พิมพ์หน้านี้
|
เห็นบทความชิ้นนี้ใน จดหมายข่าวชุมชนคนฮักถิ่น ของ กลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา ที่ส่งให้ทุกเดือน อ่านแล้วอยากให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วย เลยขออนุญาตต้นสังกัดเจ้าของบทความนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว "ผาแดงนางไอ่" ปริศนาธรรมเรื่องความโลภ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วยังมีสาวงามนางหนึ่งเป็นลูกสาวพญาขอมชื่อ "นางไอ่คำ" นางเป็นคนงาม จนเป็นที่เลืองลือ เป็นที่หมายปองของเจ้าชายเมืองต่าง ๆ อยากจะได้นางมาเป็นคู่ครอง แม้กระทั่งเจ้าชายพังคี ลูกพญานาคแห่งเมืองบาดาล เมื่อได้ยินคำเล่าลือถึงความงามของนาง ก็ร้อนรนทนอยู่ไม่ไหวจึงแปลงกายเป็นกระลอกด่อน หรือกระลอกที่มีขนปุ๋ยสีขาวนวลขึ้นมาบนเมืองมนุษย์เพื่อจะได้ยลโฉมของนางไอ่ ครั้งนางไอ่ได้เห็นกระลอกเผือกตัวงามรู้สึกอยากได้จึงสั่งให้นายพรานไล่จับให้ ด้านพรานใช้หน้าไม่ยิงโดนกระลอกตัวนั้นจนตาย แล้วนำเนื้อมาแบ่งปันกันแต่เนื้อกระลอกนี้แปลกนักยิ่งแบ่งยิ่งทวีขึ้น จนสามารถแจกจ่ายให้ชาวเมืองกินโดยทั่วกันยกเว้นหมู่แม่ม่ายจะไม่ได้รับแจก ฝ่ายพระญาสุทโธนาค พ่อของนาคหนุ่มที่ถูกฆ่าตายเมื่อทราบข่าวก็เสียใจเจ็บแค้นเป็นที่ยิ่งยกพลนาคขึ้นมาถล่มเมืองด้วยอำนาจฤทธิ์เดช ฝ่ายผาแดงนั้นเมื่อทราบความก็เร่งรุดจะมาช่วยนางไอ่แต่เนื่องจากนางไอ่กินเนื้อกระรอกเผือกแม้จะหนีไปทางไหนพวกนาคก็ไล่ตามไปถล่มทลายแผ่นดิน ในที่สุดนางไอ่ ถูกนาคใช้นาคฟาดตกจากหลังม้าและจมหายไปใต้ธรณีที่ถล่มทลายเมืองทั้งเมืองถล่มจมลงกรายเป็นหนองน้ำใหญ่คือ หนองหานกุมภวาปี ผาแดงนางไอ่ เป็นนิทานพื้นบ้านที่เล่าสืบต่อกันมาของคนที่อยู่รอบ ๆ หนองหาน ทะเลสาบน้ำจืดอันกว้างใหญ่ เป็นเรื่องที่เล่าสืบต่อกันมาถึงการเกิดของหนองน้ำใหญ่สุดลูกหูลูกตาที่ทุกคนเกิดมาในท้องถิ่นนั้นก็จะเห็นหนองน้ำนี้ เลยมีเรื่องเล่าอธิบายการเกิดหนองน้ำ ส่วนนักธรณีวิทยาอธิบายการเกิดแหล่งน้ำหรือบึงน้ำขนาดใหญ่ในภาคอีสานว่าเกิดจากการยุบตัวของชั้นหินเกลือที่อยู่ใต้ดินทำให้เกิดเป็นแอ่งรองรับน้ำกรายเป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ หนองหานกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ดังจะเห็นได้จากปัจจุบันแหล่งน้ำทั้งสองแห่งยังปรากฏว่ามีการทำเกลือพื้นบ้านอยู่รอบ ๆ โดยชาวบ้านขูดเอาดินเค็มมาละลายกับน้ำกรองเอาความเค็มที่แทรกอยู่ในเนื้อดินมาต้นเป็นเกลือสินเธาว์บริโภคกัน แหล่งน้ำใหญ่ทั้งสองจึงมีความเกี่ยวเนื่องกับเกลืออย่างแยกไม่ออก และไม่ว่าการเกิดของหนองน้ำใหญ่ที่เรียกได้ว่าเป็นทะเลสาบน้ำจืดแห่งนี้จะเกิดด้วยเหตุผลที่ภูเขาเกลือใต้กินเกิดเปลี่ยนแปลงยุบตัวลงเป็นแอ่งน้ำ หรือเกิดจากอำนาจแห่งพญานาคก็ตามปัจจุบันแหล่งน้ำขนาดใหญ่อย่างหนองหานกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ถูกผูกโยงเข้าให้เป็นแหล่งเก็บน้ำดิบเพื่อการพัฒนาโครงการเหมืองแร่โปแตชจังหวัดอุดรธานี ที่จะรองรับน้ำจากโครงการผันน้ำข้ามมาจากแม่น้ำโขงและน้ำงึมของประเทศลาวเพื่อเติมไว้ใช้ในอุตสาหกรรมเหมืองแร่โปแตชและอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ฝ่ายทุนปรารถนาจะพัฒนาขึ้นและกำลังมีความขัดแย้งกันในปัจจุบัน รวมจนแหล่งที่ตั้งของโครงการเหมืองแร่ดังกล่าวตั้งอยู่ในอาณาบริเวณที่เป็นต้นน้ำของนองหานกุมภาวาปี ที่ร้อยไว้ด้วยลำห้วยสารธาร ทุ่งนา ป่าโคกที่ไหลรวมลงสู่หนองหานทั้งสิ้น เมื่อกล่าวถึงเหมืองแร่โปแตชจึงต้องกล่าวถึงหนองหานกุมภวาปีพวงไปด้วยเสมอ ๆ ศรีศักร วัลลิโภดม นักประวัติศาสตร์โบราณคดี กล่าวว่า ผาแดงนางไอ่เป็นนิทานปริศนาธรรมที่สอนเรื่องความโลภเป็นนิทานพื้นบ้านที่พูดถึงความล่มจมของหนองหาน ความวิบัติของบ้านเมือง ที่จมไปเพราะความโลภและชั่วร้ายของคน นิทานเรื่องนี้เป็นปริศนาธรรม กระลอกด่อน (กระลอกเผือก) ในเรื่องนั้นคือเกลือเพราะมันมีสีขาว เรื่องมีอยู่ว่าลูกสาวเจ้าเมืองเห็นกระลอกสีขาว (กระลอกด่อน) ซึ่งเป็นลูกนาคแปลงกายมา นาคซึ่งเป็นผู้บันดาลทั้งความสมบูรณ์และล่มจนให้แก่แผ่นดิน พอเห็นกระลอกเผือกสีขาวนางไอ่คำ ก็ชอบใจสั่งให้คนจับให้โดยใช้หน้าไม้ไปยิงจนมันตายแล้วเนื้อก็ขยายออกชาวเมืองมาเฉือนเนื้อกินแบ่งกันไปกินอย่างโอชะ เหลือเพียงแม่ม่ายไม่ได้กิน คืนนั้นพญานาคจากเมืองบาดาลจึงขึ้นมาทำลายเมืองจน ลุ่มจม ผาแดงนางไอ่ก็ไม่รอด รอดแต่แม่ม่ายที่ไม่กินเนื้อ เป็นตำนานหนองหานกุมภวาปี จ.อุดรธานี และหนองหานสกลนคร เกลือ คือความชั่วร้ายที่จะทำลายบ้านเมือง การทำเหมืองแร่เกลือและโปแตชคือการกินกะลอกด่อนเพราะความโลภที่จะนำความวิบัติมาให้บ้านเมืองนิทานเรื่อง ผาแดงนางไอ่ จึงเป็นนิทานปริศนาธรรมเรื่องความโลภที่คนโบราณผูกไว้สอนคนรุ่นหลัง ชีวิตของคนเป็นเรื่องสำคัญ แต่เรามองแต่เศรษฐกิจในเชิงผลิตเพื่อตอบสนองเศรษฐกิจโลกเป็นอันตราย ปัญหาที่ภาคใต้ไม่ใช่เรื่องการแบ่งแยกดินแดนแต่เป็นการแย่งชิงทรัพยากรเขาจนขีดสุด นอกจากนี้นักประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมชุมชนท่านนี้ยังระบุอีกว่า อีสานปัจจุบันที่กำลังเกิดเหตุที่รัฐลุทุนมุ่งจะพัฒนาเหมืองเกลือโปแตชอยู่ขณะนี้ นับเป็นยุคของสงครามแย่งชิง เกลือ ที่จะสร้างความวิบัติของสังคมไทยกล่าวคือ คนมักมองว่าสังคมไทยกำลังเดือดร้อนเรื่องเศรษฐกิจ มองว่าอุตสาหกรรมเกลือ เหมืองแร่โปแตชจะช่วยแก้ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจแต่ไม่พูดถึงสังคม มุ่งแต่แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ที่ภาคใต้เป็นตัวอย่างการแก้เศรษฐกิจอุตสาหกรรมทุกอย่างที่ลงไปที่ภาคใต้ทำให้สังคมวิบัติ นั่นคือความวิบัติของชาติที่จะลุกลามไป เกลือจะเป็นสาเหตุหนึ่งแห่งความวิบัติของภาคอีสานเช่นเดียวกับภาคใต้ และไม่มีทางจะแก้ได้อันนี้น่ากลัวมาก เพราะภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นแหล่งเกลือที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่คนภาคตะวันออกเฉียงเหนือทำเกลือมานานแล้วแต่ไม่ใช่อุตสาหกรรมแบบไร้ เกลืออีสานดึงดูดผู้คนหลายกลุ่มเหล่าเข้ามา จึงพบแหล่งเกลือโบราณ เนินเกลือที่มีอายุกว่า 2000 ปี เพราะเกลือมีความสำคัญมากในภูมิภาคนี้ จากอดีตนั้นสิ่งแวดล้อมและสังคมรอดพ้นภัยพิบัติมาได้เพราะรู้จักทำเกลือเป็นฤดูกาลจึงสามารถควบคุมได้ โดยคุมด้วยเวลาทำอย่างมีกาลเทศะ ฤดูกาลไหนจะทำเกลือฤดูกาลไหนจะงดให้ธรรมชาติมันฟื้นฟูขึ้นมา ผิดกับการทำอุตสาหกรรมเกลือในปัจจุบันที่ทำลายพื้นที่และสร้างความเจ็บปวดเสีย เช่นที่ อ.โนนไทย โนนสูง ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา บรบือ จ.มหาสารคาม เกลือเหล่านั้นทำให้ดินเค็ม ดินทรุด อีสานพังแล้ว ที่ อ.บ้านดุง ที่เป็นแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง ก่อนนั้นบนเปื้อนไม่กี่ไร่ แต่ปัจจุบันขยายออกเป็นหลายพันไร่ขาวโพลนไปจนลำน้ำทวน ขุดเกลือเจาะน้ำเกลือมาทำนาเกลือขาย นาเกลือเป็นแบบการทำเหมืองแร่ทำแล้วเสียไป แต่นาข้าวทำแล้วก็ทำได้อีก มันยั่งยืนกว่ากัน ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเพราะฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์ฝ่ายหนึ่งเสียประโยชน์ไม่มีทางแก้ไขได้ ในเรื่องปัญญาสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมืองแร่หลายคนบอกว่าอาจจะควบคุมได้ แต่เรื่องความขัดแย้งเราควบคุมไม่ได้ ที่ภาคใต้คนในสังคมก็คนฆ่ากันเองเพราะแย่งทรัพยากร ที่ถูกมองว่าทุกอย่างเป็นของ รัฐ นั้นในทางปฎิบัติทุกอย่างเป็นของ รัฐบาล ที่มีปัญหาเรื่องคอรัปชั่น ประเทศเราพังเพราะเรื่องนี้มามาก รัฐบาลที่เป็นโจรยังเข้ามาเป็นได้เราจะไว้ใจได้อย่างไร รัฐบาลเราทำผิดมาตลอดเรื่องการรวมศูนย์อำนาจ ท้องถิ่นคือเจ้าของทรัพยากร คนในท้องถิ่นเป็นเจ้าของ ท้องถิ่นที่ประกอบด้วยชุมชนหลาย ๆ ท้องถิ่นมาดูแลทรัพยากรร่วมกัน ถ้าท้องถิ่นยังไม่อาจดูแลทรัพยากรท้องถิ่นได้ก็ทำเหมืองแร่ไม่ได้ ท้องถิ่นจะต้องยืนยันทธินั้นก่อน จัดการด้วยความเข้มแข็งจากภายใน กระรอกเผือก ความสัมพันธ์กับเกลือและโปแตชในอีสาน ความหายนะที่ถูกนำมาอธิบายเรื่องเหมืองแร่ นัฐวุฒิ สิงห์กุล อาจารย์ภาควิชามนุษยวิทยา ม.ศิลปากร ได้อธิบายถึงคติความเชื่อเรื่องนี้และการต่อสู้กับโครงการเหมืองแร่โปแตชอุดรธานีไว้ว่า นิทานเรื่องผาแดงนางไอ่ สะท้อนให้เห็นมิติที่สำคัญ 3 ด้าน คือ มนุษย์ ธรรมชาติ และสิ่งที่เหนือธรรมชาติ โดยจำแนกเป็น ผาแดงนางไอ่ ผู้เป็นมนุษย์เพศชายและเพศหญิง สิ่งที่เหนือธรรมชาติ คือนาคา ผู้อาศัยอยู่ในน้ำหรือใต้พื้นโลก และหนองน้ำขนาดใหญ่ โดยมีบั้งไฟเป็นตัวเชื่อม ผ่านการบูชาพญาแถนผู้ให้ฝน เพื่อเสี่ยงทาย และแข่งขันแย่งชิงนางไอ่ ดังเช่น พญาขอม จุดบั้งไฟแตก หรือบั้งไฟไม่ขึ้น ได้แสดงหรือบ่งบอกความหมายถึงหายนะที่จะเกิดขึ้นกับเมืองและนำไปสู่โศกนาฏกรรมในช่วงต่อมา โดยธรรมชาติมนุษย์จะไม่กินสัตว์ที่ถูกห้ามไว้ไม่ให้กิน เช่นพญานาค ซึ่งเป็นกึ่งสัตว์กึ่งเทพและคนเพราะสามารถแปลงกายเป็นมนุษย์หรือสิ่งอื่นๆได้ อีกทั้งยังเป็นเจ้าบาดาล การแปลงกายเป็นกระรอกเผือกของพังคีจึงเป็นสิ่งที่สร้างให้มนุษย์สามารถที่จะฆ่าและนำมาเป็นอาหารเลี้ยงกันได้ อีกทั้งเนื้อของพังคีมีจำนวนมากมายกินกันได้ไม่มีวันหมด ผู้ที่ทำงานและใช้แรงงานจากการไล่ล่าก็จะได้กินเนื้อกระรอก ในขณะที่หญิงม่าย ที่เป็นเสมือนผู้ไร้ประโยชน์และไม่สามารถสร้างผลผลิตได้ กลายเป็นผู้ที่ถูกกีดกันออกไปจากชุมชน นั่นคือ การไม่ได้กินเนื้อกระรอก อันนำมาสู่การล่มสลายของที่อยู่อาศัยมนุษย์ และเปลี่ยนแปลงไปสู่การกลายเป็นหนองน้ำ ในปัจจุบันชาวบ้านพูดถึงเรื่องเหมืองแร่โปแตชและเกลือ ผ่านตำนานพื้นบ้านผาแดง-นางไอ่และการเกิดของหนองหาน โดยเปรียบเทียบกับเรื่องของพญานาค ดั้นพื้นดินเป็น อุโมงค์ ที่ทำให้บ้านเรือนถล่มจมอยู่ใต้ บาดาล สาเหตุก็เนื่องจากพังคีซึ่งเป็น กระรอกเผือก ซึ่งเปรียบเสมือน เกลือโปแตช ซึ่งเป็นทรัพยากรใต้พื้นดินที่จะสร้างความเสียหายให้กับคนในพื้นที่ ตำนานผาแดงนางไอ่เป็นตำนานที่อธิบายว่าด้วยความล่มสลายของชุมชนจนเกิดเป็นหนองหาน ก็จะเห็นภาพการต่อสู้กันระหว่างฝ่ายบริษัทและชาวบ้านต่อโครงการเหมืองแร่โปแตชอุดรธานีที่ปรากฏอยู่ในเนื้อหาของตำนาน ดังนี้คือ 1.กระรอกพังคีซึ่งเป็นลูกพญานาคที่อาศัยอยู่ใต้บาดาล แทนความหมายของเกลือและโปแตช ใต้พื้นดินอีสาน 2.การแบ่งเนื้อกระรอก ซึ่งแทนนัยของการแบ่งปันผลประโยชน์ ที่ชาวบ้านกลุ่มต่างๆต้องการจะได้รับ และคนที่เห็นด้วยกับบริษัทหรือช่วยผลักดันหรือสนับสนุนให้โครงการเกิดขึ้นก็จะได้รับประโยชน์ร่วมกัน ดังเช่นชาวบ้านจากเมืองต่างๆ ที่ช่วยกันล่ากระรอกเผือก 3.ความหายนะ หรือความล่มจม จากการกินเนื้อกระรอกพังคี ทำให้บ้านเมืองถล่มจมลงกลายเป็นหนองหานในปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่ยั่งยืน 4.กลุ่มหญิงม่ายที่ไม่ได้กินเนื้อกระรอกพังคี ทำให้บ้านเมืองไม่ล่มจม ซึ่งชาวบ้านอ้างสิทธิที่จะเลือกเอาหรือไม่เอาโครงการเหมืองแร่โปแตชอุดรธานี การไม่เอาก็เท่ากับการไม่กินเนื้อกระรอก ซึ่งทำให้บ้านเมืองก็ไม่เกิดการล่มจม รวมถึงการแบ่งปันส่วนแบ่งที่ไม่เท่าเทียม แต่หายนะและผลกระทบที่เกิดขึ้น กับตกอยู่กับทุกคนที่อยู่ในพื้นที่ แม้จะไม่ได้กินเนื้อกระรอกก็ตาม ดังนั้นเกลือและโปแตช จึงเป็นสัญลักษณ์ที่บอกเล่าผ่านนิทานกลอนลำ หมอลำ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับกลุ่มทุนข้ามชาติ โยงเรื่องท้องถิ่นที่สัมพันธ์กับการเมืองและนโยบายในระดับประเทศ เป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ความรู้ทางธรณีวิทยา และความรู้เรื่องวิศวกรรมเหมืองแร่ ไม่สามารถเข้าในพื้นที่โดยง่ายและถูกต่อต้านอย่างกว้างขวาง คำอธิบายของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอันทันสมัยที่บริษัทข้ามชาติเชื่อมั่นว่าจะสามารถป้องกันผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นจากการทำเหมืองแร่ใต้ดินแต่ในทางตรงกันข้ามความหายนะดังกล่าวชาวบ้านเชื่อว่ามันเกี่ยวข้องกับพญานาคและกระรอกเผือก ซึ่งก็คือเกลือและโปแตชใต้พื้นดิน ที่บริษัทพยายามจะขุดขึ้นมาใช้ อันจะนำมาซึ่งปัญหาต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นกับชุมชนในอนาคต นิทานปรัมปราเรื่องผาแดง นางไอ่ จึงเป็นสิ่งที่ชาวบ้านบอกเล่าเกี่ยวกับความหายนะและการล่มสลายของหนองหานกุมภวาปี ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ชาวบ้านใช้เทียบเคียงกับกรณีของการขุดเจาะเหมืองใต้พื้นที่ ชาวบ้านมักจะพูดว่า มันคงถล่มลงมาเหมือนหนองหาน เหมือนตำนานที่คนเฒ่าคนแก่บอกไว้ ดังตัวอย่างเนื้อหาบางตอนในกลอนลำที่แต่งโดยพ่อบุญยัง แคนหนอง ขับร้องโดยแม่ติ้ม แคนหนอง ชาวบ้านบรบือ จังหวัดมหาสารคามว่า ...ทองคำขาวในพื้นถือเป็นกระรอกด่อน นิทานมีแต่ก่อนตอนหนองหานสิล่ม เป็นย้อนไอ่คำ ชิ้นกระรอกน้อยได้แปดพันเกวียน กินเหมิดเมืองอิ่มพุงเต็มท้อง กินหมดแล้วดินพังหลุบหล่ม ยังแม่ฮ้างแม่หม้ายทั้งสิ้นบ่ได้กิน ชิ้นกระรอกนี้เปรียบดังคือเกลือมันอยู่ในบาดาลดั่งนิทานเขาเว้า พังคี เจ้าเป็นลูกนาค หากแม่นเกลืออยู่พื้นเมืองท่วมจั่งเห็น เปรียบเสมือนดังเช่นหนองหานใหญ่ เมืองอุดรธานีเป็นนครบาดาล ดั่งนิทานว่าเว้าเกลือโตต่อนเป็นชิ้นของท้าวพังคี กระรอกด่อน ตีความหมายเอาเองแม่จริงไหม ตามนิทานกล่าวไว้ โตต่อนเกลือละท่าน ระวังท่วม...มองความหมายให้แจ้งแฝงอยู่นำนิทาน .[1] เช่นเดียวกับที่ชาวบ้านในพื้นที่สะท้อนความคิด ความเชื่อ เกี่ยวกับตำนานพื้นบ้านที่พวกเขารับรู้และเชื่อมโยงกับความรู้ที่เขาได้รับจากโครงการเหมืองแร่โปแตชที่กำลังจะเกิดขึ้น ผ่านการนำประเพณีวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวบ้าน ดังเช่นที่ชาวบ้านบอกเกี่ยวกับตำนานผาแดงนางไอ่ ว่า เราเคยได้ยินแต่ตำนานหนองหานล่มเมื่อสมัยโบราณ ซึ่งเป็นตำนานที่เล่ากันมาช้านาน ที่มีพญานาคมุดดินเพื่อตามไล่ล่าผาแดง นางไอ่ จนทำให้แผ่นดินที่พญานาคมุดดินลงไป ล่มสลายกลายเป็นบึงหนองหานที่คงให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน ก็แค่พญานาคตัวไม่ใหญ่ ตัวเดียวยังสามารถทำให้แผ่นดินถล่มบ้านเมืองจมใต้ดินได้ จนกลายเป็นบึงหนองหานที่กว้างใหญ่ไพศาล และตอนนี้จะขุดอุโมงค์ลึกลงไปใต้ดินไม่รู้กี่เมตร ไม่รู้กว้างแค่ไหน แล้วทำไมดินจะไม่ยุบ กลัวเหลือเกินว่า ขุดดินทำเหมืองแร่ครั้งนี้ จะกลายเป็นหนองหานล่มครั้งที่สองแล้วชาวบ้านจะอยู่อย่างไร[2] เชื่อตำนานเพิ่นว่าไว้ ปู่ย่าตายายเล่าต่อกันมา ตั้งแต่เป็นเด็ก ตำนานผาแดงนางไอ่ ตำนานเมืองล่ม เมืองหนองหานย้อนเพราะว่าโลภอยากได้กระรอก อยากกินเนื้อกระรอก คือจั๋งเฮาอยากขุดแร่ เอาแร่ใต้พื้นดินเฮาไปขาย เขาขุดเจาะหมดทุกที่ เป็นรู เป็นโพรงข้างล่าง บ้านเมืองก็จะถ่มลงไป ทุกมื้อนี้ได้ยินว่าเขาสิมาขุดแร่ นอนกะน้ำตาไหล นอนบ่หลับย่านดินมันสิถล่ม ลูกหลายสิอยู่จั๋งใดจะย้ายหนีไปอยู่หม่องใด๋[3]
ตำนานผาแดงนางไอ่ จึงมีความเลื่อนไหล ทั้งในนัยของประวัติศาสตร์ชุมชน การกำเนิดหนองน้ำ หมู่บ้าน ความสัมพันธ์กับประเพณีบั้งไฟ ความเชื่อในเรื่องพญานาค พญาแถน จนมาถึง ความสัมพันธ์กับเรื่องของเกลือและเหมืองโปแตช ที่เชื่อมโยงกับความเชื่อชุดต่างๆที่ถูกบอกเล่า เช่น ความรู้ที่บอกว่าใต้หนองหานเป็นโดมเกลือขนาดใหญ่ ขุดลงไปเมตรสองเมตรก็เจอเกลือ หรือ สิ่งที่ชาวบ้านในพื้นที่โครงการเหมืองแร่โปแตช บอกว่า กระรอกด่อน ก็คือโปแตชหรือเกลือ การเข้ามาของคนต่างชาติตะวันตกผิวขาว ที่อาจจะสร้างหายนะให้กับชุมชน ในสถานการณ์ปัญหาปัจจุบัน ตำนานพื้นบ้านถูกเชื่อมโยงเข้ากับกรณีปัญหาเหมืองแร่โปแตช ภายใต้เทคนิคการทำเหมืองแร่แบบใหม่ในทางวิศวกรรม ที่เรียกว่า เหมืองอุโมงค์ หรือ พญานาคกำลังดั้นพื้นดินให้บ้านเมืองสั่นสะเทือน ซึ่งทำให้ความเชื่อ ความรู้พื้นบ้านนี้ ได้กลายมาเป็นความจริงและความเข้าใจของคนในพื้นที่รอบๆโครงการเหมืองแร่โปแตช ที่มีความสัมพันธ์กับลุ่มน้ำหนองหาน และที่สำคัญตำนานชุดนี้ก็ทำให้ความเข้าใจเกี่ยวกับเหมืองแร่โปแตชที่จะเกิดขึ้น เป็นภัยพิบัติที่น่าหวาดกลัวของคนในพื้นที่ ที่ยังไม่มั่นใจต่อโครงการและไม่สามารถยอมรับกับโครงการที่จะเกิดขึ้นได้ ซึ่งส่งผลให้กลุ่มทุนข้ามชาติไม่สามารถที่จะดำเนินโครงการเหมืองแร่ได้ตามเป้าหมายที่วางเอาไว้และความรู้เรื่องเหมืองแร่ วิธีการขุดเจาะที่ทันสมัย ที่บริษัทอธิบายกับชาวบ้านในพื้นที่ ได้ถูกปฏิเสธตลอดเวลาในช่วงของการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับโครงการดังกล่าว จนทำให้บริษัทเอพีพีซี ต้องล้มเลิกแผนการลงทุนในประเทศไทยลงไปและขายหุ้นของบริษัทให้กับบริษัทอิตาเลียนไทยเข้ามาดำเนินกิจการแทนในเวลาต่อมา. [1] อ้างจาก ซีดีชุดออนซอนเสียว จัดทำโดย กลุ่มศึกษาปัญหาดินเค็มภาคอีสาน [2]บันทึกสนามสัมภาษณ์พ่อประจวบ แสนพงษ์ นายกอบต.ห้วยสามพาด วันที่ 17 มกราคม 2546 [3]บันทึกสนามสัมภาษณ์แม่สา ดวงปาโคตร ชาวบ้านโนนสมบูรณ์ วันที่ 20 เมษายน 2548 [1] อ้างจาก ซีดีชุดออนซอนเสียว จัดทำโดย กลุ่มศึกษาปัญหาดินเค็มภาคอีสาน [2]บันทึกสนามสัมภาษณ์พ่อประจวบ แสนพงษ์ นายกอบต.ห้วยสามพาด วันที่ 17 มกราคม 2546 [3]บันทึกสนามสัมภาษณ์แม่สา ดวงปาโคตร ชาวบ้านโนนสมบูรณ์ วันที่ 20 เมษายน 2548
|
| << | ตุลาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |||