| << | ตุลาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |||
พิมพ์หน้านี้
|
เทวภูมิ ๖ คือ เทวโลก ๖ ชั้น เป็นที่สถิตอยู่ของเทวดา จัดเป็นสุคติกามภูมิ คือ ภูมิที่ยังเสพกามที่นับเนื่องในสุคติภูมิ ผู้ปฏิบัติถึงธรรมกาย เมื่อตรวจอรูปภพ รูปภพ แล้ว ก็น้อมเทวโลกมาเป็นกสิณ คือน้อมเข้ามาตั้งที่ศูนย์กลางพระธรรมกาย พระธรรมกายเจริญฌานสมาบัติในกสิณ หรือพิสดารธรรมกายให้สุดละเอียด แล้วขยายข่ายของญาณพระธรรมกายให้เต็มเทวโลก พิจารณาดูความเป็นไปในเทวโลกชั้นต่างๆ จากสูงสุดถึงต่ำสุด ดังนี้ เป็นที่เกิดที่สถิตอยู่ของอากาสัฏฐเทวดา (เทวดาที่มีวิมานล่องลอยอยู่ในอากาศ ตั้งแต่ยอดเขาพระสุเมรุ ไปจรดขอบจักรวาล) ที่เมื่อต้องการเสวยกามคุณ (รูป-เสียง-กลิ่น-รส-โผฏฐัพพะ) เวลาใด เวลานั้น เทวดาผู้รับใช้ทราบความต้องการของตนนั้น ก็จะจัดการเนรมิตขึ้นให้ได้เสวยตามประสงค์ เทวดาในชั้นนี้จึงไม่ต้องมีคู่ครองประจำของตน มีอายุ ๑๖,๐๐๐ ปีทิพย์ (๙,๒๑๖ ล้านปีมนุษย์) ท้าววสวัตตีมารเทพบุตร เป็นจอมเทพชั้นนี้ และเป็นผู้ปกครองเทวดาทั่วทั้ง ๒ ชั้นอีกด้วย เคยเป็นเทวดามิจฉาทิฏฐิ ไม่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา เป็นผู้คอยเป็นอุปสรรคขัดขวางการบำเพ็ญสมณธรรม และการบำเพ็ญพุทธกิจของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งแต่ออกมหาภิเนษกรมน์ จนถึงปรินิพพาน ต่อมาอีก ๓๐๐ ปีหลังกาลเสด็จปรินิพพานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังได้ขัดขวางการสร้างมหาเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ที่พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชผู้ครองเมืองปาตลีบุตร ผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ได้ทรงให้สร้างขึ้นเพื่อบูชาพระรัตนตรัย และยังแกล้งทำลายพิธีฉลองเจดีย์ จึงถูกพระอุปคุตตมหาเถระทรมานจนสิ้นพยศ ละมิจฉาทิฏฐิได้ กลับเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จึงได้ตั้งความปรารถนาพุทธภูมิ กลายเป็นจอมเทพผู้สัมมาทิฏฐิตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน เป็นที่เกิดที่สถิตอยู่ของอากาสัฏฐเทวดาที่มีปกติเสวยกามคุณ (รูป-เสียง-กลิ่น-รส-โผฏฐัพพะ) ที่ตนเนรมิตขึ้นเอง ตามความพอใจของตนเอง จึงไม่ต้องมีคู่ครองประจำของตน มีทั้งเทพบุตร และเทพธิดา มีอายุ ๘,๐๐๐ ปีทิพย์ (๒,๓๐๔ ล้านปีมนุษย์) เป็นที่เกิดที่สถิตอยู่ของอากาสัฏฐเทวดาผู้ถึงพร้อมด้วยความยินดีและแช่มชื่นอยู่ในสมบัติอันเป็นสิริมงคลของตน ผู้ที่บำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ มักจะมาบังเกิดในภูมินี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ ก่อนแต่จะเสด็จมาอุบัติในมนุษย์โลกในพระชาติสุดท้าย แล้วได้สำเร็จพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณนั้น ก็จะได้มาบังเกิดในชั้นดุสิตเทวโลกนี้ก่อน ดังเช่นพระมหาโพธิสัตว์ของเราก็ได้มาบังเกิดในดุสิตเทวโลกนี้ ก่อนที่จะเสด็จหยั่งลงสู่พระครรภ์พระมารดาในคืนวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ แล้วได้ประสูติจากพระครรภ์พระมารดาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ เมื่อ ๒๖๒๐ ปี (ปีนี้ ๒๕๔๐) ที่ผ่านมานี้ได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในพระชาติสุดท้ายนี้ พระศรีอารยเมตไตรยโพธิสัตว์ พร้อมด้วยผู้ที่จะมาบังเกิดเป็นอัครสาวกนั้น เวลานี้ก็เสวยทิพยสมบัติอยู่ในดุสิตเทวโลกนี้เหมือนกัน เทวดาในชั้นนี้มีอายุ ๔,๐๐๐ ปีทิพย์ (๕๗๖ ล้านปีมนุษย์) ผู้ปฏิบัติถึงธรรมกาย เมื่อตรวจดูภพภูมินี้ ประสงค์จะดูว่าการบำเพ็ญบารมีของท่านมีผลอะไรปรากฏในดุสิตเทวโลกนี้ จงตั้งจิตอธิษฐานจักรแก้ว (จากศูนย์กลางธรรมกาย) ว่าหากมีผลบุญในการที่ได้บำเพ็ญบารมีมาจนถึงบรรลุธรรมกายนี้ปรากฏในดุสิตเทวโลกนี้อย่างไร ก็ขอให้จักรแก้วนำไปสู่ทิพยวิมานนั้น แล้วธรรมกายตามจักรแก้วนั้นไปดู ก็จะเห็นวิมานของตน พร้อมด้วยทิพยสมบัติ มีเทวดาผู้เป็นบริวารคอยรักษาอยู่หรือไม่ อย่างไร ถ้าเห็นมีเทวดาผู้เฝ้าประตูวิมานของเรา ก็จะเห็นเขาเปิดประตูเชื้อเชิญให้เข้าไปข้างในวิมาน ก็จงเข้าไปดู ไปสัมผัส และไปนั่งบนเตียงทิพย์ ก็จะได้รู้ได้เห็นและได้สัมผัสด้วยตนเอง มีข้อที่น่าสังเกตว่า ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ (ศีล ๘ ขึ้นไป และเจริญสมาธิ-ปัญญา) จะมีแต่บริวารที่เป็นเทพบุตรทั้งนั้น ไม่มีเทพธิดา และจงสังเกตว่าเมื่อเราเข้าไปในวิมานของตนนั้น บรรดาเทพบุตรที่เป็นบริวารรักษาทิพยสมบัติรออยู่นั้น เขาแสดงอาการต้อนรับเราอย่างไร ความที่ว่า ผู้บำเพ็ญบารมี หรือผู้ประกอบคุณความดีที่ยังไม่ตายจากมนุษย์โลก แล้วยังปรากฏมีวิมานและทิพยสมบัติพร้อมด้วยบริวารรออยู่ในเทวโลก ตามศักดิ์แห่งบุญบารมีที่ประกอบบำเพ็ญอยู่นั้น มีตัวอย่างดังนี้ ในสมัยเมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังทรงพระชนมชีพอยู่ ได้เสด็จประทับอยู่ที่อิสิปตนะ แขวงเมืองพาราณสี นันทิยะผู้เป็นบุตรของคฤหบดีอันเป็นตระกูลผู้มีศรัทธาในเมืองพาราณสี ได้สดับพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า แล้วมีความเลื่อมใสในอานิสงส์ของการถวายอาวาส จึงสร้างศาลา ๔ มุข ประดับด้วยห้อง ๔ ห้อง ในป่าอิสิปตนะ ถวายพระภิกษุสงฆ์อันมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วยอานิสงส์แห่งวิหารทานนั้น ก็ปรากฏปราสาทอันเป็นทิพย์สำเร็จด้วยรัตนะ ๗ สูง ๑๐๐ โยชน์ กว้างและยาว ๑๒ โยชน์ พร้อมด้วยทิพยสมบัติและหมู่นางอัปสรเทพธิดาผุดขึ้นในเทวโลกชั้นดาวดึงส์ รอนันทิยะผู้เป็นเจ้าของ ผู้ยังดำรงชีวิตในมนุษย์โลกอยู่ ต่อมาวันหนึ่ง พระมหาโมคคัลลานะได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกชั้นดาวดึงส์ ได้เห็นปราสาทอันยังไม่มีเจ้าของสถิตอยู่ ผุดลอยอยู่ จึงถามหมู่นางอัปสรเทพธิดาว่า ปราสาททิพย์นี้เป็นของผู้ใด พระมหาเถระได้รับคำตอบว่า เป็นของนันทิยะบุตรคฤหบดีเมืองพาราณสี พระมหาเถระจึงได้ลงจากเทวโลกมาทูลถามสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสว่า
ดังนี้แล้ว ได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้อีก ความว่า
ชั้นที่ ๓ ยามาภูมิ เป็นภูมิที่สถิตอยู่ของอากาสัฏฐเทวดา ผู้ปราศจากความลำบาก มีเทวราชผู้ปกครองชื่อ ท้าวสุยามา เทวดาชั้นนี้มีอายุ ๒,๐๐๐ ปีทิพย์ (๑๔๔ ล้านปีมนุษย์) ชั้นที่ ๒ ตาวติงสาภูมิ หรือที่เรียกว่า ดาวดึงส์เทวโลก เป็นภูมิที่สถิตอยู่ของทั้ง อากาสัฏฐเทวดา และ ภุมมัฏฐเทวดา คือเทวดาที่อยู่บนพื้นดินซึ่งเป็นทิพย์ ได้แก่ พระอินทร์หรือท้าวสักกเทวราช และเทวดาชั้นผู้ใหญ่ ๓๒ องค์ พร้อมด้วยบริวารทั้งหมด แต่พื้นดินอันเป็นที่สถิตของเทวดาชั้นนี้ คือ บริเวณตอนบนสุดหรือยอดเขาพระสุเมรุ มีลักษณะกลม กว้าง (เส้นผ่าศูนย์กลาง) ๘๔,๐๐๐ โยชน์ ซึ่งล้วนสำเร็จด้วยแก้วกายสิทธิ์ ภุมมัฏฐเทวดาชั้นนี้เท้าจึงไม่ถึงพื้น ตามไหล่เขาพระสุเมรุทั้ง ๔ ด้าน ทิศตะวันออกเป็นเงิน ทิศตะวันตกเป็นแก้วผลึก ทิศเหนือเป็นทอง ทิศใต้เป็นแก้วมรกต เขาพระสุเมรุนี้ล้วนเป็นทิพย์ มีลักษณะเหมือนตะโพน (กลอง ๒ หน้า ตรงกลางกว้างกว่าหัวท้าย ที่เขาตีในวงปี่พาทย์) ที่วางตั้งขึ้น ตั้งอยู่ตรงกลางจักรวาล ความสูง ๑๖๘,๐๐๐ โยชน์ ครึ่งบน (๘๔,๐๐๐ โยชน์) อยู่เหนือพื้นน้ำ (คือมหาสมุทรสีทันดร) ขึ้นไป ครึ่งล่าง (๘๔,๐๐๐ โยชน์) หยั่งลงในมหาสมุทร มีพื้นรากอยู่ระหว่างเขา ๓ ลูก ตั้งรับอยู่ ใต้พื้นฐานของเขาพระสุเมรุเป็นอุโมงค์กว้าง ๑๐,๐๐๐ โยชน์ เป็นภพ (ที่อยู่) ของพวกเทวอสูร ๕ เหล่า คือ เวปจิตติอสูร, สุพลิอสูร, ราหุอสูร, ปหารอสูร และสัมพรตีอสูร ซึ่งสงเคราะห์เข้าในจำพวกภุมมัฏฐเทวดาชั้นดาวดึงส์ ด้วยเหมือนกัน บริเวณตอนบนยอดเขาพระสุเมรุนั้นแหละ เป็นที่สถิตอยู่ของเทวดาชั้นดาวดึงส์ ซึ่งมีทั้งอากาสัฏฐเทวดาและภุมมัฏฐเทวดา เทวดาชั้นนี้มีอายุ ๑,๐๐๐ ปีทิพย์ (๓๖ ล้านปีมนุษย์) เทวราชหรือจอมเทพชั้นดาวดึงส์นี้ คือพระอินทร์ หรือท้าวสักกเทวราช หรือท้าวโกสีย์อมรินทร์ นั่นเอง เป็นผู้ปกครองทั้งเทวดาชั้นดาวดึงส์และทั้งเทวดาชั้นจาตุมมหาราชิกาด้วย มีช้างทรงชื่อ เอราวัณ (เป็นเทวดาเนรมิต ไม่ใช่สัตว์เดรัจฉาน) มีนครชื่อ สุทัสสนะ มีปราสาทเวชยันต์ตั้งอยู่ตรงกลาง เป็นที่สถิตของท้าวสักกเทวราช สุทัสสนนครนี้กว้าง ๑๐,๐๐๐ โยชน์ มีกำแพงล้อมรอบ ๔ ด้าน ด้านหนึ่งมีประตู ๒๕๐ ประตู รวม ๔ ด้านมี ๑,๐๐๐ ประตู ภายในพระนครมีสวนดอกไม้เป็นที่พักผ่อนรื่นเริงของเทวดาทั้งหลาย ๔ แห่ง คือ สวนนันทวัน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของพระนคร สวนจิตรลดา ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก สวนมิสสกวัน ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ สวนผรุสสวัน ตั้งอยู่ทางทิศใต้ แต่ละสวนมีสระ ๒ สระ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของพระนครมีสวน ๒ แห่ง คือ สวนปุณฑริก กับ สวนมหาวัน ที่สวนปุณฑริกมีต้นปาริฉัตร หรือต้นปาริชาต (เหมือนต้นทองหลางลาย) ใต้ต้นปาริฉัตรมีพระแท่นปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ มีสีดุจผ้ากัมพลแดงอมเหลือง เป็นที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เคยประทับเพื่อแสดงพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ โปรดพุทธมารดาและเทวดาทั้งหลาย มีศาลาสุธัมมาเทวสภา เป็นที่ประชุมเทวดาผู้มาฟังธรรมด้วย ณ สวนปุณฑริกนี้ ยังมีเจดีย์ที่สำเร็จด้วยอัญญมณีแก้วมรกต ชื่อ พระจุฬามณี สูง ๑๐๐ โยชน์ เป็นที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้วเบื้องขวาและพระเกษาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระขรรค์ที่ทรงใช้ตัดพระเกษา เมื่อครั้งเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ได้อธิษฐานบรรพชา แล้วใช้พระขรรค์ตัดพระเกษา ทรงโยนขึ้นไปในอากาศ แล้วท้าวสักกเทวราชได้ทรงรับไว้ นำไปประดิษฐานไว้ ณ พระเจดีย์จุฬามณีนี้ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อเสด็จประทับอยู่ในกูฏาคารศาลา เมืองเวสาลี เจ้าลิจฉวีพระนามว่ามหาลิ ได้ทูลถามปัญหาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท้าวสักกะจอมแห่งเทพทั้งหลาย พระองค์ทรงเห็นแล้วหรือ ? ตรัสตอบว่า มหาลิ ท้าวสักกะจอมแห่งเทพทั้งหลาย เราเห็นแล้ว แล้วตรัสเล่าต่อไป มีความย่อที่สำคัญว่า ที่ทรงพระนามว่า สักกะ เพราะเมื่อครั้งเป็นมนุษย์ได้เป็นผู้ชอบให้ทานก่อนผู้อื่นและให้ทานด้วยความเคารพ เมื่อครั้งเป็นมนุษย์เป็นมานพชื่อ มฆะ มีภรรยา ๔ คน ชื่อ สุนันทา สุจิตรา สุธัมมา และ สุชาดา เป็นหัวหน้าคณะผู้ใจบุญ ๓๓ คน ชื่อ คณะสหบุญญการี อยู่ในหมู่บ้าน มจลคาม ชอบช่วยกันทำความสะอาดปัดกวาดถนนหนทางภายในหมู่บ้าน ตั้งโรงน้ำไว้บริเวณข้างทางให้คนที่สัญจรไปมาได้ดื่ม และได้ช่วยกันสร้างศาลาที่พักคนเดินทาง ครั้นสิ้นชีวิตลง ได้ไปเกิดเป็นจอมเทพในชั้นดาวดึงส์ จึงชื่อว่า มฆวา หรือ มัฆวาน ส่วนสหายอีก ๓๒ คนนั้น เมื่อสิ้นชีวิตลงต่างก็ไปเกิดเป็นเทวดาผู้ใหญ่ ในชั้นเดียวกันนี้ ช่างไม้ผู้ช่วยสร้างศาลาที่พักคนเดินทาง เมื่อสิ้นชีวิตลงก็ได้ไปบังเกิดเป็น วิสสุกัมมเทพบุตร มฆมานพนั้น ด้วยอานิสงส์ที่ได้สมาทานวัตตบท ๗ (สํ.ส.๑๕/๙๐๖/๓๓๕) อย่างสมบูรณ์ ตลอดชีวิต เมื่อสิ้นชีวิตแล้ว จึงได้มาบังเกิดเป็นพระอินทร์ หรือ ท้าวสักกเทวราช วัตตบท ๗ นั้น คือ
ดังพระพุทธดำรัสที่ตรัสอีกว่า
อนึ่ง ท้าวสักกเทวราชนี้ ทรงได้เคยสดับพระธรรมเทศนาจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (พรหมชาลสูตร) จบแล้ว ก็ได้บรรลุมรรคผลเป็นพระโสดาบัน ดังที่พระพุทธองค์เมื่อประทับอยู่ในเวฬุคาม ได้ตรัสแก่พระภิกษุทั้งหลายผู้กำลังประชุมกันอยู่ ถึงท้าวสักกเทวราชที่ทรงมีความสิเนหาในพระบรมศาสดา ได้ทรงสละทิพยสมบัติ และทรงสละอัตตภาพประมาณ ๓ คาวุต๑๒ (๓๐๐ เส้น) ของพระองค์ เสด็จมาบำรุงพระบรมศาสดา ขณะอาพาธลงพระโลหิต ท้าวสักกะได้ทรงทูนหม้อพระบังคนหนัก (หม้ออุจจาระ) ของพระบรมศาสดาไว้บนพระเศียร (เพื่อนำไปทิ้ง) โดยมิได้ทรงรังเกียจ ทรงสรรเสริญท้าวสักกะว่า
และได้ยินว่า ท้าวเธอจะอยู่ในภพดาวดึงส์นี้จนตลอดสิ้นอายุ เมื่อจุติจากดาวดึงส์แล้วจะได้มาบังเกิดเป็นจักรพรรดิในมนุษย์โลก และจะได้สำเร็จมรรคผลเป็นพระสกิทาคามี เมื่อสิ้นชีวิตจากมนุษย์โลกแล้ว จะได้ไปบังเกิดในดาวดึงส์เทวโลกอีก และจะได้บรรลุมรรคผลเป็นพระอนาคามี เมื่อสิ้นอายุในภพดาวดึงส์แล้ว จะได้ไปบังเกิดในชั้นสุทธาวาส ตั้งแต่ชั้นอวิหา เป็นต้นไป จนถึงชั้นอกนิฏฐภพ ได้บรรลุพระอรหัตตผล แล้วปรินิพพานในชั้นนั้น อยู่ตอนกลางของเขาพระสุเมรุ เสมอๆ ระดับภูเขายุคันธร ลงจนถึงโลกมนุษย์ อาณาเขตแผ่กว้างไปจนจรดขอบภูเขาจักรวาล นี้เป็นที่สถิตอยู่ของท้าวมหาราช ๔ องค์ ผู้รักษาโลกมนุษย์ด้วย จึงชื่อว่า ท้าวจตุโลกบาล คือ
เทวดาเหล่านี้มีอายุ ๕๐๐ ปีทิพย์ (๙ ล้านปีมนุษย์) มีทั้งที่เป็นอากาสัฏฐเทวดา และ ภุมมัฏฐเทวดา
เทวดาในชั้นจาตุมมหาราชิกานี้ ที่เป็นสัมมาทิฏฐิ มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาก็มี ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่ศรัทธาในพระพุทธศาสนาก็มี ที่มีใจคอโหดร้ายก็มี ได้แก่ เทวดายักษ์, เทวดาคนธรรพ์, เทวดากุมภัณฑ์, เทวดานาค ถ้าใครทำให้ไม่ถูกใจ ก็จะให้โทษได้ เช่นพวกเทวดากุมภัณฑ์ที่ท้าววิรุฬหกกำหนดให้เฝ้าสมบัติ ได้แก่ แก้วมณี ของวิเศษ เช่น เหล็กไหล หรือต้นยาประเสริฐ ที่อยู่ตามถ้ำตามเขา เป็นต้น ถ้าใครล่วงล้ำกล้ำกรายไปในเขตที่เขาดูแลรักษา เพื่อจะเอาสมบัติหรือของวิเศษนั้นด้วยความโลภ ก็จะให้โทษ และมีสิทธิจับกินได้ ส่วนพระอริยเจ้าเป็นผู้มีคุณธรรมสูง ผู้มีกำลังฤทธิ์หรือมีอำนาจสิทธิสูงกว่าพวกเขา ก็จะปลอดภัย และอาจข่ม/บังคับเขาได้ เช่นเรื่องสุมนสามเณร (ธ.อ.๙๓-๙๙) มีความย่อว่า สุมนสามเณร เป็นอันเตวาสิก (ศิษย์) ของพระอนุรุทธ ได้บรรลุความเป็นพระอรหันต์ในเวลาปลงผมเสร็จ ซึ่งมีอายุในขณะนั้นเพียง ๗ ขวบ ได้เคยทรมานปันนกนาคราช (พญานาคผู้อาศัยอยู่ในสระอโนดาต ในป่าหิมพานต์) เพื่อนำน้ำดื่มไปประกอบยาถวายพระอนุรุทธผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ เพื่อให้หายจากโรคลมเสียดท้อง พญานาคไม่ยอมให้ โดยนอนแผ่พังพานปกคลุมปิดสระอโนดาตซึ่งกว้างประมาณ ๕๐ โยชน์เอาไว้ ไม่ยอมให้สุมนสามเณรได้นำน้ำไปถวายพระอุปัชฌาย์ สุมนสามเณรจึงไปบอกเทวดาและพรหมให้มาดูการต่อสู้ประลองฤทธิ์ของตนกับพญานาคนี้ พญานาคได้กล่าวท้าทายสุมนสามเณรว่า ถ้าสามเณรเก่งจริง ก็มาเอาน้ำดื่มไปเถิด ถึง ๓ ครั้ง สุมนสามเณรก็รับคำท้านั้นทั้ง ๓ ครั้ง แล้วจึงเหาะขึ้นไปยืนบนอากาศนิรมิตกายเป็นพรหมโตขนาดประมาณ ๑๒ โยชน์ แล้วลงจากอากาศ เหยียบที่พังพานของพญานาค กดหน้าพญานาคให้คว่ำลง พญานาคพ่ายแพ้ต่ออานุภาพของสามเณร แผ่นพังพานได้หดเล็กลงเหลือขนาดประมาณเท่าทัพพี พอแผ่นพังพานหดเล็กลง สายน้ำก็พุ่งขึ้นจากสระอโนดาตเท่าลำตาล สามเณรก็เอาขวดที่นำมา รองน้ำได้เต็มขวด แล้วนำไปถวายพระอุปัชฌาย์ หมู่ทวยเทพที่มาประชุมกันเพื่อดูการประลองฤทธิ์ ณ ที่นั้น ต่างให้อนุโมทนาสาธุการแก่สุมนสามเณร พญานาคเกิดความละอายต่อหมู่เทพยดา โกรธจัด จึงรีบติดตามสามเณรเพื่อจะจับฆ่าเสีย แต่ไม่อาจตามทันและทำอันตรายได้ ภายหลังจึงยอมรับอานุภาพของสามเณร และได้ปวารณาตัวรับใช้สามเณร หากสามเณรต้องการน้ำจากสระอโนดาตอีก. |