พิมพ์หน้านี้
|
ลาพักร้อน พาพ่อกับแม่ไปเที่ยวพักผ่อนค่ะ (ไม่รู้ว่าพาไปพักผ่อนหรือพาไปลำบาก...อิอิ...) ตัวเองเป็นคนชอบแคมปิ้งพักแรมในป่าในเขามาก ๆ เที่ยวแบบนี้มาตั้งแต่สมัยสาว ๆ (ชอบทำกิจกรรมคล้าย ๆ Ch.Minivet) จนเพื่อน ๆ ที่เคยท่องเที่ยวผจญภัยด้วยกันมีครอบครัวกันไปหมด ตอนนี้ก็เลยมีพ่อกับแม่เป็นเพื่อนเที่ยวค่ะ...
ทริปนี้เรามีแผนค้างแรมบน เขาแผงม้า อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เตรียมเต็นท์ อุปกรณ์เครื่องนอน และอุปกรณ์ทำครัว บรรทุกเต็มกระบะท้าย แล้วออกเดินทางจากบ้านที่นครนายกด้วยหัวใจเบิกบาน ใช้เส้นทาง นครนายก - กบินทร์ - วังน้ำเขียว เริ่มต้นการเดินทางโดยการสำรวจโรงเรียนที่มีแผนจัดกิจกรรม ช่วยน้องทำห้องสมุด และก็เลือกได้ที่ โรงเรียนบ้านแก่งดินสอ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี
หลังจากสำรวจสภาพของโรงเรียน และได้พูดคุยกับคุณครูใหญ่ถึงความต้องการแล้ว ก็ได้ข้อสรุปในการทำกิจกรรม และคงต้องกลับไปรวบรวมทุนทรัพย์เพื่อนำมาช่วยเหลือโรงเรียนนี้อีกครั้ง ออกจากโรงเรียนบ้านแก่งดินสอ ก็แวะที่ อุทยานแห่งชาติทับลาน
ทานอาหารกลางวันที่คุณแม่เตรียมเสบียงมาจากบ้าน หุงข้าวโดยใส่กลีบดอกอัญชันลงไปด้วย สีสวยเชียว
จากนั้นก็แวะเข้าไปชมวิวสวย ๆ ที่ เมืองในหมอกรีสอร์ท เข้าซอยเดียวกับ บ้านผางาม ค่ะ
รีสอร์ทที่นี่วิวสวยจัง เดินเล่นรอบ ๆ คิดไว้ว่าสักวันจะกลับมาพักที่นี่สักครั้ง
ออกจากเมืองในหมอกรีสอร์ท ก็ตรงไปเขาแผงม้าค่ะ ต้องขับรถขึ้นเขาไปอีก 4 กม. พอไปถึงข้างบนก็เกือบ 4 โมงเย็น ดูเงียบ ๆ ค่ะ มีเจ้าหน้าที่ดูแลอยู่เพียงคนเดียวชื่อ คุณจำนง และไม่มีนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นเลย คงเพราะไม่ใช่วันหยุดสุดสัปดาห์ (วันนี้เป็นวันอังคารที่ 30 ต.ค.50) แม่เริ่มไม่ค่อยจะชอบใจนัก เพราะว่าดูเงียบ ๆ เปลี่ยว ๆ
คุณจำนงพาเราไปดูกระทิง ที่หอดูสัตว์ ส่องอยู่จนเกือบ 5 โมงเย็น ก็ได้เห็นกระทิง 1 ตัว (เห็นแต่ก้นแว๊บ ๆ ) สักพักมีนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ทยอยมาดูกระทิงด้วย ทำให้รู้สึกอุ่นใจ จากนั้นฝนก็ตกพรำ ๆ ตลอด นักท่องเที่ยวก็ทยอยกันลงจากเขา ไม่มีใครค้างแรมที่นี่เลยสักคน คงเหลือแค่เพียงเรา 3 คนพ่อแม่ลูก และก็เจ้าหน้าที่อีก 1 คน ฝนตกพรำ ๆ ไม่หยุด เต็นท์ที่กางเอาไว้เปียกปอนหมด จนเราต้องย้ายเต็นท์มากางในอาคาร ที่มีแต่หลังคา ฝาเปิดโล่ง จัดการกับเต็นท์เช็ดให้แห้งจึงจะนอนได้ ความมืดเข้ามาปกคลุม แต่ฝนก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ตกพรำ ๆ สลับกับตกหนัก นี่มันจะเข้าหน้าหนาวแล้วนะ และฝนก็ไม่ตกมาหลายวันแล้วด้วย ทำไมต้องมาตกเอาคืนนี้นะ.... คุณจำนงเข้าไปนอนในห้องพักเจ้าหน้าที่แล้ว เหลือแต่เรา 3 คน ฉันนอนเต็นท์เดียวกับแม่ พ่อนอนเต็นท์เล็กคนเดียว ไฟฉายอันใหญ่ที่เตรียมเอามา ก็ดันมาหลอดไฟขาด จุดเทียนก็ไม่ได้เพราะลมแรง คงมีแต่ไฟฉายอันเล็กราคา 25 บาท ที่ซื้อมาจากปั๊มน้ำมัน ฉันกับแม่พยายามข่มตาให้หลับ เพราะเพิ่งจะ 2 ทุ่มเอง ยังไม่ได้เวลานอน แต่มันมืดจนเราไม่รู้จะทำอะไร นอนฟังเสียงฝนที่รั่วจากหลังคา หยดลงมาที่เต็นท์ ทีละหยด ทีละหยด จนฉันหลับไป . . หนิง หนิง ใครก็ไม่รู้มาส่องไฟฉาย เสียงแม่กระซิบเบา ๆ ฉันสะดุ้งตื่น กี่โมงแล้วแม่ ตี 1 แสงจากไฟฉายผ่านผนังเต็นท์วาบ ๆ เสียงผู้ชาย 2 คน เดินอยู่ข้าง ๆ เต็นท์ คุยกันเบา ๆ ฟังไม่ได้ศัพท์ ... แน่นอนค่ะ ไม่ใช่เสียงของคุณจำนง เพราะฉันจำเสียงคุณจำนงได้ ชาย 2 คน ดับไฟฉายลง คงมีเพียงแสงเทียนไหว ๆ .... ฉันกับแม่นอนนิ่งเงียบ ไม่กล้าแม้แต่จะเรียกพ่อ เพราะไม่รู้ว่าชาย 2 คนนั้นเป็นใคร อย่างน้อยถ้าเขาไม่ได้ยินเสียงเรา เขาก็จะไม่รู้ว่าเราเป็นผู้หญิง.... กลางดึกและฝนตกแบบนี้ จะมีใครที่ไหนขึ้นมาบนเขา...โจรค้ายาบ้าหนีตำรวจขึ้นมา ... หรือคนขี้เมาขึ้นมาก่อกวน ... หรือคู่อริของคุณจำนง ... หรือเป็นโจรจะมาขโมยรถเรามั๊ยนะ ก็ตอนนี้ในป่านี้มีรถกระบะของเราเพียงคันเดียว ยี่ห้อยอดนิยมในหมู่โจรลักรถซะด้วย... สมองคิดไปต่างต่างนานา .... และไม่ได้คิดในเรื่องดี ๆ เลย .... แต่ที่แย่ที่สุดคือ ฉันปวดท้องฉี่ ... . แม่ตัดสินใจรูดซิปเต็นท์อย่างเบาที่สุด เพื่อให้พอแอบมองได้ แม่ส่องอยู่พักใหญ่ ... จนฉันอดไม่ได้กระซิบถามแม่ แม่...เห็นหรือยัง ใคร พระธุดงค์... พระธุดงค์ 2 รูป จีวรเปียกหมดเลย เฮ้อ...ค่อยใจชื้นขึ้นมาหน่อย แต่แม่ก็ยังห้ามไม่ให้เสียงดัง แม่ขอแอบดูอีกพักนึง ว่าเป็นพระธุดงค์เก๊หรือเปล่า แต่แม่คะ หนิงปวดท้องฉี่ แม่แอบดูพระจนแน่ใจว่าเป็นพระธุดงค์จริง ๆ ฉันกับแม่เลยคลานออกมาจากเต็นท์เดินไปฉี่ แล้วก็กลับมานอนอยากเป็นสุข อุ่นใจกว่าเดิม เพราะมีพระมานอนอยู่ใกล้ ๆ . 6 โมงเช้า ฝนก็ยังคงตกอยู่ แต่พระธุดงค์หายไปแล้ว ท่านคงออกบิณฑบาตแต่เช้ามืดทั้ง ๆ ที่ฝนตก เช้านี้หมอกลงจัดมาก ฝนก็ตก นกก็ไม่มีให้ดู เดินไปไหนก็ไม่ได้ เราทานกาแฟและขนมปังตอนเช้า รออยู่จน 8 โมง พระอาทิตย์ก็ยังไม่ออกมาทำงาน ฝนก็ตก ๆ หยุด ๆ เราคงต้องลงจากเขาเสี่ยงกับทางลงเขาที่ลาดชันและลื่น เพราะไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้แล้ว
ระหว่างขับรถลงเขา ฉันโยกเกียร์ไปที่ L รถฉันไม่ใช่ 4WD แต่เนื่องจากเคยไปฝึกการขับรถ 4WD มา จึงพอจะมีทักษะในการขับรถในสภาพถนนแบบนี้บ้าง ทางแคบ บางช่วงเป็นร่องลึก มีหินก้อนใหญ่ ๆ บางช่วงเป็นโคลน รถขาดการทรงตัวจนพวงมาลัยสะบัด ระยะทาง 4 กม.ทางลงเขาช่างยาวนานเสียจริง ๆ ฉันได้แต่ปลอบใจพ่อกับแม่ว่า ทางแบบนี้ไปได้ไม่ต้องกลัว หนิงเคยขับทางแบบนี้มาแล้ว พูดให้กำลังใจพ่อกับแม่ไปยังงั้นแหละ เพื่อไม่ให้ตกใจกลัว แต่ในใจฉันเอง หัวใจเต้นระทึก.... พอขับลงมาถึงข้างล่าง พ้นเส้นทางลงเขาแล้ว ฉันจอดรถลงมาดูสภาพรถ... โอ้โห...โคลนเกาะเต็มล้อจนแทบไม่เห็นสีดำของยางเลยค่ะ .... เสียดายถ่ายรูปมาให้ดูไม่ได้เพราะแบตหมด .... ขากลับ .... ใช้เส้นทางขึ้นเขาใหญ่ อากาศดีมาก ๆ หมอกลงบาง ๆ ไม่รู้สึกตื่นเต้นเหมือนเมื่อเช้า ... ฉันขับรถผ่านเขาใหญ่แล้วลงทางปราจีน กลับบ้านที่นครนายกโดยสวัสดิภาพ เป็นทริปที่ตื่นเต้นมากค่ะ ไม่รู้ว่าพ่อกับแม่เข็ดหรือยัง พ่อจ๊ะแม่จ๊ะ...ทริปหน้าจะยังคงไปผจญภัยกับลูกสาวคนนี้หรือเปล่าคะ .... |