*/
  • สิงห์นอกระบบ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-03-13
  • จำนวนเรื่อง : 1831
  • จำนวนผู้ชม : 3637969
  • จำนวนผู้โหวต : 1121
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1121 คน
<< สิงหาคม 2013 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 25 สิงหาคม 2556
Posted by สิงห์นอกระบบ , ผู้อ่าน : 4967 , 14:05:31 น.  
หมวด : ตำรวจ-อาชญกรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 10 คน Payont , ดงละดอน และอีก 8 คนโหวตเรื่องนี้

บรรดาข่าวการประท้วงที่เกิดขึ้นในระยะนี้ ข่าวการประทะระหว่างชาวสวนยางกับตำรวจที่จังหวัดนครศรีธรรมราชดูจะเป็นข่าวที่ทำให้คนไทยได้เห็นความโหดเหี้ยมของเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยเฉพาะตำรวจไทยอีกครั้งหนึ่ง


 

ตำรวจรุมทำร้ายม็อบยางพาราที่นครศรีธรรมราช รับชมคลิป ทาง youtube ได้ที่ : http://youtu.be/1YKmNdPmQhw

 

หากเราได้ศึกษาย้อนประวัติศาสตร์ของชาติไทยนับแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน พ.ศ.2475 มา ตำรวจเป็นหน่วยงานที่เป็นต้นเหตุของความรุนแรงที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองมากที่สุดหน่วยงานหนึ่งเลยทีเดียว

ซึ่งสามารถไล่เรียงเหตุการณ์ความรุนแรงตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันที่เกิดขึ้นจากฝีมือตำรวจได้ดังนี้


กบฏดุซงญอ (มลายูปัตตานี: ปือแร ดุซงญอ แปลว่า "ดุซงญอลุกขึ้นสู้" หรือ "สงครามดุซงญอ" (Dusun Nyor Rebellion) เป็นเหตุการณ์การปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับกลุ่มชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายู ระหว่าง 25 - 28 เมษายน พ.ศ. 2491 ที่ ตำบลดุซงญอ อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส เป็นเหตุให้ทั้งสองฝ่ายมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก หลังเหตุการณ์ มีการสร้างอนุสาวรีย์ลูกปืนเพื่อรำลึกถีงเหตุการณ์นี้ แต่อนุสาวรีย์นี้ไม่เป็นที่รู้จักมากนัก

เหตุการณ์กบฏนี้ ได้มีผู้กล่าวถึงอย่างกว้างขวางอีกครั้ง เมื่อเกิดเหตุการณ์ "กรณีกรือเซะ" เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2547 จนมีผู้เสียชีวิต 108 ศพ ซึ่งวันนั้นเป็นวันครบรอบ 56 ปีเหตุการณ์

ความไม่พอใจรัฐบาลไทยของชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูเริ่มขึ้นจากการยกเลิกระบบสุลต่านหรือเจ้าผู้ครองนครมาเป็นระบบมณฑลเทศาภิบาลในสมัยรัชกาลที่ 5 และทวีความรุนแรงขึ้นในสมัยปฏิวัติวัฒนธรรมที่จอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี รวมทั้งความอดอยากในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ราษฎรที่นับถือศาสนาอิสลาม เห็นว่าพวกตนไม่ได้รับการดูแลเท่าเทียมกับราษฎรที่นับถือศาสนาพุทธ นอกจากนี้ยังมีแรงหนุนจากภายนอก โดยอังกฤษสนับสนุน ตนกู มะไฮยิดดิน อับดุลกาเดร์ บุตรของรายาปัตตานีองค์สุดท้ายให้แยกตัวออกจากไทย เพื่อแก้แค้นที่ไทยหันไปร่วมมือกับญี่ปุ่น แกนนำในการต่อต้านรัฐบาลยุคนั้นคือ หะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ ซึ่งมีบทบาทในการคัดค้านการตั้งดะโต๊ะยุติธรรม เรียกร้องให้แยกศาลศาสนา และเสนอคำขอ 7 ข้อต่อรัฐบาล หะยีสุหลงถูกจับด้วยข้อหากบฏเมื่อ 16 มกราคม พ.ศ. 2491 ซึ่งสร้างความไม่พอใจแก่ราษฎรอย่างกว้างขวาง

การรวมกลุ่มของชาวไทยเชื้อสายมลายูในยุคนั้นมีอยู่ด้วยกัน 2 สาเหตุ อย่างแรก คือ ไม่พอใจนโยบายรัฐบาลที่ราษฎรรู้สึกว่าเป็นการกดขี่พวกตน อย่างที่สองคือ รวมตัวกันต่อสู้กับโจรจีนคอมมิวนิสต์มาลายาที่มักข้ามแดนมารังควานชาวไทยเชื้อสายมลายูเป็นประจำ แต่พวกเขาไม่กล้าขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่รัฐเพราะมีความระแวงกันอยู่แล้ว ความระแวงซึ่งกันและกันนี้เป็นให้เกิดความรุนแรงขึ้นในที่สุด ทั้งโดยความเข้าใจผิดและถูกยุยงจากผู้ไม่หวังดี

ลำดับเหตุการณ์ในพื้นที่เป็นดังต่อไปนี้
24 เมษายน เจ้าหน้าที่รัฐได้รับรายงานว่า หะยีสะแมงฟันนายบุนกี (จีนเข้ารีตอิสลาม) ได้รับบาดเจ็บสาหัส
25 เมษายน ตำรวจและเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองรวม 4 นาย เข้าไปตรวจเหตุการณ์ในหมู่บ้าน ถูกพวกก่อจลาจลราว 30 คนถือดาบไล่ฟัน จนต้องหนีออกจากหมู่บ้าน
26 เมษายน
ตอนเช้า ตำรวจราว 28 นาย นำโดย ร.ต.อ. บุญเลิศ เลิศปรีชา ยกเข้ามาที่ตลาดดุซงญอและส่งตำรวจ 4 นาย คือ สิบตรีสง รุ่งเรือง พลฯสมัคร ประดิษฐ์ สุวรรณภักดี พลฯสมัคร บุญ กล้าหาญ และพลฯสมัคร สมศักดิ์ แหวนสำริด ไปเป็นกองล่อให้ฝ่ายจลาจลแสดงตัว ผลปรากฏว่าฝ่ายจลาจลมีกำลังมากกว่า ฝ่ายตำรวจต้องล่าถอย ตำรวจที่เป็นกองล่อทั้ง 4 นายเสียชีวิตทั้งหมด
ตอนค่ำ กำลังตำรวจจากจังหวัดใกล้เคียงคือ จังหวัดยะลา 20 นาย จังหวัดปัตตานี 30 นาย อำเภอสุไหงปาดี 8 นาย ยกมาสมทบและรวมกำลังกันที่ตำบลกรีซา 1 คืน
27 เมษายน กำลังตำรวจจากจังหวัดสงขลาอีก 20 นาย มาถึงตำบลกรีซา เริ่มยกพลเข้าหมู่บ้านดุซงญอ ปะทะกับพวกจลาจล ยิงโต้ตอบกันราว 3 ชั่วโมง ฝ่ายตำรวจจึงล่าถอย ระหว่างถอย พลฯสมัคร วิน ไกรเลิศถูกฝ่ายจลาจลยิงเสียชีวิต
28 เมษายน กำลังตำรวจเข้าโจมตีหมู่บ้านดุซงญออีกครั้ง และปราบปรามฝ่ายจลาจลได้เด็ดขาด

ข้อมูลจากชาวบ้านดุซงญอที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าว่า ชาวบ้านส่วนหนึ่งขึ้นไปรวมตัวบนเขาเพื่อประกอบพิธีทางไสยศาสตร์ให้อยู่ยงคงกระพันเพื่อต่อสู้กับโจรจีนคอมมิวนิสต์ ในกลุ่มนี้ส่วนหนึ่งเป็นคนหนุ่มที่หนีการเกณฑ์ทหาร เพราะเชื่อว่าถ้าเป็นทหารเกณฑ์แล้วต้องถูกบังคับให้ไหว้พระพุทธรูป เจ้าหน้าที่ตำรวจขึ้นไปตามตัวชาวบ้านบนเขาให้ลงมา แต่ชาวบ้านไม่ยอม ขับไล่ตำรวจลงมา ตำรวจจึงรวมกลุ่มกันขึ้นไปยิงชาวบ้านบนเขา ชาวบ้านจึงหนีลงมารวมตัวกันที่สุเหร่าและบ้านของโต๊ะเปรัก ก่อนจะถูกตำรวจยกพลเข้ามาปราบ

อย่างไรก็ตามรายละเอียดของเหตุการณ์แตกต่างกันไปขึ้นกับว่าเป็นเอกสารของฝ่ายใด เอกสารของรัฐบาลไทยกับเอกสารที่เขียนโดยชาวมลายูให้ข้อมูลที่ต่างกันทั้งวันที่เกิดเหตุการณ์และจำนวนชาวบ้านดุซงญอผู้เสียชีวิต แต่จำนวนตำรวจที่เสียชีวิตตลอดเหตุการณ์ ข้อมูลส่วนใหญ่ระบุว่าอยู่ที่ราว 30 ศพ

ยอดผู้เสียชีวิต
สรุปจำนวนผู้เสียชีวิตโดยประมาณ ชาวบ้านประมาณ 400 คน ตำรวจประมาณ 30 คน

เหตุการณ์เกิดจากความไม่ประสีประสาของตำรวจครั้งนี้จึงเป็นมูลเหตุของความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างถาวรมาจนทุกวันนี้

 

คดีสังหาร 4 อดีตรัฐมนตรี พ.ศ. 2492 คือการสังหารอดีตรัฐมนตรี 4 คน ในสายของนายปรีดี พนมยงค์ ในเวลาดึกสงัดบนถนนสายเปลี่ยวอย่างมีเงื่อนงำ

ไฟล์:คดีสังหาร 4 อดีตรัฐมนตรี พ.ศ. 2492.jpg

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์กบฏวังหลวงยุติลงในเวลา 18.00 น. ของวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2492 ฝ่ายกบฏได้ยอมแพ้และแยกย้ายกันหลบหนี ทางรัฐบาลก็ยังได้ส่งตำรวจติดตามและสังหารอยู่อย่างต่อเนื่อง เช่น พันตรีโผน อินทรทัต ถูกกระสุนปืนยิงเสียชีวิตบริเวณหน้าผาก ศพอยู่ที่พบที่อำเภอดุสิต ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์, พันตำรวจเอกบรรจงศักดิ์ ชีพเป็นสุข อดีตผู้บังคับการตำรวจสันติบาลก็ถูกยิงเสียชีวิตหลังจากถูกจับกุม ในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ เป็นต้น

1 มีนาคม หนังสือพิมพ์ทุกฉบับได้ลงพาดหัวแถลงการณ์ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ว่าได้มีกลุ่มบุคคลก่อการหวังจะยึดอำนาจการปกครองกลับคืนหลังจากการรัฐประหาร เมื่อปี พ.ศ. 2490 โดยกลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ทำการยึดพระบรมมหาราชวังซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระแก้วมรกต อันเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเป็นการกระทำที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง โดยเปิดเผยชื่อหัวหน้าขบวนการคือ นายปรีดี พนมยงค์ อดีตนายกรัฐมนตรี
ทางการได้ออกประกาศตามจับและให้สินบนนำจับ โดยลดหลั่นกันลงไป เช่น นายปรีดี หัวหน้าขบวนการมีรางวัลนำจับ 50,000 บาท, พลเรือตรีสังวรณ์ สุวรรณชีพ รองหัวหน้า รางวัลนำจับ 30,000 บาท เป็นต้น

สำหรับบุคคลทั้ง 4 ที่เสียชีวิต ประกอบไปด้วย นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ อดีต ส.ส.จังหวัดอุบลราชธานี พรรคสหชีพ และเป็นอดีตรัฐมนตรีถึง 6 สมัย, นายถวิล อุดล อดีต ส.ส.จังหวัดร้อยเอ็ด พรรคเดียวกัน เป็นอดีตรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลนายทวี บุณยเกตุ, นายจำลอง ดาวเรือง อดีต ส.ส.จังหวัดมหาสารคาม พรรคเดียวกัน ถูกจับกุมตัวพร้อมกันในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ในสถานที่ที่ต่างกันออกไป เช่น นายถวิลถูกจับที่สโมสรราชนาวี เป็นต้น และ ดร.ทองเปลว ชลภูมิ อดีต ส.ส.จังหวัดนครนายก และเลขาธิการพรรคแนวรัฐธรรมนูญ ถูกจับในวันที่ 1 มีนาคม ที่สนามบินดอนเมือง โดยตำรวจส่งโทรเลขเป็นรหัสไปลวงว่าการปฏิวัติสำเร็จแล้วให้รีบกลับมา เพราะ ดร.ทองเปลวได้หลบหนีไปอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งบุคคลทั้ง 4 นี้ ล้วนแต่เป็นนักการเมืองสายของนายปรีดี และ พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ทั้งสิ้น และไม่มีชื่อในประกาศจับของทางการ ทั้งนี้ได้มีการเปิดเผยภายหลังว่า บุคคลเหล่านี้ไม่ได้เป็นฝ่ายริเริ่มก่อการหรือเป็นแกนนำ แต่ถูกวางตัวให้เป็นผู้ร่างกฎหมายและประกาศฉบับต่าง ๆ หากการปฏิวัติสำเร็จ
ระหว่างที่ถูกควบคุมตัวอยู่นั้น บรรดาญาติของผู้ต้องหาไม่ได้มีความระแวงว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้น เนื่องจากก่อนหน้านั้นบุคคลทั้ง 4 ก็ได้เข้า ๆ ออก ๆ เรือนจำเป็นประจำอยู่แล้วในข้อหาทางการเมืองต่าง ๆ โดยติดอยู่หนึ่งเดือนบ้าง 2 เดือนบ้างก็ถูกปล่อยตัวออกมาพบครอบครัว ซึ่งการถูกจับกุมในครั้งนี้ผู้ต้องหาไม่ได้รับการให้ประกันตัว

ค่ำวันที่ 3 มีนาคม ตำรวจได้เคลื่อนย้ายผู้ต้องหาทั้งหมดไปไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลบางเขน โดยอ้างเหตุความปลอดภัย ด้วยรถของตำรวจหลายเลขทะเบียน กท. 10371 โดยมี พ.ต.อ.หลวงพิชิตธุรการ เป็นผู้ควบคุม โดยรับ ดร.ทองเปลว ที่สถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน นายจำลองที่สถานีตำรวจนครบาลยานนาวา นายถวิลที่สถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้ง และนายทองอินทร์ที่สถานีตำรวจนครบาลสามเสน เมื่อวิ่งมาถึงหลักกิโลเมตรที่ 12 ถนนพหลโยธิน เวลาประมาณ 03.00 น. ของวันที่ 4 มีนาคม ใกล้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ผู้ต้องหาทั้งหมดถูกยิงเสียชีวิตด้วยกระสุนร่างละไม่ต่ำกว่า 10 นัด ในสภาพที่ทุกคนยังสวมกุญแจมืออยู่ โดยได้ส่งศพไปชันสูตรที่โรงพยาบาลกลาง ต่อมาตำรวจแถลงว่า ในที่เกิดเหตุกลุ่มโจรมลายูพร้อมอาวุธครบมือได้ดักซุ่มยิงเพื่อชิงตัวผู้ต้องหา และได้มีการปะทะกับตำรวจ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ตำรวจทั้งหมดราว 20 นายไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเลย

ญาติของผู้ต้องหากว่าจะทราบเรื่องการเสียชีวิต ก็เมื่อได้ไปเยี่ยมที่สถานีตำรวจเดิมที่คุมขังแล้วไม่พบตัว ต้องไปตามหาตามที่ต่าง ๆ เช่น วังปารุสกวัน ซึ่งในขณะนั้นเป็นกองบัญชาการตำรวจนครบาล และได้รับคำบอกต่อให้ไปดูที่โรงพยาบาลกลาง จึงได้ทราบเรื่อง
ศพของทั้งหมดอยู่ตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดมกุฏกษัตริยาราม กระนั้นในงานศพก็ยังมีตำรวจสายสืบและสันติบาลมาติดตามเฝ้าดูความเคลื่อนไหวของผู้ที่เข้าร่วมงานศพอยู่เสมอ

จากความผิดปกติในครั้งนี้ ทำให้สังคมโดยทั่วไปไม่เชื่อว่าทั้งหมดเสียชีวิตเพราะถูกกระสุนของโจรมลายูจริง แต่เชื่อว่าเป็นการกระทำของตำรวจเอง ภายใต้การบัญชาการของ พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทอย่างมากในการปราบกบฏและมีตำแหน่งเป็นรองอธิบดีกรมตำรวจในเวลานั้น

หลังจากนั้นไม่นาน ก็ได้มีการฆาตกรรมนักการเมืองและบุคคลฝ่ายที่รัฐบาลเห็นว่าเป็นผู้ที่อยู่ตรงข้ามอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี เช่น นายเตียง ศิริขันธ์, นายหะยีสุหรง อับดุลกาเดร์, นายอารีย์ ลีวีระ เป็นต้น

การดำเนินคดี

คดีนี้ได้ถูกรื้อฟื้นและตัดสินอย่างจริงจังหลังการรัฐประหารในปี พ.ศ. 2500 โดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ศาลดำเนินคดีในปี พ.ศ. 2502 พบผู้ต้องหา 5 ราย ได้แก่ พลตำรวจจัตวาผาด ตุงคะสมิท, พล.ต.จ.ทม จิตรวิมล, ร้อยตำรวจโทจำรัส ยิ้มละมัย, ร.ต.ท.ธนู พุกใจดี และสิบตำรวจเอกแนบ นิ่มรัตน์ โดยศาลพิพากษาในปี พ.ศ. 2504 จำคุกตลอดชีวิตผู้ต้องหา 3 ราย คือ พล.ต.จ.ผาด, พล.ต.จ.ทม และส.ต.อ.แนบ ส่วน ร.ต.ท.จำรัส และร.ต.ท.ธนู ศาลได้ยกฟ้อง แต่กระนั้นก็ยังมีความเชื่อว่า ผู้ต้องหาเหล่านี้ไม่ได้เป็นผู้ต้องหาตัวจริง อีกทั้งยังมีการช่วยเหลือและไม่จริงใจในการดำเนินคดีอีกด้วย ทั้งนี้ เพราะมีผู้ต้องหาหลายคนที่เคยเป็นทหารและตำรวจในสังกัดของจอมพล ป. มาก่อน ซึ่งจอมพลสฤษดิ์ก็ต้องการให้ทหารและตำรวจเหล่านี้ค้ำจุนอำนาจไว้
ในหนังสือ 13 ปี กับบุรุษเหล็กแห่งเอเซีย ของ พ.ต.อ.พุฒ บูรณสมภพ นายตำรวจคนสนิทของ พล.ต.อ.เผ่า ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุ แต่ไม่ทราบว่าจะเกิดเหตุขึ้น ตอนหนึ่งได้บันทึกถึงคดีนี้ว่า ผู้ต้องหาทั้งหมดไม่ได้เป็นผู้กระทำผิด ยิ่งโดยเฉพาะ ส.ต.อ.แนบ เป็นเพียงนายตำรวจชั้นผู้น้อยที่ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุและไม่รู้จักกับผู้ต้องหาคนอื่น ๆ ด้วยซ้ำ ซึ่งตน (พ.ต.อ.พุฒ) ทราบว่า ผู้ลงมือสังหารจริง ๆ คือใคร แต่ไม่ขอเปิดเผย แต่การกระทำแบบนี้ต้องใช้การประชุมในขั้นสูง และที่ประชุมต้องตัดสินร่วมกันว่าต้องใช้วิธีเด็ดขาด นั่นคือใช้วิธีการที่เรียกว่า Eliminate คือการลบให้หายจากบัญชีพลเมืองของโลกไปเลย

เป็นเหตุการณ์ที่เหลือเชื่อผู้ต้องหาคดีการเมืองที่อยู่ภายใต้การควบคุมและคุ้มกันอย่างหนาแน่นของตำรวจถูกยิงตายหมด โดยตำรวจที่ควบคุมและคุ้มกันไม่เป็นอะไรเลย

 

การอุ้มฆ่าหะยีสุหลง


หะยีสุหลง เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2438 ที่หมู่บ้านกำปงอาเนาะรู (หมู่บ้านลูกสน) มณฑลปัตตานี เป็นบุตรชายคนโตของ ฮัจญีอับดุลกาเดร์ บิน มูฮัมหมัด หรือ ตวนกูอับดุลการ์เดร์ กามารุดดิน อดีตสุลต่านแห่งนครรัฐปัตตานีองค์สุดท้าย เมื่อเติบโตขึ้นมา บิดาได้ส่งไปเรียนศาสนาที่นครเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย จนแตกฉานทั้งในเรื่องศาสนา ปรัชญา และภาษาทางมุสลิม ที่นั่น หะยีสุหลงได้สมรสกับภริยาคนแรก โดยที่ไม่มีบุตรด้วยกัน ต่อมาภริยาได้เสียชีวิตลง หะยีสุหลงจึงสมรสใหม่กับนางเวห์ เตร์ยอห์ ภริยาคนที่สอง ทั้งคู่มีบุตรชายด้วยกันหนึ่งคน แต่ต่อมาบุตรชายก็เสียชีวิตลงเมื่ออายุได้ขวบเศษ ๆ เท่านั้น ทั้งคู่จึงตัดสินใจเดินทางกลับมายังประเทศไทย[1]
หะยีสุหลง ตั้งใจจะกลับมาเผยแพร่ศาสนาที่มณฑลปัตตานี อันเป็นบ้านเกิด ได้เดินทางกลับมาเมื่อปี พ.ศ. 2470 ก่อนจะพบว่าชาวมุสลิมที่นั่นยังมีสภาพความเป็นอยู่ที่แร้นแค้นและนับถือภูติผีอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งขัดกับหลักทางศาสนาอิสลามอย่างรุนแรง จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจให้ก่อตั้งโรงเรียนสอนศาสนา หรือปอเนาะ ขึ้นมาเป็นแห่งแรก ด้วยเงินเริ่มต้นที่รวบรวมหามาได้ 3,500 บาท ต่อมาเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อปี พ.ศ. 2475 ในรัฐบาลที่มี พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นนายกรัฐมนตรี หะยีสุหลงได้เดินทางเข้าสู่พระนครเพื่อขอความช่วยเหลือจากทางรัฐบาล ก็ได้เงินช่วยเหลือจากภาครัฐมาอีก 3,500 บาท รวมเป็น 7,000 บาท ปอเนาะแห่งแรกในประเทศไทยจึงถือกำเนิดขึ้นมาได้ 

การเมือง

หะยีสุหลง ได้เกี่ยวพันกับทางการเมืองและความขัดแย้งในพื้นที่ซึ่งมีผลกระทบต่อความมั่นคงของราชอาณาจักร เมื่อเป็นผู้นำเสนอข้อเรียกร้อง 7 ข้อ ที่ให้ความเป็นธรรมและสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชาวมุสลิมในพื้นที่ ต่อรัฐบาลไทยที่มี พลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะที่ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการอิสลามจังหวัดปัตตานี เมื่อปี พ.ศ. 2490 แต่ต่อมาได้เกิดการรัฐประหารขึ้นเมื่อปลายปีเดียวกัน ได้มีการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลมาเป็นขั้วของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งมีอุดมการณ์ทางการเมืองแตกต่างจากขั้วอำนาจเดิม ข้อเรียกร้องทั้ง 7 ข้อ ของหะยีสุหลงถูกเพ็งเล็งว่าเป็นกบฏกระด้างกระเดื่องต่อความมั่นคงของราชอาณาจักร จนในที่สุดถูกจำคุกในข้อหาปลุกระดมและก่อการกบฏเพื่อแบ่งแยกดินแดน ซึ่งหะยีสุหลงถูกจัดสินให้จำคุกเป็นเวลา 4 ปี 8 เดือน โทษฐานกล่าวร้ายรัฐบาลในเอกสารที่แจกจ่ายยังประชาชนในท้องถิ่น ส่วนโทษฐานแบ่งแยกดินแดน ศาลพิจารณาให้ยก

การหายสาบสูญ

เมื่อพ้นโทษออกมา หะยีสุหลงก็ยังถูกคุกคามจากทางอำนาจรัฐ จนกระทั่งในเช้าตรู่ของวันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2498 หลังจากเสร็จจากละหมาดในตอนเช้าแล้ว หะยีสุหลงพร้อมกับ นายอาหมัด โต๊ะมีนา บุตรชายคนโตวัย 15 ปี ซึ่งทำหน้าที่เป็นล่ามภาษาไทย เนื่องจากหะยีสุหลงไม่สามารถพูดภาษาไทยได้ ได้เดินทางออกจากบ้านพักส่วนตัวที่จังหวัดปัตตานี ไปยังกองบัญชาการตำรวจสันติบาลที่จังหวัดสงขลา พร้อมด้วยพรรคพวกอีก 2 คน รวมเป็น 4 คน ก่อนที่ทั้งหมดจะหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย นำมาซึ่งความเชื่อว่าทั้งหมดถูกฆาตกรรมทางการเมืองด้วยฝีมือของตำรวจ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ภายใต้การบัญชาการของ พลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้ซึ่งเป็นเสมือนมือขวาสำคัญของจอมพล ป. นายกรัฐมนตรี ซึ่งเรื่องราวการหายตัวไปของหะยีสุหลงเป็นข่าวอย่างครึกโครม โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไปจนถึงมาเลเซีย และสิงคโปร์

ทางครอบครัว ภริยาและนายเด่น โต๊ะมีนา บุตรชายของหะยีสุหลงได้เดินทางเข้าสู่พระนครเพื่อติดตามเรื่องราว ก็ไม่ได้ความคืบหน้าใด ๆ แต่ก็ได้รับทราบเพียงว่าเป็นการฆาตกรรมทางการเมืองโดยบุคคลของภาครัฐเองจากปากคำของ ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ภริยาของจอมพล ป. จนกระทั่งมีการรัฐประหารในปี พ.ศ. 2500 รัฐบาลได้เปลี่ยนขั้วอีกครั้งมาเป็น จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้มีการรื้อฟื้นคดีนี้ขึ้นมาอีกครั้ง โดยมี พลตำรวจตรี ฉัตร หนุนภักดี เป็นประธาน ในที่สุดนายตำรวจผู้ที่ลงมือในการฆาตกรรมครั้งนี้ก็รับสารภาพว่าได้สังหารบุคคลทั้ง 4 ในบังกะโลริมทะเลสาบสงขลา จากคำสั่งโดยตรงทางโทรศัพท์ของรัฐบาลในขณะนั้น ผ่านทางผู้บังคับการตำรวจจังหวัดสงขลา ด้วยการใช้เชือกรัดคอและคว้านท้องศพทั้งหมดและอำพรางด้วยการนำศพไปผูกไว้กับแท่งซีเมนต์ในทะเลสาบสงขลา ใกล้กับเกาะหนู เกาะแมว ซึ่งเมื่อทุกอย่างกระจ่างได้มีการส่งนักประดาน้ำลงไปงมหาศพ แต่ด้วยระยะเวลาที่ผ่านไปหลายปีจากที่เกิดเหตุ ทำให้ไม่พบศพหรือเศษซากใด ๆ อีกแล้ว

เหตุการณ์เกิดความยิ่งใหญ่ของรัฐตำรวจในครั้งนั้น และเป็นอีกหนึ่งมูลเหตุที่สำคัญของความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างถาวรมาจนทุกวันนี้เช่นเดียวกับเหตุการณ์แรก

 

เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 


เหตุการณ์ 14 ตุลา หรือ วันมหาวิปโยค เป็นเหตุการณ์ที่นักศึกษาและประชาชนในประเทศไทย มากกว่า 5 แสนคน ได้รวมตัวกันเพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญจากรัฐบาลเผด็จการ จอมพลถนอม กิตติขจร โดยในเหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิต 77 ราย บาดเจ็บ 857 ราย และสูญหายอีกจำนวนมาก ในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516

 

สาเหตุ

เหตุการณ์เริ่มมาจากการที่จอมพลถนอม กิตติขจร ทำการรัฐประหารตัวเองในวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 โดยนักศึกษาและประชาชนมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจตนเองจากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งในขณะนั้นจอมพลถนอมจะต้องเกษียณอายุราชการเนื่องจากอายุครบ 60 ปี อีกทั้งจอมพลประภาส จารุเสถียร บุคคลสำคัญในรัฐบาล ก็มิได้รับการยอมรับเหมือนจอมพลถนอม แต่กลับต่ออายุราชการให้ตนเอง ประกอบกับข่าวคราวเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นในวงราชการต่าง ๆ สร้างความไม่พอใจแก่ประชาชนอย่างมาก
พ.ศ. 2516
29 เมษายน พ.ศ. 2516 เฮลิคอปเตอร์ทหารหมายเลข ทบ.6102 เกิดอุบัติเหตุตกที่ อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม มีนักแสดงหญิงชื่อดังในขณะนั้นคือ เมตตา รุ่งรัตน์ โดยสารไปด้วย มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 6 คน ในซากเฮลิคอปเตอร์นั้นพบซากสัตว์เป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นซากกระทิง ที่ทางผู้ที่ใช้ล่ามาจากทุ่งใหญ่นเรศวรซึ่งเป็นพื้นที่ป่าสงวน สร้างกระแสไม่พอใจในหมู่นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และประชาชนทั่วไปเป็นอย่างมาก หลังจากนั้นปลายเดือนพฤษภาคมและต้นเดือนมิถุนายน นิสิตนักศึกษากลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติฯ 4 มหาวิทยาลัยได้ออกหนังสือชื่อ "บันทึกลับจากทุ่งใหญ่"[1] เปิดโปงเกี่ยวกับกรณีนี้ ผลการตอบรับออกมาดีมาก จนขยายผลโดยนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงกลุ่มหนึ่งออกหนังสือชื่อ "มหาวิทยาลัยที่ไม่มีคำตอบ" เป็นผลให้ ดร.ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์ อธิการบดีสั่งลบชื่อนักศึกษาแกนนำ 9 คนออก ซึ่งทำให้เกิดการประท้วงจนนำไปสู่การชุมนุมในวันที่ 21 และ 22 มิถุนายน ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ท้ายสุด ดร.ศักดิ์ ต้องยอมคืนสถานะนักศึกษาทั้ง 9 คน และดร.ศักดิ์ ก็ได้ลาออกไปเพื่อแสดงความรับผิดชอบ

เริ่มต้นเหตุการณ์
6 ตุลาคม มีบุคคลร่วมลงชื่อ 100 คน เพื่อเรียกร้องขอรัฐธรรมนูญ ซึ่งประกอบด้วยบุคคลหลากหลายอาชีพ หลายวงการ เช่น นักวิชาการ นักการเมือง นักคิด นักเขียน นิสิต นักศึกษา เป็นต้น จากนั้น บุคคลเหล่านี้ราว 20 คน นำโดย นายธีรยุทธ บุญมี ได้เดินแจกใบปลิวเรียกร้องรัฐธรรมนูญตามสถานที่ต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ เช่น ประตูน้ำ, สยามสแควร์, อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยอ้างถึงใจความในพระราชหัตถ์เลขาของรัชกาลที่ 7 ที่ส่งถึงรัฐบาลถึงสาเหตุที่ทรงสละราชสมบัติ แต่ทางตำรวจนครบาลจับได้เพียง 11 คน และจับขังทั้ง 11 คนนี้ไว้ที่โรงเรียนตำรวจนครบาลบางเขนและนำไปขังต่อที่เรือนจำกลางบางเขน พร้อมตั้งข้อหาร้ายแรงว่า เป็นการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ โดยห้ามเยี่ยม ห้ามประกันเด็ดขาด จากนั้นจึงได้มีการประกาศจับ นายก้องเกียรติ คงคา นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง และตามจับ นายไขแสง สุกใส อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม (ส.ส.นครพนม) ขึ้นอีก รวมทั้งหมดเป็น 13 คน โดยกล่าวหาว่า นายไขแสงเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการแจกใบปลิวครั้งนี้ ซึ่งบุคคลทั้ง 13 นี้ ได้ถูกเรียกขานว่าเป็น "13 ขบถรัฐธรรมนูญ" ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้สร้างความไม่พอใจให้เกิดขึ้นครั้งใหญ่แก่มวลนักศึกษาและประชาชนอย่างมาก จนนำไปสู่การชุมนุมใหญ่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งในขณะนั้นเป็นช่วงของการสอบกลางภาคด้วย แต่ทางองค์กรนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ได้ประกาศและติดป้ายขนาดใหญ่ไว้ว่า "งดสอบ" พร้อมทั้งยื่นคำขาดให้ทางรัฐบาลปล่อยตัวทั้งหมดนี้ก่อนเที่ยงวันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม แต่เมื่อถึงเวลาแล้วรัฐบาลก็หาได้ยอมกระทำไม่
ซึ่งก่อนหน้านั้น ได้มีนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กลุ่มหนึ่งได้เข้าพบ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช อดีตผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ถึงบ้านพักที่ย่านเอกมัย เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ในเรื่องนี้ ม.ร.ว.เสนีย์ได้เสนอว่า หากจะจัดการชุมนุมควรจะจัดในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ จะเป็นการดีที่สุด เพราะจะตรงกับวันที่มีตลาดนัดที่สนามหลวงด้วย จะทำให้ได้แนวร่วมเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก

การจลาจล
การเดินขบวนครั้งใหญ่จึงเริ่มต้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ออกไปตามถนนราชดำเนิน สู่ลานพระบรมรูปทรงม้า โดยมีแกนนำเป็นนักศึกษาและมีประชาชนเข้าร่วมด้วยจำนวนมาก (คาดการกันว่ามีราว 500,000 คน) แกนนำนักศึกษาได้เข้าพบเจรจากับรัฐบาลและบางส่วนได้เข้าเฝ้า ฯ จนได้ข้อยุติเพียงพอที่จะสลายตัว แต่ทว่าด้วยอุปสรรคทางการสื่อสารและมวลชนที่มีอยู่เป็นจำนวนมากไม่อาจควบคุมดูแลได้หมด ก็นำไปสู่การนองเลือดในเวลาประมาณ 05.55 น. ของวันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม เมื่อเกิดการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนที่บริเวณหน้าพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ด้านถนนราชวิถีตัดกับถนนพระราม 5 เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมจะสลายตัวกลับทางนั้น แต่ตำรวจไม่ยอมให้ผ่าน จึงเกิดการปะทะกันจนกลายเป็นการจลาจล และลุกลามไปยังสนามหลวง, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และถนนราชดำเนิน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

"ตอนเช้าตรู่ของวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องรัฐธรรมนูญ อันประกอบไปด้วย นักเรียน นิสิตนักศึกษา และประชาชนทั่วไป ที่ชุมนุมอยู่ที่บริเวณข้างวังสวนจิตร กำลังจะทยอยกลับบ้าน เนื่องจากรัฐบาลได้ยอมรับข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมทั้งสิ้น กล่าวคือ ยอมปล่อยตัวผู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญที่ถูกจับกุมทั้งหมด ๑๓ คน (ซึ่งอันที่จริงได้ปล่อยตัวตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ ๑๓ ตุลาคมแล้ว แต่ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ไม่ทราบข่าวหรือคิดว่าเป็นข่าวลวง) รวมถึงยอมรับว่าจะร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายใน ๑ ปี

ขณะที่ทุกคนกำลังจะเดินทางด้วยความอ่อนเพลียเพื่อจะกลับไปพักผ่อนยังนิวาสถานของตนนั้น สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น กล่าวคือ กลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจราจล นำโดย พล.ต.ท. มนต์ชัย พันธุ์คงชื่น ไม่ยอมให้ผู้ชุมนุมเดินผ่านกลับบ้านได้โดยสะดวก และเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้กลุ่มประชาชนที่ชุมนุมเกิดความโกรธแค้นจนขว้างปาสิ่งของใส่กลุ่มตำรวจ ก่อนที่กลุ่มตำรวจภายใต้การนำของ พล.ต.ท. มนต์ชัย จะเข้าสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรง และลุกลามเป็นเหตุการณ์14 ตุลา" 

จึงเป็นเรื่องปรากฎชัดเจนว่าเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 เหตุความรุนแรงเกิดขึ้นจากตำรวจนั้นเอง

 

 

เหตุการณ์จลาจลที่พลับพลาไชย พ.ศ. 2517

 

เหตุการณ์จลาจลที่พลับพลาไชย เกิดขึ้นในเวลา 20.30 นาฬิกาของวันที่ 3 กรกฎาคม 2517 เมื่อ นายพูน ล่ำลือประเสริฐ โชเฟอร์แท็กซี่ปฏิเสธการจับกุมของตำรวจจราจรฐานจอดรถในที่ห้ามจอด นายพูนได้ตะโกนบอกประชาชนว่า ตำรวจซ้อม ทำให้ฝูงชนที่เพิ่งเลิกจากการดูภาพยนตร์กรูกันเข้ามาเพื่อขัดขวาง เหตุการณ์บานปลายเมื่อฝูงชนได้เข้าทำลายอาคารสถานีตำรวจพลับพลาไชย มีการทำลายทรัพย์สินของตำรวจ และเตรียมจะเข้าทำร้ายทุกคนในสถานี ตำรวจได้ยิงปืนกราด ทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก เหตุการณ์ได้ยืดเยื้อไปอีกถึง 2 วัน

ในวันที่ 5 กรกฎาคม 2517 มีการต่อสู้กระจายไปทั่วพลับพลาไชย มีประชาชนร่วมในเหตุการณ์ประมาณ 500 คน โดยกลุ่มวัยรุ่นซึ่งต่อมาถูกตำรวจจับกุมตัวได้และถูกส่งไปดำเนินคดีข้อหาหนักทั้งหมด ระหว่างเกิดเหตุนั้น รัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์ ได้ประกาศภาวะฉุกเฉิน และยกเลิกในวันที่ 9 กรกฎาคม 2517[1] มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 25 คน บาดเจ็บ 120 คน

เหตุการณ์นี้ชัดเจนว่าตำรวจเป็นผู้ก่อ

 

เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519

 

เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 เป็นการปราบปรามนักศึกษาและผู้ประท้วงในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาเขตท่าพระจันทร์ และที่สนามหลวง ขณะนั้น นักศึกษาจากหลายมหาวิทยาลัยกำลังเดินขบวนประท้วงการเดินทางกลับประเทศไทยของจอมพลถนอม กิตติขจร อดีตนายกรัฐมนตรี สถิติอย่างเป็นทางการบ่งว่า มีผู้เสียชีวิต 46 คนในเหตุการณ์ ซึ่งมีทั้งถูกยิง ถูกทุบตี หรือถูกทำให้พิการ

ในการประชุมคณะรัฐมนตรีซึ่งจัดขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 6 ตุลาคม พลตรีประมาณ อดิเรกสาร หัวหน้าพรรคชาติไทยและรองนายกรัฐมนตรี แถลงว่า เวลามาถึงแล้วที่จะขจัดขบวนการนักศึกษาเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อเวลาประมาณ 5 นาฬิกา กำลังกึ่งทหารเริ่มต้นยิงเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โดยใช้อาวุธทหาร ตำรวจตระเวนชายแดนปิดทางออกทั้งหมดเมื่อเวลาประมาณ 7 นาฬิกา รถบรรทุกของพุ่งเข้าชนประตูใหญ่และตำรวจเร่งรุดเข้าไปในมหาวิทยาลัยเมื่อเวลาประมาณ 11 นาฬิกา นักศึกษาหลายคนที่ติดอาวุธเปิดฉากยิง แต่ถูกพิชิตไปในเวลาอันสั้น แม้ว่านักศึกษาจะร้องขอให้หยุดยิง แต่พลตำรวจโทชุมพล รองอธิบดีกรมตำรวจในขณะนั้น อนุญาตให้ยิงเสรีในมหาวิทยาลัย นักศึกษา

ผู้พยายามยอมจำนนถูกบังคับให้นอนลงกับพื้น หลายคนถูกทุบตีจนเสียชีวิตและจากนั้นถูกแขวนคอ ผู้ที่พยายามหลบหนีโดยกระโดดลงแม่น้ำเจ้าพระยาถูกยิงจากเรือของกองทัพเรือ วิมลวรรณ รุ่งทองใบสุรีย์ นักศึกษาพยาบาลศาสตร์ ถูกยิงขณะพยายามว่ายน้ำเข้าสู่ที่ปลอดภัย การโจมตีกินเวลาหลายชั่วโมง นิตยสารไทม์ อธิบายเหตุการณ์ดังกล่าวว่าเป็น "ฝันร้ายของการลงประชาทัณฑ์และการเผา" ผู้เดินขบวนราว 1,000 คนถูกจับเป็นนักโทษ และถูกทำให้เสียเกียรติโดยถูกถอดเสื้อผ้าลงที่เอว (แม้ว่าผู้หญิงจะอนุญาตให้สวมบราได้) ถูกบังคับลงไปคลานหรือถูกเตะ มีการกล่าวหาว่านักศึกษาหญิงถูกข่มขืน ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่และเสียชีวิต โดยตำรวจและขบวนการกระทิงแดง

 

ตัวเลขอย่างเป็นทางการบ่งว่า มีผู้เสียชีวิต 46 คน และบาดเจ็บ 167 คน ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขณะนั้น ให้ตัวเลขประมาณผู้เสียชีวิตอย่างไม่เป็นทางการกว่า 100 คน โดยอิงแหล่งข้อมูลนิรนามในสมาคมจงหัวแห่งประเทศไทย (Chinese Benevolent Association) ซึ่งกำจัดศพ การสังหารหมู่ดำเนินไปถึงเที่ยง เมื่อพายุฝนขัดจังหวะ ตำรวจตระเวนชายแดน ขบวนการกระทิงแดง นวพลและลูกเสือชาวบ้านชุมนุมกันที่สนามม้านางเลิ้งเมื่อเวลาประมาณ 16 นาฬิกา และเคลื่อนขบวนต่อไปยังทำเนียบรัฐบาล ที่ซึ่งพวกเขาเรียกร้องให้หม่อมราชวงศ์เสนีย์ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งหม่อมราชวงศ์เสนีย์ยอมลาออก

18.30 น. คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ซึ่งเป็นคณะผู้ยึดอำนาจการปกครองจำนวน 24 คน นำโดยพลเรือเอกสงัด ยึดอำนาจ พลเรือเอกสงัดได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมโดยหม่อมราชวงศ์เสนีย์ในวันที่ 25 กันยายน คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินเป็นกลุ่มนายทหารสายกลางซึ่งกระทำการเพื่อป้องกันมิให้กลุ่มขวาจัดของพลตรีประมาณยึดอำนาจ 

เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ตำรวจเป็นหน่วยปฏิบัติการล้วนล้วน (ร่วมกับกลุ่มกระทิงแดงและนวพล)

 

 

กรณีตากใบ 

กรณีตากใบ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2547 ในอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 85 คน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อชายท้องถิ่นหกคนถูกจับกุม และได้มีการเดินขบวนเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวทั้งหกคนดังกล่าว และตำรวจได้เรียกกำลังเสริมจากกองทัพ หลังจากผู้เดินขบวนบางคนได้ขว้างปาก้อนหินและพยายามปิดล้อมสถานีตำรวจแล้ว เจ้าหน้าที่ความมั่นคงได้ใช้แก๊สน้ำตาและยิงตอบโต้

ประชาชนท้องถิ่นหลายร้อยคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชายวัยรุ่น ได้ถูกจับกุม กลุ่มคนเหล่านี้ถูกถอดเสื้อ ผูกมือไพล่ติดกับหลัง และถูกจัดท่าให้นอนราบลงกับพื้น คลิปวิดีโอได้แสดงภาพทหารเตะและทุบตีประชาชนที่ถูกจับมัดไว้เรียบร้อยแล้วและนอนอยู่บนพื้นโดยไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ต่อมาในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ผู้ที่ถูกจับกุมถูกทหารโยนเข้าไปในรถบรรทุกซึ่งจะนำไปส่งยังค่ายทหารในจังหวัดปัตตานี ผู้ที่ถูกจับกุมนอนทับกันถึงห้าหรือหกชั้นในรถบรรทุก และเมื่อรถบรรทุกดังกล่าวมาถึงค่ายทหารในอีกสามชั่วโมงถัดมา หลายคนก็เสียชีวิตไปแล้วเนื่องจากขาดอากาศหายใจรายงานอ้างว่ามีผู้เสียชีวิต 7 คนจากบาดแผลกระสุนปืน ส่วนที่เหลือเชื่อกันว่าเสียชีวิตเนื่องจากขาดอากาศหายใจหรือถูกทุบตี

เหตุการณ์ดังกล่าวจุดประกายให้เกิดการประท้วงอย่างแพร่หลายทั่วประเทศ วีซีดีซึ่งจัดทำโดยกลุ่มมุสลิม ได้แสดงให้เห็นถึงภาพเหตุการณ์เช่นเดียวกับเสียง วีซีดีเหล่านี้ได้ถูกส่งเวียนไปตามกลุ่มมุสลิมในประเทศไทย รัฐบาลกล่าวว่าเป็นการผิดกฎหมายในการครอบครองวีซีดีดังกล่าวและกล่าวว่ารัฐบาลสามารถฟ้องร้องผู้ที่มีไว้ในครอบครองได้

ไม่นานหลังจากเหตุการณ์ ปฏิกิริยาแรกของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ออกมากล่าวว่าชายเหล่านี้เสียชีวิต "เพราะพวกเขายังอ่อนแอจากการอดอาหารระหว่างเดือนรอมฎอน

กระทั่งวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2549 ไม่มีสมาชิกกองกำลังความมั่นคงที่มีส่วนรับผิดชอบถูกนำมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ต่อมา นายกรัฐมนตรี สุรยุทธ์ จุลานนท์ กล่าวแสดงความขอโทษอย่างเป็นทางการต่อเหตุการณ์ดังกล่าว

 

กรณีตากใบเมื่อผู้เสียชีวิตจำนวนมากจะอยู่ภายใต้การควบคุมของทหาร แต่มูลเหตุที่เกิดขึ้นมาจากการปฏิบัติต่อชาวบ้านอย่างเหี้ยมโหดของตำรวจ

 

เหตุการณ์ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2551 


เหตุการณ์ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2551 เป็นเหตุการณ์ที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยปิดล้อมอาคารรัฐสภาในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2551 เพื่อกดดันไม่ให้คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภา โดยอ้างว่ารัฐบาลขาดความชอบธรรมที่จะเข้ามาบริหารประเทศ และไม่ต้องการให้แก้ไขรัฐธรรมนูญจนเกิดเหตุการณ์วุ่นวายในวันที่ 7 ตุลาคม


ในวันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2551 หลังจากที่ผู้ชุมนุมจากจังหวัดต่าง ๆ ได้ทยอยสู่ที่ชุมนุมแล้ว เวลาประมาณ 20.30 น. แกนนำพันธมิตรทั้งรุ่นแรกและรุ่นที่สองได้ขึ้นเวทีพร้อมกัน และประกาศขยายพื้นที่การชุมนุมไปยังหน้าอาคารรัฐสภา เพื่อทำการปิดล้อมไม่ให้รัฐบาลแถลงนโยบายได้ในวันรุ่งขึ้น (7 ตุลาคม)

เวลาประมาณ 06.20 น. ของเช้าวันอังคารที่ 7 ตุลาคม ตำรวจได้ระดมยิงแก๊สน้ำตาร่วม 100 นัด เพื่อเป็นการเปิดเส้นทางให้คณะรัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภาเข้าไปประชุมรัฐสภาเพื่อแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ พันธมิตรฯ ได้เข้าทำการตัดน้ำตัดไฟในอาคารรัฐสภา ทางรัฐสภาจึงต้องใช้ไฟฟ้าสำรอง ต่อมาในเวลาประมาณ 09.30 น. การแถลงนโยบายร่วมได้เริ่มขึ้น แต่ ส.ส. และ ส.ว. หลายคนไม่ได้อยู่ในที่ประชุม นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาได้ให้นับองค์ประชุมปรากฏว่าไม่ครบองค์ประชุม จึงได้ให้พักการประชุม และเมื่อเปิดประชุมใหม่ปรากฏว่ามีเพียง ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้น รวมจำนวน 320 คน ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ฝ่ายค้านได้คว่ำบาตรการแถลงนโยบายครั้งนี้

เมื่อสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายเสร็จเมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. ก็ไม่สามารถจะเดินทางออกมาได้ เนื่องจากกลุ่มผู้ชุมนุมได้ปิดกั้นประตูทางออกแทบทุกทาง จึงต้องเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ของตำรวจแทน พร้อมด้วยชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ บุตรสาว ไปยังกองบัญชาการกองทัพไทย ที่ถนนแจ้งวัฒนะ เพื่อหารือกับผู้บัญชาการ 3 เหล่าทัพ ถึงสถานการณ์[ต้องการอ้างอิง]
ต่อมาเวลา 16.00 น. เกิดเหตุการณ์รถจิ๊ปเชโรกีระเบิดที่หน้าที่ทำการพรรคชาติไทย มีผู้เสียชีวิตหนึ่งราย คือ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี เป็นแกนนำพันธมิตรฯ จ.บุรีรัมย์ เป็น นรต.46 อดีตตำรวจ สวป.บุรีรัมย์ เป็นน้องเขยของนายการุณ ใสงาม ผู้ประสานงานพันธมิตร
ต่อมาเวลาประมาณ 17.00 น. บรรดา ส.ส. และ ส.ว. ยังคงติดอยู่ภายในอาคารรัฐสภา เนื่องจากกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ยอมให้บุคคลกลุ่มดังกล่าวออก โดยให้ผู้จะออกแสดงบัตร และอนุญาตให้ออกเฉพาะที่ไม่ใช่ ส.ส. และ ส.ว. เท่านั้น เช่น พนักงานสภาและสื่อมวลชน ต่อมา ตำรวจได้ใช้แก๊สน้ำตายิงอีกหลายนัด เพื่อเปิดทางให้ ส.ส. และ ส.ว. ออกไปได้ และระดมยิงแก๊สน้ำตาต่อเนื่องไปจนถึงหัวค่ำ ที่หน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาลและลานพระบรมรูปทรงม้า จากการปะทะกัน มีผู้ได้รับบาดเจ็บรวมยอดผู้บาดเจ็บทุกฝ่ายทั้งสิ้นในขณะนั้น 381 ราย เสียชีวิต 2 ราย และตำรวจได้รับบาดเจ็บ 11 นาย

หลังจากนั้นไม่นาน พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ได้ลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สังคมหลายภาคส่วนได้ประณามการกระทำของตำรวจครั้งนี้ หลังจากเหตุการณ์การปะทะกัน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานหน่วยพยาบาลเพื่อให้ทำการดูแลผู้ได้รับบาดเจ็บ และพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวนสามแสนบาทแก่โรงพยาบาลรามาธิบดีเพื่อเป็นการค่าใช้จ่ายในการรักษา

เหตุการณ์นี้คงยังจำกันได้ไม่ต้องอธิบายนะครับ

 

การชุมนุมฯขององค์การพิทักษ์สยาม 24 พ.ย. 2555 


 

 

เหตุการณ์นี้คงจำได้ ไม่ต้องพูดอธิบายนะครับ

 

พรบ.มั่นคง 7 สิงหาคม 2556 


เบี้ยเลี้ยงเยอะจัด

 

 

 ไม่ต้องอธิบายเลยนะครับ

 

ปี 2552-2553 ตำรวจหายไปไหนหมด?


 

 

 

หายไปเพราะที่แท้เป็นพวกเดียวกันนั้นเอง

 

ขอบคุณที่มา : เพื่อน BGโอเคเนชั่น ไทยวิกิพี่เดีย และเว๊บต่างๆ


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 30 (0)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 27/08/2013 เวลา : 15.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

วัมนธรรมองค์กรและลาภยศสรรเสริญทำให้บุคลากรส่วนใหญ่ต้องดิ้นรนจนองค์กรกลายเป็นเช่นนี้ครับ

ความคิดเห็นที่ 29 (0)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 27/08/2013 เวลา : 15.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

ใช่แล้วครับ พี่เชฟดงฯ

ความคิดเห็นที่ 28 สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
Payont วันที่ : 27/08/2013 เวลา : 07.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/payont

น่ารังเกียจครับ ตำรวจไทย

ความคิดเห็นที่ 27 สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ดงละดอน วันที่ : 26/08/2013 เวลา : 19.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yaya2508

จะเก็บพริก ต้องเด็ดที่ขั้วพริก

ความคิดเห็นที่ 26 (0)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 26/08/2013 เวลา : 14.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

คุณร้อยโฉบ เดี๋ยวจะเขียนเรื่องปฏิรูปตำรวจในเชิงวิชาการจากข้อมูลของคณะทำงานปฏิรูปตำรวจที่มีท่านพล.ต.อ.วสิษฐ์ เดชกุญชรเป็นประธานครับ

ความคิดเห็นที่ 25 (0)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 26/08/2013 เวลา : 14.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

ตำรวจที่ดีทำงานแล้วมักไม่ก้าวหน้าครับ คุณhayyana

ปัจจุบันตำรวจส่วนใหญ่มากมากที่ก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงานล้วนแล้วแต่นายดันทั้งนั้นครับ ทั้งเจ้านายในสายงานและนักการเมือง ผมมีเพื่อนเป็นสารวัตรอาวุโสสูงสุดในกองบัญชาการแล้วยังขึ้นรองผู้กำกับไม่ได้ เพราะไม่มีตั๋ว ซึ่งทุกวันนี้ต้องตั๋วนักการเมืองใหญ่และคนแดนไกลกลับบ้านไม่ได้เท่านั้นครับ ถามบิ๊กแจ๊ดกับขวัญชัยได้ครับ

ความคิดเห็นที่ 24 BlueHill ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 26/08/2013 เวลา : 14.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

ใช่แล้วครับ บก.ชาลี เดี๋ยวจะเขียนเรื่องปฏิรูปตำรวจในเชิงวิชาการจากข้อมูลของคณะทำงานปฏิรูปตำรวจที่มีท่านพล.ต.อ.วสิษฐ์ เดชกุญชรเป็นประธานครับ

ความคิดเห็นที่ 23 สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ร้อยโฉบ วันที่ : 26/08/2013 เวลา : 13.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/meechai


ต้องให้ตำรวจเป็นอิสระจากฝ่่ายการเมือง

ความคิดเห็นที่ 22 สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
hayyana วันที่ : 26/08/2013 เวลา : 12.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hayyana
You are what you is  !   

เมืองไทยเจอตำรวจ ความรู้สึกเหมือนๆกับเจอโจร
หรือไม่ก็รู้สึกเหมือนพึงไม่ได้
ปฏิเสธปัญหา หรือไม่ถ้าไปพึ่งก็ยิ่งเพิ่มปัญหา
ปล. ตำรวจดีๆอย่าท้อนะครับ
มันเป็นปัญหาระบบ

ความคิดเห็นที่ 21 สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
BlueHill วันที่ : 26/08/2013 เวลา : 11.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

งานหินเลยครับ
ตำรวจมักถูกใช้เป็นเครื่องมือของฝ่ายมีอำนาจมาโดยตลอด โดยใช้ทั้งลาภยศและอามิสสินจ้าง

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 26/08/2013 เวลา : 09.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

ผมเชื่อว่าไม่มีใครอยากให้เกิดความรุนแรงในชาติบ้านเมืองดอกครับ คุณคนปทุมฯ

แต่หลักอิทัปปัจจยตากล่าวไว่ว่า เมื่อมีเหตุย่อมมีผล และเมื่อเหตุดับผลก็ดับคือเมื่อสิ่งนี้มีสิ่งนี้ย่อมมี เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้นเมื่อสิ่งนี้ ไม่มีสิ่งนี้ย่อมไม่มีเพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไปครับ

ความคิดเห็นที่ 19 สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
คนปทุมรักสุขภาพและครอบครัว วันที่ : 25/08/2013 เวลา : 22.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jarinasa

ประมวลเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับประวัติศาสตร์ของสังคมได้ดีมากครับคุณสิงห์ แล้วมันจะกลับมาใหม่ ในไม่ช้านี้ไหมครับ?

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 25/08/2013 เวลา : 21.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

จริงที่สุดครับ คุณคนเมืองฯ รอแต่ กัมมุนา วัตติโลโก ครับ

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 25/08/2013 เวลา : 21.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

อิทัปปัจจยตา สัจจังเว อมตะวาจา และกัมมุนา วัตติโลโก ครับ คุณลำชานฯ

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 25/08/2013 เวลา : 21.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ คุณชายฯ

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 25/08/2013 เวลา : 21.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

ขอบคุณครับ คุณเด็กมุกที่มาเยี่ยม

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 25/08/2013 เวลา : 21.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

แม่นแล้วครับ พี่ชบาฯ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 25/08/2013 เวลา : 21.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

ตามนั้นเลยครับ คุณพูนทรัพย์

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 25/08/2013 เวลา : 21.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

อิทัปปัจจยตา สัจจังเว อมตะวาจา และกัมมุนา วัตติโลโก ครับ คุณsu

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 25/08/2013 เวลา : 21.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

เงินภาษีของเราที่มาเป็นงบประมาณแผ่นดินกว่า2ล้านล้านบาท ในแต่ละปี ถูกหักชักหัวคิวหลายแสนล้านบาทเลยทีเดียวละครับ คุณครูแดง

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 25/08/2013 เวลา : 21.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

คน 3 จังหวัดชายแดนถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยเฉพาะตำรวจรังแกมายาวนานแล้วครับ คุณ4BANK ตามเหตุการณ์ที่ผมไล่เรียงมา ขนาดคนนครศรีธรรมราชพูดอ่านเขียนภาษาไทยรู้เรื่องยังโดนขนาดนี้ แล้วคนไทยเชื้อสายมาลายูที่พูดจาสื่อสารภาษาไทยแทบไม่ได้คุยกันไม่รู้เรื่อง จะโดนขนาดไหนครับ

ความคิดเห็นที่ 9 สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
คนเมืองพระชนกจักรี วันที่ : 25/08/2013 เวลา : 19.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chainoy70

ถึงเวลานี้พวกตะกวดมันกร่างเอามาก ๆ

ความคิดเห็นที่ 8 สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ลำชานบ้านบู วันที่ : 25/08/2013 เวลา : 19.34 น.

สวัสดีครับ
ชื่อ ตระกูลนี้ กับกี่ห่วง เหตุการณ์ที่พี่น้องคนไทยต้องสูญเสียชีวิต ในยุค ตระกูลนี้มีอำนาจ นี่ต่างหากที่ต้องตอบคำถาม ที่พี่ชายพูดว่า...
"ชายเหล่านี้เสียชีวิต เพราะพวกเขายังอ่อนแอจากการอดอาหาร......"
ไม่กี่ปีให้หลัง พี่เขย น้องสาว ก็มีอำนาจในตำแหน่งต่อ...

ความคิดเห็นที่ 7 สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ชายสามหยด วันที่ : 25/08/2013 เวลา : 19.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chartsiam
เรื่องเล่าธรรมด๊า...ธรรมดา ของผู้ชายธรรมดา

เห็นด้วยควรโล๊ะให้หมดครับ

ความคิดเห็นที่ 6 สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
เด็กมุก วันที่ : 25/08/2013 เวลา : 18.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sabsit

เห็นด้วย 100% ครับ

ความคิดเห็นที่ 5 สิงห์นอกระบบ , ลำชานบ้านบู ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ชบาตานี วันที่ : 25/08/2013 เวลา : 18.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chabatani

ยิ่งเป็นชายแดนใต้ หากยิ่งศึกษาเรื่องราวให้ลึก ชายชาตรีที่สวมชุดกากี ที่บอกว่า จะทำงานรับใช้และดูแลทุกข์สุขของประชาชนนั้น ที่แท้ก็ ......ดีๆนี่เอง

ความคิดเห็นที่ 4 สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
พูนทรัพย์ วันที่ : 25/08/2013 เวลา : 16.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/gowithauntie
รักโลกใบนี้จัง

ยิ่งนานวันยิ่งเห็น ว่ามันเป็นแก้งค์รวมคนเลว จริงๆ

ความคิดเห็นที่ 3 สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
su วันที่ : 25/08/2013 เวลา : 16.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suwest

เมินเสียเถิด อย่าหวัง

ความคิดเห็นที่ 2 สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ครูแดง วันที่ : 25/08/2013 เวลา : 16.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krudang



ภาษีเรา..เขาเอามาทำเยี่ยงนี้หรือ

ความคิดเห็นที่ 1 สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
4BANK วันที่ : 25/08/2013 เวลา : 16.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bankbank
4BANK

คนใต้ 3 จังหวัด เห็นหรือไม่ครับ ว่า พวกนี้ เขา Here ประจำ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน