วันพฤหัสบดี ที่ 4 ตุลาคม 2550
เศษกรรมของพระโมคคัลลานะที่ถูกตามฆ่า
Posted by
บุญนำพา
,
ผู้อ่าน : 351
, 16:42:29 น.
| หมวดหมู่ :
พระไตรปิฏก
พิมพ์หน้านี้
|
ในครั้งนั้น พระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ พระนครราชคฤห์ และพระโมคคัลลานะได้พำนักอยู่ ณ ตำบลกาฬศิลา พลันก็มีโจรพวกหนึ่ง ได้พากันมาล้อมกุฏิของพระโมคคัลลานะเอาไว้ หมายจะจับตัวไปฆ่าตามที่พวกเดียรถีย์จ้างมา แต่พระโมคคัลลานะก็สามารถใใช้ฤทธิ์หายตัวหนีไปได้ พวกโจรก็ยังไม่ละความพยายาม ยังคงติดตามจับตัวท่านเพื่อหมายจะเข่นฆ่า จนเวลาผ่านไปสองเดือนย่างเข้าสู่เดือนที่ 3 พวกโจรก็ยังไม่ย่อท้อ
พระโมคคัลลานะผู้มีฤทธิ์สามารถเหาะหรือหายตัวได้หากต้องการกระทำ แต่ท่านเกิดความสงสัยว่าเป็นเพราะเหตุใดโจรเหล่านี้ จึงติดตามราวีท่านอย่างไม่รู้จบสิ้นทั้งที่รู้ว่าท่านเป็นผู้มีฤทธิ์
พวกโจรทั้งหลายไม่มีทางทำอะไรท่านได้เลย พระโมคคัลลานะคิดว่าชะรอยคงจะเป็นกรรมเก่าที่ท่านทำไว้ ยังเหลือเศษกรรมตามมาสนองผลหรืออย่างไร จึงได้กำหนดจิตด้วยญาณเพื่อตรวจดูกรรมเก่าที่ท่านเคยสร้างสมเอาไว้ในแต่ละชาติ ก่อนที่จะเกิดมาเป็นพระอัครสาวกในชาติปัจจุบัน
ในญาณพระโมคคัลลานะ เห็นเป็นนิมิตรว่า ครั้งหนึ่งในชาติอดีตท่านเคยเกิดเป็นบุตรของผู้มีฐานะคนหนึ่ง ของเมืองพาราณสี และท่านเป็นคนที่มีความขยันขันแข็งดูแลเอาใจใส่ ในหน้าที่การงานเป็นอย่างดี เป็นที่รักใคร่แก่บิดามารดาเป็นอันมาก
อยู่ต่อมาวันหนึ่งบิดามารดาของท่านได้ปรึกษากันว่า "ลูกเราตรากตรำงานหนักเหลือเกินอีกทั้งยังไม่มีคู่ครอง เห็นทีจะต้องเสาะหาหญิงสักคนมาเป็นคู่และช่วยผ่อนงานบ้าง" เมื่อคิดดังนั้นแล้ว ทั้งสองก็นำความที่ปรึกษากันไปบอกแก่บุตรของตน
เมื่อบุตรได้ฟังดังนั้นจึงรีบปฏิเสธ บอกว่าตนไม่ได้คิดที่จะมีครอบครัว อยากจะขอปฏิบัติดูแลบิดาและมารดา ไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ แต่บิดามารดาก็ยังคงอ้อนวอนอยู่มิได้ขาด ลูกชายก็ยังไม่ยอมอยู่ดี ในที่สุดทั้งสองจึงจัดหาหญิงคนหนึ่งมาให้เป็นภรรยา แม้บุตรชายจะไม่ปรารถนาแต่ก็จำรับไว้ ครั้นอยู่ต่อมา ผู้เป็นภรรยาซึ่งเป็นหญิงใจบาปมีความรังเกียจที่ตนต้องปฏิบัติต่อพ่อแม่ของสามี จึงพยายามหาเรื่องใส่ความ เพื่อให้สามีของตนมีความรังเกียจและนำพ่อแม่ของตนไปอยู่เสียที่อื่น นางจะได้มีความสะดวกสบาย
แม้ว่าผู้เป็นภรรยาจะพยายามพูดจาใส่ความประการใด สามีก็หาได้เชื่อฟังไม่ ยังคงปฏิบัติต่อบิดามารดาของตนเหมือนก่อนมา ผู้เป็นภรรยาก็ยิ่งหาอุบายหนักขึ้น โดยในขณะที่สามีไม่อยู่บ้าน นางได้แกล้งเอาของโสโครกมาเทที่กลางบ้าน และเครื่องใช้สอยก็ขนออกมาวางกองเกะกะเกลื่อนบ้าน
เมื่อสามีกลับมาเห็นเข้า ก็ดุด่าภรรยาของตน ผู้ภรรยาก็ทำมารยาไม่ว่ากล่าวอย่างไร รีบทำการเก็บกวาดให้เป็นที่เรียบร้อย ครั้นวันต่อ ๆ มา ก็ทำมารยาเช่นเดิม ครั้นหลายวันเข้าสามีบังเกิดความสงสัย จึงเรียกภรรยาเข้ามาไต่ถาม นางภรรยาได้โอกาสจึงรีบใส่ไคล้ทันที
"ที่ท่านเห็นบ้านช่องเลอะเทอะเปรอะเปื้อนนี้จะด้วยเหตุที่ข้าขี้เกียจก็หาไม่ แต่เป็นเพราะพ่อแม่ของพี่นั่นแหละ กระทำการเช่นเดียวกันทุกวัน เหมือนจะแกล้งให้ข้าอยู่บ้านนี้ไม่ได้ ข้ารึพยายามอดทน แต่พ่อแม่ของพี่ก็ยังทำเหมือนเดิม"
เมื่อถูกเป่าหูเช่นนี้ทุกวัน และด้วยความรักภรรยา ผู้เป็นสามีก็ชักมีความเห็นคล้อยตาม และเชื่อว่าคำบอกเล่าของภรรยาเป็นความจริง จึงคิดหาทางที่จะกำจัดพ่อแม่ของตนเสีย
วันหนึ่งผู้เป็นบุตรจึงได้บอกกับบิดามารดาของตนว่า "พ่อกับแม่อยู่ทางนี้ ญาติของเราที่อยู่ต่างบ้านนั้นมีความคิดถึงเป็นอันมาก แม้ท่านทั้งสองเองก็ย่อมมีความผูกพันธ์ต้องการจะเดินทางไปเยี่ยมเยียนมิใช่หรือ"
"ถูกแล้วลูกรัก" ทั้งสองบอกแก่บุตรของตน
"ถ้าเช่นนั้นก็อย่าช้าอยู่เลย ลูกได้จัดเตรียมเกวียนไว้แล้ว"
พ่อแม่หลงเชื่อจึงนั่งเกวียนไปกับบุตรของตน ครั้นถึงกลางป่าเปลี่ยว ลูกชายได้ให้ผู้เป็นบิดาจับเชือกบังคับวัย ส่วนตัวเองแอบลงจากเกวียนไป ซ่อนในป่าใหญ่ แล้วดัดเสียงเป็นโจรป่าหมายจะเข้าปล้น
พ่อแม่ทั้งสองนั้นเป็นหญิงและชายชรา หูตาไม่ค่อยดี เข้าใจว่ามีโจรจะมาปล้นจริง ๆ จึงตะโกนบอกให้ลูกชายของตนหนีเอาตัวรอดไปด้วยความเป็นห่วง แม้ภัยกำลังมาถึงตนก็ยังเป็นห่วงลูกชายด้วยความรักของผู้เป็นพ่อแม่
แต่ลูกชายนั้นความหลงได้ครอบงำดวงจิต จึงปลอมตัวเป็นโจรร้าย และทำอันตรายแก่พ่อแม่ของตนจนถึงแก่ชีวิต โดยหลงเชื่อคำยุยงของผู้เป็นภรรยา และจากผลกรรมที่ได้สร้างไว้ในครั้งนั้น ยังผลให้ผู้เป็นบุตรต้องตกนรกหมกไหม้ และต้องถูกเขาทุบตีจนตายเป็นเช่นนี้มาแล้วหลายร้อยชาติ จนถึงชาติสุดท้าย เศษกรรมที่เคยสร้างไว้ก็ยังตามมาสนอง
เมื่อทราบถึงเศษกรรมที่เหลือของท่านด้วยญาณ พระโมคคัลลานะจึงไม่คิดหลบหนีแต่อย่างใด ยอมให้พวกโจรจับตัวไปทุบตี จนร่างของท่านแหลกเหลว จนคิดว่าท่านคงเสียชีวิตแน่แล้ว จึงพากันหลบหนีไป
พระโมคคัลลานะได้เข้าญาณประสานกระดูกให้กลับเหมือนเดิมด้วยอำนาจฤทธิ์ แล้วเหาะไปเฝ้าพระพุทธองค์เพื่อทูลลาเข้านิพพาน พระพุทธองค์จึงให้ท่านแสดงปาฏิหาริย์เป็นครั้งสุดท้าย ด้วยการเทศนาธรรมสอนประชาชนเสียก่อน
หลังจากนั้นพระโมคคัลลานะจึงได้เสด็จนิพพาน ที่ตำบลกาฬศิลานั่นเอง เมื่อภิกษุทั้งหลายทราบข่าวการเข้าสู่นิพพานของท่านโมคคัลลานะ ก็บังเกิดความแปลกใจเพราะธรรมดาท่านเป็นผู้มีฤทธิ์ เหตุไฉนจึงมาพ่ายแพ้แก่โจรป่า
ในครั้งนั้นพระพุทธองค์จึงตรัสเล่าเรื่องราวของผลกรรมในชาติอดีต ให้แก่ภิกษุทั้งหลายได้ฟังจนเป็นที่เข้าใจ
|