• นิธิวติฯ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-06-26
  • จำนวนเรื่อง : 17
  • จำนวนผู้ชม : 6589
  • จำนวนผู้โหวต : 12
  • ส่ง msg :
ผลึกความคิด
ทัศนะรอบด้าน จากข่าวสารรอบตัว
Permalink : http://www.oknation.net/blog/nitivati
วันอาทิตย์ ที่ 22 กรกฎาคม 2550
หนังสือเล่มโปรดของ mode ทั้ง 5
Posted by นิธิวติฯ , ผู้อ่าน : 411 , 21:45:27 น.  
พิมพ์หน้านี้



ได้ฤกษ์ลงมือตอบ Tag ของคุณ Hudjung ซะที ด้วยความรู้สึกผิดอย่างเหลือที่ประมาณได้ ว่าช้า..... เหลือเกิน

ไม่ได้แก้ตัวนะครับ แต่ขอชี้แจง ว่าช่วงกว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาเนี่ย งานต่างๆ มันประดังประเดเข้ามาจนวุ่นวายมากจริงๆ เล่นเอาชีวิตยุ่งเหยิง จน blog ก็ไม่ได้เข้า เวลากินก็ไม่ได้นอน เวลานอนก็ไม่ได้กิน – เอ๊ะ ... พูดยังไง

วันนี้ นอกจากจะตอบคุณ Hudjung แล้ว ก็ถือโอกาส tag ต่ออีก 10 รายซะเลย จะเป็นใครบ้างต้องติดตามดูกัน

เข้าเรื่องดีกว่าครับ ... คุณ Hudjung ตั้งโจทย์มา (ความจริงดูเหมือนจะรับโจทย์มาจากคุณ Fengsui อีกที) ว่า ให้แนะนำหนังสือในดวงใจ 5 เล่ม

ทำใจยากจริงๆ ครับ ที่จะให้เลือกมาแค่ 5 เล่มเนี่ย เพราะจะว่าไป แต่ละอารมณ์แต่ละเป้าหมายการอ่าน มันก็มีหนังสือที่ชอบมากๆ อยู่แตกต่างกันไป เลยขอต่อรองนิดนึงแล้วกัน ... เอาเป็นว่า ขอตอบมาเป็น 5 mode ว่าเวลาตัวเองอยู่ใน mode ไหน แล้วจะชอบเล่มไหนบ้าง

หนังสือที่จะเลือกมา ส่วนใหญ่เป็นผลงานของผู้เขียนชาวไทยนะครับ ที่เน้นผลงานของคนไทย ไม่ใช่เพราะไม่ค่อยได้อ่านหนังสือที่คนต่างชาติเขียน แต่เป็นเพราะลึกๆ แล้ว ผมยังอดไม่ได้ที่จะให้น้ำหนักที่มากกว่า กับคุณค่าผลผลิตทางความคิดของคนไทย อันเป็นผลผลิตจากสังคมและวัฒนธรรมเดียวกับที่ผมเกิดและเติบโตมา

Mode แรก ขอเรียกว่าเป็น mode ฝันเฟื่องแล้วกันนะครับ คืออ่านเอาเพลิน อ่านเอาอรรถรส อ่านแล้วเคลิบเคลิ้มไปกับเรื่องราว โดยไม่ต้องคิดหาเหตุผลหรือวิเคราะห์วิจารณ์อะไรกันจริงจังนัก หนังสือที่ชอบใน mode นี้ อันดับแรกก็คือนวนิยายชุด “เพชรพระอุมา” ของพนมเทียน ซึ่งยืดยาวพิลึกกึกกือหาใครเทียบได้ยาก สำหรับภาคแรกนั้นชอบมากหน่อย ส่วนภาคสองกับสามนั้น ความชอบก็ลดน้อยลงไปเป็นลำดับ แต่โดยรวมแล้วก็ยังชอบอยู่ดี ที่ชอบก็เพราะเป็นนวนิยายแบบไทยๆ ที่ครบรสถึงใจเหลือเกิน ... พระเอกเก่งผิดมนุษย์มนาแต่ต่ำศักดิ์และเจียมตัว นางเอกสูงทั้งศักด์รวยทั้งทรัพย์แถมยังสวยเก่งฉลาดและเจ้าแง่แสนงอน มีรักมีโศกมีตลกมีภูติผีปีศาจอยู่ครบในเรื่องเดียว ... ฉากรักก็หวานปานจะหยด พอถึงฉากบู๊ก็ดุเดือดเลือดพล่าน ยิ่งฉากวาบหวามด้วยแล้ว ... คุณเอ๋ย ... ไม่รู้จะบรรยายยังไง ... ใครยังไม่เคยอ่านก็ไปหาอ่านกันเองละกันครับ

เล่มที่ 2 ของ mode ฝันเฟื่อง ก็คือหัสนิยายชุด “สามเกลอ” หรือพลนิกรกิมหงวน ของ ป.อินทรปาลิต ซึ่งมีอยู่มากมายหลายเล่มหลายตอน หลับตาหยิบเล่มไหนขึ้นมา ก็ได้ฮากันทุกเล่มล่ะครับ จริงๆ แล้วจะว่าดีแต่ฮาก็ไม่ถูกนัก เพราะลึกๆ แล้ว นิยายชุดนี้นับเป็นบทบันทึกที่ทำให้ผู้อ่านเห็นถึงสภาพเศรษฐกิจ, สังคม, ค่านิยม, และสภาพแวดล้อมของสังคมกรุงเทพในอดีตยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ได้เป็นอย่างดี

ขออีกเล่มละกันสำหรับ mode นี้ คราวนี้เป็นเล่มเล็กๆ บางๆ ไม่ยาวยืดเยื้อเหมือนสองเล่มที่กล่าวไปข้างต้น นั่นคือนวนิยายเรื่อง “ในฝัน” ของโรสลาเรน ซึ่งก็คือนามปากกาเดียวกับทมยันตี หรือคุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์นั่นเอง เนื้อเรื่องนั้นแม้จะพาฝันสมชื่อ แต่ก็เจือปนอยู่ด้วยอุดมคติอันดีงาม ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านกลวิธีเล่าเรื่องที่แปลกและเก๋ไก๋ไม่เหมือนใคร ด้วยสำนวนภาษาที่งามวิจิตร และที่สำคัญก็คือ ท่านผู้ประพันธ์ได้แต่งนวนิยายเรื่องนี้เมื่ออายุได้ 19 ปี ผมจึงนับนวนิยายเรื่องนี้ว่าเป็นงานประพันธ์ที่ไม่ธรรมดาทีเดียว คือทั้งสนุกในเรื่องราว ได้อรรถรสในลีลาภาษา และน่าทึ่งในที่มาของหนังสือ

ขอเปลี่ยนมาเป็น mode เรียนรู้บ้าง เล่มแรกที่ขอเลือกคือ “ปากไก่และใบเรือ” หนังสือรวมบทความประวัติศาสตร์นิพนธ์ของ ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์ อดีตศาสตราจารย์แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งแม้ว่าหลังเกษียณราชการแล้ว ท่านจะมีบทบาทโดดเด่นในการเคลื่อนไหวทางความคิด กระทั่งกลายเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่ในปัจจุบัน (อย่างที่ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับท่านสักเท่าไหร่) แต่สำหรับงานเขียนของท่านแล้ว ผมชื่นชอบติดตามอ่าน และใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางวิธีคิดที่สำคัญของตัวเองมาโดยตลอด ไม่ว่าจะในรูปบทความแสดงทัศนะของท่านต่อสังคมและวัฒนธรรมร่วมสมัย หรือในรูปงานวิชาการประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะ “การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี” ที่ผมยกให้เป็นงานประวัติศาสตร์นิพนธ์ในดวงใจมาจนถึงปัจจุบัน แต่ที่เลือกเอา “ปากไก่และใบเรือ” มาตอบในคราวนี้นั้น ก็เนื่องมาจากผมเห็นว่างานเขียนที่รวบรวมไว้ในหนังสือเล่มนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นผลของการผสมผสานศาสตร์ต่างชนิดเข้าด้วยกันได้อย่างน่าสนใจยิ่ง กล่าวคือเป็นการศึกษาประวัติศาสตร์จากงานวรรณกรรม หรืออีกนัยหนึ่งก็คือเป็นการทำความเข้าใจวรรณกรรมจากบริบทของสังคม ผู้อ่านอย่างผมจึงมองเห็นถึงความยิ่งใหญ่ของกวีอย่างสุนทรภู่ได้อย่างลึกซึ้ง ในขณะเดียวกับที่ได้มองเห็นภาพที่แจ่มชัดขึ้น ของสังคม, เศรษฐกิจ, การเมือง, และค่านิยมของสังคมรัตนโกสินทร์ยุคนั้น

เล่มที่สองของ mode เรียนรู้ ผมยกให้ “กำเนิดโทรทัศน์ไทย” หนังสือที่ดัดแปลงมาจากวิทยานิพนธ์ปริญญาโทของคุณสินิทธิ์ สิทธิรักษ์ ... เหตุผลที่เลือกหนังสือเล่มนี้อาจเป็นส่วนตัวมากสักหน่อย กล่าวคือที่ผ่านๆ มา นับได้ว่าผมเป็นคนในวิชาชีพโทรทัศน์ และหนังสือ (หรืองานวิจัย) เล่มนี้ได้ประมวลความเป็นไปในยุคเริ่มต้นของสื่อโทรทัศน์ในประเทศไทย ว่าเกิดขึ้นในบริบททางการเมือง, สังคม, และเศรษฐกิจอย่างไร ผู้นำในยุคนั้นให้กำเนิดโทรทัศน์ขึ้นเพื่อตอบสนองเป้าหมายอย่างไร กิจการโทรทัศน์ไทยเกิดขึ้นและดำเนินการไปอย่างไร และสังคมไทยมีปฏิกิริยาตอบรับสื่อทันสมัยชนิดนี้อย่างไร โดยมุ่งประเด็นไปที่ระบบกรรมสิทธิ์ของสื่อโทรทัศน์ ดังนั้นสำหรับผมแล้ว การอ่านหนังสือเล่มนี้ คือการทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงที่มาที่ไปและที่ยืนของวิชาชีพของตนเอง แต่อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าหนังสือเล่มนี้มีคุณค่าทางความรู้และความคิด สำหรับทุกคนที่ได้อ่าน ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวิชาชีพใดก็ตาม

Mode ที่สาม ตั้งชื่อว่า mode สนุกคิดก็แล้วกัน คือเป็นหนังสือกลุ่มที่สนุกด้วย แล้วก็มีอะไรๆ ให้คิดตามไปได้มากมายอีกด้วย เอาไว้อ่านเวลาอยากกายบริหารความคิดแบบเพลินๆ หรือขำขำ เล่มแรกเป็นนวนิยายที่แปลมาจากฝรั่ง “โลกใบเล็กของดอน คามิลโล” ส่วนเล่มที่สองเป็นนวนิยายไทย ที่ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช แต่งเลียนแบบนวนิยายเล่มแรก โดยท่านตั้งชื่อว่า “ไผ่แดง” ... ทั้งสองเล่มนี้พล็อตเรื่องคล้ายๆ กัน (แหงล่ะ ก็เลียนแบบกันมานี่นา) กล่าวคือว่าด้วยการปะทะกันทางความคิดในยุค “ซ้าย” และ “ขวา” ระหว่างผู้นำทางความคิดสองขั้ว ในชุมชนชนบทเล็กๆ โดยฝ่ายหนึ่ง (พยายามจะ) เป็นผู้นำการปฏิวัติของประชาชน ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณประจำชุมชน ที่ลึกๆ แล้วก็ยังมีกิเลสของความเป็นมนุษย์อยู่ จึงกลายเป็นเรื่องราวของสองขั้วความคิด ที่บางตอนก็อ่านไปขำไป ในขณะที่บางตอนก็อ่านแล้วน้ำตารื้น ด้วยความประทับใจในความเป็นมนุษย์ ซึ่งแม้จะมีข้อบกพร่อง มีทิฐิ แต่ก็มีแง่งาม

อีกเล่มใน mode นี้ คือรวมเรื่องสั้นชุด “ขอชื่อสุธีสามสี่ชาติ” งานเขียนที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวงกว้างชิ้นแรกๆ ของประภาส ชลศรานนท์ ผู้ที่ผมถือของผมเอง ว่าเป็นหนึ่งในนักคิดไทยร่วมสมัยคนสำคัญ ... หนังสือเล่มนี้รวมเอาเรื่องสั้นที่ไม่ได้มีพล็อตอะไรเกี่ยวข้องกันเลย นอกจากชื่อของตัวละครเอกในแต่ละตอน ที่ชื่อ “สุธี” เหมือนๆ กัน โดยแต่ละตอนนั้นล้วนเป็นเรื่องสั้นที่บ้าบอคอแตก แต่ละตัวละครในแต่ละตอนล้วนมีพฤติกรรมเพี้ยนๆ และเรื่องราวที่ดำเนินไปก็เพี้ยนๆ พอกัน แต่ผมว่าอ่านแล้วคิดต่อได้สนุกในหลายแง่ครับ เอาง่ายๆ แค่คิดว่าคนแต่งเขาคิดพล็อตนี้ได้ไงเนี่ย ก็สนุกมากแล้ว

สำหรับ Mode ที่สี่ เรียกว่า mode อุดมคติแล้วกัน เล่มแรก เป็นนวนิยายเล่มกระทัดรัดชื่อ “ผีเสื้อและดอกไม้” ของ “นิพพาน” หรือมกุฏ อรฤดี หัวเรือใหญ่แห่งสำนักพิมพ์ผีเสื้อ ผู้ผลิตหนังสือประดับวงการหนังสือไทยมานาน สำหรับนวนิยายเล่มนี้ ผมเชื่อว่าหลายคนคงเคยอ่านในฐานะหนังสืออ่านนอกเวลาในโรงเรียน และอีกหลายคนอาจจดจำได้จากผลงานภาพยนตร์ชิ้นเยี่ยม ที่คุณยุทธนา มุกดาสนิท สร้างขึ้นจากนวนิยายเรื่องนี้ ... เรื่องราวอันงดงามของชีวิตและความใฝ่ฝันของคนเล็กๆ ในจังหวัดใกล้ชายแดนใต้ (แถบเดียวกับที่ลุกเป็นไฟอยู่ทุกวันนี้) ส่วนอีกเล่มหนึ่งเป็นนวนิยาย “ล.ว. สุดท้าย” ซึ่งสมัยที่ตีพิมพ์ครั้งแรกๆ ได้ใช้นามปากกาของผู้ประพันธ์ว่า “โก้ บางกอก” แต่พอมาถึงการพิมพ์ซ้ำครั้งหลังๆ กลับระบุชื่อจริงของท่านผู้ประพันธ์ คือ พล.ต.อ. วสิษฐ์ เดชกุญชร ซึ่งก็เดาได้ไม่ยาก ว่าเป็นเพราะหลังๆ มานี่ ชื่อเสียงของท่าน (ในฐานะนักประพันธ์นวนิยายที่ดีหลายต่อหลายเล่ม) มีความโด่งดังจนกลายเป็นจุดขายอย่างดีของหนังสือ ... ผมเลือกหนังสือสองเล่มนี้ เพราะต่างก็เป็นบทประพันธ์ที่ไม่ใช่แค่อ่านสนุก แต่ยังเต็มไปด้วยอุดมคติที่ดีของตัวละครในแต่ละเรื่อง ซึ่งต่างรูปแบบต่างแนวทางต่างสถานะและต่างสภาพแวดล้อมกันโดยสิ้นเชิง แต่มีลักษณะร่วมกัน คือล้วนควรค่าแก่การเป็นแง่คิดของชีวิต

Mode สุดท้าย เรียกง่ายๆ ว่าเป็น mode ฮาวทูชั้นดีก็ได้ หรือจะเรียกหรูๆ ว่าเป็น mode แนวทางการดำเนินชีวิตก็คงไม่ผิด ผมขอเลือกมาเล่มเดียว เป็นหนังสือที่ ดร. ระวี ภาวิไล แปลมาจากปรัชญานิพนธ์ The Prophet ของคาลิล ยิบราน โดยสำนักพิมพ์ผีเสื้อจัดพิมพ์จำหน่าย ให้ชื่อเป็นภาษาไทยว่า “ปรัชญาชีวิต”

ผมรู้สึกว่าสาระของหนังสือเล่มนี้ คือสิ่งที่ผมพอใจจะรับไว้ใช้เป็นระบบคุณค่าของชีวิต ... จะบรรยายสรรพคุณให้มากกว่านี้ก็รู้สึกว่าจะเกินสติปัญญา เลยจะขอยกเอาตอนหนึ่งจากหนังสือเล่มนี้ มาให้ลองอ่านกันดูเองก็แล้วกัน

“... ขอให้ความรักนี้เป็นเหมือนห้วงสมุทร
อันเคลื่อนไหวอยู่ระหว่างฝั่งแห่งวิญญาณของเธอทั้งสอง
จงเติมถ้วยของกันและกัน แต่อย่าดื่มจากถ้วยใบเดียวกัน
จงให้ขนมปังแก่กัน แต่อย่ากัดกินจากก้อนเดียวกัน
จงร้องและเริงรำด้วยกัน จงมีความบันเทิง
แต่ขอให้แต่ละคน ได้มีโอกาสอยู่โดดเดี่ยว
ดังเช่นสายพิณนั้น ต่างอยู่โดดเดี่ยว
แต่ว่าสั่นสะเทือนด้วยทำนองดนตรีเดียวกัน
จงยืนอยู่ด้วยกัน แต่ว่าอย่าใกล้กันนัก
เพราะว่าเสาของวิหารนั้นก็ยืนอยู่ห่างกัน
และต้นโพธิ์ ต้นไทร ก็ไม่อาจเติบโตใต้ร่มเงาของกันและกันได้ ...”

ทั้งหมดที่เล่ามานี้ ถ้าจะสามารถสร้างแรงบันดาลใจในการอ่าน ให้เกิดขึ้นแก่ทุกๆ ท่านได้บ้าง ผมก็จะรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งครับ

             

      


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 14
pigletlovepooh วันที่ : 07/09/2007 เวลา : 00.20 น.
“I just want to be sure of you.”

อืม……. ประทับใจค่ะ
เป็นบทความตอบ "TAG หนังสือเล่มโปรด" ที่อ่านแล้ว ประทับใจค่ะ
ตามประสาคนท่อง Blog ที่ได้ตระเวนอ่านความคิดของหลาย BlogER ในหัวของเดียวกันนี้

“ทำใจยากจริงๆ ครับ ที่จะให้เลือกมาแค่ 5 เล่มเนี่ย “ (ขออนุญาตยกมา)

มันเป็นจริง เพราะมนุษย์มีความพึงพอใจมากที่สุดจากทางเลือกที่หลากหลาย มันคงชี้ชัดไม่ได้ว่าอรรถรสใดที่โปรดที่สุด ในเมื่อมีความรื่นรมย์ที่ต่างกันไป

สามเกลอ .. เราอ่านตอน ม.ปลาย ตอนนั้นมันเต็มไปด้วยจินตนาการ แต่ก็ยอมรับว่าเอากลับมาอ่านอีกหลายๆ ครั้งก็รับความรู้สึกตรงโน้นอีกได้ไม่หมด ไม่ได้หัวเราะจนตกเก้าอี้อีก ไม่ได้ขำจนคนอื่นตกใจ รึว่าเวลาผ่าน อารมณ์เลยถูกหลอมให้ชาลง

ในฝัน.. อ่านแล้ว รื่นรมย์

ผีเสื้อและดอกไม้.. สิ่งที่เค้าเขียนเป็นสภาพของถิ่นเราในสมัยนั้น แล้วยังไปไทยมุง ดูเค้าถ่ายทำหนังอีก

ปากไก่และใบเรือ.. อ่านเมื่อ 6…7 ปีที่แล้ว ด้วยความอยากรู้จักอาจารย์นิธิให้มากๆ อ่านแล้วรู้สึกทึ่งในมุมวิเคราะห์ของนักประวัติศาสตร์ในเชิงของเศรษฐศาสตร์ เป็นความรู้สึกที่ไม่คาดคิด (ในตอนนั้น หลงเงาตน....เลยกลายเป็นว่าได้รู้จักตัวเองมากขึ้นจริงๆ)

ปรัชญาชีวิต.. บทที่ยกมา เราเคยทำเป็นที่คั่นหนังสือให้เพื่อนที่รักหลายๆ คน บทนี้ถ้าไม่ผิด…..เป็นปรัชญาความรัก แต่เรามองว่าเป็นสัมพันธภาพที่ดีงามของมนุษย์ที่จะอยู่ด้วยกันโดยเคารพสิทธิซึ่งกันและกันให้มากไม่ว่าผูกพันกันในสถานะใด เราชอบมาก

ที่เขียนข้างบนเสียยืดยาว
เราว่าหนังสือที่ "คุณnitivati" ตอบใน TAG เป็นหนังสือดีๆ ที่เราๆ ท่านๆ ได้อ่านกันในวัยที่ผ่านมา แต่ต่างเวลากันไป
ที่แน่ๆ เราและเพื่อนๆ ได้อ่าน มีเพื่อนหลายคนอ่านทั้ง 8 เล่ม (ยกเว้นกำเนิดโทรทัศน์ไทย..อันนี้แน่นอน)
ปฎิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่หลอมให้พวกเราคิด ให้เรามองสังคม และสามารถดำเนินชีวิตได้ดีอยู่นี้ก็คือ หนังสือเหล่านั้น หนังสือที่เราอ่านในวันนั้น หนังสือจากปลายปากกาของผู้ใหญ่ของไทยที่ผ่านชีวิตในสังคมไทยอย่างโชกโชน
เราเลยสงสัยว่า ณ วันนี้ หลายๆ คน แสวงหา “หนังสือฮาวทูเพื่อดำรงชีวิต” ตอบโจทย์ชีวิตให้กับตัวเองในขณะที่เนื้อหาไม่ต่างจาก “คุณทำได้ เพราะฉันทำได้” ซึ่งคำเฉลยหลังจากอ่านแล้วก็คือลงมือทำซะ ไม่งั้นอ่านกี่เล่ม “คุณก็ทำไม่ได้”
และสุดท้ายต้องขอขอบคุณประโยคเด็ด (สำหรับเรา) “ผมยังอดไม่ได้ที่จะให้น้ำหนักที่มากกว่า กับคุณค่าผลผลิตทางความคิดของคนไทย อันเป็นผลผลิตจากสังคมและวัฒนธรรมเดียวกับที่ผมเกิดและเติบโตมา“ ตอกย้ำเราอีกครั้งให้หาเล่มที่อยากอ่านแต่ยังไม่ได้อ่าน ซึ่งคิดว่ามีอีกมากมาย เพราะความหลากหลาย ทำให้รื่นรมย์

ความคิดเห็นที่ 13
นิมมาน วันที่ : 15/08/2007 เวลา : 09.12 น.

ว่าด้วยผีเสื้อและนักประน้ำอีกครั้งค่ะ ยอมรับว่าตอนแรกอ่านด้วยความรู้สึกอึดอัด ไม่รู้ว่าหนังสือ ซึ่งก็คือคนเขียน จะสื่อสารอะไรกับเรา มีข้อความหนึ่งซึ่งประทับใจมาก แต่จำไม่ได้ (อ้าวอย่างนี้จะเรียกประทับใจได้อย่างไร) แต่จดเอาไว้ค่ะ วันหนังจะรีบไปค้นสมุดบันทึก แล้วมาเล่าให้ฟังนะคะ ดีใจจัง ที่มีคนรู้จักหนังสือเล่มนี้
ความคิดเห็นที่ 12
นิธิวติฯ วันที่ : 09/08/2007 เวลา : 17.45 น.
http://www.oknation.net/blog/nitivati

สำหรับชุดประดาน้ำและผีเสื้อนั้น ตอนที่ออกวางขายใหม่ๆ ผมเที่ยวซื้อให้เป็นของขวัญญาติมิตรไปหลายคน เพราะประทับใจ (สะเทือนใจ?) กับที่มาของหนังสือเล่มนี้

สำหรับเนื้อหา ผมว่าก็อ่านได้สนุกๆ เพลินๆ ดี แต่สารภาพว่า ที่มาของหนังสือนั้นสร้างความประทับใจกับผมแซงหน้าตัวเนื้อหาไปขาดลอยเลยครับ

จริงๆ แล้วก็ไม่รู้ว่า เป็นวิธีการอ่านหนังสือที่ดีหรือเปล่า ที่ปล่อยให้ที่มาของหนังสือ มามีอิทธิพลเหนือเนื้อหาอย่างนี้


ความคิดเห็นที่ 11
นิมมาน วันที่ : 09/08/2007 เวลา : 09.54 น.

มีหลายเล่มที่คิดเห็นคล้ายๆกันค่ะ แต่คงเพราะเป็นผู้หญิง เลยไม่ค่อยชอบเพชรพระอุมาเท่าไหร่ แอ๊ะ แต่ชอบล่องไพร นะดูไม่เป็นเหตุเป็นผลกัน อยากรู้จังคะ ว่าคิดเห็นอย่างไรกับผีเสื้อกับชุดประดาน้ำคะ เขาสร้างเป็นหนังแล้วด้วยนะคะ เพิ่งไปได้รายวัลจากเทศกาลเมืองคานส์ปีนี้ มาหยกๆ
ความคิดเห็นที่ 10
นิมมาน วันที่ : 09/08/2007 เวลา : 09.52 น.

มีหลายเล่มที่อ่านแลวชอบใจ ด้วยเหตุผล คิดเห็นคล้ายๆกันค่ะว่า คิดเห็นอย่างไรกับผีเสื้อกับชุดประดาน้ำคะ อยากรู้จัง
ความคิดเห็นที่ 9
นิธิวติฯ วันที่ : 02/08/2007 เวลา : 00.23 น.
http://www.oknation.net/blog/nitivati

ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาอ่านครับ ...

คุณ HOF ออกตัวว่าไม่ใช่นักอ่าน ผมเลยยิ่งอยากทราบมากขึ้นไปอีก ว่าหนังสือในดวงใจคุณ HOF จะเป็นเล่มไหนเอ่ย

เพราะจากประสบการณ์นั้น หนังสือในดวงใจของคนที่ไม่ใช่นักอ่านเนี่ย มักจะเด็ดเสมอครับ
ความคิดเห็นที่ 8
HOF วันที่ : 23/07/2007 เวลา : 09.59 น.
http://www.oknation.net/blog/HOF

Tag นี้สุดโหดเลยครับ สำหรับผม ที่ไม่ใช่นักอ่านด้วยสิ แต่จะพยายามน่ะครับ ขอบคุณครับที่คิดถึง

แต่หนังสือที่คุณอ่านนี่ หนังสือดีๆ ทั้งนั้นเลยน่ะ หลายเล่มผมไม่เคยอ่าน แต่รู้ว่าดี
ความคิดเห็นที่ 7
Hudjung วันที่ : 23/07/2007 เวลา : 09.54 น.
http://www.oknation.net/blog/Hudjung

เล่มสุดท้ายยังไม่เคยอ่านค่ะ เคยอ่านเพชรพระอุมา ทำไมเนื้อหาไม่เหมือนกันเลย สงสัยต้องกลับไปอ่านอีกครั้ง อรุณสวัสดิ์ค่ะ
ความคิดเห็นที่ 6
ยัยตัวหนอน วันที่ : 23/07/2007 เวลา : 01.36 น.
http://www.oknation.net/blog/bookclub
รวมพลคนรักหนังสือ บาย "ยัยตัวหนอน"

ขอบคุณมากคะที่แวะเข้าไปเยี่ยมและชื่นชมคะ มารับทราบ การบ้าน tag หนังสือดีดี 5 เรื่องคะ แต่ขอเวลานิดหนึ่งนะคะ ถ้ายังไงอ่านเรื่องใหม่ของตัวหนอนไปก่อนแล้วกันคะ เกี่ยวกับหนังสือเหมือนกัน และเป็น 1 ในหนังสือที่ชอบด้วยคะ

ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน http://www.oknation.net/blog/bookclub/2007/07/23/entry-1

ขอบคุณคะ
ความคิดเห็นที่ 5
อิศรา วันที่ : 23/07/2007 เวลา : 00.39 น.
http://www.oknation.net/blog/phakri

ขอสละสิทธิเป็นผู้โชคดีไม่ได้หรือค่ะ ของเก่ายังไม่ได้ส่งการบ้านเลยค่ะ เสาร์อาทิตย์หน้าคงไม่ได้ทำโอ แล้วจะพยายามมาทำการบ้านส่งค่ะ
ความคิดเห็นที่ 4
นิธิวติฯ วันที่ : 22/07/2007 เวลา : 22.25 น.
http://www.oknation.net/blog/nitivati

ประกาศรายชื่อผู้โชคดี ได้รับเชิญให้โดน Tag ต่อ รวม 10 ท่าน ดังต่อไปนี้ครับ ... คุณปลิวลม, อิสรา, NanWitch, julyrhapsody, รุสสกี้, ยัยตัวหนอน, HOF, mayjune, Eddie, มีนา ... จะคอยอ่านคำแนะนำหนังสือดีๆ จากทุกๆ ท่านนะครับ
ความคิดเห็นที่ 3
NanWitch วันที่ : 22/07/2007 เวลา : 22.03 น.
http://www.oknation.net/blog/NanWitch

ขอสารภาพเลยค่ะ ว่ายังไม่เคยอ่านเลยซักเรื่อง
อิอิ...ว่าแต่เรื่อง ขอชื่อสุธีสามสี่ชาติ เนี่ย
เหมือนกะที่เค้ามาทำเป็นหนังไหมคะ???
ความคิดเห็นที่ 2
feng_shui วันที่ : 22/07/2007 เวลา : 21.57 น.
http://www.oknation.net/blog/buzz
feng_shui

หุ หุ 3เล่มแรก ถูกใจข้พเจ้ามาก เล่มที่4 ไม่เคยอ่านค่ะ
อ่านหนังสือหลายมิติจังค่ะ
นับถือ
ความคิดเห็นที่ 1
ธนวัฒน์ วันที่ : 22/07/2007 เวลา : 21.55 น.
http://www.oknation.net/blog/thanawatphet

ชอบเรื่อง สามเกลอ ครับ

อ่านผ่านๆ เอาความเพลิดเพลิน ก็ได้
อ่านวิเคราะห์ ดูการสะท้อนเหตุการณ์ ก็ดี

ขอบคุณสำหรับหนังสือแนะนำครับ ไว้สอบเสร็จเดี๋ยวจะไปหาอ่าน ^^
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2007 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31