• neoten
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-04-23
  • จำนวนเรื่อง : 32
  • จำนวนผู้ชม : 11769
  • จำนวนผู้โหวต : 23
  • ส่ง msg :
neeo
Yogi , playgirl.....
Permalink : http://www.oknation.net/blog/neeo
วันพุธ ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551
Traveling Mania : Shangri-La.....An Existent Horizon (part 4)
Posted by neoten , ผู้อ่าน : 147 , 09:40:53 น.  
พิมพ์หน้านี้


หุบเสือกระโจน

 

ช่องแคบเสือกระโจน (Tiger Leaping Gorge) หรือ Hutiao Gorge อยู่ห่างออกไปจากเมืองลี่เจียงอีก 9 ไมล์    ลักษณะเป็นหุบเขาลึกขนาบแม่น้ำแยงซี  เรียกกันว่า Golden Sands River  นั่นก็คือแม่น้ำจินซาเจียงนี่เอง   ซึ่งเป็นช่องแคบที่มีความลึกถึง 3000 ฟุต  และจุดที่แคบที่สุดนี้กว้างเพียงแค่ 30 เมตร   ในภาพจะเห็นช่องแคบ  โดยมีฝั่งซ้ายเห็นภูเขาหิมะมังกรหยก    ลองดูไปที่ฝั่งตรงข้ามจะมีสะพาน  ตามตำนานเล่ากันว่า  เสือหนีผู้ล่ามา  จึงได้กระโดดข้ามแม่น้ำในจุดที่แคบที่สุดนี้  จึงได้ถูกตั้งเป็นชื่อขึ้นมา   ที่นี่นับเป็นช่องแคบที่เล็กที่สุดแห่งหนึ่งในโลก   ในปี 1980 เคยมีคน 4 คน ล่องแพไปในช่องแคบแห่งนี้  จากนั้นก็ไม่มีใครเคยเห็นพวกเขาเหล่านั้นอีกเลย   ดูเอาเถอะว่าความแรงของน้ำที่ซัดเข้าหาหุบเขา  แรงขนาดเป็นละอองหมอกขึ้นมาด้วยความสูงขนาดนี้  แต่อีกไม่กี่ปีต่อมา  ในที่สุดก็ได้มีคณะสำรวจทำได้สำเร็จ  ปี 1986 เป็นครั้งแรกที่มีคนพิชิตช่องแคบแห่งนี้   จึงเพิ่งได้มีการเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมเมื่อปี 1993 มานี่เอง   เท่าที่เห็น  พวกเขาก็มีการสร้างทางไว้เป็นอย่างดียิ่ง   เหลือบไปมองเห็นทางที่ปิดไว้ไม่ให้เดินเข้าไป  เลยหันถามกาโช  เขาบอกว่าเส้นทางนี้ไม่เปิดให้ใครลงไปอีกเลย  เพราะอันตรายมาก  ซึ่งฉันเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง  เพราะมันชันแสนชัน  แถมทำเป็นบันไดขั้นเล็กๆตื้นๆเท่านั้น  ไม่มีราวมือจับแต่อย่างใด  เห็นแล้วสยองขวัญสุดๆ

..................................

................................

........................

..........................................

จากรูปนี้  น้ำแรงมากๆ    เอ.....ใครจะบอกได้ว่า  ตัวเสือกระโจนมันอยู่ตรงไหน   สังเกตดีๆ  ก็อยู่แถวๆหน้าผานั่นแหละ

.............................

............................

........................

..................

อยู่ตรงนี้ยังไงเล่า  ซูมๆๆ  ให้ดูชม  โถ่นึกว่าอยู่ไหนกัน   

................................

แต่ถึงแม้ว่าสถานที่นี้จะมีค่าแก่ธรรมชาติและชาวจีนเป็นอย่างมาก  ก็ไม่วายที่รัฐบาลจะผุดโปรเจ็คสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำบนแม่น้ำจีนซาเจียงขึ้นตั้งแต่ปี 2004  หากแต่ปัจจุบันนี้ (อ้างอิงจากแหล่งข่าวหนังสือพิมพ์จีนปี 2008)  ก็ยังไม่มีการสร้างโครงการนี้แต่อย่างใด  เพราะเขื่อนจะไปกระทบความเป็นอยู่ของชาวนาซีกว่า 1 แสนคนในทางแถบเหนือ  แล้วก็คนทิเบตอีกด้วย  โดยเฉพาะในเรื่องของการปลูกพืชผลทางเกษตรอย่าง ข้าวบาเล่ย์และมันฝรั่ง  ทั้งนี้เนื่องจากทิศทางการไหลของแม่น้ำแยงซีจะต้องถูกมนุษย์เปลี่ยนไป    พอเมื่อถามไกด์  กาโชบอกว่า  อีกสองปีสร้างแน่  (แต่เคยถามสตีเฟ่น บอกว่าไม่สร้างแน่นอน)   อันนี้ก็แล้วแต่ความคิดใครความคิดมัน  ว่างั้นเถอะ  แต่ถ้าเป็นฉัน  ไอ้เรื่องแบบนี้คงต้องไตร่ตรองกันหนักสมองแน่ๆ  เพราะโรงไฟฟ้ามีความจำเป็นสำหรับคนจีนมากๆ  ด้วยว่าคนจีนมีเป็นจำนวนมหาศาลบานตะไท  หากไม่มีแหล่งพลังงานไฟฟ้าพอเพียงคงแย่แน่ๆ   แหมแต่ก็พลอยเสียดายธรรมชาติงามๆ  แถมยังได้ชื่อว่าเป็นที่หนึ่งของโลกไปนี่อะสิ  น่าคิด.....เป็นคุณอยากจะให้เป็นแบบไหน....ได้แต่ภาวนาอย่าให้สร้างเล้ย  เสียดายธรรมชาติดีๆ  ยิ่งหายากมากขึ้นทุกวัน

.................................

                ระหว่างทางก็เห็นกาโชไม่ยักจะเหนื่อยเลยสักนิด  แต่พวกฉันนั้นแย่แล้ว  หากให้เดินต่อไปคงขาดใจ   จึงปรึกษากันว่า  เฮ้ย..ถ้าเราแวะพัก  พวกเราก็เสียฟอร์มนะเฟ้ย   เลยทำเป็นยืนหลงใหลในธรรมชาติ   แล้วก็ถ่ายรูปๆๆ    ที่แท้หารู้ไม่  จะขาดใจตาย......

..................................

....................

.....................................

                ห่างออกไปไม่เท่าไหร่  พวกฉันขอพักเข้าห้องน้ำสักหน่อย  ก่อนที่จะต้องเดินทางไปอีกไกลมากๆ  ที่หมายของเราคือโรงแรมต่อไปซึ่งเราจะไปพัก

................................

............................

.............................

                ห้องน้ำโบราณ  ถ่ายมาฝากเพื่อนๆ    นี่อันที่จริงมีอยู่หลายห้องเรียงต่อๆกัน  (แบบนี่ราดน้ำทีเดียว  หรือว่าไม่เคยราดเลยหว่า)  หลายห้องที่เดินผ่านมา  มีกองๆของใครไม่ทราบชื่อ  จองห้องไว้จนหมดแล้ว  จะเข้าก็เกรงใจ   มีไอ้ห้องนี้แหละที่พอจะเข้าได้   ที่จริงว่าจะทำภาพขยายใหญ่ๆ  แต่ไม่อยากทำร้ายจิตใจผู้ที่ยังไม่เคยลองของเมืองจีน  ไอ้รอยเปรอะๆตรงปากโถ  มันแสนจะฝังใจ  กินข้าวคราวใด  ทำไมใจมันชอบนึกขึ้นมาเรื่อยเลย   ......แหวะ......

                นี่ถ้าไม่หลงรักเมืองจีน  จะไม่ให้อภัยเรื่องห้องน้ำแน่ๆ 

............................

........................

.............................

......................

...............................

...............................

................................

ความหนาวแบบเข้ากระดูก  มันเป็นอย่างไรหรือ ?

 

                คำถามนี้มีคำตอบอยู่ที่นี่  Banyan Tree Ringha  เมืองจงเตี้ยน    มีลักษณะเป็นเหมือนเมืองๆหนึ่ง  เข้าไปด้านในจะมีบ้านทรงทิเบตเป็นหลังๆ   มอบให้พวกฉันอยู่อาศัยเป็นหลังไปเลย   โดยประกอบด้วย 2 ชั้น

........................

................

...............................

.......................

...........................

                ชั้นล่างเป็นห้องสำหรับอาบน้ำ  แช่น้ำ  แต่งตัว  จัดข้าวจัดของ  ส่วนด้านบนเป็นห้องนอนและห้องนั่งเล่นดูทีวี

...........................

.......................

.............................

..................................

....................

...............................

...................................

..........................

                            ลิงโลดกันใหญ่  นึกว่าจะรอดจากความหนาว  ที่ไหนได้   กลางคืนนี่หนาวแสนหนาว  แถมร้างผู้คนอีกตามเคย  ระหว่างทางที่ขับรถเข้ามา  ไม่มีรถเลยสักคัน  เพราะโรงแรมนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองมากๆ   ไกด์บอกว่าไม่ชอบเลย  กว่าจะไป  กว่าจะมา  เล่นเอาเสียเวลามากๆ   ละแวกรอบๆก็ไม่สามารถไปไหนได้   เป็นชนบทห่างไกลจริงๆ   ฉะนั้นมื้อนี้ต้องฝากท้องไว้กับโรงแรม

.............................

...................................

................................

.............................

.................................

..............................

................................

................

จากนั้นก็ได้เวลาไปดินเน่อร์ที่โรงแรม  ทีนี้ก็ช่างเหมือนการเดินทางที่แสนยาวไกลเหลือเกิน  ดั่งเปิดประตูบ้านออกไปแล้วเดินไปจ่ายตลาดนอกบ้านก็ไม่ปาน   หนาวก็หนาว  คนก็ไม่มี  ดันทำซ่าส์ใส่ชุดประจำถิ่นอีก   ไอ้ตอนเดินไปกินนี่ไม่เท่าไหร่  พอตอนเดินกลับมามืดๆนี่สิ   ลมพัดแทบจะปลิวไปตามลม  หนาวเข้ากระดูดวู๊ย....  แหม...มันน่าเจ็บใจ  ทำไมไม่เอาไฟฉายมา  ทำไมไมเอาเสื้อมาหนากว่านี้  ทำไม  ทำไม......

                คืนวันนั้น  กินหรูเกินไปเลยเกิดท้องเสีย  ปรากฏว่าห้องน้ำมันก็ดันอยู่ชั้นล่าง  นอนๆอยู่  ก็ต้องวิ่งลงไปเข้าห้องน้ำ  พอหลายครั้งเข้า  เห็นทีจะไม่ดี  เลยกินยาแก้หวัดให้มันง่วง  จะได้รีบนอนๆไปซะ  หวังว่าคืนนี้จะไม่ปวดท้องขึ้นมาอีก  ที่ไหนได้  ท้องมวนขึ้นมาทันใด   ตอนตีสาม  เดินขึ้นมาแล้วก็บ่นกับตัวเอง  (สงกะสัยบ่นดังไปหน่อย)  .....เฮ้อ ....ทำไมตูต้องมานอนโรงแรมแบบนี้ฟะ   จะอี้ทั้งทีก็ต้องวิ่งลงกระไดไปอี้   เฮ้อ...เหนื่อย...เหนื่อย......กรรมของตู

            ที่ตอน Breakfast ในโรงแรมยังแอบฟังฝรั่งคุยกันว่า  เธอไปสปานวดมา  หนาวจนแทบขาดใจ  ขนาดฝรั่งเมืองหนาวแท้ๆยังทนไม่ได้รีบกลับห้องกันเลย  หนาวสุดยอดจริงๆ  (ได้ยินมาว่า ที่เกาหลีหนาวถึง -10 องศา   ยังมีมากกว่านี้อีกหรือ)

แถมไอ้เจ้าความหนาวครั้งนี้มันทำพิษ  อยู่ที่แชงกรีล่านี่หนาวขาดใจจริงๆ  มองเห็นแต่ที่โล่งๆ  ลมแรงๆ   ใส่เสื้อทีตั้ง 5 ชั้นยังนึกว่าไม่พอใจ  แต่มาดูตัวเองแล้วอ้วนผิดปกติเลยขอยอมหนาวดีกว่า  เดี๋ยวกลัวถ่ายรูปออกมาไม่สวย  หนาวเข้ากระดูกแท้ๆ  อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างฉันนี่แทบจะตายให้ได้   จะเล่าให้ฟังถึงความหนาวที่เจอมา   คิดดู  ตอนที่เตรียมตัวไปเที่ยว อุตส่าห์ซื้อรองเท้าผ้าใบของ Northface อย่างดีๆไปลุย  เดินๆๆไปเรื่อยก็ไม่ได้เจ็บเท้าแต่ประการได้  ด้วยทางที่เดินนั้นทั้งไกลและทั้งสูง   พอรองเท้ามันกดทับนิ้วชี้ที่เท้าอันเนื่องจากการเดินมากๆ   ทำให้เล็บมันช้ำแล้วก็ขบด้านใน   โดยที่เราไม่รู้ตัวเลยตลอดทริป  ไม่รู้สึกเจ็บแม้แต่น้อย  เพราะเท้ามันไร้ความรู้สึก   พอนั่งเครื่องบินขากลับนี่สิ   มาต่อไฟลท์ที่คุนหมิง   ไอ้ชั่วโมงสุดท้ายก่อนลงจอดที่กรุงเทพ  อากาศค่อนข้างจะไม่หนาวสักเท่าไหร่แล้ว  เพิ่งมารู้สึก  เฮ้ย....อะไรเจ็บๆที่เท้าฟะ   พอลงสนามบินสุวรรณภูมิก็เดินขาลากมาเรื่อยด้วยความเจ็บ  ถึงบ้านปุ๊บเปิดออกดู  อ่าว เล็บตู...ทำไม่มันแดงดำแบบนี้หว่า   ของฝากจากเมืองจีนทริปแชงกรีล่านี่เอง.......ปานนี้ยังไม่หายเลย  คงต้องรออีกหลายเดือน  กว่าที่เล็บเก่าจะดำสนิท  แล้วค่อยๆยาวขึ้นมา  แทนที่ด้วยเล็บใหม่สวยงาม  บอกตรงๆว่าอยู่โน่น  ไม่รู้สึกอะไรเลย  ชาไปโหม๊ด.....หยิกแก้มยังไม่เจ็บเล้ย........   ถึงว่า  เวลาอยู่โน่น  เดินไปไหนมาไหน  ทำไมผู้คนมันหายไปไหนหมดว้า   .....ได้คำตอบแล้วว่า  ใครจะมาบ้าเดินเที่ยวกันแบบแกสองคนล่ะ

อุทยานแห่งชาติที่จงเตี้ยน  ทะเลสาบบนภูเขา.....ซูกู และบีทา

 

                วันนี้สบายๆ  ประมาณ 9 โมงเช้าจึงนัดแนะกันออกไปเที่ยว   ซึ่งฉันจะต้องผจญกับความสูงทั้งวันเลย  ระดับความสูงที่สูงที่สุดของวันนี้ถึง  5 พันกว่า ถึง 6 พันเมตรจากระดับน้ำทะเล  

...................................

...........................

                ต้องซื้อบัตรเข้าชม  แล้วก็รอขึ้นรถสำหรับวนชมอุทยานแห่งชาติ  (เข้าใจว่าห้ามรถส่วนตัวเข้าไป)   ภายในรถทัวร์นั้นมีแต่พวกคนจีน  ลืมบอกไปว่า  ตั้งแต่มาเที่ยว  จะเห็นแต่คนจีนทั้งนั้น  เจอกลุ่มคนไทยอยู่ที่เดียว  ตรงหุบเสือกระโจนเท่านั้น  ลักษณะดูเป็นอาซ้อ  เธอไม่ได้เดินลงไปที่หุบเสือกระโจนแต่อย่างใด  หากแต่นั่งเม้าส์แตกอยู่ตรงปากทางลง  เสียงดังไปถึงหุบด้านโน้นแหนะ  พี่ไทยเรานี้อันที่จริงไม่แพ้พี่จีนเลยแม้แต่น้อยในเรื่องเสียง    อิ...อิ.....

.............................

ทะเลสาบซูกู (Sugu)  อยู่ในตอนเหนือของจงเตี้ยน  มีขนาดใหญ่ที่สุดของเมืองนี้   ด้านหนึ่งเป็นป่าโบราณ  และด้านซ้ายของทะเลสาบเป็นต้นเบิช  ซึ่งมีเนื้อไม้สีขาว  จะเห็นเป็นสีทองอร่ามในฤดูหนาว

..............................

..........................

................................

.........................

..............................

รีเฟล็กซ์ที่เห็นบนผิวน้ำ  มองไปนึกว่าภูเขากลับหัวตัวจริง  เพราะชัดมากๆ  ผิวน้ำในทะเลสาบใสแจ๋ว

.....................

            เจ้าหมาเซนต์เบอร์นาร์ดตัวนี้เป็นมิตรมากๆ  พอเอามือไปลูบหัวก็มาหาซบขาใหญ่   เจ้าของเป็นเด็กซึ่งทำมาหากินอยู่ในบริเวณนั้นด้วยการยืมหมาถ่ายรูป   แต่เด็กมันทำการค้าไม่เป็นเลยให้ถ่ายฟรี  พอแม่มันมา  บรรดานักท่องเที่ยววงแตกกระเจิงกันหมด  เพราะถูกแม่เด็กวิ่งด่ามาแต่ไกล

....................

..........................

ภาพนี้ถ่ายตอนประมาณเก้าโมงครึ่ง  แล้วไอ้ที่ยังเห็นอยู่บนท้องฟ้านี่  ดวงอาทิตย์  หรือว่า ดวงจันทร์กันแน่

..................................

...............................

                เป็นภาพไฮไลท์สำหรับที่นี่   ในขณะที่ชาวจีนทั้งหลายบนรถ  กำลังง่วนอยู่กับการกินเนื้อจามรีย่างเสียบไม้  บางคนก็สูดกระป๋องออกซิเจนกันหน้ามืดตามัว   ไกด์คนที่มากับรถก็ส่งสำเนียงเป็นภาษาจีนว่า  ให้เปิดหน้าต่างออกไปดูระหว่างทางขึ้นภูเขา  เนื่องจากไม่สามารถจอดรถให้ชมได้   เพราะทะเลสาบแห่งนี้จะอยู่บนสุดของที่ราบสูงของเรา  สูงถึงกว่าห้าพันเมตร   และแถมเป็นภาพประกอบในตั๋วเข้าชมอุทยานเสียด้วยสิ   เพียงเสี่ยววินาทีเดียวที่ฉันได้ยินเสียงพูดว่า “ไค เหมิน …ไค เหมิน....หนี่ ค่าน ...เหิ่น เพี่ยว เลี่ยง...”     ฉันอารามตกใจ  มองไปทางซ้ายมือ  แล้วก็ตะเกียกตะกายเปิดหน้าต่าง  ดันเปิดไม่ออก  กาโชหัวไว  เลยรีบวิ่งมาเปิดหน้าต่างให้  ฉันคว้ากล้องรีบส่องไปทันที  ชู๊ตมาได้สองช็อตเท่านั้น  คนอื่นๆบนรถมันงงเป็นไก่ตาแตก  อ่าว....นี่คือความภูมิใจ  รถทั้งคันมีฉันคนเดียว  ได้มาสองภาพ  เอียงอีกตะหาก

                นี่ไง  โฉมหน้าบัตรเข้าชม  ซึ่งมีภาพทะเลสาบบนยอดสุดของภูเขา   ตรงด้านหลังมีแสตมป์ สามารถใช้ส่งเป็นโปสการ์ดได้

..............

กาโช ไกด์ผู้น่ารัก  กับคู่หู ผู้น่าตื้บ.......... ถ่ายคู่กัน  ก่อนที่จะมุ่งหน้าเดินไปสู่บริเวณทุ่งหญ้าที่เลี้ยงตัวจามรี

..........................

                ทางเดินหิมะประปราย  มองเห็นทุ่งหญ้าเลี้ยงจามรีอยู่โพ้นโน่น

........................

.........................

                มีแต่เดิน  เดิน แล้วก็เดิน   เสร็จจากนี้จะเดินต่อไปยังทะเลสาบบีทา  ทางที่เดินบนกระดานไม้ต้องระวังลื่นน้ำแข็งที่เกาะอยู่

 

ทะเลสาบบีทา (Bita Lake)  อยู่สูงขึ้นไปมากกว่า 3,000  เมตร  มีพื้นที่กว้างกว่า 159 เฮกเตอร์  รอบๆพื้นที่เต็มไปด้วยต้นสน  ต้นโอ๊คโบราณ  และพืชพรรณในเขตป่าฝน    น้ำในทะเลสาบใสแจ๋ว  เต็มไปด้วยพันธุ์ปลานานาชนิด  แถบนี้มีนกและปลาอพยพมาตามฤดูกาล  บริเวณรอบๆมีดอก Rhododendron ขึ้นบานสะพรั่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม

.................