พิมพ์หน้านี้
|
ไม่ได้แก้ตัวนะครับ แต่ขอชี้แจง ว่าช่วงกว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาเนี่ย งานต่างๆ มันประดังประเดเข้ามาจนวุ่นวายมากจริงๆ เล่นเอาชีวิตยุ่งเหยิง จน blog ก็ไม่ได้เข้า เวลากินก็ไม่ได้นอน เวลานอนก็ไม่ได้กิน เอ๊ะ ... พูดยังไง วันนี้ นอกจากจะตอบคุณ Hudjung แล้ว ก็ถือโอกาส tag ต่ออีก 10 รายซะเลย จะเป็นใครบ้างต้องติดตามดูกัน เข้าเรื่องดีกว่าครับ ... คุณ Hudjung ตั้งโจทย์มา (ความจริงดูเหมือนจะรับโจทย์มาจากคุณ Fengsui อีกที) ว่า ให้แนะนำหนังสือในดวงใจ 5 เล่ม ทำใจยากจริงๆ ครับ ที่จะให้เลือกมาแค่ 5 เล่มเนี่ย เพราะจะว่าไป แต่ละอารมณ์แต่ละเป้าหมายการอ่าน มันก็มีหนังสือที่ชอบมากๆ อยู่แตกต่างกันไป เลยขอต่อรองนิดนึงแล้วกัน ... เอาเป็นว่า ขอตอบมาเป็น 5 mode ว่าเวลาตัวเองอยู่ใน mode ไหน แล้วจะชอบเล่มไหนบ้าง หนังสือที่จะเลือกมา ส่วนใหญ่เป็นผลงานของผู้เขียนชาวไทยนะครับ ที่เน้นผลงานของคนไทย ไม่ใช่เพราะไม่ค่อยได้อ่านหนังสือที่คนต่างชาติเขียน แต่เป็นเพราะลึกๆ แล้ว ผมยังอดไม่ได้ที่จะให้น้ำหนักที่มากกว่า กับคุณค่าผลผลิตทางความคิดของคนไทย อันเป็นผลผลิตจากสังคมและวัฒนธรรมเดียวกับที่ผมเกิดและเติบโตมา Mode แรก ขอเรียกว่าเป็น mode ฝันเฟื่องแล้วกันนะครับ คืออ่านเอาเพลิน อ่านเอาอรรถรส อ่านแล้วเคลิบเคลิ้มไปกับเรื่องราว โดยไม่ต้องคิดหาเหตุผลหรือวิเคราะห์วิจารณ์อะไรกันจริงจังนัก หนังสือที่ชอบใน mode นี้ อันดับแรกก็คือนวนิยายชุด เพชรพระอุมา ของพนมเทียน ซึ่งยืดยาวพิลึกกึกกือหาใครเทียบได้ยาก สำหรับภาคแรกนั้นชอบมากหน่อย ส่วนภาคสองกับสามนั้น ความชอบก็ลดน้อยลงไปเป็นลำดับ แต่โดยรวมแล้วก็ยังชอบอยู่ดี ที่ชอบก็เพราะเป็นนวนิยายแบบไทยๆ ที่ครบรสถึงใจเหลือเกิน ... พระเอกเก่งผิดมนุษย์มนาแต่ต่ำศักดิ์และเจียมตัว นางเอกสูงทั้งศักด์รวยทั้งทรัพย์แถมยังสวยเก่งฉลาดและเจ้าแง่แสนงอน มีรักมีโศกมีตลกมีภูติผีปีศาจอยู่ครบในเรื่องเดียว ... ฉากรักก็หวานปานจะหยด พอถึงฉากบู๊ก็ดุเดือดเลือดพล่าน ยิ่งฉากวาบหวามด้วยแล้ว ... คุณเอ๋ย ... ไม่รู้จะบรรยายยังไง ... ใครยังไม่เคยอ่านก็ไปหาอ่านกันเองละกันครับ
เล่มที่ 2 ของ mode ฝันเฟื่อง ก็คือหัสนิยายชุด สามเกลอ หรือพลนิกรกิมหงวน ของ ป.อินทรปาลิต ซึ่งมีอยู่มากมายหลายเล่มหลายตอน หลับตาหยิบเล่มไหนขึ้นมา ก็ได้ฮากันทุกเล่มล่ะครับ จริงๆ แล้วจะว่าดีแต่ฮาก็ไม่ถูกนัก เพราะลึกๆ แล้ว นิยายชุดนี้นับเป็นบทบันทึกที่ทำให้ผู้อ่านเห็นถึงสภาพเศรษฐกิจ, สังคม, ค่านิยม, และสภาพแวดล้อมของสังคมกรุงเทพในอดีตยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ได้เป็นอย่างดี
ขออีกเล่มละกันสำหรับ mode นี้ คราวนี้เป็นเล่มเล็กๆ บางๆ ไม่ยาวยืดเยื้อเหมือนสองเล่มที่กล่าวไปข้างต้น นั่นคือนวนิยายเรื่อง ในฝัน ของโรสลาเรน ซึ่งก็คือนามปากกาเดียวกับทมยันตี หรือคุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์นั่นเอง เนื้อเรื่องนั้นแม้จะพาฝันสมชื่อ แต่ก็เจือปนอยู่ด้วยอุดมคติอันดีงาม ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านกลวิธีเล่าเรื่องที่แปลกและเก๋ไก๋ไม่เหมือนใคร ด้วยสำนวนภาษาที่งามวิจิตร และที่สำคัญก็คือ ท่านผู้ประพันธ์ได้แต่งนวนิยายเรื่องนี้เมื่ออายุได้ 19 ปี ผมจึงนับนวนิยายเรื่องนี้ว่าเป็นงานประพันธ์ที่ไม่ธรรมดาทีเดียว คือทั้งสนุกในเรื่องราว ได้อรรถรสในลีลาภาษา และน่าทึ่งในที่มาของหนังสือ
ขอเปลี่ยนมาเป็น mode เรียนรู้บ้าง เล่มแรกที่ขอเลือกคือ ปากไก่และใบเรือ หนังสือรวมบทความประวัติศาสตร์นิพนธ์ของ ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์ อดีตศาสตราจารย์แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งแม้ว่าหลังเกษียณราชการแล้ว ท่านจะมีบทบาทโดดเด่นในการเคลื่อนไหวทางความคิด กระทั่งกลายเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่ในปัจจุบัน (อย่างที่ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับท่านสักเท่าไหร่) แต่สำหรับงานเขียนของท่านแล้ว ผมชื่นชอบติดตามอ่าน และใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางวิธีคิดที่สำคัญของตัวเองมาโดยตลอด ไม่ว่าจะในรูปบทความแสดงทัศนะของท่านต่อสังคมและวัฒนธรรมร่วมสมัย หรือในรูปงานวิชาการประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะ การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ที่ผมยกให้เป็นงานประวัติศาสตร์นิพนธ์ในดวงใจมาจนถึงปัจจุบัน แต่ที่เลือกเอา ปากไก่และใบเรือ มาตอบในคราวนี้นั้น ก็เนื่องมาจากผมเห็นว่างานเขียนที่รวบรวมไว้ในหนังสือเล่มนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นผลของการผสมผสานศาสตร์ต่างชนิดเข้าด้วยกันได้อย่างน่าสนใจยิ่ง กล่าวคือเป็นการศึกษาประวัติศาสตร์จากงานวรรณกรรม หรืออีกนัยหนึ่งก็คือเป็นการทำความเข้าใจวรรณกรรมจากบริบทของสังคม ผู้อ่านอย่างผมจึงมองเห็นถึงความยิ่งใหญ่ของกวีอย่างสุนทรภู่ได้อย่างลึกซึ้ง ในขณะเดียวกับที่ได้มองเห็นภาพที่แจ่มชัดขึ้น ของสังคม, เศรษฐกิจ, การเมือง, และค่านิยมของสังคมรัตนโกสินทร์ยุคนั้น
เล่มที่สองของ mode เรียนรู้ ผมยกให้ กำเนิดโทรทัศน์ไทย หนังสือที่ดัดแปลงมาจากวิทยานิพนธ์ปริญญาโทของคุณสินิทธิ์ สิทธิรักษ์ ... เหตุผลที่เลือกหนังสือเล่มนี้อาจเป็นส่วนตัวมากสักหน่อย กล่าวคือที่ผ่านๆ มา นับได้ว่าผมเป็นคนในวิชาชีพโทรทัศน์ และหนังสือ (หรืองานวิจัย) เล่มนี้ได้ประมวลความเป็นไปในยุคเริ่มต้นของสื่อโทรทัศน์ในประเทศไทย ว่าเกิดขึ้นในบริบททางการเมือง, สังคม, และเศรษฐกิจอย่างไร ผู้นำในยุคนั้นให้กำเนิดโทรทัศน์ขึ้นเพื่อตอบสนองเป้าหมายอย่างไร กิจการโทรทัศน์ไทยเกิดขึ้นและดำเนินการไปอย่างไร และสังคมไทยมีปฏิกิริยาตอบรับสื่อทันสมัยชนิดนี้อย่างไร โดยมุ่งประเด็นไปที่ระบบกรรมสิทธิ์ของสื่อโทรทัศน์ ดังนั้นสำหรับผมแล้ว การอ่านหนังสือเล่มนี้ คือการทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงที่มาที่ไปและที่ยืนของวิชาชีพของตนเอง แต่อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าหนังสือเล่มนี้มีคุณค่าทางความรู้และความคิด สำหรับทุกคนที่ได้อ่าน ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวิชาชีพใดก็ตาม
Mode ที่สาม ตั้งชื่อว่า mode สนุกคิดก็แล้วกัน คือเป็นหนังสือกลุ่มที่สนุกด้วย แล้วก็มีอะไรๆ ให้คิดตามไปได้มากมายอีกด้วย เอาไว้อ่านเวลาอยากกายบริหารความคิดแบบเพลินๆ หรือขำขำ เล่มแรกเป็นนวนิยายที่แปลมาจากฝรั่ง โลกใบเล็กของดอน คามิลโล ส่วนเล่มที่สองเป็นนวนิยายไทย ที่ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช แต่งเลียนแบบนวนิยายเล่มแรก โดยท่านตั้งชื่อว่า ไผ่แดง ... ทั้งสองเล่มนี้พล็อตเรื่องคล้ายๆ กัน (แหงล่ะ ก็เลียนแบบกันมานี่นา) กล่าวคือว่าด้วยการปะทะกันทางความคิดในยุค ซ้าย และ ขวา ระหว่างผู้นำทางความคิดสองขั้ว ในชุมชนชนบทเล็กๆ โดยฝ่ายหนึ่ง (พยายามจะ) เป็นผู้นำการปฏิวัติของประชาชน ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณประจำชุมชน ที่ลึกๆ แล้วก็ยังมีกิเลสของความเป็นมนุษย์อยู่ จึงกลายเป็นเรื่องราวของสองขั้วความคิด ที่บางตอนก็อ่านไปขำไป ในขณะที่บางตอนก็อ่านแล้วน้ำตารื้น ด้วยความประทับใจในความเป็นมนุษย์ ซึ่งแม้จะมีข้อบกพร่อง มีทิฐิ แต่ก็มีแง่งาม
อีกเล่มใน mode นี้ คือรวมเรื่องสั้นชุด ขอชื่อสุธีสามสี่ชาติ งานเขียนที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวงกว้างชิ้นแรกๆ ของประภาส ชลศรานนท์ ผู้ที่ผมถือของผมเอง ว่าเป็นหนึ่งในนักคิดไทยร่วมสมัยคนสำคัญ ... หนังสือเล่มนี้รวมเอาเรื่องสั้นที่ไม่ได้มีพล็อตอะไรเกี่ยวข้องกันเลย นอกจากชื่อของตัวละครเอกในแต่ละตอน ที่ชื่อ สุธี เหมือนๆ กัน โดยแต่ละตอนนั้นล้วนเป็นเรื่องสั้นที่บ้าบอคอแตก แต่ละตัวละครในแต่ละตอนล้วนมีพฤติกรรมเพี้ยนๆ และเรื่องราวที่ดำเนินไปก็เพี้ยนๆ พอกัน แต่ผมว่าอ่านแล้วคิดต่อได้สนุกในหลายแง่ครับ เอาง่ายๆ แค่คิดว่าคนแต่งเขาคิดพล็อตนี้ได้ไงเนี่ย ก็สนุกมากแล้ว
สำหรับ Mode ที่สี่ เรียกว่า mode อุดมคติแล้วกัน เล่มแรก เป็นนวนิยายเล่มกระทัดรัดชื่อ ผีเสื้อและดอกไม้ ของ นิพพาน หรือมกุฏ อรฤดี หัวเรือใหญ่แห่งสำนักพิมพ์ผีเสื้อ ผู้ผลิตหนังสือประดับวงการหนังสือไทยมานาน สำหรับนวนิยายเล่มนี้ ผมเชื่อว่าหลายคนคงเคยอ่านในฐานะหนังสืออ่านนอกเวลาในโรงเรียน และอีกหลายคนอาจจดจำได้จากผลงานภาพยนตร์ชิ้นเยี่ยม ที่คุณยุทธนา มุกดาสนิท สร้างขึ้นจากนวนิยายเรื่องนี้ ... เรื่องราวอันงดงามของชีวิตและความใฝ่ฝันของคนเล็กๆ ในจังหวัดใกล้ชายแดนใต้ (แถบเดียวกับที่ลุกเป็นไฟอยู่ทุกวันนี้) ส่วนอีกเล่มหนึ่งเป็นนวนิยาย ล.ว. สุดท้าย ซึ่งสมัยที่ตีพิมพ์ครั้งแรกๆ ได้ใช้นามปากกาของผู้ประพันธ์ว่า โก้ บางกอก แต่พอมาถึงการพิมพ์ซ้ำครั้งหลังๆ กลับระบุชื่อจริงของท่านผู้ประพันธ์ คือ พล.ต.อ. วสิษฐ์ เดชกุญชร ซึ่งก็เดาได้ไม่ยาก ว่าเป็นเพราะหลังๆ มานี่ ชื่อเสียงของท่าน (ในฐานะนักประพันธ์นวนิยายที่ดีหลายต่อหลายเล่ม) มีความโด่งดังจนกลายเป็นจุดขายอย่างดีของหนังสือ ... ผมเลือกหนังสือสองเล่มนี้ เพราะต่างก็เป็นบทประพันธ์ที่ไม่ใช่แค่อ่านสนุก แต่ยังเต็มไปด้วยอุดมคติที่ดีของตัวละครในแต่ละเรื่อง ซึ่งต่างรูปแบบต่างแนวทางต่างสถานะและต่างสภาพแวดล้อมกันโดยสิ้นเชิง แต่มีลักษณะร่วมกัน คือล้วนควรค่าแก่การเป็นแง่คิดของชีวิต
Mode สุดท้าย เรียกง่ายๆ ว่าเป็น mode ฮาวทูชั้นดีก็ได้ หรือจะเรียกหรูๆ ว่าเป็น mode แนวทางการดำเนินชีวิตก็คงไม่ผิด ผมขอเลือกมาเล่มเดียว เป็นหนังสือที่ ดร. ระวี ภาวิไล แปลมาจากปรัชญานิพนธ์ The Prophet ของคาลิล ยิบราน โดยสำนักพิมพ์ผีเสื้อจัดพิมพ์จำหน่าย ให้ชื่อเป็นภาษาไทยว่า ปรัชญาชีวิต
ผมรู้สึกว่าสาระของหนังสือเล่มนี้ คือสิ่งที่ผมพอใจจะรับไว้ใช้เป็นระบบคุณค่าของชีวิต ... จะบรรยายสรรพคุณให้มากกว่านี้ก็รู้สึกว่าจะเกินสติปัญญา เลยจะขอยกเอาตอนหนึ่งจากหนังสือเล่มนี้ มาให้ลองอ่านกันดูเองก็แล้วกัน ... ขอให้ความรักนี้เป็นเหมือนห้วงสมุทร ทั้งหมดที่เล่ามานี้ ถ้าจะสามารถสร้างแรงบันดาลใจในการอ่าน ให้เกิดขึ้นแก่ทุกๆ ท่านได้บ้าง ผมก็จะรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งครับ
|
| << | กรกฎาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | 31 | ||||