากาศบริเวณรอบๆโตนเลสาปทำให้เราเห็นชีวิตผู้คนที่ผูกพันอยู่กับแหล่งน้ำเป็นอย่างมาก ไม่ว่ากิจกรรมใดๆจะอยู่ในบริเวณโดยรอบอย่างครบครัน ทั้งอาบน้ำ ทำอาหาร เรียนหนังสือ จับปลา เลี้ยงจระเข้ เลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง ฯลฯ ตอนแรกๆที่ลงเรือฉันก็รู้สึกทึ่งแล้วว่าเด็กเพียงสองคนถ่อเอาไม่คำยันให้เรือออกจากอู่ที่เหลือเพียงช่องแคบๆให้ผ่านไปได้อย่างไร ทั้งเรือสวนเข้าแล้วก็ไหนจะสวนออก ยิ่งเห็นถึงความยากจนของผู้คนยิ่งทำให้เรามองกลับมาหาตัวเองว่าเรานั้นมันช่างมีวาสนามากกว่าเขาอีกตั้งหลายล้านเท่า พอนั่งเรือออกมาไกลหน่อย กลิ่นเหม็นที่คลุ้งอยู่บริเวณปากอู่จอดเรือก็ค่อยๆคลายลงไป อันเป็นสัญญาณว่าเราอยู่ไกลออกมาจากบริเวณที่ผู้คนตั้งบ้านเรือนกันแล้ว ยิ่งล่องออกไปไกลเท่าไร มันก็ยิ่งเหมือนทะเลเข้าไปเท่านั้น ช่างเวิ้งว้างและกว้างใหญ่สุดตา ไม่รู้ว่าจุดจบไปอยู่ตรงไหน บอกได้จริงๆว่าเป็นทะเลสาบที่ใหญ่สมกับที่ได้รับเกียรติให้เป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กันไปเลย ไม่ว่าฉันจะมองไปเห็นผู้คนที่ไหนก็โบกไม้โบกมือทักทายกันไปตามประสา ทำให้เราได้อรรธรสแบบบ้านๆเป็นอย่างดี ตกบ่ายก็ได้คิวของปราสาทนครวัด ซึ่งฉันได้ข้อสรุปกับตัวเองว่า พวกฝรั่งคงทึ่งในความสามารถของคนเมื่อกว่าพันปีก่อน ที่สามารถนำหินก่อนใหญ่ๆมาเรียงต่อกันและแกะสลักเสลาได้อย่างงดงามนัก ประกอบกับการที่เขาไม่ค่อยได้เห็นศิลปวัฒนธรรมแบบฮินดูพุทธในประเทศของตนสักเท่าไร จึงได้ยกเอานครวัด-นครธมเป็นมหัศจรรย์มรดกโลก ส่วนตัวฉันแล้วคงเป็นเพราะเห็นโบราณสถานในบ้านเรามาบ้าง เลยทำให้ไม่อาจปักใจได้ว่าความอลังการนั้นมันคือที่สุดของโลกอย่างที่เขาว่ากัน แต่ที่รู้ๆคือมันให้ความรู้สึกเป็นเหมือนเมืองๆหนึ่งที่เต็มไปด้วยปราสาท และเพราะกษัตริย์ในสมัยก่อนคงนิยมสร้างกันอย่างมากมาย เพื่อวัตถุประสงค์ในการประกาศถึงการพัฒนาและต้องการเผยแผ่ศาสนาในสมัยนั้น เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้บิดามารดา เพื่อเป็นรูปเคารพให้กับศาสนา หรือแม้แต่เพื่อสอดคล้องกับความเชื่อให้ตนอยู่ใกล้ชิดกับเทพเทวดาในสรวงสวรรค์นั่นเอง โดยปราสาทแต่ละปราสาทก็จะสร้างจากวัตถุประสงค์ที่ต่างกันของกษัตริย์ที่ปกครองในแต่ละยุคไป ปราสาทนครวัดนั้นแสดงให้เห็นถึงความศรัทธาเลื่อมใสในศาสนาอย่างยิ่ง โดยได้รับอิทธิพลจากศาสนาฮินดู ปราสาททั้งหมดมีห้ายอด อยู่ตรงกลางหนึ่ง และที่มุมทั้งสี่มุมรอบ เปรียบเสมือนศูนย์กลางของจักรวาลคือเขาพระสุเมรุ ไกด์บอกว่าการก่อสร้างนั้นมีการสันนิษฐานว่าคนในสมัยก่อนได้ขนหินทรายมาจากเขาพนมกุเลน ซึ่งนับว่าไกลมากเลยทีเดียว เพราะกว่าที่ฉันจะนั่งรถยนต์ไปถึงนั้นหนทางก็ไกลแสนไกล จึงไม่น่าเชื่อเลยว่าพวกเขาจะสามารถลากขนก้อนหินมาได้อย่างไรด้วยหนทางไกลแสนสาหัสนี้ พาลให้นึกสงสัยต่อว่ามันกินเวลานานสักเพียงใดกว่าจะเสร็จสมบูรณ์ ภายในนครวัดหลังจากที่ผ่านกำแพงล้อมมาแล้ว จะมีทางเดินกั้นโดยรอบ ได้ทราบมาจากไกด์ว่าบริเวณนี้เคยเป็นคูน้ำมาก่อน ซึ่งฉันพิจารณาดูแล้วก็น่าจะจริง เพราะว่าทางเดินกั้นนั้นค่อนข้างจะสูงอยู่พอควร ส่วนกำแพงด้านในมีรูปสลักนางอัปสราอยู่เป็นจำนวนมากมาย มีความเชื่อว่านางอัปสราเหล่านี้เป็นนางผู้รับใช้เทพเจ้า โดยแต่ละนางนั้นมีอิริยาบถและการแต่งกายที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งรวมๆแล้วไม่ได้ใส่เสื้อแต่มีสายสร้อยสะพายคล้องคอไว้อย่างงดงาม ส่วนผ้านุ่งจะเห็นได้ว่าเป็นผ้านุ่งบางเบาและมีเตี่ยวปิดทับจุดที่สำคัญไว้ สำหรับจุดที่น่าสนใจอยู่ที่ว่าทรงผมและการแต่งกายนั้นดีไซน์เน่อร์ยังชิดซ้ายไป เพราะยอมรับจริงๆว่าอลังการ เหล่านี้อาจเกิดเพราะจินตนาการอันบรรเจิดของช่างสลัก อย่างมีนางอัปสราอยู่นางหนึ่งที่ยิ้มเห็นยิงฟันอยู่บริเวณกรอบกำแพงด้านขวาเมื่อเดินเข้ามา ดูแล้วก็ให้เกิดอารมณ์ขันว่าช่างคงมีอารมณ์ขันอยู่ในเวลานั้นเป็นแน่ เดินต่อไปอีกไม่นานก็ถึงบริเวณระเบียงคต ซึ่งได้เขียนเรื่องราวต่างๆไว้ตามฝาผนังรอบๆระเบียง ไกด์พาพวกเราเดินวนซ้ายเพื่อชมก่อน ภาพในนั้นมีทั้งเรื่องราวของสงครามมหาภารตะ การรบระหว่างพระรามกับทศกัณฐ์ อื่นๆอีกมากมาย รวมไปถึงกองทัพของเขมรในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ซึ่งไกด์ได้พาพวกเราไปดูร่องรอยที่เหลืออยู่ของตัวอักษรขอมซึ่งเคยจารึกลงผนัง แต่ปัจจุบันได้ถูกลักขโมยโดยพวกไร้สำนึกเซาะเป็นร่องลึกให้เห็นโบ๋วอยู่ตำตา ข้อความที่บอกไว้ว่าเป็นกองทัพของเสียมกุก หรือพูดง่ายๆก็คือ กองทัพของสยามเรานี้เอง ไกด์ชี้ให้ดูแล้วบอกว่า เมื่อสังเกตให้ดีๆจะเห็นว่ากองทัพสยามนั้นเป็นกองทัพที่ใบหน้าผู้คนยิ้มแย้มขี้เล่นและค่อนข้างไม่มีระเบียบ ฉันก็เห็นคนหนึ่งในภาพนั้นยืนเผยอยิ้มแทรกออกมาจากทหารคนอื่นๆในแถว ดูแล้วให้พาลคิดว่านี่แหละเหมือนที่สมัยเราเรียนวิชาประวัติศาสตร์มา ก็ยังมีบอกไว้ว่าคนไทยเป็นชาติที่ง่ายๆขี้เล่น ซึ่งก็คงจะจริงอย่างนั้น เย็นย่ำในวันนั้นเราได้ไปอิ่มอร่อยที่ร้านสมาเพียบ หรือชื่อไทยๆว่า ร้านเสมอภาพ ซึ่งจัดได้ว่ารสชาดอาหารนั้นอร่อยอยู่ไม่น้อยทีเดียว กลับมาที่พักแล้วหลับใหลไปอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวด้วยความเหนื่อยล้า เนื่องจากอากาศที่ร้อนอบอ้าวเอามากๆเลย รุ่งเช้าทานอาหารที่ทางโรงแรมเตรียมไว้ จากนั้นก็ลุยกันต่อเลยที่เมืองนครธม ซึ่งภายหลังฉันได้รู้ว่านครธมคือชื่อเมือง ส่วนนครวัดนั้นเป็นชื่อปราสาท จึงชวนให้คิดสงสัยว่าทำไม่คนต้องเรียกคู่กันไปว่านครวัด-นครธม ทั้งๆที่เป็นคนละนัยกัน โดยเมืองนครธมนี้ เป็นเมืองที่มีปราสาทอยู่มากมายในอาณาบริเวณ พอมาถึงประตูทางเข้าที่อยู่ทางทิศใต้ ไกด์บอกว่าเราจะไม่ได้มาออกที่ประตูนี้ แต่จะเดินชมปราสาทในเมืองนครธมไปเรื่อยๆ แล้วผ่านไปทางประตูชัย จากนั้นก็ไปสุดที่ประตูอื่น สำหรับทางเข้านั้นมีด้านซ้ายเป็นเทวดาขวาเป็นยักษ์ยืนเรียงแถวเฝ้าหน้าประตู จัดเป็นศิลปกรรมแบบลอยตัวซึ่งมีความสวยงามยิ่งใหญ่ หากแต่น่าเสียดายที่เศียรได้หายไปเป็นจำนวนมาก มองไปที่ซุ้มประตูก็จะเจอเข้ากับยิ้มแบบบายนได้อย่างจังเบอเริ่มเลย สังเกตได้ว่าภาพยิ้มแบบนี้จะปรากฏอยู่ในรูปโปสการ์ดทั่วๆไปเสมอ ปราสาทที่นับว่าเป็นศูนย์กลางของเมืองนครธมก็คือปราสาทบายน ซึ่งนับว่าเป็นไฮไลด์ก็ว่าได้ เพราะภายในนั้นเราจะได้ยลโฉมศิลปะการยิ้มแบบบายนอย่างมากมายที่ยอดปราสาทกลุ่มใหญ่ มีความเชื่อว่าสร้างโดยอิทธิพลของศาสนาพุทธ สลักเสลาได้อย่างวิจิตรงดงามมาก ใบหน้าเหล่านี้มีนัยน์ตามองต่ำ หากเราเดินไปไหนก็จะรู้สึกว่ามีคนมายิ้มให้และจองมาที่เราเสมอ ทำให้ฉันมีความรู้สึกถึงความลึกลับซับซ้อนอย่างไรบอกไม่ถูก เหมือนกับว่าเราบุกเข้ามาในดินแดนแห่งหนึ่ง ซึ่งมีคนคอยจับยามดูเราอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าเราจะไปที่ไหนก็ตาม แถมใบหน้าแต่ละใบหน้านั้นกลับแฝงด้วยความเย็นยะเยือก เพราะยิ้มแบบมุมปาก แต่ดวงตายังเบิกกลมโตอยู่ดี ภาพใบหน้านั้นยังคงมีความสมบูรณ์อยู่มาก แถมเมื่อพิจารณาดูในรายละเอียดยังเห็นว่า แม้จะมีรอยต่อระหว่างร่องหินแต่ละก่อนที่มาเรียงรายประกอบกันก็จริง ศิลปินก็ยังสามารถที่จะแกะสลักก้อนหินให้มีความต่อเนื่องอ่อนช้อยได้สัดส่วนถูกต้องอย่างน่าอัศจรรย์มาก บริเวณระเบียงคตมีรูปสลักนางอัปสราให้เห็นอยู่ด้วย หากแต่มีความแตกต่างด้วยว่า นางอัปสราแห่งนครธมนี้จะมีรูปร่างค่อนข้างอวบลงพุงหน่อยๆพองาม และรูปร่างจะออกเตี้ยสั้นกว่านางอัปสราที่ปราสาทนครวัด ประกอบกับใบหน้าที่ยิ้มแย้มอาจแสดงให้เห็นถึงความสมบูรณ์พรั่งพร้อมของข้าวปลาอาหารและความสุขสงบในบ้านเมืองก็เป็นได้ นอกนั้นยังมีภาพแกะสลักตามผนังมีทั้งภาพกองทัพที่มารุกรานของพวกจามหรือลาวในปัจจุบัน สังเกตได้ง่ายๆว่าหมวกของพวกจามจะมีลักษณะบานปลายเหมือนกับทรงผมปอมสั้นนั่นเอง ซึ่งภายหลังถูกตีพ่ายกระจัดกระจายไป รวมถึงภาพการใช้ชีวิตในประจำวันของชาวเขมรโบราณด้วย มีภาพปลาตัวใหญ่แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ เสร็จจากชมปราสามบายน ระหว่างทางที่เดินทอดน่องเพื่อไปชมปราสาทบาปวนต่อนั้น มีร้านรวงขายของอยู่ตามทางเป็นระยะๆ ฝุ่นก็คละคลุ้งเต็มไปหมด เด็กๆเนื้อตัวมอมแมม มองแล้วให้รู้สึกเห็นใจชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนแถวนั้น เด็กๆก็เดินตามต้อยๆเพื่อตี้อให้ซื้อของที่ระลึกอยู่ตลอดทาง เช่น หนังสือรูปภาพ ขลุ่ยในกระบอกไม้ไผ่สาน เสื้อยืด และไม้สลัก รวมไปถึงข้าวของจิปาถะมากมาย ซึ่งโดยมากก็เป็นข้าวของซ้ำๆกันไปหมดทุกๆที่ มีอยู่ก็แต่หนังสือภาพนี้ ทำให้ฉันงงว่าต้นทุนมันเท่าไรกันแน่ ตอนไปที่ปราสาทโลเลยที่แรก ราคาบอกเริ่มต้นที่ 200 บาท พอเดินหนี ไปๆมาๆอยู่ที่ 70 บาท แต่พอมาแถวนครธมราคายังแพงกว่าอีก และหนังสือก็มีอยู่หลายแบบหลายเล่ม หน้าปกดูดีมีราคา แถมเป็นภาษาอังกฤษเสียอีก ถามพี่ไกด์ก็ได้ความว่าเป็นของก๊อปปี้พิมพ์กันในเขมรนี่แหละ รู้อย่างนี้และฉันก็ขอแนะนำว่าคุณควรจะซื้อเสียที่เขมรดีกว่า เพราะอย่างไรเสียก็ถูกกว่าตอนที่ซื้ออยู่เอเชียบุ๊คเป็นไหนๆ พอไปถึงปราสาทบาปวนจะเป็นทางเดินทอดตลอดแนวยกพื้นสูงมาก บังเอิญอยู่ในระหว่างซ่อมสร้าง จึงต้องเดินผ่านไปยังปราสาทพิมานอากาศ ซึ่งชมเพียงแต่ภายนอกเห็นว่าอยู่ในสภาพที่เก่ามาก ปีนขึ้นไปจะเห็นบันไดลดหลั่นกันลงมามีตัวสิงห์รูปร่างสะโอดสะองนั่งอยู่ตามขั้นของปราสาท พี่ไกด์บอกว่ามีความเชื่อว่ากษัตริย์นั้นก่อนที่จะบรรทมกับมเหสีจักต้องมานอนกับนาคที่นี่เพื่อสิริมงคลเสียก่อน ไอ้ฉันก็ดันจำจดเรื่องนี้เสียอีก ด้วยเพราะว่ามันแปลกดีนี่ ในบริเวณใกล้เคียงต่อมาเป็นท้องสนามหลวงของขอมโบราณ เชื่อว่าเป็นสถานที่จัดแสดงมโหรสพ ติดกันเป็นลานพระเจ้าขี้เรื้อน ซึ่งเป็นลานที่ใช้ตัดสินว่าวิญญาณที่ล่วงลับไปแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์หรือลงนรก ต้องบอกก่อนว่าลานต่างๆเหล่านี้ยกพื้นสูงขึ้นมามาก มองจากด้านล่างจะเห็นเป็นกำแพงฐานยกพื้นมีภาพสลักหินตามรอบผนังเต็มไปหมด ปราสาทสุดท้ายก่อนปิดด้วยอาหารมื้อเที่ยงก็เห็นจะต้องเป็นปราสาทตาพรหม ซึ่งต้องบอกไว้ก่อนว่าในหลายๆปราสาทที่เราพลาดการเข้าชมนั้น เป็นเพราะเวลาที่จัดลงในตารางการเดินทางเกิดความคลาดเคลื่อนและจำนวนปราสาทนั้นมีอยู่มากมายจริงๆ ทำให้ไม่พอแก่เวลาเพียงน้อยนิดของเรา จึงเลือกชมเฉพาะปราสาทที่เป็นไฮไลท์เท่านั้น ภายในปราสาทตาพรหมจะมีจุดสังเกตที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ ต้นไม้ใหญ่อายุเป็นหลายร้อยปีหยั่งรากใหญ่ชอนไชไปทั่วทั้งตัวปราสาท ทำให้เกิดความสวยงามไปอีกแบบ ด้วยธรรมชาติทำลายโบราณสถานอันงดงามแต่ทางการก็ยังปล่อยให้เป็นไปอย่างนั้น ก็เพราะความสวยงามแบบแปลกๆนั่นเอง ทำให้ฉันอดนึกเสียดายไม่ได้ว่า ถ้ายังปล่อยไว้อีกไม่นานปราสาทต้องถล่มลงมาแน่นอน ซึ่งก็คงจะน่าเสียดายมาก เพราะที่เห็นๆอยู่ก็มีไม่น้อยเลยที่หลุดหล่นลงมาเป็นก้อนหินใหญ่เรียงรายตามพื้นมากมาย หลังอาหารมื้อกลางวัน ทางผ่านไปยังปราสาทตาสม ซึ่งมีลักษณะเป็นปราสาทเล็กๆ ที่พวกเราไม่ได้เข้าชม เพื่อที่จะไปยังปราสาทนาคพัน ลักษณะของปราสาทตั้งอยู่ตรงกลางฐานทรงกลมเป็นบันไดรอบ มีนาคพันอยู่รอบเสา ซึ่งสัญลักษณ์นี้เป็นที่ประจักษ์อยู่จนถึงปัจจุบันว่าเป็นสัญลักษณ์ของกระทรวงสาธารณสุขนั่นเอง ตัวปราสาทตั้งอยู่ตรงกลางบริเวณรอบล้อมด้วยกำแพงสูงขนาดใหญ่ เชื่อว่าเป็นสระอโนดาต โดยน้ำที่อยู่ในสระเป็นน้ำยาที่ได้รับการปรุง หลังจากนั้นน้ำจะไหลจากสระใหญ่นี้ ไปยังสระเล็กที่อยู่ของทั้งสี่ด้านของสระใหญ่ โดยในแต่ละสระเล็กจะอยู่ระดับที่ต่ำกว่าสระใหญ่ เป็นลักษณะเหมือนฝั่งอยู่ในกำแพงกั้นสระใหญ่อีกที แต่ละสระเล็กอยู่ทิศเหนือใต้ออกตก และมีรูปหน้าช้าง สิงห์ มนุษย์ และม้าตามลำดับ โดยแต่ละหน้าก็จะมีน้ำไหลออกมาจากปากอีกที เชื่อกันว่าน้ำที่ออกมาจากแต่ละหน้านั้นมีสรรพคุณในการรักษาและเสริมสิริมงคล รวมไปถึงความมั่งคั่งให้กับชีวิตอีกด้วย ฉันจึงคิดไปว่าที่ตรงนี้ก็น่าจะเป็นโรงพยาบาลกลางของคนโบราณนั่นเอง ถึงตรงนี้พวกเรานั่งฟังพี่วีระเล่าให้ฟังถึงหลายๆอย่างที่เราอยากรู้ อย่างเช่นเรื่องของเขมรแดง และอีกหลายๆเรื่องไม่ว่าจะชีวิตประจำวันของผู้คนที่นี่เป็นต้น มีอยู่ตอนหนึ่งที่พี่เขาเล่าถึงพี่ชายที่ไปเป็นทหาร พวกเราฟังแล้วเห็นภาพถึงภารกิจอันสาหัสสากัญของทหารเขมรแล้วให้ไม่อยากเกิดในเขมรไม่ว่าชาติใดๆก็ตาม สาธุ.... เพราะเขาเล่าว่าตามเนื้อตามตัวพี่ชายที่ได้กรำสงครามมาอย่างฉกาจฉกรรจ์นั้น ถึงกับมีเม็ดกรวดหินดินทรายฝังอยู่ในผิวหนังเลยก็ว่าได้ กว่าจะกลับมาคืนสู่สภาพเดิมก็ต้องไปทำสัญกรรมขูดผิวกันเลย แถมเล่าว่าพี่ชายเรียนของแบบยิงไม่เข้าด้วย อันนี้ไม่เชื่อก็ไม่อยากลบหลู่ เพราะเท่าที่เคยได้ยินมานั้นมันมีจริง และพวกเวทมนตร์ทางเขมรเขามีตำนานมามากเสียด้วยสิ ตามด้วยปราสาทพระขรรค์ มีลักษณะคล้ายสุสาน ตรงกลางมีสถูปเหมือนเจดีย์เล็กๆไว้เก็บอัฐิของกษัตริย์ เดินลึกเข้าไปมีภาพนางอัปสราแกะสลักอยู่บริเวณผนังภายในปราสาท ซึ่งพบว่ามีความสวยงามมาก ในนั้นมีแม่เฒ่านั่งอยู่ข้างๆแทนบูชา ดูแล้ววังเวงอย่างไรก็ไม่รู้ มันอับทึบและดูขลังอย่างบอกไม่ถูก ตบท้ายของวันแห่งปราสาทนี้ด้วยพนมบาแค็ง ซึ่งเป็นปราสาทตั้งอยู่บนเขาสูงและเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรยโสธรปุระ ต้องปีนเนินดินขึ้นไปก่อน จึงจะพบเพียงฐานปราสาท ต่อจากนั้นปีนขึ้นกระไดสูงชันเป็นพักๆ เพื่อขึ้นไปชมอาทิตย์อัสดงบนยอดปราสาทอีกที ดุจดั่งว่าเป็นเมืองของเทพชั้นฟ้า โดยการขึ้นนั้นมีทางที่สะดวกคือโดยช้าง ซึ่งจะแบ่งทางให้ช้างเดินไว้ทางด้านซ้ายถัดจากทางคนขึ้น ข้างบนนั้นจะเห็นวิวปราสาทนครวัด ซึ่งฉันไม่ได้ขึ้นไปเนื่องจากกลัวสูง จึงอาศัยนั่งพักอยู่บริเวณฐานแรก มองลงมาก็จะเห็นปราสาทนครวัดอยู่เช่นกัน เพียงแต่ต้องใช้กล้องซูมเข้าเล็กน้อย แต่จะให้ความต่างจากการมองด้วยสายตาตรงที่ว่า คุณจะสามารถสัมผัสถึงความขลังของมันได้ เปรียบเสมือนกับคุณกำลังมองไปที่เมืองในหมอกอะไรก็ไม่ปาน แถมยังเป็นเมืองโบราณอย่างกับอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้า ที่ไม่ใช่โลกมนุษย์ของเราอย่างไรอย่างนั้น นั่งเหม่อลอยทอดสายตาออกไป ทำให้เราพบว่าตัวเราได้มีเวลาอยู่กับการพักผ่อนจริงๆก็ครานี้ เพราะตั้งแต่มาเยือนเมืองขะแม ก็ไม่ได้หยุดเดินเลยสักครา มันช่างเป็นอะไรที่ได้อยู่กับตัวเอง แถมบรรยากาศที่มองเหม่อออกไปยังนครธม ยิ่งทำให้เราไม่สามารถละสายตาจากจินตนาการบนวิมานอากาศนี้ไปได้ แล้วก็ทำให้ฉันอดคิดถึงสุดที่รักทางบ้านไม่ได้อีกเหมือนกัน ว่าแล้วโทรศัพท์มือถือคลื่นจีเอสเอ็มที่หาคลื่นบนภาคพื้นดินเท่าไรก็ไม่เจอ ดันกลับมาเจอคลื่นที่บนภูเขาสูง ซึ่งในเขมรเองเราต้องจูนเข้าหาเครือข่ายแคมชิน แต่ค่าโทรนั้นก็สุดจะแพงแสนแพง โทรออกไม่ต่ำกว่านาทีละ 100 บาทโดยประมาณ เฮ้อ..นายกไปทำอะไรอยู่ สำหรับเมืองเสียมเรียบเองนั้น เท่าที่ได้เคยอ่านกระทู้ในอินเตอร์เน็ทมักจะพบว่า เป็นเมืองที่ค่าครองชีพสูงมากๆ เนื่องจากว่าเป็นเมืองท่องเที่ยว ฉันเคยได้ยินว่าไข่ดาวฟองเดียวราคา 1 เหรียญสหรัฐ หากคุณท่านแฮมเบอร์เกอร์ คุณต้องเสียโดยประมาณ 2 4 เหรียญสหรัฐ อันที่จริงหากมาเองกับมากับทัวร์ก็ให้สัมผัสไม่ต่างกัน หากแต่ถ้ามากับทัวร์ คุณก็ไม่จำเป็นต้องไปเสียเงินค่าโง่แบบนี้ เพราะต้องยอมรับจริงๆว่าค่าทัวร์นครวัดนครธมแพงเกินจริงไปหน่อย บางคนเลยคิดว่าจะมาเอง อาจจะถูกกว่า พอถามไปถามมาจึงได้รู้ความว่ามากับทัวร์นั่นแหละดี มีนักท่องเที่ยวเพียง 1 คน บริษัททัวร์ก็จัดให้ออกเดินทางได้แล้ว เมื่อถึงสนามบินจะมีไกด์มารับ โดยไกด์สามารถพูดอธิบายเรื่องราวต่างๆได้ไม่ผิดกับหนังสือประวัติศาสตร์ เพราะเขาเหล่านั้นได้รับการร่ำเรียนกันมาในระดับปริญญาตรีกันเลย ถึงจะสามารถได้ใบอนุญาตให้เป็นไกด์ได้ บอกไปก็ต้องร้องโฮ เพราะมีไกด์ถึง 2 ถึง 3 พันกว่าคนเลยทีเดียว ครั้นเมื่อถามพี่วีระว่าอาชีพอะไรที่คนเขมรอยากทำ พี่แกก็ตอบว่าไกด์อย่างไรเล่า ถึงว่าสิ พอไปชมนครวัด สิ่งแรกที่สะดุดตาเรามากก็คือ เสื้อสี่เหลืองกางเกงสีน้ำเงินพรึบไปหมด ซึ่งเป็นฟอร์มบังคับให้ไกด์ต้องแต่เช่นนั้น ไกด์แต่ละคนต่างพูดภาษาของชาติต่างๆตามแต่ลูกทัวร์ของตนเป็นใครได้อย่างคล่องแคล่ว ฉันอดคิดไม่ได้ว่า คนพวกนี้ถ้าหากมาอยู่ประเทศเรา คนเข้าทำงานบริษัทต่างชาติได้อย่างสบายๆเลยทีเดียว ค่ำนั้นพวกเราสิ้นสุดกันด้วยอาหารบุฟเฟ่ต์ประกอบกับการแสดงศิลปะเขมรบนเวที มีนางอัปสราหน้าตาจิ้มลิ้มร่ายรำให้ชมอย่างสวยงาม ทำให้คืนนั้นฉันหลับตาลงด้วยความอ่อนระทวย แต่แปลกมากที่หลับตาลงไปก็ได้แต่เห็นภาพของปราสาทในห่วงคำนึง แล้วก็ปราสาท แล้วก็ปราสาท โอ้พระเจ้าจอร์จ มันยอดมาก....สิ่งนี้คงตามมาหลอกหลอนท่านอีกสักพักใหญ่ๆ ก็ใครล่ะที่ทำให้ท่านต้องชมปราสาทกันมากมายขนาดนั้น หากไม่ใช่เพราะปราสาทมันอยู่ติดกันราวกับดอกเห็ด คิดๆไปก็เหมือนคนท้องที่นั่งมองภาพเด็กหน้ารักทั้งวี่ทั้งวัน เผื่อไว้ว่าลูกจะเกิดมาหน้าตาดั่งเด็กที่ตนมองไว้ หวังใจว่าฉันคงไม่ให้กำเนิดทารกหน้าเป็นปราสาทได้ภายในคืนเดียวเป็นแน่ ตื่นแต่เช้าตรู่ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการทัวร์ รี่พากันเข้าวัดทั้งๆที่อยู่กรุงเทพนั้นวัดไม่เคยเข้าเลย ถ้าจำไม่ผิดเป็นวัดเจ้าจอมอะไรประมาณนั้น แล้วต่อด้วยการนั่งรถยาวโลดขึ้นไปยังน้ำตกที่พนมกุเลนบนเทือกเขาพนมกุเลน ซึ่งได้ความมาว่าบนนี้มีน้ำตกสองแห่งได้แก่ พนมกุเลน และกบาลสะเบียน ทางขึ้นเขาก็โยกแยกไปตลอดทาง ด้วยว่าหนทางที่แสนจะขรุขระ ทางการก็ไม่ได้ใส่ใจที่จะทำให้ถนนหนทางดีขึ้น อ้างว่าไม่มีงบ คนชาวบ้านจึงหารายได้ด้วยการเคลียร์ถนนหนทางให้แก่ผู้สัญจรไปมา เมื่อพบเห็นก็ยื่นเงินออกไปทางกระจกรถเพื่อตอบแทนที่ช่วยกันทำให้ถนนหนทางสัญจรได้สะดวกขึ้น ระหว่างทางช่วงแรกๆได้ผ่านปราสาทแปรรูปและแม่บุญตะวันออกแต่ก็ไม่ได้เข้าไป หลังจากมาได้ไกลพอสมควร บทสนทนาในรถจึงเริ่มขึ้นด้วยเรื่องการเมืองเขมรในมุมมองต่างๆ ภายหลังจากกลับมาฉันได้ข้อสรุปว่า สมัยสงครามภายในประเทศเขมรนั้น ประกอบไปด้วยเขมรสามฝ่าย โดยฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าสีหนุ ซึ่งเป็นผู้นำประชาธิปไตยที่ได้ปกครองประเทศอยู่ก่อน ต่อมาได้ถูกเขมรแดงเข้ามายึดอำนาจทำรัฐประหารสำเร็จ ได้ครอบครองประเทศเข็นฆ่าประชาชนชาวกัมพูชาไปเป็นจำนวนมากมาย รวมทั้งทำลายวัฒนธรรม ดังจะมีร่องรอยตามปราสาทต่างๆไว้ให้เห็น เช่น การตัดเศียรหรือการทำลายพระพุทธรูป การเผ่า การโบกปูนทับ เป็นต้น เคยอ่านในกระทู้บอกไว้ว่าเขมรแดงมีการกวาดล้างปฏิปักษ์ทางแนวคิด กล่าวว่าใครสวมแว่นตาจะถูกจับฆ่า เพราะเชื่อว่าผู้สวมแว่นเป็นผู้มีความรู้ อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงต้องจัดการเสีย คนเขมรจึงล้มตายกันไปกว่าล้าน ประกอบกับในช่วงเวลานั้นทางเวียดนามได้หนุนเฮงสำรินขึ้นมาเพื่อครอบงำอำนาจในเขมร จึงได้อ้างหลักมนุษยธรรมต่อต้านเขมรแดงจนเฮงสำรินได้เป็นนายก จับความได้ว่าเรื่องทั้งเรื่องก็เพราะคนในประเทศเองขาดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไร้ซึ่งความสามัคคี ทำให้คนอื่นแทรกแซงได้ง่าย ฉันนึกไปถึงเหตุการณ์ภาคใต้ของไทย ทำให้อดกลัวไม่ได้ว่าไทยเราจะมีโอกาสเป็นอย่างนี้บ้างหรือไม่ เพราะความไม่สามัคคีและการโกงผลประโยชน์มันมีอยู่ให้เห็นเต็มบ้านเต็มเมือง สำหรับพนมกุเลนนั้นเป็นแหล่งน้ำตกที่มีขนาดยาวไปตลอดแนวลำธาร มีการสลักหินบนพื้นใต้น้ำยาวไปตลอดเช่นกัน นับเป็นความอัศจรรย์ยิ่งนักที่คนเรามีความพยายามกันถึงขนาดนี้ ภายในนั้นถูกสลักเป็นรูปศิวลึงค์อยู่มากมายเต็มไปหมด รวมไปถึงภาพเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับพระศิวะมากมาย จัดได้ว่าน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับฉันมาก เพราะแนวการท่องเที่ยววันนี้ต่างจากเมื่อวานที่เต็มไปด้วยปราสาท มองไปไกลตามสายน้ำไปพอกลายๆให้มีแสงตกกระทบร่ำไรอยู่เบื้องหน้าโน่น ช่างเป็นภาพที่สวยงามจริงๆ แล้วไปต่อด้วยการนมัสการพระนอนใหญ่ ซึ่งสร้างจากการแกะสลักภูเขาให้เป็นพระ เสร็จจากการเดินทางจึงได้เวลาอาหารกลางวันแบบบ้านๆ เป็นเพิงพักมีหลังคาทำด้วยไม้ไผ่ริมลำธารข้างๆน้ำตก ได้บรรยากาศยิ่งนัก ฉันชอบที่สุดก็ตรงนี้แหละ มื้อนี้ประกอบด้วยไก่ทอดกับผัดผักกินกับข้าวสวยในกล่องโฟม นั่งชมวิวสะพานทอดข้ามธารน้ำ เสร็จสรรพแวะชมน้ำตกข้างๆสักพัก จึงออกเดินทางโดยรถต่อไปยังกลาลสะเปียน ที่น้ำตกกบาลสะเปียนนั้น เราต้องเดินเท้าและปีนป่ายไปใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมง ครั้นพอมาถึงสถานที่แล้วก็ทำให้หายเหนื่อยไปได้ เนื่องจากรูปสลักที่น้ำตกนั้นค่อนข้างสมบูรณ์ มีก็แต่บางแห่งที่ถูกคนร้ายสกัดออกไปทั้งแท่น เข้าใจว่าเป็นรูปนารายณ์บรรทมสินธุ์ มันน่าตัดมือเสียให้เข็ด พี่วีระบอกว่าถ้าหากจับได้มีบทลงโทษที่รุนแรงมาก แต่ฉันเชื่อว่าคงยากมากที่จะจับ เพราะทางขึ้นมันเป็นป่ามีต้นไม้เยอะแยะออกปานนั้น ตำนานของรูปนารายณ์บรรทมสินธุ์นั้น เกิดขึ้นจากการที่บ้านเมืองอยู่ในความสงบเรียบร้อย นารายณ์จึงสามารถบรรทมได้ หากเกิดศึกสงครามแล้ว พระนารายณ์ตื่นขึ้นมา นัยน์ตาจะเผาผลาญทุกสิ่งทุกอย่างให้ม้วยมลายลงไปได้ในพริบตา ในช่วงที่ไปนี้เป็นเดือนมกราคม ซึ่งน้ำตกไม่มีน้ำเหลืออีกแล้ว พวกเราจึงสามารถเดินลัดเลาะเข้าไปชมตามก้อนหินสลักได้อย่างใกล้ชิดมาก แล้วก็พบกับความทึ่งอีกเช่นกันว่า ทำไมนายช่างโบราณจึงสามารถสลักหินก้อนใหญ่ๆใต้น้ำตกได้แบบนี้ ที่สุดท้ายอันได้ชื่อว่ารัตนชาติของเขมรและไม่ควรพลาดคือ ปราสาทบันทายสรี เนื่องด้วยเป็นปราสาทที่ประกอบขึ้นด้วยหินสีชมพู และมีการสลักลวดลายอย่างวิจิตรบรรจงยิ่งนัก ผู้เข้าสามารถสังเกตเห็นได้ถึงรายละเอียดที่อ่อนช้อยสวยงาม ไม่ว่าจะเป็นหน้าบรรณหรือบริเวณกำแพงปราสาท เหตุนี้เองจึงทำให้ปราสาทบางส่วนถูกปิดกั้นไม่ให้เข้าไปใกล้ยังบริเวณ เนื่องจากกลัวจะชำรุด ซึ่งฉันคิดว่าเป็นการควรแล้ว มันสุดแสนจะเสียดายหากว่าปราสาทพันๆปีเหล่านี้จะมาสูญสลายไปเนื่องจากน้ำมือมนุษย์ หลังจากโปรแกรม 3 วันได้สิ้นสุดลง เรายังคงมีเวลาได้ทบทวนถึงสถานที่ต่างๆที่ได้ไปในขณะรอขึ้นเครื่องบินซึ่งดีเลย์อยู่ราวๆครึ่งชั่วโมง และก็มีประสบการณ์ปิดท้ายที่ทำให้เสียความรู้สึกกับข้าราชการบางคนในเขมรมาเล่าสู่กัน เรื่องมีอยู่ว่าเพื่อนของฉันดึงใบฟอร์มขาออกที่แนบติดอยู่กับพาสปอร์ตตอนขาเข้านั้น ไปเก็บไว้ที่กระเป๋า ด้วยคิดว่าไม่ได้ใช้แล้ว ปรากฏว่าตอนยื่นพาสปอร์ตจะออกไปขึ้นเครื่อง นายต.ม.เขมรไม่ยอมให้ผ่านออกแจ้งว่าไม่มีใบนี้ เพื่อนฉันก็ลวงกระเป๋าจะเอาใบนี้ให้มัน มันก็ไม่สนใจ ทำตุกติกบอกว่ามากัน 3 คน ก็เอามาคนละ 100 ก็แล้วกัน แล้วจะปล่อยไป เพื่อนฉันก็บอกมันไปว่าไอ้แบบฟอร์มนี้มันฟรีนี่หว่า กลับไปขอเอามาเขียนใหม่ก็ได้ ทำไมต้องไปให้_ึงว่ะ พอหันหลังจะกลับเข้าไปขอแบบฟอร์ม มันรีบกวักเรียกว่าไม่ต้องๆ เฮ้อ..ก็นี่แหละมันเห็นเอาจริงขึ้นมาก็หมอบ ไม่น่าเลยหนอ ทริปนี้ออกจะมีความรู้สึกดีๆกับเขมร ดันมาตายตอนจบ แถมขึ้นบนเครื่องบินดันเจอพี่เกาหลีทั้งคณะ ซึ่งขอบอกว่าคนประเทศพี่หลีนี้มันอีหรอบเดียวกันทั้งนั้น แบบขอข้าชนแกก่อนนะ ก็แบบว่าข้าจะเอาก่อน ไม่ว่าอีหน้าไหน ข้าต้องลุแก่ตนเองก่อน ภายในห้องโดยสารเครื่องบินก็แสนจะเล็ก พี่หลีก็ดั้นดันอยู่นั่นแหละ ฉันเลยต้องสวมวิญญาณมารด้วยธาตุไฟเข้าแทรก ก็ดันกลับมันไป พอเป็นพิธี ให้มันรู้ว่าเราก็พี่ไทยนะเฟ้ย นี่มันสมัยเค้าไล่ท๊ากสินกัน..... เค้าพัฒนากันแย้ววววว ถึงบ้านก็ค่ำมากแล้ว เปิดทีวีดู ได้สัมผัสอากาศเมืองไทย แถมในวันนั้นได้ฟังข่าวที่นโรดมรณฤทธิ์ให้สัมภาษณ์ไอทีวีพอดี เลยฟังสักหน่อย ท่านพูดถึงเขมรไว้อย่างชัดเจนว่าไปได้ไม่ไกลนัก การท่องเที่ยวก็ไปอย่างช้าๆไม่หวือหวา เหตุใหญ่ใจความสำคัญก็เพราะข้าราชการมันทุจริตคดโกงกันมากมายจริงๆ ว่าแล้วท่านก็เดินหันหลังคล้อยให้เห็นรถเบนซ์ที่ขับมาพร้อมกับขบวนของท่านผ่านไปเป็นพรวนนั่นไง อย่างไรก็ตาม เขมรยังคงอยู่ในความทรงจำของเรา ตราบเท่าที่บันทึกเล่มนี้จะถูกเปิดอ่านอีกอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนกับภาพปราสาทที่ยังคงฝังอยู่ในโสตประสาทของฉันเมื่อวันก่อนตลอดไป
|