• neoten
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-04-23
  • จำนวนเรื่อง : 32
  • จำนวนผู้ชม : 10632
  • จำนวนผู้โหวต : 23
  • ส่ง msg :
neeo
Yogi , playgirl.....
Permalink : http://www.oknation.net/blog/neeo
วันพฤหัสบดี ที่ 26 กรกฎาคม 2550
Cambodia : นครวัด นครธม ... อดีตกับสิ่งมหัศจรรย์ของโลก
Posted by neoten , ผู้อ่าน : 575 , 23:21:57 น.  
พิมพ์หน้านี้


                          “อังกอร์”..... ขออีกครั้งให้หวนหา                            ( เรื่องโดย  นีโอ เท็น)

ตั้งแต่ครั้งแรกเมื่อนึกถึงเขมร  คนมักจะมองเห็นภาพของบ้านเมืองที่ด้อยพัฒนาเอามากๆ  ผู้คนยากจน และพิการที่มีอยู่เป็นจำนวนมากมายตามท้องถนน   คำตอบของฉันก็คือ....ใช่.... มันจริงอย่างที่ใครๆพากันคิดไว้  แต่นั่นคือคำบอกเล่าของผู้คนที่เคยไปเยือนเขมรมาเมื่อสิบกว่าปีก่อนอย่างพ่อของฉัน  

สมัยยังเป็นเด็กวัยรุ่น  พ่อเคยไปทำงานโปรเจ็คลิฟท์ในตัวตึกโรงแรมแห่งหนึ่งที่เขมร  และได้เคยเล่าให้ฉันฟังถึงความน่าสงสารและยากไร้ของผู้คนที่เพิ่งผ่านสงครามกันมาอย่างโชกโชน  การที่เขมรได้ว่างเว้นจากภาวะรบราฆ่าฟันกันเองของคนในชาติมาในระยะเวลาเพียงไม่นาน  ทำให้ผู้คนยังคงหลงเหลือสัญลักษณ์ทางกายให้เราได้เห็นถึงความโหดร้ายทารุณของสงครามได้อย่างชัดเจน  พ่อเล่าว่าผู้คนส่วนใหญ่ง่อยเปลี้ยเสียขา  แขนขาดขาขาด  ลูกเด็กเล็กแดงเนื้อตัวมอมแมมและเป็นขอทานแถบทั้งบ้านทั้งเมือง   ฉันเองก็ไม่เคยคิดนึกถึงมันอีกเลย  หากเพียงแต่แวะเวียนไปหาพ่อ  แล้วก็ยังคงเห็นภาพสลักไม้ติดผนังต่อกันสี่ชิ้นที่พ่อเคยซื้อมาจากเขมร  จนมาถึงวันที่เราได้มีโอกาสไปสัมผัสด้วยตัวของเราเอง 

ภาพเก่าภาพเดิมบนผนังห้องเก่านั้นยังคงมีมนตรา  และสะกดให้ฉันอยากขอสักครั้งเพื่อได้เขียนระลึกหาถึงแหล่งเก่าของภาพนั้น 

จินตภาพที่ผุดขึ้นมาแวบแรกก็เมื่อฉันเห็นตัวเองสาวเท้าขึ้นไปบนเครื่องบินบางกอกแอร์เวย์ตามเวลาในโปรแกรมเช้าประมาณ 7 โมงกว่าๆ   อดทำให้นึกถึงตอนขึ้นรถทัวร์ไม่มีผิดเพี้ยน  ด้วยที่นั่งโดยสารซึ่งถูกจัดแบ่งไว้เพียงฝั่งละ 2 เบาะนั่งเท่านั้น  ฉันอดไม่ได้ที่จะครำหาตำแหน่งร่มชูชีพไว้ก่อน  ทั้งๆที่รู้อยู่ว่ามันนอนอยู่ใต้เก้าอี้เป็นแช่แป้งมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว

เพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น  เราได้ไปถึงดินแดนแห่งปราสาทยุคขอมโบราณแบบสบายๆ  สนามบินนั้นอยู่ในเมืองเสียมเรียบ  และอยู่ห่างจากนครวัดไปเพียงไม่ถึง 15 นาที   ทั้งนี้ทางการเขมรได้มีความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้เที่ยวบินลำใหญ่ๆมาลงที่สนามบินนี้  เนื่องจากเกรงว่าจะทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนให้โบราณสถานต่างๆพังทลายลงได้ในอนาคต  โดยจะให้ไปลงกันที่พนญเปญแล้วค่อยตีรถเข้ามาที่เสียมเรียบอีกที

หลังจากผู้นำทัวร์ได้พบกับพวกเรา ได้แนะนำตัวว่าเขาชื่อ ลา วีระ (นามสกุลของคนเขมรจะอยู่ข้างหน้าชื่อเสมอ) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว  รถยนต์โตโยต้าแคมรี่  (ซึ่งได้ทราบภายหลังว่าซื้อมามือสองด้วยราคาเพียงสองแสนบาทเท่านั้น คุณคงอดคิดไม่ได้ว่าเจ้ารถนี้คงข้ามแดนมาด้วยวิธีการงัดขโมยมาจากบ้านเราอย่างแน่นอน)   ก็มารับพวกเราไปยังสถานที่พักโรงแรมอังกอรีเวอร์ไซด์  แล้วตีไปรับประทานอาหารกลางวันต่อ  ณ.ร้านอาหารบายน  และที่นี่เองที่ทำให้ฉันได้พบว่าคนเขมรนี่น่ารักเหมือนกันนะ  ด้วยเหตุที่บริกรภายในร้านอาหารซึ่งคงจะเคยรับแขกคนไทยมาเป็นจำนวนมาก  ล้วนพูดฟังภาษาไทยได้บ้างไม่มากก็น้อย  บางคนถึงกับยืนเฝ้าพวกเราไม่ห่าง  แถมขอเรียนภาษาไทยแบบกร้อมแกร้มจากชื่ออาหารไปด้วยเลย

สำหรับผู้คนในถิ่นบ้านใกล้เรือนเคียงรอบๆไทยเรานั้น  อันที่จริงมีอัธยาศัยในเบื้องต้นที่คล้ายคลึงกัน  เนื่องจากแต่ละชาติมีจุดเริ่มต้นจากอารยธรรมที่ทอดผ่านกันมายาวนาน  คนไทยเป็นอย่างไร  คนของเขมรก็แบบนั้น  ผิดแต่ว่ายุคสมัยที่ทำให้คนของเราพัฒนาอุปนิสัยผิดเพี้ยนกันไปอย่างรวดเร็วผิดธรรมชาติ  และถูกความเป็นวัตถุนิยมครอบงำอย่างถอนตัวไม่ขึ้น  ซึ่งถ้าหากว่าเราไม่เปลี่ยนคนอื่นก็จะทำให้เราเปลี่ยนไปในที่สุด 

และเขมรเองก็เช่นกัน  ฉันเชื่อว่าอีกสัก 30 กว่าปีผ่านไปจากนี้  ลองกลับมาดูเขมรอีกสักครั้ง  เราคงเห็นตึกผุดกันอยู่เต็มท้องถนนที่เสียมเรียบ  ซึ่งทุกวันนี้มีให้เห็นกันอยู่น้อยเต็มที   ถึงแม้จะมีคนบอกว่ารัฐบาลห้ามไม่ให้ประชาชนสร้างตึกสร้างบ้านที่สูงเกินกว่า 2 ชั้นก็เถอะ  ฉันก็อยากจะรู้ว่ารัฐหน้าไหนจะทานกระแสนายทุนใหญ่ไปได้พ้น  เพราะฉันเคยนึกถึงพม่าที่ในเมืองเต็มไปด้วยวัดว่าอาราม  รวมไปถึงเจดีย์สูงใหญ่อย่างชเวดากอง  แต่พม่าเองก็มีระดับการพัฒนาที่เร็วกว่าเขมรมาอีกขั้น  แล้ววิวัฒนาการของมันก็จริงอย่างที่ฉันคิดไว้  เพราะทุกวันนี้ตึกเต็มย่างกุ้งไปหมดเลย   ที่หนีไม่พ้นก็เห็นจะเป็นโรงแรมชื่อดังของนายทุนเจ้าใหญ่นั่นเอง

บนท้องถนนที่เต็มไปด้วยผู้คนเขมรสัญจรผ่านไปผ่านมา  เราจะเห็นโบราณสถานอย่างนครวัดนครธมไปพร้อมๆกับชีวิตประจำวันของผู้คนที่คลาคล่ำมากหน้าหลายตา   ขับทั้งรถมอเตอร์ไซด์และรถจักรยานกันอยู่บริเวณข้างถนนหนทาง  เหมือนดั่งกับเป็นภาพที่ขัดกันอยู่ในที  เพราะเมืองทั้งเมืองเต็มไปด้วยโบราณสถานและโบราณวัตถุ  หากแต่ชีวิตประจำวันของคนในพ.ศ.2548 ก็ร่วมประกอบอยู่ในภาพนั้นด้วย  เหมือนจิตรกรที่พันผูกเรื่องราวในสองภพไว้ด้วยกัน   ซึ่งพาฉันจิตนาการต่อไปว่า  หากยกเอาผู้คนออกไปแล้วให้เหลือไว้แต่เมืองนครวัดนครธม  จากนั้นมองไปรอบๆ  มันคงเหมือนกับเราอยู่ในเมืองโบราณ  และคล้อยตามไปกับจินตนาการว่าเราเคยมีส่วนร่วมอยู่ที่ไหนสักแห่งในประวัติศาสตร์นั้นก็เป็นได้

ปราสาทแรกที่ฉันได้ไปเยี่ยมชมแห่งเมื่อมาถึงดินแดนขอมแห่งนี้  ก็คือปราสาทโลเลย  ซึ่งสร้างขึ้นในยุคของพระนคร  สมัยกษัตริย์ยโศวรมันที่ 1 เมื่อประมาณหนึ่งพันกว่าปีก่อน  (สำหรับการเข้าชมปราสาทที่สำคัญๆนั้นจะมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจบัตรผ่านที่พวกเราจะต้องไปทำในราคาคนละ 40 เหรียญสหรัฐต่อ 3 วัน)  มัคคุเทศก์พยายามช่วยเราในการเรียบเรียงลำดับจัดสถานที่เข้าชม  ให้เป็นไปตามวิวัฒนาการของปราสาทว่าที่ไหนเกิดก่อนดูก่อนที่ไหนเกิดหลังดูหลัง  แต่ก็ยังพาลทำให้คนความจำสั้นอย่างเราๆลืมกันไปได้หน้าตาเฉย  ซึ่งไม่ว่าคุณไกด์จะพูดสักกี่รอบ  หากมาทวนความจำกันทีไร  ก็เห็นว่าสมองขี้เลื่อยมันทำงานขึ้นมาให้ทุกทีเชียว   บอกได้คำเดียวว่าลืม

ต่อมาก็ได้ยลโฉมปราสาทพระโค และปราสาทบากอง  ซึ่งวัฒนาการเขยิบขึ้นมาอีก  แต่ก็ยังอยู่ในเขตเมืองหริหราลัย  เหล่านี้ล้วนได้รับอิทธิพลมาจากฮินดู  ไศวะนิกาย   สังเกตง่ายๆว่าภายในปราสาทจะมีศิวลึงค์เป็นแทนตั้งอยู่ภายในปราสาท  ส่วนบริเวณด้านหน้าปราสาทจะมีรูปแกะสลักหินใหญ่เป็นพระโคตั้งอยู่เสมอๆ 

หลังจากรับประทานอาหารกันเสร็จ  เราก็พากันไปยังทะเลสาบซึ่งนับเป็นเส้นเลือดใหญ่ของคนเขมร  “โตนเลสาป”   ซึ่งคำว่าโตนเลนั้นแปลว่า แม่น้ำ  และสาปแปลว่า จืด   จริงๆแล้วคำเขมรนั้นไม่ต่างกับคำไทยไปสักเท่าไรเลย  ยกตัวอย่างเช่น คำว่า ขอบคุณ ในภาษาไทย  จะเท่ากับคำเขมรว่า  ออกุน  หากเราลองพูดดูเร็วๆจะรู้ว่ามันช่างเหมือนกันไปหมดเลย   ยิ่งไปกว่านั้น  ความเป็นอยู่  ผู้คน  บ้านเรือน  อาหารการกิน  รวมไปถึงวัฒนธรรมก็ไม่ได้ต่างไปจากเราเลย  ทั้งนี้ก็มีคำอธิบายง่ายๆว่าเราไปรับเอาจากเขามานั่นเอง   เพราะในสมัยก่อนเก่านั้น  เสียมกุก หรือ สยามประเทศของเรานี้ได้มีอำนาจกล้าแข็งไปบุกตีเขมรในยุคที่อาณาจักรเขมรกำลังอ่อนแอ  ในที่สุดจึงได้ล่มสลายไปเพราะฝีมือคนไทยเราอยู่หลายครั้งหลายครา  จนมาถึงยุคอาณานิคมสุดท้ายเขมรจึงได้ตกไปเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสไปในที่สุด  ซึ่งอันต้นเหตุใจความนั้นฉันเห็นว่าน่าจะมาจากการที่เกิดการแตกแยกทางความคิดของกษัตริย์กับประชาชนในประเทศนั่นเอง  ด้วยเขมรมีการเปลี่ยนแปลงความเชื่อทางศาสนาอยู่เป็นเนื่องนิจ  เดี๋ยวสมัยหนึ่งก็ได้รับอิทธิพลของศาสนาฮินดู  พอมาอีกสมัยหนึ่งก็มานับถือพุทธ  โดยจะเห็นได้จากโบราณสถานโบราณวัตถุต่างๆที่เคยถูกสร้างในสมัยพุทธรุ่งเรือง  พอมาเปลี่ยนเป็นฮินดูก็มีการทำลายรูปปั้นพระพุทธรูปทิ้งไป

บรรยากาศบริเวณรอบๆโตนเลสาปทำให้เราเห็นชีวิตผู้คนที่ผูกพันอยู่กับแหล่งน้ำเป็นอย่างมาก  ไม่ว่ากิจกรรมใดๆจะอยู่ในบริเวณโดยรอบอย่างครบครัน  ทั้งอาบน้ำ  ทำอาหาร  เรียนหนังสือ  จับปลา  เลี้ยงจระเข้  เลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง  ฯลฯ    ตอนแรกๆที่ลงเรือฉันก็รู้สึกทึ่งแล้วว่าเด็กเพียงสองคนถ่อเอาไม่คำยันให้เรือออกจากอู่ที่เหลือเพียงช่องแคบๆให้ผ่านไปได้อย่างไร  ทั้งเรือสวนเข้าแล้วก็ไหนจะสวนออก  ยิ่งเห็นถึงความยากจนของผู้คนยิ่งทำให้เรามองกลับมาหาตัวเองว่าเรานั้นมันช่างมีวาสนามากกว่าเขาอีกตั้งหลายล้านเท่า   พอนั่งเรือออกมาไกลหน่อย  กลิ่นเหม็นที่คลุ้งอยู่บริเวณปากอู่จอดเรือก็ค่อยๆคลายลงไป  อันเป็นสัญญาณว่าเราอยู่ไกลออกมาจากบริเวณที่ผู้คนตั้งบ้านเรือนกันแล้ว  ยิ่งล่องออกไปไกลเท่าไร  มันก็ยิ่งเหมือนทะเลเข้าไปเท่านั้น  ช่างเวิ้งว้างและกว้างใหญ่สุดตา  ไม่รู้ว่าจุดจบไปอยู่ตรงไหน  บอกได้จริงๆว่าเป็นทะเลสาบที่ใหญ่สมกับที่ได้รับเกียรติให้เป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กันไปเลย  ไม่ว่าฉันจะมองไปเห็นผู้คนที่ไหนก็โบกไม้โบกมือทักทายกันไปตามประสา  ทำให้เราได้อรรธรสแบบบ้านๆเป็นอย่างดี

ตกบ่ายก็ได้คิวของปราสาทนครวัด  ซึ่งฉันได้ข้อสรุปกับตัวเองว่า  พวกฝรั่งคงทึ่งในความสามารถของคนเมื่อกว่าพันปีก่อน  ที่สามารถนำหินก่อนใหญ่ๆมาเรียงต่อกันและแกะสลักเสลาได้อย่างงดงามนัก  ประกอบกับการที่เขาไม่ค่อยได้เห็นศิลปวัฒนธรรมแบบฮินดูพุทธในประเทศของตนสักเท่าไร  จึงได้ยกเอานครวัด-นครธมเป็นมหัศจรรย์มรดกโลก  ส่วนตัวฉันแล้วคงเป็นเพราะเห็นโบราณสถานในบ้านเรามาบ้าง  เลยทำให้ไม่อาจปักใจได้ว่าความอลังการนั้นมันคือที่สุดของโลกอย่างที่เขาว่ากัน  แต่ที่รู้ๆคือมันให้ความรู้สึกเป็นเหมือนเมืองๆหนึ่งที่เต็มไปด้วยปราสาท  และเพราะกษัตริย์ในสมัยก่อนคงนิยมสร้างกันอย่างมากมาย  เพื่อวัตถุประสงค์ในการประกาศถึงการพัฒนาและต้องการเผยแผ่ศาสนาในสมัยนั้น  เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้บิดามารดา  เพื่อเป็นรูปเคารพให้กับศาสนา  หรือแม้แต่เพื่อสอดคล้องกับความเชื่อให้ตนอยู่ใกล้ชิดกับเทพเทวดาในสรวงสวรรค์นั่นเอง  โดยปราสาทแต่ละปราสาทก็จะสร้างจากวัตถุประสงค์ที่ต่างกันของกษัตริย์ที่ปกครองในแต่ละยุคไป

ปราสาทนครวัดนั้นแสดงให้เห็นถึงความศรัทธาเลื่อมใสในศาสนาอย่างยิ่ง  โดยได้รับอิทธิพลจากศาสนาฮินดู   ปราสาททั้งหมดมีห้ายอด  อยู่ตรงกลางหนึ่ง  และที่มุมทั้งสี่มุมรอบ  เปรียบเสมือนศูนย์กลางของจักรวาลคือเขาพระสุเมรุ  ไกด์บอกว่าการก่อสร้างนั้นมีการสันนิษฐานว่าคนในสมัยก่อนได้ขนหินทรายมาจากเขาพนมกุเลน  ซึ่งนับว่าไกลมากเลยทีเดียว  เพราะกว่าที่ฉันจะนั่งรถยนต์ไปถึงนั้นหนทางก็ไกลแสนไกล  จึงไม่น่าเชื่อเลยว่าพวกเขาจะสามารถลากขนก้อนหินมาได้อย่างไรด้วยหนทางไกลแสนสาหัสนี้  พาลให้นึกสงสัยต่อว่ามันกินเวลานานสักเพียงใดกว่าจะเสร็จสมบูรณ์

ภายในนครวัดหลังจากที่ผ่านกำแพงล้อมมาแล้ว  จะมีทางเดินกั้นโดยรอบ  ได้ทราบมาจากไกด์ว่าบริเวณนี้เคยเป็นคูน้ำมาก่อน  ซึ่งฉันพิจารณาดูแล้วก็น่าจะจริง  เพราะว่าทางเดินกั้นนั้นค่อนข้างจะสูงอยู่พอควร  ส่วนกำแพงด้านในมีรูปสลักนางอัปสราอยู่เป็นจำนวนมากมาย  มีความเชื่อว่านางอัปสราเหล่านี้เป็นนางผู้รับใช้เทพเจ้า โดยแต่ละนางนั้นมีอิริยาบถและการแต่งกายที่แตกต่างกันออกไป  ซึ่งรวมๆแล้วไม่ได้ใส่เสื้อแต่มีสายสร้อยสะพายคล้องคอไว้อย่างงดงาม  ส่วนผ้านุ่งจะเห็นได้ว่าเป็นผ้านุ่งบางเบาและมีเตี่ยวปิดทับจุดที่สำคัญไว้  สำหรับจุดที่น่าสนใจอยู่ที่ว่าทรงผมและการแต่งกายนั้นดีไซน์เน่อร์ยังชิดซ้ายไป  เพราะยอมรับจริงๆว่าอลังการ  เหล่านี้อาจเกิดเพราะจินตนาการอันบรรเจิดของช่างสลัก  อย่างมีนางอัปสราอยู่นางหนึ่งที่ยิ้มเห็นยิงฟันอยู่บริเวณกรอบกำแพงด้านขวาเมื่อเดินเข้ามา  ดูแล้วก็ให้เกิดอารมณ์ขันว่าช่างคงมีอารมณ์ขันอยู่ในเวลานั้นเป็นแน่ 

เดินต่อไปอีกไม่นานก็ถึงบริเวณระเบียงคต  ซึ่งได้เขียนเรื่องราวต่างๆไว้ตามฝาผนังรอบๆระเบียง  ไกด์พาพวกเราเดินวนซ้ายเพื่อชมก่อน  ภาพในนั้นมีทั้งเรื่องราวของสงครามมหาภารตะ  การรบระหว่างพระรามกับทศกัณฐ์  อื่นๆอีกมากมาย รวมไปถึงกองทัพของเขมรในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ซึ่งไกด์ได้พาพวกเราไปดูร่องรอยที่เหลืออยู่ของตัวอักษรขอมซึ่งเคยจารึกลงผนัง  แต่ปัจจุบันได้ถูกลักขโมยโดยพวกไร้สำนึกเซาะเป็นร่องลึกให้เห็นโบ๋วอยู่ตำตา  ข้อความที่บอกไว้ว่าเป็นกองทัพของเสียมกุก  หรือพูดง่ายๆก็คือ กองทัพของสยามเรานี้เอง  ไกด์ชี้ให้ดูแล้วบอกว่า  เมื่อสังเกตให้ดีๆจะเห็นว่ากองทัพสยามนั้นเป็นกองทัพที่ใบหน้าผู้คนยิ้มแย้มขี้เล่นและค่อนข้างไม่มีระเบียบ  ฉันก็เห็นคนหนึ่งในภาพนั้นยืนเผยอยิ้มแทรกออกมาจากทหารคนอื่นๆในแถว   ดูแล้วให้พาลคิดว่านี่แหละเหมือนที่สมัยเราเรียนวิชาประวัติศาสตร์มา  ก็ยังมีบอกไว้ว่าคนไทยเป็นชาติที่ง่ายๆขี้เล่น  ซึ่งก็คงจะจริงอย่างนั้น

เย็นย่ำในวันนั้นเราได้ไปอิ่มอร่อยที่ร้านสมาเพียบ  หรือชื่อไทยๆว่า ร้านเสมอภาพ  ซึ่งจัดได้ว่ารสชาดอาหารนั้นอร่อยอยู่ไม่น้อยทีเดียว  กลับมาที่พักแล้วหลับใหลไปอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวด้วยความเหนื่อยล้า  เนื่องจากอากาศที่ร้อนอบอ้าวเอามากๆเลย

รุ่งเช้าทานอาหารที่ทางโรงแรมเตรียมไว้  จากนั้นก็ลุยกันต่อเลยที่เมืองนครธม  ซึ่งภายหลังฉันได้รู้ว่านครธมคือชื่อเมือง  ส่วนนครวัดนั้นเป็นชื่อปราสาท  จึงชวนให้คิดสงสัยว่าทำไม่คนต้องเรียกคู่กันไปว่านครวัด-นครธม  ทั้งๆที่เป็นคนละนัยกัน  โดยเมืองนครธมนี้  เป็นเมืองที่มีปราสาทอยู่มากมายในอาณาบริเวณ  พอมาถึงประตูทางเข้าที่อยู่ทางทิศใต้  ไกด์บอกว่าเราจะไม่ได้มาออกที่ประตูนี้  แต่จะเดินชมปราสาทในเมืองนครธมไปเรื่อยๆ  แล้วผ่านไปทางประตูชัย  จากนั้นก็ไปสุดที่ประตูอื่น  สำหรับทางเข้านั้นมีด้านซ้ายเป็นเทวดาขวาเป็นยักษ์ยืนเรียงแถวเฝ้าหน้าประตู  จัดเป็นศิลปกรรมแบบลอยตัวซึ่งมีความสวยงามยิ่งใหญ่  หากแต่น่าเสียดายที่เศียรได้หายไปเป็นจำนวนมาก  มองไปที่ซุ้มประตูก็จะเจอเข้ากับยิ้มแบบบายนได้อย่างจังเบอเริ่มเลย  สังเกตได้ว่าภาพยิ้มแบบนี้จะปรากฏอยู่ในรูปโปสการ์ดทั่วๆไปเสมอ

ปราสาทที่นับว่าเป็นศูนย์กลางของเมืองนครธมก็คือปราสาทบายน  ซึ่งนับว่าเป็นไฮไลด์ก็ว่าได้  เพราะภายในนั้นเราจะได้ยลโฉมศิลปะการยิ้มแบบบายนอย่างมากมายที่ยอดปราสาทกลุ่มใหญ่  มีความเชื่อว่าสร้างโดยอิทธิพลของศาสนาพุทธ  สลักเสลาได้อย่างวิจิตรงดงามมาก  ใบหน้าเหล่านี้มีนัยน์ตามองต่ำ  หากเราเดินไปไหนก็จะรู้สึกว่ามีคนมายิ้มให้และจองมาที่เราเสมอ  ทำให้ฉันมีความรู้สึกถึงความลึกลับซับซ้อนอย่างไรบอกไม่ถูก  เหมือนกับว่าเราบุกเข้ามาในดินแดนแห่งหนึ่ง  ซึ่งมีคนคอยจับยามดูเราอยู่ตลอดเวลา  ไม่ว่าเราจะไปที่ไหนก็ตาม  แถมใบหน้าแต่ละใบหน้านั้นกลับแฝงด้วยความเย็นยะเยือก  เพราะยิ้มแบบมุมปาก  แต่ดวงตายังเบิกกลมโตอยู่ดี  ภาพใบหน้านั้นยังคงมีความสมบูรณ์อยู่มาก  แถมเมื่อพิจารณาดูในรายละเอียดยังเห็นว่า  แม้จะมีรอยต่อระหว่างร่องหินแต่ละก่อนที่มาเรียงรายประกอบกันก็จริง  ศิลปินก็ยังสามารถที่จะแกะสลักก้อนหินให้มีความต่อเนื่องอ่อนช้อยได้สัดส่วนถูกต้องอย่างน่าอัศจรรย์มาก 

บริเวณระเบียงคตมีรูปสลักนางอัปสราให้เห็นอยู่ด้วย  หากแต่มีความแตกต่างด้วยว่า  นางอัปสราแห่งนครธมนี้จะมีรูปร่างค่อนข้างอวบลงพุงหน่อยๆพองาม  และรูปร่างจะออกเตี้ยสั้นกว่านางอัปสราที่ปราสาทนครวัด  ประกอบกับใบหน้าที่ยิ้มแย้มอาจแสดงให้เห็นถึงความสมบูรณ์พรั่งพร้อมของข้าวปลาอาหารและความสุขสงบในบ้านเมืองก็เป็นได้   นอกนั้นยังมีภาพแกะสลักตามผนังมีทั้งภาพกองทัพที่มารุกรานของพวกจามหรือลาวในปัจจุบัน สังเกตได้ง่ายๆว่าหมวกของพวกจามจะมีลักษณะบานปลายเหมือนกับทรงผมปอมสั้นนั่นเอง  ซึ่งภายหลังถูกตีพ่ายกระจัดกระจายไป  รวมถึงภาพการใช้ชีวิตในประจำวันของชาวเขมรโบราณด้วย  มีภาพปลาตัวใหญ่แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์

เสร็จจากชมปราสามบายน  ระหว่างทางที่เดินทอดน่องเพื่อไปชมปราสาทบาปวนต่อนั้น  มีร้านรวงขายของอยู่ตามทางเป็นระยะๆ  ฝุ่นก็คละคลุ้งเต็มไปหมด  เด็กๆเนื้อตัวมอมแมม  มองแล้วให้รู้สึกเห็นใจชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนแถวนั้น  เด็กๆก็เดินตามต้อยๆเพื่อตี้อให้ซื้อของที่ระลึกอยู่ตลอดทาง  เช่น หนังสือรูปภาพ  ขลุ่ยในกระบอกไม้ไผ่สาน  เสื้อยืด  และไม้สลัก  รวมไปถึงข้าวของจิปาถะมากมาย  ซึ่งโดยมากก็เป็นข้าวของซ้ำๆกันไปหมดทุกๆที่  มีอยู่ก็แต่หนังสือภาพนี้  ทำให้ฉันงงว่าต้นทุนมันเท่าไรกันแน่  ตอนไปที่ปราสาทโลเลยที่แรก  ราคาบอกเริ่มต้นที่ 200 บาท  พอเดินหนี  ไปๆมาๆอยู่ที่ 70 บาท  แต่พอมาแถวนครธมราคายังแพงกว่าอีก  และหนังสือก็มีอยู่หลายแบบหลายเล่ม   หน้าปกดูดีมีราคา  แถมเป็นภาษาอังกฤษเสียอีก  ถามพี่ไกด์ก็ได้ความว่าเป็นของก๊อปปี้พิมพ์กันในเขมรนี่แหละ  รู้อย่างนี้และฉันก็ขอแนะนำว่าคุณควรจะซื้อเสียที่เขมรดีกว่า  เพราะอย่างไรเสียก็ถูกกว่าตอนที่ซื้ออยู่เอเชียบุ๊คเป็นไหนๆ  พอไปถึงปราสาทบาปวนจะเป็นทางเดินทอดตลอดแนวยกพื้นสูงมาก  บังเอิญอยู่ในระหว่างซ่อมสร้าง  จึงต้องเดินผ่านไปยังปราสาทพิมานอากาศ  ซึ่งชมเพียงแต่ภายนอกเห็นว่าอยู่ในสภาพที่เก่ามาก  ปีนขึ้นไปจะเห็นบันไดลดหลั่นกันลงมามีตัวสิงห์รูปร่างสะโอดสะองนั่งอยู่ตามขั้นของปราสาท  พี่ไกด์บอกว่ามีความเชื่อว่ากษัตริย์นั้นก่อนที่จะบรรทมกับมเหสีจักต้องมานอนกับนาคที่นี่เพื่อสิริมงคลเสียก่อน  ไอ้ฉันก็ดันจำจดเรื่องนี้เสียอีก  ด้วยเพราะว่ามันแปลกดีนี่  ในบริเวณใกล้เคียงต่อมาเป็นท้องสนามหลวงของขอมโบราณ  เชื่อว่าเป็นสถานที่จัดแสดงมโหรสพ  ติดกันเป็นลานพระเจ้าขี้เรื้อน  ซึ่งเป็นลานที่ใช้ตัดสินว่าวิญญาณที่ล่วงลับไปแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์หรือลงนรก   ต้องบอกก่อนว่าลานต่างๆเหล่านี้ยกพื้นสูงขึ้นมามาก  มองจากด้านล่างจะเห็นเป็นกำแพงฐานยกพื้นมีภาพสลักหินตามรอบผนังเต็มไปหมด

ปราสาทสุดท้ายก่อนปิดด้วยอาหารมื้อเที่ยงก็เห็นจะต้องเป็นปราสาทตาพรหม  ซึ่งต้องบอกไว้ก่อนว่าในหลายๆปราสาทที่เราพลาดการเข้าชมนั้น  เป็นเพราะเวลาที่จัดลงในตารางการเดินทางเกิดความคลาดเคลื่อนและจำนวนปราสาทนั้นมีอยู่มากมายจริงๆ  ทำให้ไม่พอแก่เวลาเพียงน้อยนิดของเรา  จึงเลือกชมเฉพาะปราสาทที่เป็นไฮไลท์เท่านั้น 

ภายในปราสาทตาพรหมจะมีจุดสังเกตที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ ต้นไม้ใหญ่อายุเป็นหลายร้อยปีหยั่งรากใหญ่ชอนไชไปทั่วทั้งตัวปราสาท  ทำให้เกิดความสวยงามไปอีกแบบ  ด้วยธรรมชาติทำลายโบราณสถานอันงดงามแต่ทางการก็ยังปล่อยให้เป็นไปอย่างนั้น  ก็เพราะความสวยงามแบบแปลกๆนั่นเอง   ทำให้ฉันอดนึกเสียดายไม่ได้ว่า  ถ้ายังปล่อยไว้อีกไม่นานปราสาทต้องถล่มลงมาแน่นอน  ซึ่งก็คงจะน่าเสียดายมาก  เพราะที่เห็นๆอยู่ก็มีไม่น้อยเลยที่หลุดหล่นลงมาเป็นก้อนหินใหญ่เรียงรายตามพื้นมากมาย   

หลังอาหารมื้อกลางวัน  ทางผ่านไปยังปราสาทตาสม  ซึ่งมีลักษณะเป็นปราสาทเล็กๆ  ที่พวกเราไม่ได้เข้าชม  เพื่อที่จะไปยังปราสาทนาคพัน  ลักษณะของปราสาทตั้งอยู่ตรงกลางฐานทรงกลมเป็นบันไดรอบ  มีนาคพันอยู่รอบเสา  ซึ่งสัญลักษณ์นี้เป็นที่ประจักษ์อยู่จนถึงปัจจุบันว่าเป็นสัญลักษณ์ของกระทรวงสาธารณสุขนั่นเอง    ตัวปราสาทตั้งอยู่ตรงกลางบริเวณรอบล้อมด้วยกำแพงสูงขนาดใหญ่   เชื่อว่าเป็นสระอโนดาต  โดยน้ำที่อยู่ในสระเป็นน้ำยาที่ได้รับการปรุง  หลังจากนั้นน้ำจะไหลจากสระใหญ่นี้  ไปยังสระเล็กที่อยู่ของทั้งสี่ด้านของสระใหญ่  โดยในแต่ละสระเล็กจะอยู่ระดับที่ต่ำกว่าสระใหญ่  เป็นลักษณะเหมือนฝั่งอยู่ในกำแพงกั้นสระใหญ่อีกที   แต่ละสระเล็กอยู่ทิศเหนือใต้ออกตก  และมีรูปหน้าช้าง สิงห์ มนุษย์ และม้าตามลำดับ  โดยแต่ละหน้าก็จะมีน้ำไหลออกมาจากปากอีกที   เชื่อกันว่าน้ำที่ออกมาจากแต่ละหน้านั้นมีสรรพคุณในการรักษาและเสริมสิริมงคล  รวมไปถึงความมั่งคั่งให้กับชีวิตอีกด้วย  ฉันจึงคิดไปว่าที่ตรงนี้ก็น่าจะเป็นโรงพยาบาลกลางของคนโบราณนั่นเอง  ถึงตรงนี้พวกเรานั่งฟังพี่วีระเล่าให้ฟังถึงหลายๆอย่างที่เราอยากรู้  อย่างเช่นเรื่องของเขมรแดง  และอีกหลายๆเรื่องไม่ว่าจะชีวิตประจำวันของผู้คนที่นี่เป็นต้น   มีอยู่ตอนหนึ่งที่พี่เขาเล่าถึงพี่ชายที่ไปเป็นทหาร  พวกเราฟังแล้วเห็นภาพถึงภารกิจอันสาหัสสากัญของทหารเขมรแล้วให้ไม่อยากเกิดในเขมรไม่ว่าชาติใดๆก็ตาม  สาธุ....  เพราะเขาเล่าว่าตามเนื้อตามตัวพี่ชายที่ได้กรำสงครามมาอย่างฉกาจฉกรรจ์นั้น  ถึงกับมีเม็ดกรวดหินดินทรายฝังอยู่ในผิวหนังเลยก็ว่าได้  กว่าจะกลับมาคืนสู่สภาพเดิมก็ต้องไปทำสัญกรรมขูดผิวกันเลย  แถมเล่าว่าพี่ชายเรียนของแบบยิงไม่เข้าด้วย  อันนี้ไม่เชื่อก็ไม่อยากลบหลู่  เพราะเท่าที่เคยได้ยินมานั้นมันมีจริง  และพวกเวทมนตร์ทางเขมรเขามีตำนานมามากเสียด้วยสิ

ตามด้วยปราสาทพระขรรค์  มีลักษณะคล้ายสุสาน  ตรงกลางมีสถูปเหมือนเจดีย์เล็กๆไว้เก็บอัฐิของกษัตริย์  เดินลึกเข้าไปมีภาพนางอัปสราแกะสลักอยู่บริเวณผนังภายในปราสาท  ซึ่งพบว่ามีความสวยงามมาก  ในนั้นมีแม่เฒ่านั่งอยู่ข้างๆแทนบูชา  ดูแล้ววังเวงอย่างไรก็ไม่รู้  มันอับทึบและดูขลังอย่างบอกไม่ถูก

ตบท้ายของวันแห่งปราสาทนี้ด้วยพนมบาแค็ง  ซึ่งเป็นปราสาทตั้งอยู่บนเขาสูงและเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรยโสธรปุระ  ต้องปีนเนินดินขึ้นไปก่อน  จึงจะพบเพียงฐานปราสาท  ต่อจากนั้นปีนขึ้นกระไดสูงชันเป็นพักๆ  เพื่อขึ้นไปชมอาทิตย์อัสดงบนยอดปราสาทอีกที  ดุจดั่งว่าเป็นเมืองของเทพชั้นฟ้า  โดยการขึ้นนั้นมีทางที่สะดวกคือโดยช้าง  ซึ่งจะแบ่งทางให้ช้างเดินไว้ทางด้านซ้ายถัดจากทางคนขึ้น  ข้างบนนั้นจะเห็นวิวปราสาทนครวัด  ซึ่งฉันไม่ได้ขึ้นไปเนื่องจากกลัวสูง  จึงอาศัยนั่งพักอยู่บริเวณฐานแรก  มองลงมาก็จะเห็นปราสาทนครวัดอยู่เช่นกัน  เพียงแต่ต้องใช้กล้องซูมเข้าเล็กน้อย  แต่จะให้ความต่างจากการมองด้วยสายตาตรงที่ว่า  คุณจะสามารถสัมผัสถึงความขลังของมันได้  เปรียบเสมือนกับคุณกำลังมองไปที่เมืองในหมอกอะไรก็ไม่ปาน  แถมยังเป็นเมืองโบราณอย่างกับอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้า  ที่ไม่ใช่โลกมนุษย์ของเราอย่างไรอย่างนั้น

นั่งเหม่อลอยทอดสายตาออกไป  ทำให้เราพบว่าตัวเราได้มีเวลาอยู่กับการพักผ่อนจริงๆก็ครานี้  เพราะตั้งแต่มาเยือนเมืองขะแม  ก็ไม่ได้หยุดเดินเลยสักครา  มันช่างเป็นอะไรที่ได้อยู่กับตัวเอง  แถมบรรยากาศที่มองเหม่อออกไปยังนครธม  ยิ่งทำให้เราไม่สามารถละสายตาจากจินตนาการบนวิมานอากาศนี้ไปได้  แล้วก็ทำให้ฉันอดคิดถึงสุดที่รักทางบ้านไม่ได้อีกเหมือนกัน  ว่าแล้วโทรศัพท์มือถือคลื่นจีเอสเอ็มที่หาคลื่นบนภาคพื้นดินเท่าไรก็ไม่เจอ  ดันกลับมาเจอคลื่นที่บนภูเขาสูง  ซึ่งในเขมรเองเราต้องจูนเข้าหาเครือข่ายแคมชิน  แต่ค่าโทรนั้นก็สุดจะแพงแสนแพง  โทรออกไม่ต่ำกว่านาทีละ 100 บาทโดยประมาณ  เฮ้อ..นายกไปทำอะไรอยู่

สำหรับเมืองเสียมเรียบเองนั้น  เท่าที่ได้เคยอ่านกระทู้ในอินเตอร์เน็ทมักจะพบว่า  เป็นเมืองที่ค่าครองชีพสูงมากๆ  เนื่องจากว่าเป็นเมืองท่องเที่ยว  ฉันเคยได้ยินว่าไข่ดาวฟองเดียวราคา 1 เหรียญสหรัฐ  หากคุณท่านแฮมเบอร์เกอร์   คุณต้องเสียโดยประมาณ 2 – 4 เหรียญสหรัฐ    อันที่จริงหากมาเองกับมากับทัวร์ก็ให้สัมผัสไม่ต่างกัน  หากแต่ถ้ามากับทัวร์  คุณก็ไม่จำเป็นต้องไปเสียเงินค่าโง่แบบนี้  เพราะต้องยอมรับจริงๆว่าค่าทัวร์นครวัดนครธมแพงเกินจริงไปหน่อย   บางคนเลยคิดว่าจะมาเอง  อาจจะถูกกว่า  พอถามไปถามมาจึงได้รู้ความว่ามากับทัวร์นั่นแหละดี  มีนักท่องเที่ยวเพียง 1 คน  บริษัททัวร์ก็จัดให้ออกเดินทางได้แล้ว  เมื่อถึงสนามบินจะมีไกด์มารับ  โดยไกด์สามารถพูดอธิบายเรื่องราวต่างๆได้ไม่ผิดกับหนังสือประวัติศาสตร์  เพราะเขาเหล่านั้นได้รับการร่ำเรียนกันมาในระดับปริญญาตรีกันเลย  ถึงจะสามารถได้ใบอนุญาตให้เป็นไกด์ได้  บอกไปก็ต้องร้องโฮ  เพราะมีไกด์ถึง 2 ถึง 3 พันกว่าคนเลยทีเดียว  ครั้นเมื่อถามพี่วีระว่าอาชีพอะไรที่คนเขมรอยากทำ  พี่แกก็ตอบว่าไกด์อย่างไรเล่า  ถึงว่าสิ  พอไปชมนครวัด  สิ่งแรกที่สะดุดตาเรามากก็คือ เสื้อสี่เหลืองกางเกงสีน้ำเงินพรึบไปหมด  ซึ่งเป็นฟอร์มบังคับให้ไกด์ต้องแต่เช่นนั้น   ไกด์แต่ละคนต่างพูดภาษาของชาติต่างๆตามแต่ลูกทัวร์ของตนเป็นใครได้อย่างคล่องแคล่ว  ฉันอดคิดไม่ได้ว่า  คนพวกนี้ถ้าหากมาอยู่ประเทศเรา  คนเข้าทำงานบริษัทต่างชาติได้อย่างสบายๆเลยทีเดียว

ค่ำนั้นพวกเราสิ้นสุดกันด้วยอาหารบุฟเฟ่ต์ประกอบกับการแสดงศิลปะเขมรบนเวที  มีนางอัปสราหน้าตาจิ้มลิ้มร่ายรำให้ชมอย่างสวยงาม  ทำให้คืนนั้นฉันหลับตาลงด้วยความอ่อนระทวย  แต่แปลกมากที่หลับตาลงไปก็ได้แต่เห็นภาพของปราสาทในห่วงคำนึง  แล้วก็ปราสาท  แล้วก็ปราสาท  โอ้พระเจ้าจอร์จ  มันยอดมาก....สิ่งนี้คงตามมาหลอกหลอนท่านอีกสักพักใหญ่ๆ  ก็ใครล่ะที่ทำให้ท่านต้องชมปราสาทกันมากมายขนาดนั้น  หากไม่ใช่เพราะปราสาทมันอยู่ติดกันราวกับดอกเห็ด   คิดๆไปก็เหมือนคนท้องที่นั่งมองภาพเด็กหน้ารักทั้งวี่ทั้งวัน  เผื่อไว้ว่าลูกจะเกิดมาหน้าตาดั่งเด็กที่ตนมองไว้  หวังใจว่าฉันคงไม่ให้กำเนิดทารกหน้าเป็นปราสาทได้ภายในคืนเดียวเป็นแน่

ตื่นแต่เช้าตรู่ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการทัวร์  รี่พากันเข้าวัดทั้งๆที่อยู่กรุงเทพนั้นวัดไม่เคยเข้าเลย  ถ้าจำไม่ผิดเป็นวัดเจ้าจอมอะไรประมาณนั้น  แล้วต่อด้วยการนั่งรถยาวโลดขึ้นไปยังน้ำตกที่พนมกุเลนบนเทือกเขาพนมกุเลน  ซึ่งได้ความมาว่าบนนี้มีน้ำตกสองแห่งได้แก่  พนมกุเลน และกบาลสะเบียน  ทางขึ้นเขาก็โยกแยกไปตลอดทาง  ด้วยว่าหนทางที่แสนจะขรุขระ  ทางการก็ไม่ได้ใส่ใจที่จะทำให้ถนนหนทางดีขึ้น  อ้างว่าไม่มีงบ  คนชาวบ้านจึงหารายได้ด้วยการเคลียร์ถนนหนทางให้แก่ผู้สัญจรไปมา  เมื่อพบเห็นก็ยื่นเงินออกไปทางกระจกรถเพื่อตอบแทนที่ช่วยกันทำให้ถนนหนทางสัญจรได้สะดวกขึ้น   ระหว่างทางช่วงแรกๆได้ผ่านปราสาทแปรรูปและแม่บุญตะวันออกแต่ก็ไม่ได้เข้าไป  หลังจากมาได้ไกลพอสมควร  บทสนทนาในรถจึงเริ่มขึ้นด้วยเรื่องการเมืองเขมรในมุมมองต่างๆ  ภายหลังจากกลับมาฉันได้ข้อสรุปว่า  สมัยสงครามภายในประเทศเขมรนั้น  ประกอบไปด้วยเขมรสามฝ่าย  โดยฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าสีหนุ  ซึ่งเป็นผู้นำประชาธิปไตยที่ได้ปกครองประเทศอยู่ก่อน  ต่อมาได้ถูกเขมรแดงเข้ามายึดอำนาจทำรัฐประหารสำเร็จ  ได้ครอบครองประเทศเข็นฆ่าประชาชนชาวกัมพูชาไปเป็นจำนวนมากมาย  รวมทั้งทำลายวัฒนธรรม  ดังจะมีร่องรอยตามปราสาทต่างๆไว้ให้เห็น เช่น การตัดเศียรหรือการทำลายพระพุทธรูป  การเผ่า  การโบกปูนทับ เป็นต้น  เคยอ่านในกระทู้บอกไว้ว่าเขมรแดงมีการกวาดล้างปฏิปักษ์ทางแนวคิด  กล่าวว่าใครสวมแว่นตาจะถูกจับฆ่า  เพราะเชื่อว่าผู้สวมแว่นเป็นผู้มีความรู้  อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงต้องจัดการเสีย  คนเขมรจึงล้มตายกันไปกว่าล้าน  ประกอบกับในช่วงเวลานั้นทางเวียดนามได้หนุนเฮงสำรินขึ้นมาเพื่อครอบงำอำนาจในเขมร  จึงได้อ้างหลักมนุษยธรรมต่อต้านเขมรแดงจนเฮงสำรินได้เป็นนายก  จับความได้ว่าเรื่องทั้งเรื่องก็เพราะคนในประเทศเองขาดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ไร้ซึ่งความสามัคคี  ทำให้คนอื่นแทรกแซงได้ง่าย  ฉันนึกไปถึงเหตุการณ์ภาคใต้ของไทย  ทำให้อดกลัวไม่ได้ว่าไทยเราจะมีโอกาสเป็นอย่างนี้บ้างหรือไม่  เพราะความไม่สามัคคีและการโกงผลประโยชน์มันมีอยู่ให้เห็นเต็มบ้านเต็มเมือง

สำหรับพนมกุเลนนั้นเป็นแหล่งน้ำตกที่มีขนาดยาวไปตลอดแนวลำธาร  มีการสลักหินบนพื้นใต้น้ำยาวไปตลอดเช่นกัน  นับเป็นความอัศจรรย์ยิ่งนักที่คนเรามีความพยายามกันถึงขนาดนี้  ภายในนั้นถูกสลักเป็นรูปศิวลึงค์อยู่มากมายเต็มไปหมด  รวมไปถึงภาพเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับพระศิวะมากมาย  จัดได้ว่าน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับฉันมาก  เพราะแนวการท่องเที่ยววันนี้ต่างจากเมื่อวานที่เต็มไปด้วยปราสาท  มองไปไกลตามสายน้ำไปพอกลายๆให้มีแสงตกกระทบร่ำไรอยู่เบื้องหน้าโน่น  ช่างเป็นภาพที่สวยงามจริงๆ

แล้วไปต่อด้วยการนมัสการพระนอนใหญ่  ซึ่งสร้างจากการแกะสลักภูเขาให้เป็นพระ  เสร็จจากการเดินทางจึงได้เวลาอาหารกลางวันแบบบ้านๆ  เป็นเพิงพักมีหลังคาทำด้วยไม้ไผ่ริมลำธารข้างๆน้ำตก ได้บรรยากาศยิ่งนัก  ฉันชอบที่สุดก็ตรงนี้แหละ  มื้อนี้ประกอบด้วยไก่ทอดกับผัดผักกินกับข้าวสวยในกล่องโฟม  นั่งชมวิวสะพานทอดข้ามธารน้ำ  เสร็จสรรพแวะชมน้ำตกข้างๆสักพัก  จึงออกเดินทางโดยรถต่อไปยังกลาลสะเปียน

ที่น้ำตกกบาลสะเปียนนั้น  เราต้องเดินเท้าและปีนป่ายไปใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมง  ครั้นพอมาถึงสถานที่แล้วก็ทำให้หายเหนื่อยไปได้  เนื่องจากรูปสลักที่น้ำตกนั้นค่อนข้างสมบูรณ์  มีก็แต่บางแห่งที่ถูกคนร้ายสกัดออกไปทั้งแท่น  เข้าใจว่าเป็นรูปนารายณ์บรรทมสินธุ์  มันน่าตัดมือเสียให้เข็ด  พี่วีระบอกว่าถ้าหากจับได้มีบทลงโทษที่รุนแรงมาก  แต่ฉันเชื่อว่าคงยากมากที่จะจับ  เพราะทางขึ้นมันเป็นป่ามีต้นไม้เยอะแยะออกปานนั้น

ตำนานของรูปนารายณ์บรรทมสินธุ์นั้น  เกิดขึ้นจากการที่บ้านเมืองอยู่ในความสงบเรียบร้อย  นารายณ์จึงสามารถบรรทมได้  หากเกิดศึกสงครามแล้ว  พระนารายณ์ตื่นขึ้นมา  นัยน์ตาจะเผาผลาญทุกสิ่งทุกอย่างให้ม้วยมลายลงไปได้ในพริบตา

ในช่วงที่ไปนี้เป็นเดือนมกราคม  ซึ่งน้ำตกไม่มีน้ำเหลืออีกแล้ว  พวกเราจึงสามารถเดินลัดเลาะเข้าไปชมตามก้อนหินสลักได้อย่างใกล้ชิดมาก  แล้วก็พบกับความทึ่งอีกเช่นกันว่า  ทำไมนายช่างโบราณจึงสามารถสลักหินก้อนใหญ่ๆใต้น้ำตกได้แบบนี้

ที่สุดท้ายอันได้ชื่อว่ารัตนชาติของเขมรและไม่ควรพลาดคือ ปราสาทบันทายสรี  เนื่องด้วยเป็นปราสาทที่ประกอบขึ้นด้วยหินสีชมพู  และมีการสลักลวดลายอย่างวิจิตรบรรจงยิ่งนัก  ผู้เข้าสามารถสังเกตเห็นได้ถึงรายละเอียดที่อ่อนช้อยสวยงาม  ไม่ว่าจะเป็นหน้าบรรณหรือบริเวณกำแพงปราสาท  เหตุนี้เองจึงทำให้ปราสาทบางส่วนถูกปิดกั้นไม่ให้เข้าไปใกล้ยังบริเวณ  เนื่องจากกลัวจะชำรุด  ซึ่งฉันคิดว่าเป็นการควรแล้ว  มันสุดแสนจะเสียดายหากว่าปราสาทพันๆปีเหล่านี้จะมาสูญสลายไปเนื่องจากน้ำมือมนุษย์

หลังจากโปรแกรม 3 วันได้สิ้นสุดลง  เรายังคงมีเวลาได้ทบทวนถึงสถานที่ต่างๆที่ได้ไปในขณะรอขึ้นเครื่องบินซึ่งดีเลย์อยู่ราวๆครึ่งชั่วโมง  และก็มีประสบการณ์ปิดท้ายที่ทำให้เสียความรู้สึกกับข้าราชการบางคนในเขมรมาเล่าสู่กัน  เรื่องมีอยู่ว่าเพื่อนของฉันดึงใบฟอร์มขาออกที่แนบติดอยู่กับพาสปอร์ตตอนขาเข้านั้น  ไปเก็บไว้ที่กระเป๋า  ด้วยคิดว่าไม่ได้ใช้แล้ว  ปรากฏว่าตอนยื่นพาสปอร์ตจะออกไปขึ้นเครื่อง  นายต.ม.เขมรไม่ยอมให้ผ่านออกแจ้งว่าไม่มีใบนี้  เพื่อนฉันก็ลวงกระเป๋าจะเอาใบนี้ให้มัน  มันก็ไม่สนใจ  ทำตุกติกบอกว่ามากัน 3 คน  ก็เอามาคนละ 100 ก็แล้วกัน  แล้วจะปล่อยไป  เพื่อนฉันก็บอกมันไปว่าไอ้แบบฟอร์มนี้มันฟรีนี่หว่า  กลับไปขอเอามาเขียนใหม่ก็ได้  ทำไมต้องไปให้_ึงว่ะ  พอหันหลังจะกลับเข้าไปขอแบบฟอร์ม  มันรีบกวักเรียกว่าไม่ต้องๆ  เฮ้อ..ก็นี่แหละมันเห็นเอาจริงขึ้นมาก็หมอบ  ไม่น่าเลยหนอ  ทริปนี้ออกจะมีความรู้สึกดีๆกับเขมร  ดันมาตายตอนจบ  แถมขึ้นบนเครื่องบินดันเจอพี่เกาหลีทั้งคณะ  ซึ่งขอบอกว่าคนประเทศพี่หลีนี้มันอีหรอบเดียวกันทั้งนั้น  แบบขอข้าชนแกก่อนนะ  ก็แบบว่าข้าจะเอาก่อน  ไม่ว่าอีหน้าไหน  ข้าต้องลุแก่ตนเองก่อน  ภายในห้องโดยสารเครื่องบินก็แสนจะเล็ก  พี่หลีก็ดั้นดันอยู่นั่นแหละ  ฉันเลยต้องสวมวิญญาณมารด้วยธาตุไฟเข้าแทรก  ก็ดันกลับมันไป  พอเป็นพิธี  ให้มันรู้ว่าเราก็พี่ไทยนะเฟ้ย  นี่มันสมัยเค้าไล่ท๊ากสินกัน..... เค้าพัฒนากันแย้ววววว

ถึงบ้านก็ค่ำมากแล้ว  เปิดทีวีดู  ได้สัมผัสอากาศเมืองไทย  แถมในวันนั้นได้ฟังข่าวที่นโรดมรณฤทธิ์ให้สัมภาษณ์ไอทีวีพอดี  เลยฟังสักหน่อย  ท่านพูดถึงเขมรไว้อย่างชัดเจนว่าไปได้ไม่ไกลนัก  การท่องเที่ยวก็ไปอย่างช้าๆไม่หวือหวา  เหตุใหญ่ใจความสำคัญก็เพราะข้าราชการมันทุจริตคดโกงกันมากมายจริงๆ  ว่าแล้วท่านก็เดินหันหลังคล้อยให้เห็นรถเบนซ์ที่ขับมาพร้อมกับขบวนของท่านผ่านไปเป็นพรวนนั่นไง 

อย่างไรก็ตาม  เขมรยังคงอยู่ในความทรงจำของเรา  ตราบเท่าที่บันทึกเล่มนี้จะถูกเปิดอ่านอีกอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า  เหมือนกับภาพปราสาทที่ยังคงฝังอยู่ในโสตประสาทของฉันเมื่อวันก่อนตลอดไป

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 19
ก.ปั้นมณี วันที่ : 04/08/2007 เวลา : 19.14 น.
http://www.oknation.net/blog/aodphoto

นครธม...นครวัด......มีความยิ่งใหญ่ไม่แพ้ใครในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่ถูกจัดขึ้นมาใหม่โคยการใช้วิธีโหวตจากทั่วโลก............
ความคิดเห็นที่ 18
m-o-o-p วันที่ : 30/07/2007 เวลา : 14.27 น.
http://www.oknation.net/blog/m-o-o-p

แล้วจะรอดู๊.....
ความคิดเห็นที่ 17
neoten วันที่ : 30/07/2007 เวลา : 14.13 น.
http://www.oknation.net/blog/neeo

หวัดดี คุณ m o o p ...แจ้งข่าวมาแล้วงี้ต้องรีบหาเปลี่ยนโลโก้ใหม่ซะแล้นฯนนนน....
ความคิดเห็นที่ 16
m-o-o-p วันที่ : 30/07/2007 เวลา : 13.21 น.
http://www.oknation.net/blog/m-o-o-p

สวัสดีสาวไฟแรง

น่าไปจริง ๆ ขอบคุณที่นำมาให้ชม และแวะหาอยู่เนือง ๆ นะ

แล้วนี่ มีฝาแฝดด้วยรู้จักกันป่าว ไฟแรงพอกันเล้ยhttp://www.oknation.net/blog/llllllll/2007/07/30/entry-1


ความคิดเห็นที่ 15
Peaceful วันที่ : 30/07/2007 เวลา : 03.20 น.
http://www.oknation.net/blog/Peaceful
      พ่ อ แ ม่ คื อ พ ระ อ ร หั น ต์ ข อ ง ลู ก       

เคยได้ดูสารคดี เกี่ยวกับการค้นพบ แล้ว เหนือคำบรรยาย ครับ
ความคิดเห็นที่ 14
ที่ว่างส่วนตัว~sand_tar_space วันที่ : 29/07/2007 เวลา : 14.06 น.
http://www.oknation.net/blog/sand-tar-space


จะไปให้ได้ภายในปีนี้

อ้าว...เดือนสิงหาแล้ว

จะได้ไปไหมเนี่ยยยยย...
ความคิดเห็นที่ 13
compile วันที่ : 29/07/2007 เวลา : 13.51 น.
http://www.oknation.net/blog/compile
.: Nobody_Perfect :.



ความคิดเห็นที่ 12
kibagnkok วันที่ : 27/07/2007 เวลา : 22.09 น.
http://www.oknation.net/blog/thaithai
สีน้ำและเรื่องราวที่ไร้สาระของผู้ชายหน้าแก่.่!!!!!!!!!!!!!! '^'*-.,_,9 :) ลุงกิ๊..


ตามมาเที่ยวครับ ภาพสวย ชวนให้มีอารมณ์สนุก
คล้อยตามไปด้วยครับ

อยากจะะชวนไปอ่าน
บทความเกี่ยวกับชาวกัมพูชาคนหนึ่งที่ผมเคยประทับใจที่
ลิ้งด้านล่างนี้ครับ

http://www.oknation.net/blog/thaithai/2007/07/24/entry-2



ความคิดเห็นที่ 11
neoten วันที่ : 27/07/2007 เวลา : 21.26 น.
http://www.oknation.net/blog/neeo

สารถึงคุณ ป้ารุ อยากให้ได้อ่านแบบเต็มๆ แถมมีคำบรรยายใต้รูปด้วยนะคะ แล้วรูปภาพก็ปะแบบถูกต้อง ไม่ผิดเพี้ยนเรียงผิดเรียงถูกเหมือนอย่างนี้นะคะ เอาอีเมล์มาเลยค่ะ เดี๋ยวส่งให้เป็นแบบ PDF file เลยนะคะ ไม่หวงนะ
ใครอยากได้บ้าง เอาอีเมล์ลงมาที่นี่เลยนะค่ะ จะส่งไปให้ในบัดดล แค่คุณๆเข้ามาอ่านมาเยี่ยมก็ปลื้มซะ...ปลื้มมากกว่าที่พวกนั้นถูกจับเข้าคุกอีกนะคะ...
ความคิดเห็นที่ 10
ป้ารุ วันที่ : 27/07/2007 เวลา : 19.46 น.
http://www.oknation.net/blog/paaru

ชอบภาพมากค่ะ แต่เรื่องมันล้นกรอบ ปรับให้หน่อยค่ะ
อยากอ่าน
ความคิดเห็นที่ 9
ประชุมประทีปไศลภูลี้เขาบังภู วันที่ : 27/07/2007 เวลา : 16.19 น.
http://www.oknation.net/blog/puprasit
puprasit

หลักเกณฑ์และวิธีการโหวต 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ทำให้ปราสาทหินนครวัดหลุดไปอย่างไม่น่าให้อภัย แต่สิ่งก่อสร้างอายธรรมนี้ยังอยู่ตระหง่านอวดชาวโลกอยู่เสมอไป รายงานดี แต่ยาวไปหน่อยอ่านไม่ไหว รูปสวยดีมากครับ โหวตให้
ความคิดเห็นที่ 8
ลุงต้าลี่ วันที่ : 27/07/2007 เวลา : 14.57 น.
http://www.oknation.net/blog/loongdali

ถ้าใครได้ไปเห็นแล้วจะทึ่งในความยิ่งใหญ่อลังการ เสียดายที่ไม่ได้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของดลกยุคใหม่ เพราะคนโหวดไม่เคยมาเห็นของจริง เราชาวเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ภาคภูมิใจนครวัด นครธม ตลอดไป
ความคิดเห็นที่ 7
ตุ้มจิ๋ว วันที่ : 27/07/2007 เวลา : 14.30 น.
http://www.oknation.net/blog/namtan

....ชอบภาพเด็กผู้หญิง2คนที่นั่งอยู่ตรงประตู ภาพออกมาสวยดีค่ะ มาบ้านนี้แล้วเพลินดี ...
ความคิดเห็นที่ 6
ศุภศรุต วันที่ : 27/07/2007 เวลา : 12.43 น.
http://www.oknation.net/blog/voranai
เรื่องราวหลากหลายในมุมมองของนักมานุษยวิทยา

ตามมาเที่ยวครับ



ความคิดเห็นที่ 5
มะลิ วันที่ : 27/07/2007 เวลา : 12.28 น.
http://www.oknation.net/blog/mali

อันที่จริงเรารู้จักนครวัดนานแล้วแต่ฝรังนำเอากลับไปเขียนและแต่เป็นเรื่องราวจนโดงดัง แปลกไหมครับอดีตอัยยิ่งใหญ่หายไปแบบไม่มีล่องรอยเลย
<