• อรุโณทัย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : [email protected]
  • วันที่สร้าง : 2010-01-13
  • จำนวนเรื่อง : 14
  • จำนวนผู้ชม : 131200
  • ส่ง msg :
  • โหวต 101 คน
Good Story Sharing
"Knowing others is intelligence; knowing yourself is true wisdom. Mastering others is strength; mastering yourself is true power." - Anonymous
Permalink : http://www.oknation.net/blog/nimkanokporn
วันอังคาร ที่ 2 มีนาคม 2553
Posted by อรุโณทัย , ผู้อ่าน : 5821 , 00:24:57 น.  
หมวด : ต่างประเทศ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน



ภาพจาก http://www.oprah.com/spirit/Oprah-Talks-to-Thich-Nhat-Hanh


โอปราห์ วินฟรีย์ (Oprah Winfrey) (1) พิธีกรรายการทอล์คโชว์ชื่อดัง The Oprah Winfrey Show เจ้าของนิตยสาร “O” ชื่อเต็ม “The Oprah Magazine” ได้ลงบทสัมภาษณ์พิเศษ ท่าน ติช นัท ฮันห์ (Thich Nhat Hanh) (2) ในนิตยสาร “O” ฉบับล่าสุด ประจำเดือนมีนาคมนี้ ในโอกาสที่ท่านได้เดินทางมาเยือนเมืองแมนฮัตตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เรามีโอกาสได้อ่านบทสัมภาษณ์นี้แล้ว รู้สึกว่าเป็นประโยชน์มาก เลยขอถือโอกาสแนะนำและแบ่งปันเรื่องราวดีๆแบบนี้ให้กับผู้อ่านทุกท่านคะ


ก่อนเข้าบทสนทนาธรรม โอปราห์ได้กล่าวแนะนำท่านติช นัท ฮันห์ว่า ปัจจุบันท่านมีอายุ 83 ปีแล้ว เป็นชาวเวียดนามโดยกำเนิด ท่านเริ่มเข้าสู่เพศบรรพชิตตั้งแต่อายุ 16 ปี โดยบวชเป็นสามเณรในนิกายเซ็น ชีวิตของท่านมีความเกี่ยวพันกับประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยเพราะ ท่านได้เข้ารับการศึกษาที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน (Princeton University) และเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (Columbia University) ในช่วงต้นทศวรรษ 1960s  จากนั้นท่านได้เดินทางกลับเวียดนาม และก่อตั้งองค์กรเพื่อรับใช้สังคม ในการฟื้นฟูเวียดนามซึ่งตอนนั้นได้รับความเสียหายอย่างหนักจากภัยสงคราม ท่านช่วยสร้างชุมชมขึ้นมาใหม่ ก่อตั้งโรงเรียน สถานพยาบาล สถาบันการศึกษาพุทธศาสนา ตลอดจนจัดหาที่อยู่อาศัยใหม่ให้กับผู้ไร้ที่พักพิง โดยท่านเป็นผู้ริเริ่มแนวคิดของ “Engaged Buddhism” (3) - เป็นการเคลื่อนไหวแบบศานติเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปทางสังคม ซึ่งทำให้ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ (Martin Luther King Jr.) (4) เรียกท่านว่า “ผู้เผยแพร่สันติภาพและการไม่ใช้ความรุนแรง” (an apostle of peace and nonviolence) และได้เสนอนามท่านติช นัท ฮันห์ เข้ารับรางวัลโนเบลเพื่อสันติภาพในปี 1967  สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้เองที่ทำให้รัฐบาลเวียดนาม ปฏิเสธการกลับเข้าประเทศของท่าน หลังจากที่ท่านเดินทางออกนอกประเทศ เพื่อปฏิบัติภารกิจด้านสันติภาพ เป็นเหตุให้ท่านต้องย้ายไปอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศสตอนใต้ และได้เริ่มก่อตั้งชุมชนใหม่ เรียกว่า “หมู่บ้านพลัม” (Plum Village) ซึ่งถือว่าเป็นบ้านท่านมาจนทุกวันนี้ ปัจจุบันมีผู้เดินทางไปที่หมู่บ้านพลัมหลายพันคนต่อปี เพื่อเรียนรู้หลักคำสอนของพระพุทธศาสนา รวมทั้งการฝึกปฏิบัติการเจริญสติด้วย แม้ท่านไม่สามารถกลับเข้าเวียดนามได้เป็นระยะเวลานานถึง 39 ปี แต่ท่านก็ได้ใช้ช่วงเวลาเหล่านี้เป็นโอกาสในการแผยแพร่แนวคิดด้านพุทธศาสนาให้กับชาวตะวันตก ท่านได้เขียนหนังสือมากกว่าร้อยเล่ม รวมถึงหนังสือ Living Buddha, Living Christ  หลังสือขายดีติดอันดับใน ปี 1995 และเป็นหนังสือเล่มโปรดของโอปราห์ด้วย


การสนทนาครั้งนี้ โอปราห์ได้เริ่มต้นถามถึงความทรงจำที่ประทับใจในวัยเด็ก ของท่านติช นัท ฮันส์ ซึ่งท่านเล่าว่า ความประทับใจที่วิเศษของท่านเกิดขึ้นในวันที่ท่านได้เห็นภาพของพระพุทธเจ้าในนิตยสารฉบับหนึ่งเมื่ออายุประมาณ 7-8 ขวบ เป็นภาพที่พระพุทธเจ้านั่งบนพื้นหญ้า ด้วยรอยยิ้มอย่างสงบ ในเวลานั้นท่านรู้สึกประทับใจมาก เพราะรอบตัวท่านไม่มีภาพเช่นนั้นให้เห็นเลย ดังนั้นท่านจึงตั้งความปรารถนาอย่างแน่วแน่ไว้ว่า ท่านจะต้องเป็นเหมือนพระพุทธเจ้าให้ได้ จนกระทั่งเมื่อท่านมีอายุ 16 ปี ท่านก็ยังไม่ละความปรารถนานั้น ท่านจึงได้ขออนุญาตพ่อแม่ท่านออกบวช ซึ่งตอนต้น พ่อแม่ท่านไม่สู้จะเต็มใจนัก เพราะคิดว่าชีวิตพระสงฆ์เป็นชีวิตที่ลำบาก ช่วงที่เริ่มบวชใหม่ๆ ท่านเองก็ไม่ได้เข้าใจความหมายของชีวิตนัก มีเพียงความรู้สึกว่าถ้าไม่ได้บวชเป็นพระสงฆ์ ก็จะไม่มีความสุข ต่อมาภายหลังท่านจึงรู้ว่านี่คือภาวะจิตของผู้เริ่มต้น (beginner’s mind) เป็นความตั้งใจ ความปรารถนาอย่างลึกซึ้งที่สุดที่คนๆหนึ่งจะมีได้ ซึ่งโอปราห์เรียกความรู้สึกนี้ว่า “passion” 


โอปราห์ได้ขอให้ท่านเล่าถึงชีวิตในวัยเรียนที่มหาวิทยาลัยปรินซ์ตันซึ่งเป็นการเดินทางมาสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรก ท่านจึงเล่าให้ฟังว่า ท่านมีความรู้สึกว่ามหาวิทยาลัยปรินซ์ตัน ก็เหมือนกับวัด เพราะในสมัยนั้นมีเฉพาะนักศึกษาชายเท่านั้น ไม่มีชาวเวียดนามเลย และเป็นสถานที่ที่สวยงามมาก ท่านได้มีโอกาสเห็นหิมะ และใบไม้เปลี่ยนสีครั้งแรกในชีวิต ก็ตอนที่อยู่ที่นี่เอง 


จากนั้นโอปราห์ก็ตั้งคำถามเรื่องความหมายของการเป็นพระสงฆ์ พระสงฆ์ส่วนใหญ่บรรลุธรรม (enlightenment) แล้วหรือว่ากำลังค้นหาอยู่ ท่านตอบว่า การเป็นพระสงฆ์คือการที่เรามีเวลาในฝึกปฏิบัติเพื่อการเปลี่ยนแปลงและเยียวยารักษาตัวเราเอง จากนั้นจึงช่วยเปลี่ยนแปลงและเยียวยารักษาผู้อื่น   ส่วนการบรรลุธรรมก็อยู่ตรงนั้นเสมอ การบรรลุธรรมทีละเล็กทีละน้อย ย่อมนำไปสู่การบรรลุธรรมที่ยิ่งใหญ่ได้ (Small enlightenment will bring great enlightenment) หากเราหายใจเข้าและเรารู้ว่าเรายังมีชีวิตอยู่ จะทำให้เราสัมผัสได้ถึงปาฏิหารย์ของการมีชิวิตอยู่ ซึ่งนี่ก็คือการบรรลุธรรมอย่างหนึ่งเหมือนกัน เพราะคนส่วนใหญ่แม้จะมีชีวิตอยู่แต่ก็ไม่เคยได้สัมผัสกับปาฏิหารย์ของการมีชีวิตอยู่เลย การฝึกเจริญสติสามารถช่วยดึงใจของเราให้กลับมาอยู่กับกายเป็นหนึ่งเดียวกันในปัจจุบันขณะ ซึ่งวิธีการก็ทำได้ง่ายดายสำหรับทุกคน เช่นสมมติว่าเรากำลังดื่มชา เมื่อเรายกถ้วยชาขึ้น แล้วหายใจเข้า เพื่อดึงใจกลับมาอยู่กับกายเป็นหนึ่งเดียว ชั่วขณะที่เราได้อยู่กับปัจจุบันอย่างแท้จริง ไม่หลงอยู่ในอดีต ในอนาคต ไม่มีความวิตกกังวลใดๆ เป็นอิสระจากทุกสิ่ง การดื่มน้ำชาอย่างมีสตินี้จะเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความสุขสงบอย่างแท้จริง ซึ่งท่านก็ได้พูดถึงพิธีน้ำชาที่หมู่บ้านพลัมว่า เป็นการฝึกปฏิบัติภาวนาน้ำชา (tea meditation) ที่พี่น้องสังฆะ (5) จะทำร่วมกันโดยใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงในการดื่มชาหนึ่งแก้ว ที่ทำให้ทุกช่วงขณะเป็นช่วงขณะแห่งความสุข (every moment is a moment of happiness)  และเราสามารถนำวิธีปฎิบัติลักษณะนี้ไปใช้ได้กับทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเวลาที่เราแปรงฟัน อาบน้ำ หรือทำอาหาร เพื่อบ่มเพาะให้เกิดวิถีแห่งสติในทุกปัจจุบันขณะ


เมื่อท่านติช นัท ฮันห์ ได้กล่าวถึงชุมชมหมู่บ้านพลัม โอปราห์เลยขอให้ท่านเล่าถึงความรู้สึกของท่าน ย้อนกลับไปเมื่อปี 1966 ที่ท่านได้รับเชิญมาพูดที่มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ (Cornell University) ช่วงระยะเวลาสั้นๆหลังจากนั้นท่านก็ไม่ได้รับอนุญาตให้กลับเข้าประเทศเวียดนามอีกเลย เป็นเวลาถึง 39 ปี ในตอนนั้นท่านรู้สึกโกรธ เจ็บปวดหรือไม่ แล้วท่านจัดการกับความรู้สึกเหล่านั้นอย่างไร ท่านติช ได้เล่าว่า ท่านรู้สึกเหมือนผึ้งที่ถูกแยกจากรัง แต่เพราะท่านมีอุดมการณ์ในการสร้างชุมชมที่ทำงานเพื่อสันติภาพอยู่ในใจตลอดมา ท่านจึงค้นหาสังฆะรอบๆตัวท่านทั้งในสหรัฐอเมริกา และในยุโรป จากนั้นจึงก่อตั้งชุมนุมอันเป็นที่รักของท่านขึ้นมาใหม่ และใช้การฝึกสติช่วยรับมือกับความโกรธ ความกังวล ความเศร้าโศก และความเจ็บปวด ในช่วงปีแรก ท่านฝันเกือบทุกคืนว่าได้กลับบ้าน ฝันว่ากำลังปีนเขาที่เขียวขจีและสวยงามอย่างมีความสุข แต่ชั่วขณะที่รู้สึกตัวตื่นก็พบว่าท่านเป็นคนพลัดถิ่น ดังนั้นท่านจึงเริ่มฝึกปฏิบัติเพื่อสื่อสารกับต้นไม้ นก ดอกไม้ เด็กๆ ผู้คนชาวตะวันตก และทำให้สิ่งเหล่านั้นเป็นชุมชมของท่าน จนกระทั่งในที่สุดท่านก็ได้พบว่าทุกที่คือบ้านของท่าน (I found home outside of home) และอีกหนึ่งปีต่อมาท่านก็ไม่ฝันถึงการกลับบ้านที่เวียดนามอีกเลย


คราวนี้โอปราห์ได้ซักถามเรื่องราวระหว่างท่าน และมาร์ติน ลูเธอร์ คิง ซึ่งท่านเล่าให้ฟังว่า ในเดือนมิถุนายนปี 1965 ท่านได้เขียนจดหมายฉบับหนึ่งถึงมาร์ติน ลูเธอร์ คิง เพื่ออธิบายเหตุผลที่พระสงฆ์ในเวียดนามเผาตัวตาย โดยท่านกล่าวว่าการทำเช่นนั้นไม่ใช่เป็นการฆ่าตัวตาย เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเวียดนามขณะนั้น ไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็เป็นการยากที่จะมีการรับฟัง ดังนั้นเจตนาที่พระสงฆ์เผาตัวเอง เพื่อให้มีการรับฟังกัน เป็นการกระทำที่เต็มไปด้วยความรัก ไม่ใช่การสิ้นหวังแต่อย่างใด จากนั้นหนึ่งปีให้หลังท่านติชและมาร์ติน ลูเธอร์ คิง ก็ได้มีโอกาสพบกับที่ชิคาโก และสนทนากันในเรื่องสันติภาพ อิสรภาพและชุมชน ก่อนที่จะมาร์ติน ลูเธอร์ คิงจะออกมาแถลงการณ์เรื่องการต่อต้านสงครามในเวียดนาม ซึ่งต่อมาท่านทั้งสองก็ได้มีโอกาสพบกันอีกครั้ง ในการประชุมเพื่อสันติภาพที่กรุงเจนีวา โดยครั้งนี้ท่านติช ได้บอกกับมาร์ติน ลูเธอร์ คิง ว่าประชาชนชาวเวียดนามรู้สึกชื่นชมยกย่องเขามากและได้เรียกเขาว่า “โพธิสัตว์” เพราะสิ่งที่เขาได้ทำให้กับประชาชน กับประเทศของเขา และกับโลกของเรา เปี่ยมไปด้วยความกรุณาและก่อให้เกิดสันติภาพ ต่อมาภายหลังเมื่อท่านได้ทราบข่าวการลอบสังหารเขา ท่านทั้งกินไม่ได้ นอนไม่หลับ รู้สึกโกรธเคืองเล็กน้อย และมีความคิดว่า ประชาชนชาวอเมริกันได้สร้างกษัตริย์ขึ้นมา แต่กลับไม่มีความสามารถที่จะรักษาเขาไว้ได้ 


ท่านติช นัท ฮันห์ ได้ตอบคำถามโอปราห์อีกหลายๆเรื่องที่น่าสนใจ เช่น การฝึกเดินอย่างมีสติ (mindful walking) ช่วยเยียวยาตัวเราได้ เพราะการเดินอย่างมีสติ สามารถช่วยผ่อนคลายความกังวล ความกดดัน ความเครียดในร่างกายและจิตใจเรา การฟังอย่างลึกซิ้ง (deep listening) ด้วยความตั้งใจเพื่อให้อีกฝ่ายได้พรั่งพรูทุกสิ่งที่อยู่ในใจออกมา สามารถช่วยบรรเทาความทุกข์ของอีกฝ่ายลงได้ และทำให้ตระหนักได้ถึงความเห็นผิด (wrong perception)ที่เกิดขึ้นในตัวผู้อื่น และในตัวเราเอง ซึ่งความเห็นผิดนี้เองที่เป็นต้นเหตุของความรุนแรง ความขัดแย้ง และนำไปสู่สงคราม เราไม่สามารถใช้ปืนหรือระเบิดจัดการกับความเห็นผิด มีแต่เพียงการรับฟังอย่างลึกซึ้งด้วยความกรุณาเท่านั้น ท่านติช ได้แนะนำแนวทางแก้ปัญหาการก่อการร้าย โดยเสนอว่าทุกฝ่ายควรเจรจากันด้วยศานติ มีการฟังซึ่งกันและกันอย่างลึกซึ้ง ถึงปัญหาและความทุกข์ของแต่ละฝ่าย โดยปราศจากการตำหนิติเตียน และการประณามกัน ซึ่งถ้าทำเช่นนี้ได้ การเจรจาก็จะง่ายขึ้น 


จากบทสนทนานี้ ยังทำให้ทราบว่า ท่านติชเป็นมังสิวิรัติ ไม่บริโภคผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ ไข นม และชีส โดยท่านให้เหตุผลว่าการบริโภคอย่างมีสติเช่นนี้ สามารถช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อนได้ ท่านไม่ดูโทรทัศน์เลย หากมีเหตุการณ์สำคัญใดเกิดขึ้น จะมีคนเรียนให้ท่านทราบเอง พอโอปราห์ถามท่านเกี่ยวกับการสวดมนตร์ ว่าปกติท่านทำสมาธิภาวนาโดยนั่งเงียบๆอยู่กับตัวเอง หรือมีการสวดมนต์ไปด้วย ซึ่งท่านติช บอกว่า ท่านนั่งคนเดียวบ้าง หลายคนร่วมกันบ้าง เพราะการปฏิบัติภาวนาร่วมกันจะเกิดสิ่งที่เรียกว่าพลังงานร่วม (collective energy) ซึ่งเป็นประโยชน์และช่วยเกื้อหนุนกันได้มาก นอกจากนี้ท่านยังได้แนะนำมนตร์ 4 บทให้กับโอปราห์

1) Darling, I’m here for you – สิ่งที่ดีที่สุดที่เราสามารถทำให้คนที่รัก คือการบอกเขาว่าเราอยู่ตรงนี้ และที่นี่สำหรับเขา

2) Darling, I know you are there and I am so happy – การที่เราตระหนักถึงการดำรงอยู่ของคนที่เรารักเป็นสิ่งที่มีค่ามาก  เรา ได้โอบกอดคนรักเราเข้ามาไว้ในใจเรา และทำให้เรารู้สึกเป็นสุข และเราก็ควรบอกให้คนรักของเรารับรู้

3) Darling, I know you’re suffering. That is why I am here for you – มนตร์นี้ใช้เมื่อคนรักของเรากำลังประสบทุกข์ การบอกให้เขารู้ว่ามีเราอยู่ด้วยสามารถช่วยบรรเทาความทุกข์ลงได้บางส่วนแล้ว

4) Darling, I suffer. I am trying my best to practice. Please help me - มนตร์นี้ใช้เมื่อคนรักทำให้เราเจ็บปวด เสียใจ แทนที่เราจะทำร้ายเขากลับ เราควรขอให้เขาช่วยอธิบายถึงสิ่งที่เขาอาจได้ทำลงไป อาจเป็นการกระทำหรือคำพูดที่ทำให้เราเกิดความทุกข์ 


คำถามในช่วงท้าย โอปราห์อยากทราบว่าท่านติช นัท ฮันห์ มีความเชื่อในเรื่องของความตายอย่างไร ท่านได้กล่าวว่า เมื่อเรามองอย่างลึกซึ้งในสรรพสิ่ง เราจะพบกับธรรมชาติที่ไร้ซึ่งการเกิดและการตาย (the nature of no birth and no death) หากแต่เป็นการสืบเนื่อง (continuation)  เมื่อเราพูด คิด และทำอะไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้กำลังบ่งบอกความเป็นเรา การกระทำหรือที่เราว่า “กรรม” ทำให้เกิดการสืบเนื่องของชีวิตเรา ดังนั้นเมื่อร่างกายเราแตกดับ เราจะยังคงสืบเนื่องต่อไปตามกรรมของเรา เปรียบได้ดั่งก้อนเมฆบนฟ้า เมื่อไม่มีก้อนเมฆบนฟ้า ไม่ได้หมายความว่าก้อนเมฆดับสลายไป เป็นเพียงการเปลี่ยนรูปไปเป็นฝน หิมะ หรือน้ำแข็งต่างหาก ดังนั้นหากเราสูญเสียคนรักไป นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาตายจากเราไป แท้จริงแล้วเขายังคงสืบเนื่องในรูปใหม่ หากเราพิจารณาอย่างลึกซึ้งเราจะตระหนักถึงตัวเขาสืบเนื่องอยู่ทั้งในตัวเราและรอบๆตัวเรา และแท้ที่จริงแล้ว เราเป็นดั่งกันและกันกับทุกสิ่งอย่างในจักรวาล (We have to inter-be with everything in the cosmos) (6) ท่านติชมีบทกลอนเกี่ยวกับความเป็นดั่งกันและกัน ชื่อ “Call Me By My True Name” ซึ่งโอปราห์บอกว่าเป็นบทกลอนที่เธอชื่นชอบมาก 


เมื่อถึงการสนทนาในช่วงท้ายที่สุด โอปราห์บอกว่า ในนิตยสาร “O” เธอมีคอลัมภ์ปิดท้ายชื่อว่า “What I Know for Sure.” ดังนั้นเธอจึงอยากถามท่านติช นัท ฮันห์ว่า ท่านมั่นใจว่าท่านรู้อะไร ท่านได้ตอบคำถามสุดท้ายนี้ว่า ท่านรู้ว่า ท่านยังรู้ไม่พอ ยังต้องเรียนรู้ต่อไป ต้องเปิดกว้างและพร้อมที่จะปลดปล่อยความรู้ของออกไป เพื่อก้าวไปสู่ความเข้าใจความเป็นจริงที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีก การฝึกปฏิบัติให้ไม่ยึดติดกับความเห็น (Practice of nonattachment to views) เป็นหัวใจของการฝึกสมาธิในพุทธศาสนา ผู้คนประสบกับความทุกข์เพราะพวกเขายึดติดอยู่กับความเห็นของพวกเขา หากปลดปล่อยความเห็นผิดทั้งหลายที่เป็นเหตุแห่งทุกข์ได้ เราจะเป็นอิสระและไม่ทุกข์อีกต่อไป



(1) โอปราห์ วินฟรีย์ หญิงชาวแอฟริกัน-อเมริกันที่ร่ำรวยที่สุดในศตวรรษที่ 20 เป็นทั้งพิธีกรทอล์คโชว์ที่มีเรทติ้งการชมสูงสุดในประวัติศาสตร์รายการโทรทัศน์ เป็นเจ้าของสตูดิโอ Harpo (ชื่อของเธอที่เขียนจากท้ายมาหน้า) เจ้าของนิตยสารไลฟ์สไตล์ผู้หญิงที่ติดอันดับบนๆ และมีเว็บไซต์ของเธอเองที่รวมคอนเทนต์จากรายการและนิตยสารของ เป็นชุมชนออนไลน์ที่มีได้รับความนิยมมาก ดูรายละเอียดที่ www.oparh.com

(2) ติช นัท ฮันห์ พระนิกายเซ็นชาวเวียดนาม ผู้ก่อตั้งหมู่บ้านพลัม (Plum Village) และเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณที่ได้รับการยกย่อง มีผู้เลื่อมใสไปทั่วโลกในปัจจุบัน อ่านเรื่องราวและหลักคำสอนอย่างละเอียดของท่านได้ที่ เว็บไซต์หมู่บ้านพลัม www.thaiplumvillage.org

(3) Engage Buddhism คือการนำพระพุทธศาสนาเข้ามาในวิถีชีวิตประจำวัน (Buddhism enters into life)

(4) มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ผู้นำขบวนการเรียกร้องสิทธิเสมอภาคของชาวผิวดำโดยใช้แนวทางต่อต้านที่ใช้ความนุ่มนวลตามแนวทางมหาตมะคานธี   ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติิภาพในปี พ.ศ.2507  และเป็นผู้ที่รณรงค์ต่อต้านสงครามเวียดนาม  คิงถูกลอบสังหารในปีพ.ศ.2511 ปัจจุบันในวันที่ 15 ม.ค.ซึ่งเป็นวันเกิดของคิง ถือเป็น "วันมาร์ติน ลูเธอร์  คิง"ซึ่งเป็นวันนักขัตฤกษ์ระดับชาติของสหรัฐอเมริกา 

(5) สังฆะ (sangha) หมายความรวมถึงผู้บวชที่ถือเพศพรหมจรรย์ และคลอบคลุมไปถึงอุบาสกและอุบาสิกาด้วย

(6) พระไพศาล วิสาโล ได้อธิบายเรื่อง ความเป็นดั่งกันและกัน (interbeing) ของท่านติช นัท ฮันห์ไว้ว่า ในโลกแห่งความเป็นจริง ทุกอย่างล้วนสัมพันธ์กันและเป็นเหตุปัจจัย ให้แก่กันและกัน เช่นเดียวกับร่างกายของเราล้วนเกิดขึ้นจากธาตุหรือสารต่างๆที่ไม่ใช่ตัวเรา เช่น คาร์บอน แคลเซียม เหล็ก ฯลฯ ด้วยคำสอนง่ายๆที่ฝึกให้เรามองสิ่งต่างๆอย่างเพ่งพินิจ ท่านติช นัท ฮันห์ได้พาให้เราเข้าใจความจริงอันลึกซึ้ง อ้นได้แก่อนันตา คือความไม่มีตัวตน





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
เพลงกระบี่ฯ วันที่ : 05/03/2010 เวลา : 21.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/plaengkrabi
http://www.oknation.net/blog/krabinoi   **BE GENTLE WITH THE EARTH**

ได้อ่านบทความของท่านหลายๆ ครั้ง ครั้งหนึ่งที่ท่านมาเยือนเยอรมันอยากไปร่วมกิจกรรมด้วยแต่ติดขัดหลายอย่าง ก็ยังตั้งเป้าไว้ว่าวันหนึ่งจะไปให้ถึงหมู่บ้านพลัม
ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆ คะ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
SutinTan วันที่ : 04/03/2010 เวลา : 11.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SutinTan

ขอบคุณนิ่มมากครับที่ทำให้ทราบแบล็คกราวน์ท่านมากขึ้น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ทวีวรรณ วันที่ : 04/03/2010 เวลา : 04.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/taweewan

สวัสดีค่ะ... คุณนิ่ม

วันนี้ A ได้อ่านลงลึกในรายละเอียด
อ่านแล้วซาบซึ้ง ในคำว่า PASSION
รวมถึงเข้าใจและรู้สึกดีไปด้วยที่ได้อ่านบทความนี้

ทำให้ตื่นจากชีวิต เข้าใจได้มากขึ้น กับคำว่า
"เราเป็นดั่งกันและกันกับทุกสิ่งอย่างในจักรวาล (We have to inter-be with everything in the cosmos)"

เป็นความสว่างของชีวิตเลยค่ะ... :)

A อยากเรียนธรรมะ ที่จรรโลงจิตใจแบบนี้ ทำให้ใจสว่างดีค่ะ ชอบมาก ๆ เลย

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ทวีวรรณ วันที่ : 03/03/2010 เวลา : 05.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/taweewan

อรุณสวัสดิ์ ค่ะ...

คุณนิ่ม ดีใจจัง ที่คุณนิ่ม มาทักทาย ทุกเนื้อหาของ A เลย... ปลื้มใจจังค่ะ... เป็นกำลังใจให้ A อยากเขียนบันทึก สิ่งดี ๆ ใน OK ต่ออีกด้วย...

ขอบคุณมาก ๆ นะคะ... A ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
chailasalle วันที่ : 03/03/2010 เวลา : 02.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chailasalle

ไม่ว่าเซ็น หรือ พุทธในไทยต่างเห็นตรงกันว่า การ ปฏิบัติธรรมต้องทำไปเรื่อยๆสะสมๆไป จนถึงวันที่จิตพร้อม ที่จะก้าวข้ามไป ... ขอบคุณสำหรับบทความดีดีครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มีนาคม 2010 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      



[ Add to my favorite ] [ X ]