|
โดย สรวิศ ชุมศรี หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน ได้ลงข่าวการเสวนาเกี่ยวกับการเมือง ซึ่งจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภายใต้ชื่อ "ประชาธิปไตยไทย ประชาธิปไตยของใคร" มี "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ "นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี" เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ร่วมเสวนา ในเนื้อหาข่าวดังกล่าวนั้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้กล่าวในการสัมมนาครั้งนี้ว่า "ประชาธิปไตยไทยนับจากนี้ จะเป็นระบบตัวแทนมากขึ้น เพราะประชาชนตื่นตัว หลังเกิดการรัฐประหาร และเข้าใจประชาธิปไตยมากขึ้น สังคมต้องการนำประชาธิปไตยไปสู่การเลือกตั้งมากขึ้น รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องนำไปสู่การเลือกตั้งและประชาธิปไตยอย่างแท้จริง" "การเมืองนับจากนี้ยังจำเป็นต้องใช้ระบบตัวแทน เพราะเป็นไปได้ยากที่จะให้ประชาชนมาลงประชามติทุกเรื่อง หรือการลงคะแนนเสียงผ่านอินเตอร์เน็ต ต้องมีระบบตัวแทน โดยผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนก่อนที่จะมีการตัดสินใจ" ส่วนเลขาธิการพรรคพลังประชาชนให้ความเห็นไว้ว่า "ประชาธิปไตยนับจากนี้ จะมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่การมีส่วนร่วมของประชาชนมากขึ้น โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมแบบทางตรง ซึ่งเห็นได้ชัดในวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา ในการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ประชาชนให้ความสนใจเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในทางตรง" "ต่อไปนี้ประชาธิปไตยแบบตัวแทนจะเกิดขึ้นได้ยาก เพราะประชาชนอยากมีส่วนร่วมทางการเมืองในทางตรงมากขึ้น"

(ภาพจากเว็บไซต์หนังสือพิมพ์มติชน) คำพูดของแกนนำของสองพรรคการเมือง ที่ประกาศอยู่คนละขั้วกันนั้น ไม่ว่าจะพูดออกมาโดยที่เข้าใจเช่นนั้นจริงๆ และเห็นว่าควรจะเป็นเช่นนั้น หรือว่าจะแสร้งพูดไปก็ตาม แต่ก็เป็นคำพูดที่ประกาศต่อเวทีสาธารณะ ก็ควรต้องถือว่าเป็นเครื่องผูกมัดในความคิดของผู้พูดเอง เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็วิเคราะห์ตามคำพูดนั้น นั่นคือการที่อภิสิทธิ์มองว่า หลังจากนี้ไป ประชาธิปไตยของไทยยังคงจะเป็นระบบตัวแทนอยู่ หากแต่ผู้แทนประชาชนจะต้องรับฟังความเห็นจากประชาชนก่อนที่จะมีการตัดสินใจนั้น หากจะโลกในแง่ร้าย ก็เป็นไปได้ว่า ผู้แทนราษฎรหรือ ส.ส.ไม่จำเป็นต้องนำความเห็นของประชาชนมาใช้ก็ได้ นั่นก็คงเป็นไปได้ว่า ประชาธิปไตยในประเทศไทยก็ยังคงเหมือนอย่างที่เคยๆเป็นมา เช่นบางครั้ง สิ่งที่ได้รับความเห็นชอบออกมาจากผู้แทนราษฎร ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องริเริ่มจากประชาชน อาทิ กฎหมายที่ออกมาใช้บังคับประชาชน หรือโครงการการสร้างเขื่อนในสถานที่ที่ประชาชนในพื้นที่ไม่เห็นด้วย จนเกิดการประท้วง หรือหากมองโลกในแง่ดี นับแต่นี้ไป ส.ส.จะฟังความเห็นของประชาชน เพื่อใช้เป็นเหตุผลหลักในการตัดสินใจมากกว่าการใช้เหตุผลทางการเมือง ก็คงเป็นการมองโลกในแง่ดีจนเกินไป เพราะที่ผ่านมา มากกว่า 10 ปี ที่มีความพยายามสร้างกฎเกณฑ์ขึ้นมาในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 เพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่า ประชาธิปไตยทางตรง การมีส่วนร่วมของประชาชนให้มากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติ กลับเป็นการยากที่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้โดยง่าย เช่น การเข้าชื่อกันของประชาชนเพื่อเสนอกฎหมาย มีตัวอย่างให้เห็นกันอยู่แล้วในร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน ที่นอนนิ่งอยู่ในรัฐสภามานาน หรือแม้แต่การทำประชามติ ก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริง (ไม่นับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ นั่นเพราะการทำประชามติดังกล่าว เป็นการริเริ่มจากรัฐ ที่มีที่มาจากการัฐประหาร ไม่ใช่การประชามติในประเด็นที่ริเริ่มจากภาคประชาชน) หาก "อภิสิทธิ์" ได้มองเห็นเช่นนั้นจริงๆ ว่า คงเป็นไปได้ยากที่จะให้ประชาชนมามีส่วนร่วมในประชาธิปไตยแบบทางตรงได้ โจทย์จากนี้ไปของ "อภิสิทธิ์" และพรรคประชาธิปัตย์ ที่ควรจะทำมากไปกว่าการพูดในทำนองว่าเข้าใจในปัญหา ก็คงจะเป็นการพยายามสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มีมากขึ้น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างประชาธิปไตยทางตรงให้เกิดขึ้น ในฐานะที่เป็นพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ความพยายามนี้ก็อาจทำให้เกิดนโยบายที่โดนใจประชาชนไปมากกว่านโยบายประชานิยม ที่พรรคประชาธิปัตย์พยายามต่อสู้มาหลายปี อาจจะได้เห็นความพยายามของพรรคประชาธิปัตย์กันไปบ้างแล้วในการจัดทำ "สมัชชาประชาชน" ที่ขึ้นต้นได้ดี แต่ก็เงียบหายไป อาจจะเป็นเพราะเกิดการรัฐประหารเมื่อปีที่แล้ว ในปีนี้ เราจึงได้เห็นกันแต่ "วาระประชาชน-ประชาชนต้องมาก่อน" ที่พรรคประชาธิปัตย์คิดแล้วว่าเป็นเรื่องต่างๆ ที่ต้องทำให้ประชาชน จึงเสนอเป็นนโยบาย แต่หลายๆฝ่ายก็วิพากษ์วิจารณ์ว่าส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเรื่องในเชิงนามธรรม จับต้องไม่ได้ จนเกิดการนำไปล้อว่าเป็นนโยบายประชาชนต้องตายก่อน สำหรับ "สุรพงษ์" นั้น เมื่อเข้าใจแล้ว ว่า ประชาธิปไตยของไทยจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นประชาธิปไตยแบบทางตรง ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ก็คงต้องรอดูว่า พรรคพลังประชาชนจะเดินหน้านโยบายไปในทางที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้นหรือไม่ หรือจะเป็นเพียงแต่คำพูดเพื่อให้เป็นไปตามกระแสของโลกประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นในขณะนี้เท่านั้น เพราะที่ผ่านมาในช่วงเวลาอันยาวนานของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ประชาธิปไตยแบบทางตรงก็ไม่ได้เดินหน้าไปในทิศทางอันควรจะเป็นมากนัก เมื่อคนในพรรคไทยรักไทยเดินหน้าทางการเมืองใหม่ในนามพรรคพลังประชาชน ก็เป็นเรื่องที่จะคาดหวังได้หรือไม่ว่า พรรคพลังประชาชนจะดำเนินการให้เกิดประชาธิปไตยแบบทางตรงได้มากขึ้น ? แต่ไม่ว่านักการเมืองพรรคไหน ขั้วไหน จะคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยไทย ที่จะก้าวต่อไปในภายภาคหน้า สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ความคิดและความเข้าใจของประชาชนคนไทยที่มีต่อระบอบประชาธิปไตยว่าเป็นอย่างไร ยังพอใจที่จะมีส่วนร่วมเพียงแค่หย่อนบัตรเลือกตั้ง แล้วก็อยู่กันไปภายใต้ระบอบอุปถัมภ์ ไม่ต้องคิดอะไรมาก เพราะมีตัวแทนทำหน้าที่แทนเราแล้ว หากตัวแทนทำไม่ดี ไว้ค่อยลงโทษด้วยการไม่เลือกในครั้งหน้า ยังพอใจที่จะให้นักการเมืองและข้าราชการระดับสูงเท่านั้นหรือ ที่จะมากำหนดว่าสิ่งไหนควรทำ สิ่งไหนไม่ควรทำ สิ่งไหนเหมาะสม สิ่งไหนไม่เหมาะสม ด้วยการออกกฎระเบียบหรือดำเนินโครงการต่างๆตามอำเภอใจ โดยไม่ต้องมาถามประชาชนสักคำ หรือปล่อยให้นักการเมืองส่วนหนึ่งโกงกินกันเข้าไป แล้วก็เฉยๆด้วยเหตุผลว่าถือเป็นค่าจ้างเล็กๆน้อยๆตอบแทนการทำงานเพื่อชาติ ทั้งที่ไม่มีใครบังคับคนพวกนั้นเข้ามาเป็นนักการเมือง หรือเข้าใจแล้วว่า ประชาธิปไตยไม่ได้หมายถึงการเลือกตั้งเพียงเท่านั้น หากแต่ยังหมายถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนด้วย อย่างน้อยก็คือการมีส่วนร่วมในระดับชุมชนและท้องถิ่นของตัวเอง หรืออาจจะเข้าใจแล้วว่า "ประชาธิปไตย" มาจากคำว่า "ประชา" และ "อธิปไตย" อันหมายถึงการปกครองที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน.. ------------------------
|