พิมพ์หน้านี้
|
ลิขสิทธิ์และบล็อกเป็นเรื่องที่สวนทางกันหรือไม่
คำถามนี้น่าคิดมากๆ เพราะลิขสิทธิ์เป็นการ ปกป้อง ทรัพย์สินทางปัญญา แต่ บล็อกเป็น open source ....... เปิดเผย.......
อะไรดีกว่ากัน.....ระหว่างงานบล็อกและงานลิขสิทธิ์
ของถูกไม่มีดี และของดีไม่มีถูก เป็นคำพูดที่เก่าไปแล้ว เพราะบล็อกมีให้อ่านฟรีๆชมฟรีๆ ไม่ต้องเสียเงิน รวมทั้งข้อมูลมีค่าอาจจะมาจากบล็อกหลายๆบล็อก ซึ่งเป็นแหล่งรวมทางความคิด สติปัญญา และไอเดียเจ๋งๆ ให้เราสามารถต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างไม่จำกัด โดยขึ้นอยู่กับการกลั่นกรองของผู้เข้าชมบล็อกว่าจะเลือกบริโภคส่วนดีตรงไหนไป สามารถนำไปปรับใช้ ประยุกต์ ดัดแปลง เหมือนเป็นแหล่งรวมข้อมูลข่าวสารขนาดใหญ่ที่เผยออกสู่ทุกๆคนที่เข้าถึงอินเตอร์เน็ทได้ เรียกได้ว่าเป็น ความคิด ซึ่ง copy ได้ และ paste ได้อีกด้วย โดยอาจจะไม่ต้องให้ credit note แก่เจ้าของงานเสียด้วยซ้ำ (แต่ถ้าโดยมารยาท ควรเครดิตให้เขาสักหน่อยนะ ถือว่าเคารพความคิดของเขา)
ต่างจากงานลิขสิทธิ์ ที่จำเป็นต้องบอกกับสังคมว่าห้ามนำงานนั้นไปตีพิมพ์ เผยแพร่ แก้ไข ดัดแปลง และอื่นๆอีกมากมาย เพื่อปกป้องงานนั้นๆไม่ให้มีการทำซ้ำหรือลอกเลียนใดๆ จุดใหญ่ใจความน่าจะมาจากผลประโยชน์ของผู้จัดทำเป็นสำคัญ
ในฐานะผู้รับสาร เราย่อมบอกว่า ของฟรีดีกว่าเป็นไหนๆ แต่ในฐานะผู้ผลิตสื่อที่หวังผลกำไร การให้เปล่าคือแนวทางที่ตรงกันข้าม
บางทีคุณเคยมองหรือไม่ว่า ลิขสิทธิ์ นั่นแหละ คือตัวขัดขวางการต่อยอดองค์ความรู้ เพื่อที่จะให้มนุษย์เปิดโลกของตัวเองให้กว้างขึ้น ถ้าสมัยก่อน คนดึกดำบรรพ์จดลิขสิทธิ์ ทุกวันนี้เราจะมีไฟฟ้าให้ใช้หรือเปล่า นั่นเพราะมนุษย์ไม่รู้จักพอในองค์ความรู้ของตัวเอง เมื่อมนุษย์จุดไฟได้ ต่อไปคือทำอย่างไรให้ไฟอยู่กับเรานานๆ จนพัฒนาไปเป็นแหล่งกำเนิดพลังงานขนาดใหญ่ๆไปในที่สุด หรือแม้แต่กระทั่งเรื่องทางการแพทย์และยารักษาโรค ถ้าสมัยนั้นคนเป็นอหิวาห์ตายกันหมดเพราะไม่มียา ก็จะไม่มีมนุษย์ในทุกวันนี้ แต่ดีที่คนโบราณไม่หวงวิชาไว้กับตัว เราจึงมียาที่ดีขึ้นๆ
โลกเราบางครั้งดูเหมือนถดถอยไปทุกทีที่พวกเรารู้จักแต่ลิขสิทธิ์ อย่างสินค้าหนึ่งตัวที่ บริษัท โง่บรม จำกัด คิดขึ้นมา แล้วไปขอจดลิขสิทธิ์ จนวันหนึ่ง พอ บริษัท โคตรฉลาด จำกัด เห็นก็เลียนตรงนั้นแต่งตรงนี้ ทำสินค้าขึ้นมาเป็นอีกตัว ที่คนข้างนอกต่างมองว่า มันก็ของคล้ายๆกันนั่นแหละวะ จะเพี้ยนกันก็รายละเอียดนิดหน่อยที่ไปจดอยู่ในกระดาษของทางกรมเท่านั้นเอง แถมใช้ประโยชน์ได้เหมือนๆกัน เพียงแค่นี้ก็ถือว่า บริษัท โคตรฉลาด จำกัด ไม่ผิด เมื่อเรื่องนี้จบสิ้นไปแล้ว ขอถามว่าใครกันที่ โคตรโง่ หรือใครกันที่ ฉลาดบรม
For example จินตนาการเถอะว่า อาจเป็นไปได้ที่อีก 100 ปีข้างหน้า (หรือเมื่อไหร่ไม่รู้) ที่สุดแล้ว เพลงก็จะต้องเป็นของฟรี เพราะแข่งกับ mp3 ทำปลอมที่นับวันจะถูกลงๆไม่ได้ วันหนึ่งไม่มีใครซื้อของจริง สิ่งที่ทำได้คือต้องให้ฟรีๆ เพราะนักแต่งเพลงมีมากขึ้น ลูกเต้าเหล่าใครก็แต่งเพลงเล่นเพลงกันเป็น การแต่งเพลงจึงไม่ใช่เรื่องความสามารถพิเศษ หรือแม้แต่การเล่นเปียโน หรืออื่นๆ เมื่อมีคำว่า ฟรี เพลงๆนั้นจะกลายเป็นทรัพยากรของโลกเรา ลิขสิทธิ์เป็นของไม่มีความหมาย ค่ายเพลงจะต้องหากลยุทธ์ใหม่ๆมาทำธุรกิจ เช่น อาจจะมีการ delivery ศิลปินให้ไปร้องเพลงให้ฟังถึงที่บ้าน หรือนั่งคุยเป็นเพื่อนกับผู้ซื้อบริการเพลงก็เป็นได้ หรือไม่ค่ายเพลงก็อาจจะต้องเจ๊ง แล้วหันไปทำอย่างอื่นแทน เพราะศิลปินจะรู้จักขายเสียงร้องและบริการของตัวเองไม่พึ่งค่ายเทป แถมศิลปินในยุคหน้าจะเพิ่มจำนวนอย่างทวีคูณ สังเกตได้จากที่ใครๆก็ร้องเพลงได้ ใครๆก็อยากหาเงินเร็วๆไวๆแบบศิลปิน ใครๆก็อยากสวยอยากหล่อก็หาแพทย์ทำให้ อีกทั้งเกิดเร็วดับเร็ว นั่นหมายถึง คนเราจะฉลาดในการพลิกแพลงหนทางหาเงินแบบใหม่ๆไปอีกเรื่อยๆ และลิขสิทธิ์คงมีไว้เหมือนกระดาษแผ่นเดียว ที่ผู้บริโภคในยุคต่อๆไปไม่สนใจ แต่ก็ยังมีผู้ผลิตอยากจะจดลิขสิทธิ์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆด้วยความโก้หรูและหวงแหนเท่านั้น (อิ....อิ...อันนี้คิดเอาเอง ไม่มีหลักการและเหตุผล มาจากจินตนาการล้วนๆ)
เชื่อกันไหมว่า อีกหน่อยของทุกอย่างต้องมีให้ฟรีๆ และ ของดีๆก็ไม่ต้องมีราคาแพงเสมอไป หรือไม่ ในทางตรงกันข้าม ก็จะมีกฎใหม่ออกมาห้ามว่า ไม่ให้มีของฟรีในโลก เพื่อปิดกันบล็อก รวมไปถึงสื่ออินเตอร์เน็ทและอื่นๆที่มาแบบฟรีๆ อันนับว่าเป็นการกำจัดศัตรูตัวฉกาจออกจากเงาของ คำว่า ลิขสิทธิ์ |
| << | ตุลาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |||