พิมพ์หน้านี้
|
การประชุมปรับโครงสร้างพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อลดจำนวนกรรมการบริหารพรรคจาก 49 เหลือ 19 คน ให้สอดคล้องกับกฏหมายพรรคการเมือง ซึ่งรู้ๆ กันในอีกมุมหนึ่งว่า หวังแก้เกมเรื่องการยุบพรรค เพื่อให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด การปรับโครงสร้างพรรค รอบนี้ จึงเป็นการบริการจัดการการเมืองภายนอกพรรค ที่ยังสะท้อนถึงการเมืองภายใน ที่สำคัญคือ สะท้อนถึงภาวะผู้นำ ในการบริหารพรรคภายใต้การนำของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผลการเลือกตั้งกรรมการบริหารรอบนี้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังคงนั่งอยู่ในตำแหน่งหัวหน้าพรรค เช่นเดียวกับ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค ที่ไม่มีใครกล้าเสนอชื่อใครเข้าชิง ส่วนรองหัวหน้าพรรคในโควต้าของหัวหน้าพรรค 3 คน ได้แก่ นิพนธ์ พร้อมพันธุ์ มือหาทุน กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ มือทำงานด้านยุทธศาสตร์ และจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฐ์ โควต้าที่ ชวน หลีกภัย ส่งมาคืนสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง จนเบียด ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ร่วง ผลเลือกตั้งรองหัวหน้าพรรค ที่แบ่งตามรายภาคที่เหลืออีก 5 ตำแหน่ง ที่หลายคนลงชิงกัน ก็ปรากฏว่า รองหัวหน้าภาคเหนือ คือ ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ภาคอีสาน-ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ภาคกลาง-เฉลิมชัย ศรีอ่อน ภาคใต้-วิทยา แก้วภราดัย และ กทม.คือ กรณ์ จาติกวณิช ที่เอาชนะ องอาจ คล้ามไพบูลย์ ได้ไม่ยาก ส่วนตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคที่เหลือ ได้แก่ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สาธิต ปิตุเตชะ วิรัช ร่มเย็น รองเลขาธิการพรรค ได้แก่ ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู ธีระ สลักเพชร เหรัญญิกพรรค คือ อัญชลี วานิช เทพบุตร โฆษกพรรค คือ น.พ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ และนายทะเบียนพรรค คือ ชินวรณ์ บุญเกียรติ ส่วนกรรมการสำรอง มี 5 คน ได้แก่ นราพัฒน์ แก้วทอง พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ พนิช วิกิตเศรษฐ์ ผุสดี ตามไท พีรยศ ราฮิมมูรา อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการคัดเลือก ผสมระบบการเลือกตั้งภายในพรรค ผลที่ออกมาหลายตำแหน่งก็สร้างความบาดหมางให้กับผู้พ่ายแพ้หลายราย รวมทั้งยังเสียความรู้สึกต่อการบริหารจัดการของหัวหน้าอภิสิทธิ์ ที่เลือกคนกันเอง จนทำให้คนที่ทุ่มเททำงานให้พรรคหลายคน ต่างรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรม กรณี "อภิรักษ์" มีการวิพากษ์วิจารณ์กันทั้งในพรรคยันนอกพรรค ถึงการ "ลอยแพ" อดีตรองหัวหน้าพรรคผู้นี้ สถานการณ์การเมืองของ"อภิรักษ์"วันนี้ ถึงแม้เขาจะตกเป็นจำเลยสังคม ในคดีที่มีข้อสงสัยเรื่องการบริการงานในตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.ที่ถูกครหาถึงความไม่โปร่งใสในหลายโครงการ แต่ท่าทีของพรรคต้นสังกัด โดยเฉพาะหัวหน้าพรรค กลับฉวยโอกาสใช้วิธี "ฆ่าทางการเมือง" อภิรักษ์ เป็นถึงรองหัวหน้าพรรคอันดับหนึ่ง แต่เที่ยวนี้ถูกบีบให้ไปลงเลือกตั้งแข่งในส่วนของภาค กทม. จนในที่สุดเจ้าตัว ก็เลือกการ "ถอนตัว" ดีกว่าเดินตามเกมที่ถูกกำหนดไว้ เพราะโอกาสจะชนะมีไม่มาก เวลานี้ อนาคตการเมืองของอภิรักษ์ ที่เสนอตัวต่อพรรคขอลงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.สมัยที่สอง ก็ยังไม่เห็นความหวัง เพราะหัวหน้าอภิสิทธิ์ เลือกวิธี ยืมมือศัตรูมาจัดการอภิรักษ์ โดยการตั้ง บัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรค มาเป็นประธานคัดเลือกบุคคลที่จะส่งลงรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ทั้งที่ ใครต่อใครก็รู้กันดีว่า บัญญัติ กับ อภิรักษ์ คือฝ่ายตรงกันข้าม "บัญญัติ" เคยไปให้ปากคำ ต่ออนุกรรมการไต่สวนคดีทุจริตโครงการจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิง คตส.กรณีที่อภิรักษ์ เป็นผู้เปิดแอลซีว่า ขณะที่ตัวเองเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ขณะนั้น เคยคัดค้านอภิรักษ์ไม่ให้ลงนามเปิดแอลซีโครงการนี้แล้ว แต่อภิรักษ์ก็ยังเดินหน้า ในเมื่อหัวหน้าอภิสิทธิ์เองก็รู้ถึงสถานการณ์นี้ดี แต่ก็ยังตั้งตั้งบัญญัติ เป็นประธานคัดเลือกผู้สมัคร ซึ่งก็พอจะเห็นเค้าลางแล้วว่าบัญญัติ ก็ไม่อยากสนับสนุนอภิรักษ์ โดยบัญญัติได้โยนเรื่องกลับไปให้ที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคชุดเดิม เสนอรายชื่อบุคคลที่เหมาะสมมาให้คัดเลือก แต่เมื่อหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคส่งชื่ออภิรักษ์ มาให้พิจารณาเพียงคนเดียว ซึ่งบัญญัติเองก็มีท่าทีไม่อยากรับผิดชอบคนเดียว หากจะตัดสินใจเลือกอภิรักษ์ ดังนั้นเขาจึงโยนเรื่องกลับไปยังกรรมการบริหารพรรคอีกครั้ง เพื่อให้กรรมการบริหารพรรคตัดสินใจเอาเองว่า จะส่งอภิรักษ์ลงหรือไม่ ซึ่งก็เห็นได้ชัดว่า "อภิรักษ์" ถูกแต่ละฝ่ายโยนกลับไปกลับมา ขณะที่ในอีกมุมหนึ่ง แม้พอจะเข้าใจได้ว่า เจตนาการยื้อเวลา โดยยังไม่ตัดสินใจ เพราะรอดูท่าทีของฝ่ายตรวจสอบมาตั้งแต่ ผลสรุปคดีทุจริตจัดซื้อรถดับเพลิงฯ ของ คตส.ที่ส่งมายังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ซึ่งล่าสุด ป.ป.ช.ก็กำลังเร่งพิจารณา และอาจจะฟันคดีนี้ได้ทุกเมื่อ ซึ่งหากประชาธิปัตย์ ส่งอภิรักษ์ ลงสมัครแล้วจู่ๆ ป.ป.ช.รวบอภิรักษ์เข้าไปในคดีนี้อีก ก็ต้องจะส่งผลถึงพรรค แต่การจัดการปัญหาเรื่องนี้ ด้วยวิธีนี้ ก็นับเป็นความ "ไม่ฉลาด" ของอภิสิทธิ์ ในฐานะหัวหน้าพรรค เพราะก่อนหน้านี้ อภิสิทธิ์บอกเองว่าจะสนับสนุนอภิรักษ์ลงเลือกตั้งอีกครั้ง เพราะมีความเหมาะสมที่สุด แต่วิธีการที่ทำ กลับตรงกันข้าม จริงอยู่ ถึงแม้ อภิรักษ์ อาจจะมีปัญหาในแง่การทำงาน แต่ในแง่ของการเป็นลูกพรรค ที่ถูกหัวหน้าพรรคใช้วิธีอย่างนี้ ก็แปลความหมายเป็นอื่นไม่ได้ นอกจากกำลัง "กำจัด" อภิรักษ์ออกจากสารบบพรรค การกระทำอย่างนี้ ของอภิสิทธิ์ ในฐานะหัวหน้าพรรค ในสายตาของคนนอกและคนใน ย่อมมีคำถามถึงความเป็นผู้นำพรรคของอภิสิทธิ์ ที่ไม่มีความกล้าหาญพอจะจัดการอย่างตรงไปตรงมาเอง หากคิดว่า อภิรักษ์ไม่สมควรจะลงสมัคร ก็ไม่ควรจะยืมมือศัตรูในพรรคเดียวกันมาจัดการ เพราะเรื่องคดีของอภิรักษ์มีองค์กรนอกพรรครอจัดการอยู่แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้น ในวันนี้ คนในพรรคประชาธิปัตย์ จะคิดอย่างไร หากวันหนึ่งลูกพรรคคนหนึ่งคนใดมีปัญหา หัวหน้าพรรคจะเลือกใช้วิธีการอย่างเดียวกันนี้หรือไม่ (หากไม่คำนึงถึงเสียงนินทาถึงความกลัวว่า อภิรักษ์จะปีนป่าย จนได้ตำแหน่งหัวหน้าพรรคสักวัน) ศรัทธาของลูกพรรคต่อหัวหน้าพรรคที่ชื่อ "อภิสิทธิ์" ยังมีเหลือแค่ไหน ลองไปวัดดู!! |
| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||