วันอังคาร ที่ 12 มิถุนายน 2550
สมาคมแบงก์ ค้านลดเวลาเก็บข้อมูล ลูกหนี้รับกรรมได้รับเงินกู้ช้าลง
Posted by
ความทุกข์หนี้บัตรเครดิต
,
ผู้อ่าน : 252
, 06:26:00 น.
พิมพ์หน้านี้
| ส.แบงก์ค้านลดเวลาเก็บข้อมูล ลูกหนี้รับกรรมได้รับเงินกู้ช้าลง |
| | | | | เรียบเรียงจาก : ประชาชาติธุรกิจ ประจำวันที่ : 7 มิ.ย. 50
ประธานชมรมข้อมูลเครดิต สมาคมธนาคารไทยร้องลั่น ไม่เห็นด้วยลดเวลาเก็บข้อมูลเครดิต ลูกหนี้ จาก 3 ปี เหลือ 2 ปี เหตุข้อมูลมีน้อย ต้องใช้เวลาในการพิจารณาสินเชื่อนาน ผลเสียตกกับผู้บริโภคได้รับอนุมัติเงินกู้ช้าลง ตอกพวกเจอวิกฤตปี"40 ที่ยังกลับเข้าสินเชื่อไม่ได้ เพราะไม่พยายามแก้ปัญหา ระบุถ้าลดเวลาเท่ากับเอาผลประโยชน์คนส่วนใหญ่มาแก้ปัญหาให้คนส่วนน้อยที่ไม่มีวินัย
นายพิเชษฐ์ ปึงเกียรติกุล ประธานชมรมข้อมูลเครดิต สมาคมธนาคารไทย เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงกรณีที่มีความพยายามจะลดระยะเวลาในการเก็บข้อมูลเครดิตจาก 3 ปี เหลือ 2 ปี ว่า ไม่เห็นด้วยที่จะลดระยะเวลาการเก็บข้อมูล เพราะทำให้ความเสี่ยงในการอนุมัติสินเชื่อเพิ่มขึ้น หากข้อมูลมีน้อยเกินไปก็ต้องใช้เวลาในการพิจารณาสินเชื่อมากขึ้น ผลเสียก็จะตกอยู่กับผู้บริโภคที่จะได้รับการอนุมัติสินเชื่อช้าลง
"ไม่ควรลดระยะเวลาเก็บข้อมูลเครดิตลงไปอีก เพราะเดิมได้ลดจาก 5 ปี มาเหลือ 3 ปี ซึ่งถือว่าสั้นมากแล้ว เทียบกับต่างประเทศที่เก็บข้อมูลไว้นานถึง 7 ปี และเชื่อว่ายิ่งสถาบันการเงินมีข้อมูลมาก จะเห็นพฤติกรรมผู้บริโภคชัดเจนขึ้น ทำให้การพิจารณาสินเชื่อมีความเสี่ยงน้อยลง และผู้บริโภคมีวินัยทางการเงินมากขึ้น เพราะไม่ต้องการมีข้อมูลเครดิตที่ไม่ดี"
นายพิเชษฐ์กล่าวว่า ถ้าจะบอกว่าการลดระยะเวลาในการเก็บข้อมูลจะช่วยให้คนส่วนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 กลับมาสู่สินเชื่อในระบบได้ ผมคิดว่าเป็นแค่ข้ออ้างมากกว่า เพราะวันนี้มีหลายคนที่กลับมาได้ด้วยตัวเองเยอะแล้ว แต่คนที่กลับเข้ามาไม่ได้เป็นเพราะไม่พยายามแก้ปัญหามากกว่า ถ้าเดินเข้าไปหาแบงก์แล้วพยายามหาทางแก้ร่วมกัน ผมเชื่อว่าแบงก์ก็ไม่ใจร้ายเกินไปหรอก เพราะแบงก์ก็ยังอยากได้เงินคืน แต่ถ้าจะมาแก้ด้วยการลดระยะเวลาเก็บข้อมูล มันก็เหมือนเอาผลประโยชน์คนส่วนใหญ่มาแก้ปัญหาให้คนส่วนน้อยที่ไม่มีวินัย
ด้านนายนิวัฒน์ กาญจนภูมินทร์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) กล่าวว่า ภายในสัปดาห์หน้าจะเรียกสมาชิกเครดิตบูโรกว่า 80 แห่งมาหารือและหาข้อสรุปร่วมกัน หลังจากนั้นจึงจะขอความเห็นจากคณะกรรมการคุ้มครองเครดิต (กคค.) หากผลการหารือทั้ง 2 ส่วนได้ข้อสรุปว่าให้ลดระยะเวลาเก็บข้อมูลเหลือ 2 ปี คาดว่าภายในเวลา 3 เดือนจะเริ่มบังคับใช้มาตรการดังกล่าวได้
"การลดระยะเวลาเก็บข้อมูลถือเป็นมาตรการระยะสั้นที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นด้วย จึงเป็นไปได้ว่าหากสภาพเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว จีดีพีโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงคนส่วนใหญ่เริ่มรับรู้กฎกติกาของเครดิตบูโรแล้ว ก็อาจปรับเพิ่มระยะเวลาในการเก็บข้อมูลได้ แต่คงบอกไม่ได้ว่าจะเป็นระยะเวลาเท่าใด เพราะยังเชื่อว่ายิ่งมีข้อมูลเครดิตมากๆ ก็จะยิ่งเป็นผลดีต่อการพิจารณาสินเชื่อ"
นายนิวัฒน์กล่าวว่า การลดระยะเวลาเก็บข้อมูลเครดิต สถาบันการเงินบางแห่งอาจไม่เห็นด้วย เพราะเห็นว่าอาจทำให้ความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงต้องมาหารือร่วมกันเพื่อพิจารณาถึงประโยชน์โดยรวมที่ทุกฝ่ายจะได้รับ และต้องมองว่าภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศจะได้ประโยชน์อย่างไร
"สิ่งที่แบงก์ต้องการคือข้อมูลที่มากพอจะพิจารณาสินเชื่อได้อย่างรัดกุม ขณะที่ผู้บริโภคก็อยากจะเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้นเช่นกัน สิ่งที่เราต้องทำคือหาจุดสมดุลให้กับทั้ง 2 ฝ่ายว่าเก็บข้อมูลเพียงใดจึงจะเหมาะสมพอที่แบงก์จะเอาไปใช้ ขณะเดียวกันก็ไม่ปิดกั้นการเข้าถึงสินเชื่อของผู้บริโภคมากจนเกินไป"
นายนิวัฒน์กล่าวว่า หากในอนาคตมีการแก้กฎหมายให้เครดิตบูโรสามารถทำเครดิตสกอริ่งได้ จะช่วยให้การวิเคราะห์ข้อมูลแม่นยำขึ้นและลดอคติในการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งเครดิตบูโรจะสกอริ่งในด้านพฤติกรรมการชำระเงินของผู้บริโภค ขณะเดียวกันสถาบันการเงินก็จะต้องมีสกอริ่งในด้านประชากรศาสตร์ เช่น รายได้ ความสามารถในการชำระคืน มาประกอบอีกส่วนหนึ่งด้วย
นอกจากนี้ ข้อมูลจากการสำรวจของเครดิตบูโรถึงสาเหตุในการปฏิเสธสินเชื่อของสถาบันการเงินพบว่า มาจากการไม่ผ่านคุณสมบัติในเบื้องต้นที่สถาบันการเงินกำหนดไว้ โดยที่ยังมิได้เช็กข้อมูลเครดิตประมาณ 10% ไม่ผ่านเกณฑ์อนุมัติภายหลังจากเช็กข้อมูลกับเครดิตบูโรแล้ว 30% ไม่ผ่านเกณฑ์รายได้ประมาณ 33% ติดเงื่อนไขอื่นๆ เช่น อาชีพ หรือจำนวนบัตรเครดิตที่มีอยู่มากเกินไป 25% และสุดท้ายคือปฏิเสธ เพราะไม่มีข้อมูลในเครดิตบูโรอีกประมาณ 2%
Updated : 7/6/2550 Last updated : 7/6/2550
เรียบเรียงจาก : ประชาชาติธุรกิจ ฉบับที่ 3903 7-10 มิ.ย. 2550
|
| |
|