พิมพ์หน้านี้
|
โดย อริน เจียจันทร์พงษ์ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นและสภาพปัญหา การสื่อสารในสังคมสมัยใหม่ สื่อสารมวลชนกลายเป็นหัวใจสำคัญของวัฒนธรรม หมายถึงการเป็นผู้สร้างสรรค์วัฒนธรรมของสังคม เพราะคนในสังคมสมัยใหม่ รับรู้เหตุการณ์ หรือปรากฏการณ์โดยอ้อม นั่นคือผ่านสื่อสารมวลชน หรือเรียกว่าเป็นประสบการณ์ผ่านสื่อ (Mediated-Experience) เป็นวัฒนธรรมแบบมีสื่อเป็นตัวกลาง ผลผลิตของสื่อมวลชนสมัยใหม่ เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ จึงมีความสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมในสังคมสมัยใหม่ ในทางการเมือง สื่อมวลชนต้องมีบทบาทเป็นตัวกลางเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลต่างๆ และต้องช่วยสะท้อนความคิดสาธารณะสู่ผู้บริหารประเทศ ในการนี้คนทุกกลุ่มต้องมีสิทธิในการใช้สื่ออย่างเท่าเทียมกัน และสื่อมวลชนก็ต้องเป็นพื้นที่สาธารณะ(public sphere)ซึ่งพื้นที่นี้ต้องเป็นอิสระจากการครอบงำของกลุ่มต่างๆ หรือเรียกว่า สื่อมวลชนต้องเป็นตลาดความคิดเห็น (The Marketplace of Idea) ในการแสดงความคิดเห็นที่หลากหลายจากทุกกลุ่มในสังคม
(ภาพจากเว็บไซต์มติชน) สื่อมวลชนทำหน้าที่นั้นอย่างสมบูรณ์หรือไม่ ? เราพบว่า ในพื้นที่สื่อ เรื่องราวที่เสนอสู่สาธารณะ เป็นเรื่องของคนกลุ่มเล็กๆ ได้แก่ ผู้มีอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ยังคงเป็นฝ่ายผูกขาดพื้นที่ส่วนใหญ่ในสื่อต่างๆ อย่างคงเส้นคงวาเป็นจารีตนิยมในวงการข่าวสาร ตรงกันข้ามกับประชาชนจำนวนมาก ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้เป็นข่าวและถูกมองว่าเป็นผู้ไม่มีอำนาจไม่มีสิทธิ์เสียงในการแสดงตนต่อสาธารณะ คนเหล่านี้จึงกลายเป็นผู้ไม่มีความชอบธรรมที่จะเป็นแหล่งข่าวในเรื่องของตนเอง หรือในการมีส่วนร่วมในเรื่องทางการเมือง เศรษฐกิจ หรือสังคม ปัจจัยใดบ้างทำให้เป็นเช่นนั้น? อำนาจทางการเมือง : มีการแทรกแซงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทำงานข่าว ซึ่งปรากฏออกมาในรูปแบบต่างๆ เช่น การสังหารนักหนังสือพิมพ์ การปิดแท่นพิมพ์ การขอร้องให้งดออกข่าว การแทรกแซงกองบรรณาธิการโดยการติดต่อเข้าพบในช่วงที่สื่อโจมตีรัฐบาลอย่างหนัก การต่อรองด้วยงบโฆษณา(แทรกแซงโดยทุน) การใช้กฎหมายฟ้องร้อง การเข้ายึดกิจการ(เทคโอเวอร์) การสร้างสื่อขึ้นมาโจมตีฝ่ายตรงข้าม เช่น ปลายสัมยจอมพลปอ หนังสือพิมพ์ธรรมาธิปัตย์เป็นกระบอกเสียงของจอมพล ป. หนังสือพิมพ์ชาวไทยเป็นปากเสียงของพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ หนังสือพิมพ์สารเสรีเป็นปากเสียงของพันโทสฤษดิ์ ธนะรัชต์ สมัยทักษิณมีเว็บไซต์รีพอตเตอร์ คลื่นวิทยุต่างๆ การใช้ข้อความสั้นผ่านหน้าจอโทรทัศน์(เอสเอ็มเอส) นอกจากนี้ ในยุคปัจจุบันยังมีการสร้างประเด็นใหม่ทั้ง ข่าวดี ข่าวลวง ข่าวหลอก กลบข่าวการวิพากษ์วิจารณ์ พลิกสถานการณ์จากฝ่ายรับมาเป็นฝ่ายรุก เพื่อให้ความนิยมที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลไม่ลดน้อยลงไป รุจน์ โกมลบุตร และคณะ[1] ศึกษาการกำหนดวาระข่าวสารของรัฐบาลในช่วงปี 2545 -2547 พบหลายกรณี เช่น ช่วงเดือนมกราคม 2547 มีการแพร่ของไข้หวัดนก จึงมีข่าวสร้างเรื่องนายกรัฐมนตรีจะปรับเงินเดือนข้าราชการ กรณีข้อสอบเอนทรานซ์ 2547 รั่ว จึงมีข่าวสร้างเรื่องกระแสการปรับครม.และกรณีทัวร์นกขมิ้น เป็นต้น หรือการใช้รายการนายกฯทักษิณ พบประชาชน ทุกเช้าวันเสาร์ เป็นเครื่องมือในการส่งผ่านความคิด วาทกรรมต่างๆ การโจมตีฝ่ายตรงข้าม ซึ่งรัฐบาลนี้ก็ทราบจิตวิทยาของสื่อว่า วันเสาร์-อาทิตย์ไม่ค่อยมีข่าว จึงอาศัยรายการนี้แย่งชิงพื่นที่สื่อ และรู้ว่าสื่อจะหยิบนำไปเสนออยู่แล้ว อำนาจเศรษฐกิจ : สื่อมวลชนจัดเป็นลูกผสมระหว่าง 2 มิติ คือการเป็นองค์กรทางธุรกิจ กับการเป็นสถาบันเพื่อการให้บริการสาธารณะ(Public service) ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ วิทยุ หรือโทรทัศน์ แต่ปัจจุบันสื่อมวลชนได้ถูกสถาปนา เป็นภาคการผลิตอุตสาหกรรมอย่างเต็มรูปแบบไปแล้ว ฉะนั้นการดำเนินการที่ไม่เข้ามาตรฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม จะถูกตัดออกจากระบบการแข่งขันอย่างสิ้นเชิง หรือไม่ก็ขาดทุนจนท้ายที่สุดอยู่ไม่ได้ ปัญหาการผลิตข่าวสารให้เป็นสินค้าสำเร็จรูป ทำให้องค์กรสื่อและนักวิชาชีพต้องทำงานภายใต้ ตรรกะของระบบทุนนิยม อย่างไม่มีทางเลือก โดยคัดสรรเรื่องที่เป็นประเด็นข่าวในกระแสหลัก และบุคคลสำคัญของกลุ่มอำนาจ เพื่อประโยชน์ในการขายประเด็นข่าวนั้นๆ
(ภาพจากเว็บไซต์โอเพ่นออนไลน์) รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์[2] อธิบายถึงอำนาจเศรษฐกิจที่มีผลต่อการบริหารของหนังสือพิมพ์ไทยปัจจุบันว่า กำลังย่างกรายเป็น McJournalism (มาจากคำว่า Mcdonaldization หรือกระบวนการแมคโดนัลนานุวัตร หมายถึงหลักการจัดการร้านอาหารแบบฟาสฟู้ด ที่กำลังครอบงำระบบเศรษฐกิจโลก) โดยการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมทางธุรกิจทำให้ธุรกิจสื่อมวลชนไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับประเด็นประสิทธิภาพ ประสิทธิภาพถูกผลักดันจากกลไกตลาด ด้วยเหตุนี้สื่อมวลชนจึงต้องสนองตอบต่อความเปลี่ยนแปลงของตลาด และการสนองตอบนี้มีผลต่อการจัดองค์กรในการผลิต มีผลต่อการหาและการผลิตข่าว และมีผลต่อการนำเสนอข่าว การตลาดทำให้การบริหารจัดการสื่อมวลชนมีลักษณะเป็นธุรกิจมากขึ้น ปรากฏการณ์ดังกล่าวส่งผลให้สื่อนำเสนอข่าวที่เน้นการพาดพัวข่าวหวือหวา สร้างอารมณ์ การเขียนข่าวต้องสั้น กระชับ จบในหน้า หนังสือพิมพ์โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์เชิงปริมาณ จึงให้ความสำคัญกับข่าวดารา ผู้มีชื่อเสียง ความสัมพันธ์ทางเพศ ขณะที่ความหลากหลายของข่าวมีน้อยลงและข่าวนอกกระแสตลาดจะมีพื้นที่น้อย
มุมมองทางวัฒนธรรมการเมือง : นิธิ เอียวศรีวงศ์[3] อธิบายไว้ในบทความเรื่อง รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม ว่า ... วัฒนธรรมที่ทำให้คนไทยไม่สามารถใช้ประชาธิปไตยเพื่อปกครองตนเอง เป็นวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับการสร้างรัฐชาติ วัฒนธรรมชาตินี้ไม่ลงรอยกับระบอบประชาธิปไตย สำนึกความเป็นชาติไทย(ชาตินิยม)เป็นแบบสั่งการลงมาจากเบื้องสูง ส่วนบนของโครงสร้างได้รับความสำคัญลดหลั่นลงมาถึงส่วนล่างในโครงสร้าง(ประชาชน) ทั้งนี้การปฏิวัติ 2475 เป็นการเปลี่ยนมืออำนาจจากเจ้าไปสู่ชนชั้นนำที่เป็นทหาร พลเรือน แต่ไม่ได้ปฏิวัติในส่วนที่เป็น ประชาชน (ประชาชาติ) จึงเปิดโอกาสให้นักการเมือง กองทัพ ใช้ชาติเป็นเครื่องมือทำลายสิทธิเสรีภาพของประชาชน นอกจากนี้ความทรงจำร่วมกัน หรือประวัติศาสตร์แห่งชาติถูกสร้างในลักษณะ ผู้นำ-มหาบุรุษ ไม่ใช่ประชาชาติ จึงมีการมองหาผู้นำมาแก้ปัญหา ไม่ได้คิดว่า ประชาชนจะมีศักยภาพ ประเด็นดังกล่าว นักวิชาชีพและลูกค้าของสื่อที่เป็นชนชั้นกลางก็ตกอยู่ภายใต้สำนึกแบบนี้ สื่อและชนชั้นกลาง จึงมองสถานะของแหล่งข่าวชาวบ้านว่า ไม่น่าเชื่อถือ ในกรณีที่ประเด็นปัญหาเป็นข้อขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับกลุ่มที่มีอำนาจทุนหรืออำนาจรัฐ สื่อจะมีโอกาสรับรู้ข้อมูลจากฝ่ายที่มีอำนาจมากกว่า และได้รับการชักจูงให้เปิดพื้นที่แก่ฝ่ายอำนาจ เพื่อปิดปากฝ่ายชาวบ้าน เหล่านี้คือสภาพโครงสร้างของการที่เสียงของประชาชนถูกเซ็นเซอร์อยู่ตลอดเวลา พื้นที่สาธารณะในสื่อสารมวลชนกระแสหลัก จึงมีสภาพปิดกั้นไม่ให้คนทั่วๆ ไป เข้าไปใช้ดำเนินกิจกรรมต่างๆ ทางสังคม วัฒนธรรม และการเมือง พื้นที่เหล่านี้แม้ดูเหมือนว่าเป็นเวทีเปิด แต่กลับมีการล้อมรั้วและตรวจบัตรอย่างเข้มงวดเปิดให้ผู้ใช้เฉพาะกลุ่มที่จัดอยู่ในมาตรฐาน ของฝ่ายผู้เป็นเจ้าของครอบครองพื้นที่เท่านั้นที่มีโอกาสเข้าไปได้ มุมมองในแง่โมเดลการสื่อสาร : ทฤษฎีการกำหนดวาระข่าวสาร ของแม็คค็อมและชอว์พูดถึงสื่อว่า เป็นผู้ที่ทำหน้าที่กำหนดประเด็นให้แก่สังคม (อะไรสำคัญมาก สำคัญน้อย)ขณะที่แม็คเควล และวินดาห์ล ยังพูดถึงใครเป็นผู้กำหนดวาระข่าวสารนั้นบ้าง นอกจากนี้สื่อยังทำหน้าที่เป็นผู้รักษาช่องทางข่าวสาร ซึ่งกัลตุลและรูจเน้นถึงความสำคัญของผู้รักษาชื่องทางข่าวสารในเรื่องวิธีคิด การรับรู้ การมองโลกของนักสื่อสารมวลชน เช่น ภูมิหลัง ชนชั้น มีผลต่อกระบวนการคัดเลือกข่าวสาร ทั้งนี้องค์กรสื่อมีกระบวนการทำงานที่ซับซ้อน มีการคัดกรอง เลือกสรร หลายขั้นตอน กว่าจะตีพิมพ์ออกมาสู่สาธารณะ สื่อทางเลือกคืออะไร ? จากปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้นทำให้ การทำงานของสื่อ ในทางปฏิบัติแล้วไม่สามารถเป็นตลาดเสรีในการแสดงความคิดเห็นได้อย่างแท้จริง โดยลักษณะการขาดการเข้าถึงนั้นมีลักษณะอย่างน้อย 3 ประการ ได้แก่ 1.) การกีดกันทางความคิดโดยสมบูรณ์จากสื่อประเภทประชานิยม(Popular Media Market Place) 2.) การกีดกันการแสดงความคิดเห็นของคนกลุ่มนั้นๆ ต่อเหตุการณ์การเข้าร่วมชุมนุมประท้วง แต่จะรายงานเพียงการเกิดเหตุการณ์การชุมนุมประท้วงของกลุ่มที่เข้าร่วมเท่านั้น 3.) จะเยาะเย้ยหรือแบ่งกลุ่มความคิดของคนเหล่านี้ มากกว่าจะนำความคิดมาอธิบายโต้เถียงเพื่อหาข้อสรุป ด้วยลักษณะดังกล่าวการแสดงความคิดเห็นอันหลากหลายแท้ที่จริงก็ถูกปฏิเสธในเวทีเสรีแห่งการแสดงความคิด ซึ่งเวทีดังกล่าวนี้ ไม่เพียงแต่จะไม่พยายามเป็น ทุกสิ่งสำหรับทุกคน แต่ยังเป็นที่ที่ปกป้องสถานะของผู้ที่มีอำนาจในการใช้สื่อในสังคมด้วย ดังนั้น คนกลุ่มต่างๆ ที่ไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่สื่อ ซึ่งถือว่าเป็นเวทีที่เสรีในการแสดงความคิดเห็น จึงต้องสร้างเวทีดังกล่าวขึ้นมารองรับตนเอง โดยแต่ละกลุ่มก็จะจัดพิมพ์สื่อของตนเอง ที่เรียกว่าเป็นสื่อทางเลือก(Alternative Media) และนิยามสิ่งต่างๆแบบล่างขึ้นบน(Bottom Up) ซึ่งตรงข้ามกับธรรมเนียมปฏิบัติของสื่อกระแสหลักทั้งหลายที่มักจะให้มุมมองแบบบนลงล่าง(Top Down) อันทำให้ความเข้าใจต่อกลุ่มต่างๆ หรือเหตุการณ์ต่างๆ นั้น ผิดเพี้ยนไป ฐานคิดทางการเมือง : ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร[1] ได้อธิบายว่า . ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมหรือประชาธิปไตยแบบเปิดกว้าง เป็นประชาธิปไตยที่เน้นการเปิดพื้นที่สาธารณะในสังคม ให้เกิดการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง เพื่อสร้างบทสนทนาสาธารณะ(Public Discourse) อันจะนำไปสู่ การแก้ปัญหาร่วมกัน ขณะที่ประชาธิปไตยแบบตัวแทน เป็นเพียงมรรควิธีในการทำให้ผลประโยชน์ของคนในสังคมได้รับการตอบสนองจากรัฐ ฉะนั้นการเมืองแบบใหม่นี้ จึงเป็นการเมืองแบบที่ต้องการแยกย่อย/สลายระบบที่ดำรงอยู่(Disarticulation) เพื่อผลในการปรับเปลี่ยนทิศทางหรือเพื่อการจัดลำดับความสำคัญของปัญหาใหม่(Rearticulation) อันจะนำไปสู่ การสร้างวาทกรรมชุดใหม่ในเรื่องนั้นๆ ขึ้นมาในสังคมในที่สุด(Counter - Hegemonic Discourse) หรือถ้าพูดในภาษาของนโยบายสาธารณะก็คือ เพื่อจัดวาระแห่งชาติชุดใหม่นั่นเอง . ฐานคิดทางทฤษฎีการสื่อสาร : ทฤษฎีประชาธิปไตยแบบการมีส่วนร่วมของสื่อ (Democratic Paeticipant Media Theory)
ทฤษฎีประชาธิปไตยแบบการมีส่วนร่วมของสื่อ จัดอยู่ในกลุ่มทฤษฎีบรรทัดฐานของสื่อมวลชน( Normative Theories of Media Performance) ซึ่งพยายามนำเสนอว่า สื่อมวลชนควรจะหรือถูกคาดหวังให้ปฏิบัติงานอะไรบ้าง จุดเน้นของทฤษฎีดังกล่าวคือ การเน้นการสื่อสารในแนวนอน(horizontal) มากกว่าการสื่อสารแบบแนวตั้ง(vertical) และความพยายามต่อต้านการที่สื่อมีเอกชนเป็นเจ้าของมีลักษณะผูกขาด และมีการนำไปใช้เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจมากเกินไป และที่สำคัญคือการต่อต้านการใช้อำนาจรัฐแบบรวมศูนย์อำนาจ จุดเน้นของทฤษฎีนี้คือ การมองความต้องการ ผลประโยชน์และความคาดหวังของกลุ่มผู้รับสารทุกกลุ่ม ปฏิเสธการสื่อสารการถูกควบคุมโดยรัฐ ที่เน้นรูปแบบรวมศูนย์และต้องใช้มืออาชีพเท่านั้น แต่เน้นถึงสิทธิ์ที่ได้รับข่าวสาร การเข้าถึงและใช้ช่องทางการสื่อสาร เพื่อสรางสรรค์ความสัมพันธ์ในชุมชน และกลุ่มผลประโยชน์และวัฒนธรรมย่อยต่างๆ เป็นการสื่อสารที่มีขนาดเล็กและมีการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสาร McQuail[2] ประมวลหน้าที่สำคัญ ๆ ของสื่อมวลชนตามทฤษฎีดังกล่าว คือ 1.พลเมืองทุกคนและชนกลุ่มน้อยทุกกลุ่มมีสิทธิ์ที่จะเข้าถึงสื่อมวลชนและมีสิทธิ์ที่จะใช้สื่อเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง 2.องค์กรของสื่อและเนื้อหาสื่อจะต้องไม่ถูกควบคุมจากหน่วยงานของรัฐ และสื่อจะต้องมีอยู่เพื่อประชาชนมิใช่เพื่อตัวองค์กรเอง และมิใช่เพื่อนักวิชาชีพหรือบรรดาลูกค้าที่เป็นภาคธุรกิจของสื่อ 3.กลุ่ม องค์กร และชุมชนควรเป็นเจ้าของสื่อได้เอง 4.ลักษณะของสื่อจะเป็นสื่อขนาดเล็กและสามารถ interactive เปิดโอกาสให้ผู้รับมีส่วนร่วม ซึ่งแตกต่างกับแบบเดิมที่เป็นสื่อขนาดใหญ่ ดำเนินการโดยสื่อมวลชนมืออาชีพที่เป็นการสื่อสารแบบทางเดียว และเนื่องจากการสื่อสารมีความสำคัญมากจึงไม่ควรตกอยู่เฉพาะในมือของนักวิชาชีพสื่อ คุณสมบัติ และศักยภาพของสื่อทางเลือก สิ่งที่สื่อทางเลือกนำเสนอมีลักษณะพอสรุปได้คือ[3] 1.จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทัศนะและความคิดเห็นของคนกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยในสังคม 2.มักจะเป็นการแสดงทัศนคติที่ค่อนข้างตรงกันข้ามและท้าทาย ความเชื่อ ค่านิยมเดิมของสังคม หรือมีความขัดแย้งกับความเชื่อของคนส่วนใหญ่ หรือเป็นการทวนกระแสรวมถึงการวิพากษ์สังคม 3.เรื่องที่ถูกนำออกมาเสนอ มักจะไม่ได้เป็นที่สนใจหรือเผยแพร่โดยสื่อทั่วๆ ไปที่มีอยู่ในสังคม พวกเขาปรารถนาที่จะเสนอแง่มุมอื่นที่มีต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ได้รับรู้ ไมเคิล อัลเบิร์ต[4] ผู้ทำงานเกี่ยวกับสื่อทางเลือกในสหรัฐอเมริกาเป็นเวลาสิบๆ ปีให้ทัศนะว่า สิ่งที่แยกสื่อทางเลือกออกจากสื่อกระแสหลัก(Mainstream Media) น่าจะอยู่ที่วิธีการจัดตั้งและการทำงานขององค์กร ได้แก่ 1.สื่อทางเลือกไม่ได้ตั้งขึ้นเพื่อแสวงหากำไร (ขณะที่สื่อกระแสหลักตั้งขึ้นเพื่อแสวงหากำไรสูงสุด เช่น การขายผู้รับสารให้แก่บริษัทที่จะลงโฆษณา) 2.สื่อทางเลือกมีโครงสร้างเพื่อกลบเกลื่อนความสัมพันธ์แบบลำดับชั้นทางสังคมที่เป็นอยู่(ขณะที่สื่อกระแสหลักจะมีการจัดตั้งที่เสริมความเข้มแข็งให้แก่ ความสัมพันธ์แบบลำดับชั้นทางสังคม) 3.สื่อทางเลือกก็เป็นอิสระจากสถาบันสังคมอื่น โดยเฉพาะบรรษัทขนาดใหญ่ (ขณะที่สื่อกระแสหลักมักถูกควบคุมจากสถาบันทางสังคมอื่นโดยเฉพาะบรรษัทขนาดใหญ่)
สำหรับ The Royal Commission on the Press ก็ได้เสนอนิยามของสื่อทางเลือกไว้เช่นกันซึ่งประกอบด้วยลักษณะสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1.สิ่งพิมพ์ทางเลือกนั้นจะเกี่ยวข้องกับความคิดเห็นของชนกลุ่มน้อย(small minorities) 2.มีการแสดงทัศนะที่ขัดแย้งกับความเชื่อของคนส่วนใหญ่ 3.มีการเสนอข้อมูลข่าวสารในหัวข้อที่ไม่สามารถหาได้จากสำนักข่าวทั่วๆ ไป
ตัวอย่าง ในอเมริกาใต้มีการตีพิมพ์เรื่องเกี่ยวกับ USs top Censored Stories โดย Project Censored ในปี 1999 โดยลงเนื้อหาข่าวว่า มีข่าว 25 เรื่องที่ถูกเซ็นเซอร์ เรียกว่า เป็นข่าวที่ไม่เป็นข่าว และมีเพียง 4 เรื่องจากจำนวนดังกล่าวที่ปรากฏในสื่อกระแสหลัก ซึ่ง Project Censored ได้อนุมานว่า สื่อทางเลือกนั้นก็คือสิ่งที่มีเนื้อหาที่ไม่ได้ปรากฏอยู่ในสื่อกระแสหลัก (ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลใดก็ตามเช่น อำนาจรัฐ แรงกดดันจากผู้โฆษณา รูปแบบการรายงานข่าวแบบดั้งเดิม เป็นต้น)
ตัวอย่างถัดมาคือ การประกาศจุดยืนของสื่อทางเลือกในประเทศอังกฤษ เช่น Liverpool Free Press ได้ประกาศจุดยืนว่า ไม่ต้องการที่จะสร้างกำไร และเชื่อว่าการทำงานหนังสือพิมพ์ที่ดำเนินงานโดยนักธุรกิจนั้น จะต้องมีข่าวส่วนหนึ่งที่ไม่ได้ถูกเผยแพร่ ซึ่งข่าวประเภทนี้สื่อของพวกเขาเองจะรายงานต่อสาธารณะและจะรายงานข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อคนในชุมชน โดยการดำเนินงานทั้งหมด จะไม่มีบรรณาธิการหรือเจ้าของ แต่จะถูกดำเนินงานโดยอาสาสมัคร ซึ่งไม่ได้ค่าตอบแทน ศักยภาพของสื่อทางเลือก นอกจากจะเป็นการสื่อความหมายในกลุ่มของตนและแสดงความคิดของกลุ่มของตนสู่สาธารณะแล้ว สื่อทางเลือกยังทำหน้าที่ 1.เป็นเครื่องมือทางอำนาจที่สำคัญในการประกาศมุมมอง ความคิดเห็นหรือเสียงของส่วนน้อยที่สวนกระแสสังคม 2.สื่อทางเลือกสามารถที่จะให้ผู้อ่านรับรู้ประสบการณ์จริงๆ ของผู้อ่านคนอื่นๆ เข้าถึงข้อมูลที่ผู้อ่านคนอื่นมี 3.ในบางโอกาสสื่อทางเลือกก็ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายทางสังคมวัฒนธรรมและสังคมทางการเมือง(ที่ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ไม่อาศัยวิธีการทางรัฐสภา) คุณสมบัติพิเศษของสื่อทางเลือก คือ 1.การที่มันไม่ต้องการผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการศึกษามาโดยตรง หรือไม่ต้องการมืออาชีพทางด้านสื่อสารมวลชน 2.บุคลากรผู้ทำสื่อทางเลือกสามารถทดแทนได้ด้วยการศึกษาด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นคนรวย - จน, วัยหนุ่ม วัยกลางคน หรือคนแก่, เชื้อชาติที่แตกต่างออกไป 3.คนเหล่านี้อุทิศตัวกันมาทำโดยจะอาศัยการเรียนรู้โดยลองผิดลองถูก เป้าหมายคือทำให้โลกดีขึ้น และไม่สนใจกำไรในการทำสื่อ 4.เน้นให้ผู้อ่าน เข้ามามีส่วนร่วมมาก เช่น มีการตีพิมพ์บทความที่ผู้อ่านส่งมาอย่างบ่อยครั้ง หรือได้มีส่วนร่วมกับกองบรรณาธิการในการตัดสินใจต่างๆ ได้ หรือกระทั่งเข้ามาร่วมกับกองบรรณาธิการเสียเอง ด้วยรูปแบบของการเข้าถึงได้ง่ายของสื่อทางเลือก มันจึงเป็นการกระตุ้นให้เกิดการตีพิมพ์ด้วยตัวเอง หมายความว่า หนึ่งในผู้อ่านอาจจะตีพิมพ์หนังสือพิมพ์หรือนิตยสารขึ้นมาใหม่ได้อย่างอิสระเสรี ที่เรียกว่า Zines ซึ่งหมายถึง หนังสือที่ผู้ผลิตเป็นมือสมัครเล่น ผลงานนั้นจะถูกผลิตและโปรโมทอย่างถูกๆ โดยการทำสำเนาขึ้นมาหลายๆ ชุด และความแตกต่างระหว่างผู้ผลิตกับผู้อ่านนั้น แยกกันค่อนข้างลำบาก ในการผลิตนี้ใช้เงินทุนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น รวมถึงการจำกัดในรูปแบบเนื้อหายังมีน้อยอีกด้วย
การทำสื่อทางเลือกนั้น ผู้ทำสื่อเหล่านี้สนใจในการได้รับความรู้จากกิจกรรมของพวกเขา การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในสื่อทางเลือกจะนำไปสู่ภาพสะท้อนของการลงมือทำ เป็นการรับรู้ที่ได้จากข้อมูลที่ผ่านเข้ามา หรือข้อมูลที่ได้จากการลงมือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง(Action on Action) ซึ่งการพัฒนาการที่เกิดขึ้นจากการกระทำเหล่านี้ จะมุ่งไปที่การเปลี่ยนแปลง วิถีของโลก ของผู้ที่อยู่อาศัยในนั้น เมื่อปัจเจกบุคคลสามารถที่จะตระหนักในศักยภาพตนเองและพัฒนาความตระหนักในตนเอง จนสามารถที่จะเข้าใจสถานะของผู้อื่นในสังคม รวมไปถึงศักยภาพและการมีส่วนร่วมของคนเหล่านั้นได้ การทดลองและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ด้วยความเป็นไปได้อื่นๆ สิทธิในการปกครองตนเอง และการหายไปของความไม่สมดุลในความสัมพันธ์เชิงอำนาจสามารถพัฒนาไปสู่ ภาพสะท้อนของธรรมเนียมปฏิบัติ ซึ่งจะทำให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างตนเองและวิถีของโลก และภูมิปัญญาระดับรากหญ้าเหล่านี้ทำให้เกิดการทบทวนและจัดระเบียบวิถีชีวิตประจำวัน ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงตนเองและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคม กลยุทธหลักของการผลิตและการกระจายสินค้าของสื่อทางเลือก คือการ anti - copyright และ open distribution โดย anti - copyright คือการที่อนุญาตให้ผู้ซื้อหรือผู้อ่านสามารถทำซ้ำ(copy) ขึ้นมากี่ชุดก็ได้ แต่ห้ามทำเพื่อแสวงหากำไร ซึ่งสื่อทางเลือกนั้นก็จะมีข้อความ anti - copyright ไว้ เพื่อกระตุ้นให้ผู้ซื้อ หรือผู้อ่านช่วยกันเผยแพร่งานของตน อันเป็นจุดมุ่งหมายอย่างหนึ่งของสื่อทางเลือก หรือในบางสื่อเพียงแค่บอกเจ้าของเท่านั้น ว่าจะทำซ้ำเพื่อเผยแพร่ ซึ่งการบอกวัตถุประสงค์นี้จะทำให้เป็นการตรวจสอบไปในตัวด้วยว่า งานของผู้เขียนถูกเผยแพร่ไปมากเพียงใดแล้ว
ส่วนการ open distribution ก็เป็นเรื่องที่ควบคู่ต่อมาจาก anti - copyright โดยจากการที่มีการลงข้อความเกี่ยวกับ anti - copyright กันอย่างกว้างขวางเพื่อประโยชน์ในการเผยแพร่ หนังสือชื่อ Counter Information ถึงกับเตรียม duplicate printing page ให้กับคนที่ต้องการพิมพ์ซ้ำ ซึ่งเรียกว่าเป็นการ open distribution นั่นเอง สรุป เงื่อนไขทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม ประกอบกับกระบวนการทำงานที่ซับซ้อนของผู้รักษาช่องทางการสื่อสาร และวิธีการมองโลกของนักวิชาชีพ ทำให้พื้นที่สื่อไม่สามารถเป็นเวทีแห่งการแสดงความคิดเห็นอย่างแท้จริง ผู้ที่ต้องการจะสื่อสารระหว่างกันในกลุ่มหรือแสดงความคิดเห็นของตนสู่สาธารณะ จึงต้องรวมตัวผลิตสื่อของตนเองที่เรียกว่าเป็น สื่อทางเลือก ที่อยู่บนฐานคิดทางการเมืองระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม และฐานคิดทางทฤษฎีการสื่อสารมวลชนประชาธิปไตยแบบการมีส่วนร่วมของสื่อ ลักษณะสำคัญของสื่อทางเลือกคือ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทัศนะและความคิดเห็นของคนกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยในสังคม และมักจะเป็นการแสดงทัศนคติที่ค่อนข้างตรงกันข้ามและท้าทาย ความเชื่อ ค่านิยมเดิมของสังคม หรือมีความขัดแย้งกับความเชื่อของคนส่วนใหญ่ หรือเป็นการทวนกระแสรวมถึงการวิพากษ์สังคม รวมถึงเรื่องที่ถูกนำออกมาเสนอ มักจะไม่ได้เป็นที่สนใจหรือเผยแพร่โดยสื่อทั่วๆ ไปที่มีอยู่ในสังคม พวกเขาปรารถนาที่จะเสนอแง่มุมอื่นที่มีต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ได้รับรู้ ศักยภาพและคุณสมบัติพิเศษ คือการเป็นเครื่องมือทางอำนาจที่สำคัญในการประกาศมุมมอง ความคิดเห็นหรือเสียงของส่วนน้อยที่สวนกระแสสังคม และไม่ต้องการผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการศึกษามาโดยตรง หรือไม่ต้องการมืออาชีพทางด้านสื่อสารมวลชน กลยุทธหลักของการผลิตและการกระจาย คือ anti - copyright (ทำซ้ำได้)และ open distribution (เปิดกว้างในการเผยแพร่) -------------------------------------
|
| << | พฤศจิกายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | |