พิมพ์หน้านี้
|
ทุกวันนี้ในสังคมไทย แทบจะพูดได้เต็มปากเต็มคำได้แล้วว่า ชาวบ้านร้านตลาดเกือบจะชาชินกับการบริโภคข่าวสารในแต่ละวัน จากสื่อสารมวลชนกันไม่กี่อย่าง ที่ใช้คำว่าชาวบ้าน ก็เพราะว่า คนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ คงไม่ได้มีความพยายามจะนั่งเสพสื่อให้ครบหรือมากที่สุดเท่าที่จะทำได้เหมือนกับผู้สื่อข่าว ที่เช้ามาก็ต้องอ่านหนังสือพิมพ์เล่มโน้นเล่มนี้กันแทบทุกฉบับ ไม่นับรวมไปการฟังบทวิเคราะห์จากบรรดาผู้รู้ทั้งในสื่อโทรทัศน์และวิทยุ หรือแม้แต่เสาะหามาสอบถามกันเอง สื่อมวลชนที่เข้าถึงชาวบ้านได้มากที่สุดในประเทศไทยขณะนี้ ลำดับแรกเห็นจะเถียงไม่ได้เลยว่าคือ สื่อโทรทัศน์ เพราะมีการสำรวจกันมาหลายสำนักแล้วว่า สื่อโทรทัศน์ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า ทีวี นี้ เข้าถึงแทบทุกครัวเรือน เพราะไม่ต้องลงทุนอะไรกันมากมาย แค่มีโทรทัศน์สักเครื่องกับไฟฟ้า ก็เปิดรับชมรับฟังกันได้ทั้งวันทั้งคืน ไม่ว่าจะเป็นใครก็ยอมรับในผลสำรวจนี้ แม้แต่นักการเมืองหลายยุคหลายสมัยก็ทราบกันดี จึงมีความพยายามเข้ายึดกุมสื่อโทรทัศน์ไว้ให้ได้มากที่สุด โทรทัศน์ที่เรียกว่าเป็น ฟรีทีวี คือไม่ต้องเสียเงินดูนั้น ในบ้านเรา ก็มีหลักๆที่ดูกันได้ทั้งประเทศเพียง 6 ช่อง คือช่อง 3, 5, 7, 9, 11 ของกรมประชาสัมพันธ์ และไอทีวี - - -
(ภาพจาก www.khonkaenlink.com/tv) - - - บางครั้งเปิดวนไปวนมาก็ไม่พบอะไรที่น่าชมนัก ทำให้ผู้มีเงินเหลืออยู่บ้างในแต่ละเดือน ตัดสินใจเสียเงินรับสัญญาณภาพและเสียงจากเคเบิลทีวี เพื่อรับชมช่องโทรทัศน์จากต่างประเทศ แก้เซ็งจากทีวีประเทศไทย รายการข่าวที่พบเห็นในฟรีทีวี ส่วนใหญ่ก็จะเป็นข่าวที่สถานีโทรทัศน์นั้นจัดทำเอง จะมีบ้างที่นำเอาหนังสือพิมพ์มานั่งอ่านให้ฟัง นอกเหนือจากรายการข่าว ก็เป็นรายการอื่นๆทั่วไป ที่เป็นไปตามนโยบายของทางสถานี ซึ่งอาจจะกลายเป็นประเพณีไปแล้วว่า จะปรับผังรายการกันทุกต้นปี รองลงมาจากสื่อโทรทัศน์ ก็นับได้ว่า วิทยุกระจายเสียงครองตำแหน่งนี้อยู่ ในบ้านเมืองของเรานี้ ณ ช่วงเวลา 07.00-08.00 น. และ 18.00-19.00 น. ประชาชนชาวไทยก็จะไร้ซึ่งทางเลือก นอกจากการรับฟังข่าวสารจากกรมประชาสัมพันธ์ - -
- - - กรมประชาสัมพันธ์ โดยสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยเอง ก็เคยพูดถึงเรื่องนี้ในทำนองว่า ไม่ได้บังคับใครให้ต้องรับสัญญาณเพื่อนำเสนอข่าวของกรมประชาสัมพันธ์ในช่วงเวลาเหล่านี้ เพียงแต่ขอความร่วมมือ และหากใครไม่นำข่าวของกรมประชาสัมพันธ์มาออกอากาศในช่วงนี้ ก็ให้นำเสนอเรื่องที่เป็นสารประโยชน์แทนก็แล้วกัน ทำให้ในพื้นที่กรุงเทพฯและพื้นที่ที่พอจะรับสัญญาณของวิทยุ สวพ.91 และ จส.100 ได้ ก็จะได้รับฟังรายงานการจราจรที่ค่อนข้างจะจลาจลใน กทม.แทนข่าวจากสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ นอกจากในช่วงข่าวที่กล่าวไปข้างต้น ในช่วงของข่าวต้นชั่วโมงนั้น ก็จะถูกผูกขาดจากไม่กี่สถานีข่าว นั่นคือ สถานีวิทยุในเครือและสถานีวิทยุที่เช่าเวลาจากสถานีวิทยุของกองทัพบก ก็จะต้องนำเสนอข่าวจากศูนย์ข่าวกองทัพบก ที่มีแม่ข่ายอยู่ในเครือของสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบก ช่อง 5 หรือ ททบ.5 ส่วนสถานีวิทยุในเครือของบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) หรือที่เช่าเวลามานั้น ก็ต้องรับสัญญาณข่าวจากสำนักข่าวไทย ซึ่งอยู่บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) นั่นเอง ทำให้สำนักข่าวต่างๆ ที่เช่าเวลาจากสถานีวิทยุเหล่านี้ ก็มักจะย้ายการนำเสนอข่าวของตัวมาที่เวลาพักครึ่งของแต่ละชั่วโมงแทนการเสนอ ข่าวต้นชั่วโมง นอกเวลาของการเสนอข่าว วิทยุส่วนใหญ่ทั่วประเทศไทยก็จะเป็นรายการเพลงเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นรายการเพลงที่สอดแทรกไปด้วยโฆษณา ทั้งช่วงพักและช่วงการพูดเข้าเพลงของผู้จัดรายการ มาถึงสื่อสิ่งพิมพ์ ที่ประกอบไปด้วยหนังสือพิมพ์ทั้งรายวันและรายสัปดาห์ และบรรดานิตยสารต่างๆ รายวันก็เช่น ไทยรัฐ, เดลินิวส์, มติชน, ข่าวสด, คม ชัด ลึก, ไทยโพสต์, แนวหน้า, บ้านเมือง, กรุงเทพธุรกิจ, บางกอก โพสต์, โพสต์ ทูเดย์, สยามรัฐ - - -
(ภาพจากเว็บไซต์มติชน) - - - ในภาพรวมของสื่อหนังสือพิมพ์เหล่านี้ก็จะนำเสนอในข่าวไม่ได้แตกต่างไปจากกันมากนักในแต่ละฉบับ คือ มักจะเลือกเสนอข่าวใหญ่ระดับประเทศ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม จะมีบ้างในบางครั้ง ที่มีหนังสือพิมพ์บางฉบับที่จะมีข่าวของตัวเองแหลมออกมา แต่ก็เสนอข่าวฉบับเดียวได้ไม่นานนัก หากข่าวนั้นได้รับความสนใจจากสังคม แต่ละฉบับก็จะมีข่าวนั้นออกมาในมุมคล้ายๆกัน
ว่ากันตามทฤษฎีและความเป็นจริงที่เห็นกันอยู่นี้ ก็จะพบว่า สื่อสิ่งพิมพ์มีความต่างจากสื่อโทรทัศน์และสื่อวิทยุ คือ สื่อสิ่งพิมพ์จะให้รายละเอียดได้มากกว่าสื่อประเภทอื่นๆ ที่กล่าวมาข้างต้น และจะหยิบมารับข่าวสารได้เมื่อใดก็ได้ แต่ก็มีลักษณะที่เหมือนกันอยู่ประการหนึ่ง คือ เน้นไปที่ข่าวระดับประเทศ เช่น ข่าวเกี่ยวกับการดำเนินงานของรัฐบาล ข่าวเกี่ยวกับนักการเมือง ดารา บุคคลสาธารณะ อีกประการคือ ด้วยความที่องค์กรเจ้าของสื่อเหล่านี้มีความเป็นองค์กรธุรกิจอยู่ด้วย ทำให้บางครั้งเนื้อหาที่นำเสนอเป็นไปตามความต้องการที่ตอบสนองด้านธุรกิจด้วย ที่เห็นได้ชัดคือ โทรทัศน์ ที่หลายคนมักจะบอกว่า ไม่ชอบใจนัก ที่เห็นโทรทัศน์ออกอากาศละครน้ำเน่าหลังข่าว ทั้งๆที่บางครั้ง คนที่พูดก็อาจจะแอบกลับไปดูที่บ้านบ้างบางครั้ง แต่ละครน้ำเน่านี้เองกลับมีค่าโฆษณาสูงกว่ารายการดีมีสาระเสียอีก ส่วนวิทยุกระจายเสียง ที่มีผู้ฟังมากๆ ก็ไม่พ้นรายการเพลงวัยรุ่น มาดูกันที่หนังสือพิมพ์ หลายแห่งหลายฉบับก็เริ่มยอมรับกันแล้วว่า จุดขายของหนังสือพิมพ์ไม่ได้อยู่ที่ข่าวหน้าหนึ่งอีกต่อไปแล้ว แต่อยู่ที่องค์ประกอบอื่น ที่ทำให้หนังสือพิมพ์ต้องปรับตัว สภาพการณ์เช่นนี้เอง ทำให้มีเสียงจากทั้งนักวิชาการ คนทำงานด้านสื่อ หรือแม้แต่ชาวบ้านบางส่วน ออกมาทำนองว่า ต้องการให้สื่อมีพื้นที่ในการนำเสนอข่าวของคนเฉพาะกลุ่มบ้าง ในทำนองต้องการสิ่งที่เรียกว่า สื่อทางเลือก เพราะสื่อกระแสหลักเหล่านี้ไม่ได้ตอบสนองด้วยการนำเสนอข่าวของคนเฉพาะกลุ่ม หรือหากจะมีนำเสนอข่าวเล็กๆ ที่ไม่ได้กระทบต่อคนทั้งประเทศ ก็จะมีบ้างก็เพียงเล็กๆน้อยๆ สื่อทางเลือกที่มีการพูดถึงกันนั้น อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เคยกล่าวไว้ในการปาฐกถาประชาธรรมประจำปี 2547 ในเรื่อง ผ่าทางตันสื่อไทย สู่สื่อทางเลือก เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2547 ที่หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ - - - นิธิ เอียวศรีวงศ์ (ภาพจากเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ) - - - ว่า.. หมายถึงสองอย่าง หนึ่ง,รูปแบบที่ไม่ธรรมดาตามความเคยชิน สอง,เนื้อหาและการนำเสนอข้อมูลที่ไม่เคยมีใครพูดถึงในสังคมไทย ได้แก่ 1. การพบปะพูดคุยตกลงกันในเวทีต่างๆ อันที่จริงสังคมไทยส่งข่าวสารผ่านปากต่อปาก สิ่งที่พบในสังคมไทยคือไม่มีการพัฒนาสถาบันเก่าๆไปในรูปแบบอื่นให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต เช่น ศาลาในชุมชน การประชุมในเวทีศาสนา สิ่งเหล่านี้เดิมทีเป็นที่ชุมนุม และอบรมภายในชุมชน สังคม หรือผับในอังกฤษ เข้าโบสถ์คริสต์ อิสลาม การประชุมพิธีกรรมทางศาสนาเป็นที่ตกลงอะไรกันในชุมชนสูงมาก เอาประเด็นมาคุย แลกเปลี่ยนข่าวสารพูดคุยแสดงความคิดเห็น แต่การฟังเทศน์ในเมืองไทย ปัจจุบันพระพูดคนเดียว คนอื่นๆไม่มีโอกาสพูดคุย สมาคมผู้ปกครองในประเทศไทย ก็ไม่ได้มีบทบาทที่จะทำให้ผู้ปกครองเข้าไปมีส่วนร่วมในระบบการศึกษาเลย นอกจากจัดงานสังสรรค์ สถาบันทางวิชาการของมหาวิทยาลัยนอกระบบ จัดงานสัมมนาก็เก็บเงิน เป็นต้น ดังนั้นเมืองไทยน่าจะมีการพัฒนาสถาบัน องค์กรต่างๆ อันเป็นสถานที่รวมตัวกัน ให้คนแลกเปลี่ยนกันที่กำลังจะหายไป ทำอย่างไรให้กลับมาสื่อสารแก่คนในสังคม 2. การละเล่น การแสดงพื้นบ้าน ครั้งหนึ่งเป็นเวทีพูดคุยแหล่งข้อมูลข่าวสารที่สำคัญที่สุด เช่น หนังตะลุงที่ยาวนานที่สุด ซึ่งปัจจุบันก็ตายไปบ้าง 3. ละครเวที แต่ยังมีกลุ่มเป้าหมายน้อย เมื่อช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลา และ 6 ตุลา มีการเล่นละครในหมู่บ้าน หลังจากนั้นก็มีละครมะขามป้อมที่ทำงานกับเด็ก ถือเป็นสื่อทางเลือกใหม่ๆ ได้เช่นกัน 4. หนังสือเล่ม สื่อทางเลือกทั้งทำในเชิงธุรกิจ และทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่มักไม่ค่อยถึงคนอ่าน การทำเชิงธุรกิจ คือทำให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้กว้างมากขึ้น 5. จุลสาร เช่น จุลสารชุมชนคนรักป่าซึ่งอยู่รอดได้ด้วยระบบสมาชิก กลุ่มคนอ่าน มีจุดประสงค์ทำงานกับคนชั้นกลางโดยเฉพาะ ต้องคิดวิธีการที่จะอยู่รอดได้และหาวิธีการอื่นๆ 6. นิตยสารคนรุ่นใหม่ เช่น ฟ้าเดียวกัน นิตยสารวัยรุ่น, อะเดย์, ไทยโพสต์, หรือของคุณชัชรินทร์ ไชยวัตน์สมัยหนึ่ง มันไม่ได้มองด้วยเหตุผลทางธุรกิจล้วนๆ - -
- วันดี สันติวุฒิเมธี บรรณาธิการ สาละวินโพสต์ จุลสารราย 6 สัปดาห์ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับพม่า พูดถึงหนังสือที่เป็นสื่อทางเลือกเล่มนี้ว่า ในความเป็นสื่อกระแสหลัก เนื้อหาจึงต้องเปลี่ยนแปลงไปตามความต้องการของท้องตลาด กลุ่มผู้โฆษณา เรานำเสนอเรื่องเดียวซ้ำกันไม่ได้ กอปรกับตอนนั้นเคยได้เขียนเรื่องพม่าให้หนังสือสารคดี ก็รู้สึกว่าเรื่องนี้เราอยากเขียนอีก อยากเขียนให้คนเข้าใจเยอะๆอย่างต่อเนื่อง แต่ก็เข้าใจในข้อจำกัดของสื่อกระแสหลักที่ผลิตเรื่องพม่าไม่ได้ทุกๆวันได้ทุกเดือน จึงคิดว่า สื่อทางเลือกจะเป็นทางเลือกที่ทำให้เราได้ผลิตสื่อขึ้นมาเฉพาะทาง เพื่อให้เป็นทางเลือกในการเสริมในสิ่งที่กระแสหลักไม่มี เพราะฉะนั้น สาละวินโพสต์จึงเป็นสื่อเพื่อสร้างความเข้าใจในประเด็นเกี่ยวกับพม่าโดยเฉพาะ เริ่มต้นตอนทำครั้งแรกคิดว่าเป็นการทดลอง จังหวะที่เริ่มต้นเราทำงานเดิมมา 5 ปี และเรียนปริญญาโท คิดว่าจะเปลี่ยนงานตอนใกล้จบ ก็เลยลาออกแล้วทำวิทยานิพนธ์ เราทำเรื่องไทยใหญ่ก็เลยรู้จักนักข่าวที่ไทยใหญ่ด้วยตั้งแต่รู้จักที่หนังสือสารคดี พอเรียนจบปุ๊บก็มีแหล่งทุนสนใจให้นักข่าวทำสื่อเกี่ยวกับพม่าให้แก่คนไทย เราอยากจะทำมั้ย จึงเป็นจังหวะที่ลาออกจากงานเก่าและเรียนจบปริญญาโท ตอนที่เขาให้ทุนมาก็ไม่ได้บอกว่าให้ทำสาละวินโพสต์หรืออะไร ได้โจทย์มาคุณจะทำเรื่องพม่าให้คนไทยอ่าน จะทำอย่างไร เรื่องการทำงาน ความยากอย่างหนึ่งของการเริ่มต้นทำคือคอนเน็คชันและแหล่งข้อมูล ที่ยังเป็นช่องว่างระหว่างประเทศ ที่ทำให้นักข่าวไทยไม่สามารถเสนอเรื่องพม่าได้เยอะ เพราะนักข่าวไทยเองก็ไม่รู้ว่าจะติดต่อกับแหล่งข้อมูลได้อย่างไร หรือคนในพื้นที่ก็ไม่รู้จะติดต่อออกมาได้อย่างไร พอเราทำตรงนี้เราก็ต้องสร้างคอนเน็คชันของเราขึ้นมา อย่างคนนี้เขาทำเรื่องนี้อยู่นะพอเรารู้ว่าเขาจะทำให้ก็อาจจะบอกว่าให้คนติดต่อคนนี้ให้เราหน่อยนะ เพราะเรื่องพม่าเป็นเรื่องที่คอนข้างเซ้นซิทีฟ ถ้าไม่รู้จักเขาก็ไม่อยากแนะนำ พอเราเริ่มทำงานไปก็รู้ว่าจะติดต่อใครอย่างไรและเราก็ลงพื้นที่ไปตรงนั้น ซึ่งทุกครั้งถ้าไม่รู้จักใครเลยก็จะค่อนข้างทำงานไม่ได้ เพราะลงพื้นที่ปุ๊บจะไม่มีใครให้ความช่วยเหลือ เราลงพื้นที่เองอยู่แล้วที่ผ่านมา ก็มีการข้ามขายแดน ถ้าพูดตรงๆก็คือการแอบข้าม หรือมีคนพาข้าม เพราะพื้นที่ตามแนวชายแดนมันไม่ได้มีรั้วลวดหนามตลอด จึงมีจุดที่ข้ามได้ จึงต้องมีคนพาข้าม ที่เคยข้ามนี่ก็มีทั้งข้ามจากชายแดนไทยเข้าไป และข้ามจากชายแดนจีนเข้าไป ซึ่งตรงนี้ต้องมีคนรู้จักหมดเลย หรือแม้แต่เข้าไปโดยเครื่องบินแม้มีวีซ่าถูกต้อง แต่จะเข้าไปคุยกับใครก็ต้องมีคนพาไปอีก รวมถึงเรื่องของล่ามด้วย ถ้าไม่สร้างคอนเน็กชั่นหรือแหล่งข้อมูลต่างๆ คงทำงานยาก ส่วนแหล่งเงินทุนของสาละวินโพสต์นั้น วันดีไม่ขอเปิดเผย บอกเพียงว่า เงินมาจากสองที่ แต่ว่าแหล่งทุนไม่อยากให้เปิดเผยชื่อ คือมาจากที่อเมริกาและแคนาดาที่เขาสนับสนุนเรื่องสิทธิมนุษยชนของพม่าและคนที่ทำสนับสนุนเรื่องสื่อ ก็ถือเป็นสองที่หลักๆ โดยทุกๆปีเราจะเขียนแผนว่าเราจะทำอะไร ช่วงปีแรกเราจะพิมพ์แค่พันเล่ม พอเราทำแล้วมีคนตอบรับ เราก็เขียนว่าจะปรับปรุงเนื้อหาแบบนี้ เราต้องการค่าใช้จ่ายมากขึ้นเท่านี้ๆ เขาก็อนุมัติเงินมาเพื่อสนับสนุนตามแผนของเรา นี่คือการทำในแต่ละปี ธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการนิตยสาร ฟ้าเดียวกัน เขาไม่คิดว่าหนังสือเล่มนี้คือสื่อทางเลือก ธนาพลมองว่า สื่อก็คือสื่อ เขาไม่เชื่อเรื่องสื่อทางเลือกและสื่อกระแสหลักสักเท่าไหร่ -
ธนาพล อิ๋วสกุล (ภาพจากเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ) - - เราไม่เชื่อเรื่องสื่อทางเลือกและสื่อกระแสหลักเท่าไร การที่บอกว่าสื่อทางเลือกหรือสื่อกระแสหลัก หรือว่าอย่างอื่นเป็นสื่อทางเลือก เราไม่ค่อยรับหลักเกณฑ์นี้สักเท่าไร เพราะสื่อก็คือสื่อ บางทีมันเหมือนเป็นข้ออ้าง เช่น เวลาที่พูดถึงสื่อทางเลือก ตอนหลังๆ ก็เหมือนเป็นข้ออ้างสำหรับการแก้ตัว ถ้าทำอะไรได้ไม่ค่อยดี ว่าไม่ใช่สื่อกระแสหลัก เราเป็นสื่อทางเลือกอะไร อย่างนี้เป็นต้น ถ้าให้พูดแบบ critical หน่อย เราไม่ค่อย happy เพราะเห็นว่าสื่อทางเลือกบางเล่มก็ไม่ได้ลึกไปกว่าสื่อกระแสหลักสักเท่าไร โดยเฉพาะที่เรียกว่ามาจากเอ็นจีโอ อย่างสื่อของคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ ที่มาทำจดหมายข่าวอะไรออกมา คือดูไม่ได้น่ะ ถ้าบอกว่านั่นคือทางเลือก ต้องบอกว่าจ้างให้ก็ไม่อ่านน่ะ เพราะไม่มีข้อมูลอะไรที่มันแตกต่างจากอันอื่นเท่าไรเลย สื่อทางเลือกส่วนหนึ่งคือเป็นสื่อที่ได้รับการซัพพอทจากเอ็นจีโออะไรประเภทนี้ เรื่องบางเรื่องมันไม่ค่อยรับผิดชอบกับคนอ่านเท่ากับรับผิดชอบกับแหล่งทุน ทำแบบออกไม่สม่ำเสมอบ้าง หรือทำแบบขอไปที พวกเอ็นจีโอที่ทำออกมาเนี่ย บางทีเรียกได้ว่าเป็นขยะ คือแค่เอาข่าวในหนังสือพิมพ์ที่แถลงข่าวมาใส่ แล้วบอกว่านี่เป็นข่าวสารภาคประชาชน เราคิดว่ามันง่ายไปหน่อย ในเรื่องแนวโน้มของสื่อทางเลือกและสื่อกระแสหลัก ถ้าในแง่ของความหลากหลายมันก็คงดี ที่มีเพิ่มมากขึ้น เช่น การมีเว็บไซต์ของประชาไท และศูนย์ข่าวอิศรา เพราะมีให้เลือกเยอะ และทำให้สื่ออื่นปรับตัว ที่เรียกว่าสื่อกระแสหลัก เพื่อให้มันอยู่รอดได้อะไรอย่างนี้ ทุกฉบับก็คงต้องปรับกันอยู่ล่ะมั้ง รูปธรรมง่ายๆ อย่างสำนักข่าวประชาธรรมเมื่อก่อนที่พยายามจะสร้าง ก็ไม่เวิร์ก มันก็คือเครือข่ายเอ็นจีโอที่เห็นๆกันอยู่ ไม่ได้บอกว่าไม่สำคัญ เพราะมันมีเนื้อที่ลงในสื่อกระแสหลักจำนวนหนึ่งอยู่แล้ว คุณูปการอันหนึ่งของสื่อทางเลือกก็คือ มันทำให้สื่อที่เรียกว่ากระแสหลักมาสนใจประเด็นเกี่ยวกับคนชายขอบมากขึ้น ซึ่งทำให้สื่อกระแสหลักให้พื้นที่ตรงนี้พอสมควร เช่น กรุงเทพธุรกิจ ก็มีเซ็กชั่นจุดประกาย มติชนก็มีเช็กชั่นวันอาทิตย์ บางกอกโพสต์ก็มีเอาท์ลุก ซึ่งก็ถือว่ามีพื้นที่ให้พอสมควรไม่ใช่เหรอ แต่ถ้าถามเราเราคงไม่พอใจแค่นั้น อยากเรียกร้องมากกว่านั้น เช่น การ critical ภายในการเองในขบวนการ ส่วนหนึ่งถือเป็นการปรับตัวของสื่อกระแสหลักที่ต้องเปิดพื้นที่ให้เรื่องอื่นๆเข้าไปด้วย แต่ความเปลี่ยนแปลงมันยังไม่น่าพอใจ เพราะจริงๆแล้วมันไม่ใช่แค่พื้นที่ หรือมีพื้นที่ให้อย่างเดียว บางทีมันต้องอาศัยมุมมองอื่นๆด้วยในการนำเสนอ ต้องดูเป็นเรื่องๆ และบางเรื่องก็ต้องมาตั้งคำถามว่าแค่เรียกว่ามีพื้นที่เนี่ย พอหรือเปล่า มีพื้นที่ให้ชาวบ้านพูดอย่างเดียว พอหรือเปล่า มันอาจจะต้องการมากกว่านั้นหรือเปล่า หรือว่าเรื่องบางเรื่องไม่ใช่การฝากความหวังไว้กับสื่อย่างเดียว ต่อให้มีพื้นที่แล้วไง ต้องมีปฏิบัติการอย่างอื่นด้วย เราไม่คิดว่าสื่อจะเป็นคู่มือในการแก้ปัญหา แต่เป็นแค่เวทีที่ให้ปัญหาแต่ละอันมาเผชิญหน้ากัน คือไม่ต้องความหวังว่าจะสื่อจะเป็นอะไรมากมายที่บันดาลได้ทุกอย่าง ยังมีสื่อทางเลือกอื่นอีกที่ อ.นิธิไม่ได้กล่าวถึงอย่างจำเพาะเจาะจง นั่นก็คือ สื่ออินเตอร์เน็ต ปัจจุบัน สื่ออินเตอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทในสังคมคนไทยมากขึ้น มีการจัดทำเว็บไซต์ในหลากหลายรูปแบบ ทั้งเพื่อสื่อสารเป็นเฉพาะ เช่น การเมือง วัยรุ่น รถยนต์ ไม่เว้นแม้แต่เอ็นจีโอ เช่น เว็บ http://www.thaingo.org ที่ระบุไว้ในหน้าแรกของเว็บไซต์ว่า Thai NGO.org สื่อทางเลือกเพื่อการพัฒนา
ภายในเว็บไซต์นี้จะมีทั้งบทความของคอลัมนิสต์ต่างๆ เช่น คอลัมน์เหลียวซ้ายแลขวา โดย วิริยะ สว่างโชติ รวมถึงบทความจากเว็บไซต์เอ็นจีโออื่นๆ เช่นจากเว็บไซต์ เอฟทีเอ ว็อทช์ www.ftawatch.org กลุ่มศึกษาข้อตกลงการค้าเสรีภาคประชาชน รวมทั้ง เว็บไซต์ที่ดำเนินการในลักษณะสื่อทางเลือก เช่น เว็บไซต์ของสำนักข่าวประชาไท www.prachatai.com เว็บหนังสือพิมพ์ออนไลน์ ที่มีทั้งข่าวในแบบของสำนักข่าวประชาไท มีคอลัมน์ต่างๆ เว็บไซต์ของนิตยสาร Open ที่ประกาศขอลาพักร้อนในการทำหนังสือไปแล้ว www.onopen.com โอเพ่นออนไลน์ มีคอลัมนิสต์ประจำอย่าง มุกหอม วงษ์เทศ วันชัย ตัน
และเว็บไซต์ที่หลากหลาย เปิดโอกาสให้ผู้เข้ามาใช้งานเลือกที่จะนำเสนอเอง และให้ผู้อ่านแสดงความเห็นได้ ซึ่งรูปแบบนี้มีการเรียกขานกันว่า เว็บล็อก (Weblog) หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า บล็อก (Blog) คนแรกที่ใช้คำว่าเว็บบล็อกคือ Jorn Barger นักเขียนชาวอเมริกา เริ่มในช่วงปี 2540 ต่อมา Peter Merholz ก็แปลงเป็น We Blog แทนและใช้คำว่า บล็อก แทน ปัจจุบันมีเว็บไซต์ที่ให้บริการและมีผู้ให้ความสนใจใช้บริการจำนวนมาก เช่น www.bloggang.com ที่เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการด้านบล็อก โดยทีมงาน pantip.com มีสมาชิกอยู่ถึง 38,477 คน มีบล็อกถึง 286,036 บล็อก จากหัวเรื่องทั้งหมด 77 หัวเรื่อง www.exteen.com มีสมาชิกถึง 69,704 คน www.blogdd.com/home.php , http://blog.sanook.com ล่าสุด เว็บไซต์ข่าวอย่างเครือผู้จัดการและเครือเนชั่น ก็เริ่มหันมาให้บริการด้านบล็อกแล้ว ที่ http://weblog.manager.co.th ในการใช้งานบล็อก ทุกคนในระบบอินเตอร์เน็ตมีโอกาสได้เป็นทั้งผู้สื่อข่าวและผู้รับสารในคนๆเดียวกัน ใครใคร่เขียนอะไรก็ได้ ต้องการนำเสนอเรื่องอะไรในความสนใจของตัวเอง หรือเรื่องราวที่ต้องการให้ผู้รับทราบก็ได้ ชนิดที่ไม่ต้องง้อสื่อกระแสหลักก็ว่าได้ สื่อทางเลือกชนิดนี้ได้เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะนอกจากไม่ต้องลงทุนตั้งสำนักข่าวเป็นของตัวเองแล้ว การโต้ตอบก็กระทำได้ทันที แต่การเลือกบล็อกหรือเว็บไซต์ต่างๆ ในประเทศไทย ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่ว่า จำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในประเทศยังมีจำนวนน้อยอยู่ ส่วนใหญ่จะเป็นคนชั้นกลาง แม้จะมีโอกาสได้นำเสนอข่าวสารของกลุ่มคนได้มากขึ้นก็ตาม โอกาสเติบโตของสื่อทางเลือกหลายๆรูปแบบน่าจะเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะสื่อทางเลือกประเภทเว็บไซต์ เพราะมีความได้เปรียบกว่าสื่อทางเลือกอื่นๆมาก ทั้งปริมาณการนำเสนอข้อมูลที่ไม่ขึ้นอยู่กับเวลาและหน้ากระดาษ เวลาการเลือกรับชมที่ไม่ตายตัว และสถานที่รับสาร ที่อยู่ ณ จุดใดของโลกก็เข้าถึงได้ ขอแค่มีคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตก็แล้วกัน และก็น่าจะมีความเป็นไปได้ว่า สื่อทางเลือกประเภทนี้จะเป็นส่วนช่วยผลักดันให้สื่อกระแสหลักเปิดพื้นที่ในเว็บไซต์ของพวกเขาให้แก่กลุ่มคนหรือบางข่าวสาร ที่ไม่ค่อยได้รับความสำคัญในสื่อกระแสหลักสักเท่าใด ก็เป็นไปได้.. ------------------------- สนใจอ่านในรูปแบบ pdf ได้ที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้ที่ http://www.tja.or.th/images/stories/AllPDF/4%20ChoiceOfMassMedia.pdf |
| << | กันยายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | ||||||