• นกจร
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-10-16
  • จำนวนเรื่อง : 8
  • จำนวนผู้ชม : 2053
  • จำนวนผู้โหวต : 7
  • ส่ง msg :
more
นกพเนจร บินว่อนฟ้า
เรื่องเล่าจากนกน้ำโขง
Permalink : http://www.oknation.net/blog/nokjorn
วันศุกร์ ที่ 19 ตุลาคม 2550
ผาแดงนางไอ่ ปริศนาธรรมเรื่องความโลภ
Posted by นกจร , ผู้อ่าน : 227 , 17:09:33 น.  
พิมพ์หน้านี้


เห็นบทความชิ้นนี้ใน จดหมายข่าวชุมชนคนฮักถิ่น ของ กลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา ที่ส่งให้ทุกเดือน อ่านแล้วอยากให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วย เลยขออนุญาตต้นสังกัดเจ้าของบทความนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

"ผาแดงนางไอ่" ปริศนาธรรมเรื่องความโลภ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วยังมีสาวงามนางหนึ่งเป็นลูกสาวพญาขอมชื่อ "นางไอ่คำนางเป็นคนงาม จนเป็นที่เลืองลือ   เป็นที่หมายปองของเจ้าชายเมืองต่าง ๆ อยากจะได้นางมาเป็นคู่ครอง แม้กระทั่งเจ้าชายพังคี   ลูกพญานาคแห่งเมืองบาดาล เมื่อได้ยินคำเล่าลือถึงความงามของนาง  ก็ร้อนรนทนอยู่ไม่ไหวจึงแปลงกายเป็นกระลอกด่อน   หรือกระลอกที่มีขนปุ๋ยสีขาวนวลขึ้นมาบนเมืองมนุษย์เพื่อจะได้ยลโฉมของนางไอ่   ครั้งนางไอ่ได้เห็นกระลอกเผือกตัวงามรู้สึกอยากได้จึงสั่งให้นายพรานไล่จับให้   ด้านพรานใช้หน้าไม่ยิงโดนกระลอกตัวนั้นจนตาย  แล้วนำเนื้อมาแบ่งปันกันแต่เนื้อกระลอกนี้แปลกนักยิ่งแบ่งยิ่งทวีขึ้น จนสามารถแจกจ่ายให้ชาวเมืองกินโดยทั่วกันยกเว้นหมู่แม่ม่ายจะไม่ได้รับแจก

ฝ่ายพระญาสุทโธนาค  พ่อของนาคหนุ่มที่ถูกฆ่าตายเมื่อทราบข่าวก็เสียใจเจ็บแค้นเป็นที่ยิ่งยกพลนาคขึ้นมาถล่มเมืองด้วยอำนาจฤทธิ์เดช  ฝ่ายผาแดงนั้นเมื่อทราบความก็เร่งรุดจะมาช่วยนางไอ่แต่เนื่องจากนางไอ่กินเนื้อกระรอกเผือกแม้จะหนีไปทางไหนพวกนาคก็ไล่ตามไปถล่มทลายแผ่นดิน  ในที่สุดนางไอ่ ถูกนาคใช้นาคฟาดตกจากหลังม้าและจมหายไปใต้ธรณีที่ถล่มทลายเมืองทั้งเมืองถล่มจมลงกรายเป็นหนองน้ำใหญ่คือ  “หนองหานกุมภวาปี”

“ผาแดงนางไอ่” เป็นนิทานพื้นบ้านที่เล่าสืบต่อกันมาของคนที่อยู่รอบ ๆ “หนองหาน” ทะเลสาบน้ำจืดอันกว้างใหญ่  เป็นเรื่องที่เล่าสืบต่อกันมาถึงการเกิดของหนองน้ำใหญ่สุดลูกหูลูกตาที่ทุกคนเกิดมาในท้องถิ่นนั้นก็จะเห็นหนองน้ำนี้  เลยมีเรื่องเล่าอธิบายการเกิดหนองน้ำ

                        ส่วนนักธรณีวิทยาอธิบายการเกิดแหล่งน้ำหรือบึงน้ำขนาดใหญ่ในภาคอีสานว่าเกิดจากการยุบตัวของชั้นหินเกลือที่อยู่ใต้ดินทำให้เกิดเป็นแอ่งรองรับน้ำกรายเป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่  หนองหานกุมภวาปี  จังหวัดอุดรธานี  ดังจะเห็นได้จากปัจจุบันแหล่งน้ำทั้งสองแห่งยังปรากฏว่ามีการทำเกลือพื้นบ้านอยู่รอบ ๆ  โดยชาวบ้านขูดเอาดินเค็มมาละลายกับน้ำกรองเอาความเค็มที่แทรกอยู่ในเนื้อดินมาต้นเป็นเกลือสินเธาว์บริโภคกัน    แหล่งน้ำใหญ่ทั้งสองจึงมีความเกี่ยวเนื่องกับเกลืออย่างแยกไม่ออก  และไม่ว่าการเกิดของหนองน้ำใหญ่ที่เรียกได้ว่าเป็นทะเลสาบน้ำจืดแห่งนี้จะเกิดด้วยเหตุผลที่ภูเขาเกลือใต้กินเกิดเปลี่ยนแปลงยุบตัวลงเป็นแอ่งน้ำ  หรือเกิดจากอำนาจแห่งพญานาคก็ตามปัจจุบันแหล่งน้ำขนาดใหญ่อย่างหนองหานกุมภวาปี  จังหวัดอุดรธานี  ถูกผูกโยงเข้าให้เป็นแหล่งเก็บน้ำดิบเพื่อการพัฒนาโครงการเหมืองแร่โปแตชจังหวัดอุดรธานี   ที่จะรองรับน้ำจากโครงการผันน้ำข้ามมาจากแม่น้ำโขงและน้ำงึมของประเทศลาวเพื่อเติมไว้ใช้ในอุตสาหกรรมเหมืองแร่โปแตชและอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ฝ่ายทุนปรารถนาจะพัฒนาขึ้นและกำลังมีความขัดแย้งกันในปัจจุบัน  รวมจนแหล่งที่ตั้งของโครงการเหมืองแร่ดังกล่าวตั้งอยู่ในอาณาบริเวณที่เป็นต้นน้ำของนองหานกุมภาวาปี  ที่ร้อยไว้ด้วยลำห้วยสารธาร  ทุ่งนา   ป่าโคกที่ไหลรวมลงสู่หนองหานทั้งสิ้น  เมื่อกล่าวถึงเหมืองแร่โปแตชจึงต้องกล่าวถึงหนองหานกุมภวาปีพวงไปด้วยเสมอ ๆ

ศรีศักร  วัลลิโภดม นักประวัติศาสตร์โบราณคดี กล่าวว่า  ผาแดงนางไอ่เป็นนิทานปริศนาธรรมที่สอนเรื่องความโลภเป็นนิทานพื้นบ้านที่พูดถึงความล่มจมของหนองหาน  ความวิบัติของบ้านเมือง  ที่จมไปเพราะความโลภและชั่วร้ายของคน   นิทานเรื่องนี้เป็นปริศนาธรรม  “กระลอกด่อน” (กระลอกเผือก) ในเรื่องนั้นคือเกลือเพราะมันมีสีขาว  เรื่องมีอยู่ว่าลูกสาวเจ้าเมืองเห็นกระลอกสีขาว (กระลอกด่อน) ซึ่งเป็นลูกนาคแปลงกายมา   นาคซึ่งเป็นผู้บันดาลทั้งความสมบูรณ์และล่มจนให้แก่แผ่นดิน   พอเห็นกระลอกเผือกสีขาวนางไอ่คำ  ก็ชอบใจสั่งให้คนจับให้โดยใช้หน้าไม้ไปยิงจนมันตายแล้วเนื้อก็ขยายออกชาวเมืองมาเฉือนเนื้อกินแบ่งกันไปกินอย่างโอชะ  เหลือเพียงแม่ม่ายไม่ได้กิน   คืนนั้นพญานาคจากเมืองบาดาลจึงขึ้นมาทำลายเมืองจน  ลุ่มจม  ผาแดงนางไอ่ก็ไม่รอด   รอดแต่แม่ม่ายที่ไม่กินเนื้อ  เป็นตำนานหนองหานกุมภวาปี จ.อุดรธานี  และหนองหานสกลนคร 

“เกลือ”  คือความชั่วร้ายที่จะทำลายบ้านเมือง  การทำเหมืองแร่เกลือและโปแตชคือการกินกะลอกด่อนเพราะความโลภที่จะนำความวิบัติมาให้บ้านเมืองนิทานเรื่อง “ผาแดงนางไอ่” จึงเป็นนิทานปริศนาธรรมเรื่องความโลภที่คนโบราณผูกไว้สอนคนรุ่นหลัง

“ชีวิตของคนเป็นเรื่องสำคัญ  แต่เรามองแต่เศรษฐกิจในเชิงผลิตเพื่อตอบสนองเศรษฐกิจโลกเป็นอันตราย  ปัญหาที่ภาคใต้ไม่ใช่เรื่องการแบ่งแยกดินแดนแต่เป็นการแย่งชิงทรัพยากรเขาจนขีดสุด”

                        นอกจากนี้นักประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมชุมชนท่านนี้ยังระบุอีกว่า   อีสานปัจจุบันที่กำลังเกิดเหตุที่รัฐลุทุนมุ่งจะพัฒนาเหมืองเกลือโปแตชอยู่ขณะนี้   นับเป็นยุคของสงครามแย่งชิง “เกลือ”  ที่จะสร้างความวิบัติของสังคมไทยกล่าวคือ 

คนมักมองว่าสังคมไทยกำลังเดือดร้อนเรื่องเศรษฐกิจ   มองว่าอุตสาหกรรมเกลือ เหมืองแร่โปแตชจะช่วยแก้ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจแต่ไม่พูดถึงสังคม   มุ่งแต่แก้ปัญหาเศรษฐกิจ   ที่ภาคใต้เป็นตัวอย่างการแก้เศรษฐกิจอุตสาหกรรมทุกอย่างที่ลงไปที่ภาคใต้ทำให้สังคมวิบัติ  นั่นคือความวิบัติของชาติที่จะลุกลามไป เกลือจะเป็นสาเหตุหนึ่งแห่งความวิบัติของภาคอีสานเช่นเดียวกับภาคใต้  และไม่มีทางจะแก้ได้อันนี้น่ากลัวมาก   เพราะภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นแหล่งเกลือที่ใหญ่ที่สุดในโลก  แต่คนภาคตะวันออกเฉียงเหนือทำเกลือมานานแล้วแต่ไม่ใช่อุตสาหกรรมแบบไร้  เกลืออีสานดึงดูดผู้คนหลายกลุ่มเหล่าเข้ามา  จึงพบแหล่งเกลือโบราณ  เนินเกลือที่มีอายุกว่า 2000 ปี  เพราะเกลือมีความสำคัญมากในภูมิภาคนี้  จากอดีตนั้นสิ่งแวดล้อมและสังคมรอดพ้นภัยพิบัติมาได้เพราะรู้จักทำเกลือเป็นฤดูกาลจึงสามารถควบคุมได้ โดยคุมด้วยเวลาทำอย่างมีกาลเทศะ   ฤดูกาลไหนจะทำเกลือฤดูกาลไหนจะงดให้ธรรมชาติมันฟื้นฟูขึ้นมา  ผิดกับการทำอุตสาหกรรมเกลือในปัจจุบันที่ทำลายพื้นที่และสร้างความเจ็บปวดเสีย เช่นที่   อ.โนนไทย  โนนสูง  ด่านขุนทด  จ.นครราชสีมา บรบือ  จ.มหาสารคาม  เกลือเหล่านั้นทำให้ดินเค็ม  ดินทรุด  อีสานพังแล้ว  ที่ อ.บ้านดุง  ที่เป็นแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง   ก่อนนั้นบนเปื้อนไม่กี่ไร่  แต่ปัจจุบันขยายออกเป็นหลายพันไร่ขาวโพลนไปจนลำน้ำทวน  ขุดเกลือเจาะน้ำเกลือมาทำนาเกลือขาย   นาเกลือเป็นแบบการทำเหมืองแร่ทำแล้วเสียไป   แต่นาข้าวทำแล้วก็ทำได้อีก  มันยั่งยืนกว่ากัน

                        ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเพราะฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์ฝ่ายหนึ่งเสียประโยชน์ไม่มีทางแก้ไขได้   ในเรื่องปัญญาสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมืองแร่หลายคนบอกว่าอาจจะควบคุมได้  แต่เรื่องความขัดแย้งเราควบคุมไม่ได้  ที่ภาคใต้คนในสังคมก็คนฆ่ากันเองเพราะแย่งทรัพยากร  ที่ถูกมองว่าทุกอย่างเป็นของ  “รัฐ”  นั้นในทางปฎิบัติทุกอย่างเป็นของ  “รัฐบาล”  ที่มีปัญหาเรื่องคอรัปชั่น  ประเทศเราพังเพราะเรื่องนี้มามาก  รัฐบาลที่เป็นโจรยังเข้ามาเป็นได้เราจะไว้ใจได้อย่างไร   รัฐบาลเราทำผิดมาตลอดเรื่องการรวมศูนย์อำนาจ  ท้องถิ่นคือเจ้าของทรัพยากร  คนในท้องถิ่นเป็นเจ้าของ ท้องถิ่นที่ประกอบด้วยชุมชนหลาย ๆ  ท้องถิ่นมาดูแลทรัพยากรร่วมกัน  ถ้าท้องถิ่นยังไม่อาจดูแลทรัพยากรท้องถิ่นได้ก็ทำเหมืองแร่ไม่ได้  ท้องถิ่นจะต้องยืนยันทธินั้นก่อน  จัดการด้วยความเข้มแข็งจากภายใน

กระรอกเผือก ความสัมพันธ์กับเกลือและโปแตชในอีสาน

ความหายนะที่ถูกนำมาอธิบายเรื่องเหมืองแร่

                นัฐวุฒิ  สิงห์กุล อาจารย์ภาควิชามนุษยวิทยา  ม.ศิลปากร  ได้อธิบายถึงคติความเชื่อเรื่องนี้และการต่อสู้กับโครงการเหมืองแร่โปแตชอุดรธานีไว้ว่า

นิทานเรื่องผาแดงนางไอ่ สะท้อนให้เห็นมิติที่สำคัญ 3 ด้าน คือ มนุษย์ ธรรมชาติ และสิ่งที่เหนือธรรมชาติ โดยจำแนกเป็น ผาแดงนางไอ่ ผู้เป็นมนุษย์เพศชายและเพศหญิง สิ่งที่เหนือธรรมชาติ คือนาคา ผู้อาศัยอยู่ในน้ำหรือใต้พื้นโลก และหนองน้ำขนาดใหญ่  โดยมีบั้งไฟเป็นตัวเชื่อม ผ่านการบูชาพญาแถนผู้ให้ฝน เพื่อเสี่ยงทาย และแข่งขันแย่งชิงนางไอ่ ดังเช่น พญาขอม จุดบั้งไฟแตก หรือบั้งไฟไม่ขึ้น ได้แสดงหรือบ่งบอกความหมายถึงหายนะที่จะเกิดขึ้นกับเมืองและนำไปสู่โศกนาฏกรรมในช่วงต่อมา  โดยธรรมชาติมนุษย์จะไม่กินสัตว์ที่ถูกห้ามไว้ไม่ให้กิน เช่นพญานาค ซึ่งเป็นกึ่งสัตว์กึ่งเทพและคนเพราะสามารถแปลงกายเป็นมนุษย์หรือสิ่งอื่นๆได้ อีกทั้งยังเป็นเจ้าบาดาล การแปลงกายเป็นกระรอกเผือกของพังคีจึงเป็นสิ่งที่สร้างให้มนุษย์สามารถที่จะฆ่าและนำมาเป็นอาหารเลี้ยงกันได้  อีกทั้งเนื้อของพังคีมีจำนวนมากมายกินกันได้ไม่มีวันหมด ผู้ที่ทำงานและใช้แรงงานจากการไล่ล่าก็จะได้กินเนื้อกระรอก ในขณะที่หญิงม่าย ที่เป็นเสมือนผู้ไร้ประโยชน์และไม่สามารถสร้างผลผลิตได้ กลายเป็นผู้ที่ถูกกีดกันออกไปจากชุมชน นั่นคือ การไม่ได้กินเนื้อกระรอก อันนำมาสู่การล่มสลายของที่อยู่อาศัยมนุษย์ และเปลี่ยนแปลงไปสู่การกลายเป็นหนองน้ำ

ในปัจจุบันชาวบ้านพูดถึงเรื่องเหมืองแร่โปแตชและเกลือ ผ่านตำนานพื้นบ้านผาแดง-นางไอ่และการเกิดของหนองหาน โดยเปรียบเทียบกับเรื่องของพญานาค ดั้นพื้นดินเป็น “อุโมงค์” ที่ทำให้บ้านเรือนถล่มจมอยู่ใต้ “บาดาล”  สาเหตุก็เนื่องจากพังคีซึ่งเป็น “กระรอกเผือก” ซึ่งเปรียบเสมือน “เกลือโปแตช”  ซึ่งเป็นทรัพยากรใต้พื้นดินที่จะสร้างความเสียหายให้กับคนในพื้นที่

ตำนานผาแดงนางไอ่เป็นตำนานที่อธิบายว่าด้วยความล่มสลายของชุมชนจนเกิดเป็นหนองหาน ก็จะเห็นภาพการต่อสู้กันระหว่างฝ่ายบริษัทและชาวบ้านต่อโครงการเหมืองแร่โปแตชอุดรธานีที่ปรากฏอยู่ในเนื้อหาของตำนาน ดังนี้คือ

1.กระรอกพังคีซึ่งเป็นลูกพญานาคที่อาศัยอยู่ใต้บาดาล แทนความหมายของเกลือและโปแตช ใต้พื้นดินอีสาน

2.การแบ่งเนื้อกระรอก ซึ่งแทนนัยของการแบ่งปันผลประโยชน์  ที่ชาวบ้านกลุ่มต่างๆต้องการจะได้รับ และคนที่เห็นด้วยกับบริษัทหรือช่วยผลักดันหรือสนับสนุนให้โครงการเกิดขึ้นก็จะได้รับประโยชน์ร่วมกัน ดังเช่นชาวบ้านจากเมืองต่างๆ ที่ช่วยกันล่ากระรอกเผือก

3.ความหายนะ หรือความล่มจม จากการกินเนื้อกระรอกพังคี ทำให้บ้านเมืองถล่มจมลงกลายเป็นหนองหานในปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่ยั่งยืน

4.กลุ่มหญิงม่ายที่ไม่ได้กินเนื้อกระรอกพังคี ทำให้บ้านเมืองไม่ล่มจม ซึ่งชาวบ้านอ้างสิทธิที่จะเลือกเอาหรือไม่เอาโครงการเหมืองแร่โปแตชอุดรธานี การไม่เอาก็เท่ากับการไม่กินเนื้อกระรอก ซึ่งทำให้บ้านเมืองก็ไม่เกิดการล่มจม รวมถึงการแบ่งปันส่วนแบ่งที่ไม่เท่าเทียม แต่หายนะและผลกระทบที่เกิดขึ้น กับตกอยู่กับทุกคนที่อยู่ในพื้นที่ แม้จะไม่ได้กินเนื้อกระรอกก็ตาม

ดังนั้นเกลือและโปแตช จึงเป็นสัญลักษณ์ที่บอกเล่าผ่านนิทานกลอนลำ หมอลำ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับกลุ่มทุนข้ามชาติ โยงเรื่องท้องถิ่นที่สัมพันธ์กับการเมืองและนโยบายในระดับประเทศ   เป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ความรู้ทางธรณีวิทยา และความรู้เรื่องวิศวกรรมเหมืองแร่ ไม่สามารถเข้าในพื้นที่โดยง่ายและถูกต่อต้านอย่างกว้างขวาง

คำอธิบายของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอันทันสมัยที่บริษัทข้ามชาติเชื่อมั่นว่าจะสามารถป้องกันผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นจากการทำเหมืองแร่ใต้ดินแต่ในทางตรงกันข้ามความหายนะดังกล่าวชาวบ้านเชื่อว่ามันเกี่ยวข้องกับพญานาคและกระรอกเผือก ซึ่งก็คือเกลือและโปแตชใต้พื้นดิน ที่บริษัทพยายามจะขุดขึ้นมาใช้  อันจะนำมาซึ่งปัญหาต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นกับชุมชนในอนาคต

นิทานปรัมปราเรื่องผาแดง นางไอ่ จึงเป็นสิ่งที่ชาวบ้านบอกเล่าเกี่ยวกับความหายนะและการล่มสลายของหนองหานกุมภวาปี  ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ชาวบ้านใช้เทียบเคียงกับกรณีของการขุดเจาะเหมืองใต้พื้นที่ ชาวบ้านมักจะพูดว่า

 “มันคงถล่มลงมาเหมือนหนองหาน เหมือนตำนานที่คนเฒ่าคนแก่บอกไว้” 

ดังตัวอย่างเนื้อหาบางตอนในกลอนลำที่แต่งโดยพ่อบุญยัง แคนหนอง ขับร้องโดยแม่ติ้ม แคนหนอง ชาวบ้านบรบือ จังหวัดมหาสารคามว่า

“...ทองคำขาวในพื้นถือเป็นกระรอกด่อน นิทานมีแต่ก่อนตอนหนองหานสิล่ม เป็นย้อนไอ่คำ ชิ้นกระรอกน้อยได้แปดพันเกวียน กินเหมิดเมืองอิ่มพุงเต็มท้อง กินหมดแล้วดินพังหลุบหล่ม ยังแม่ฮ้างแม่หม้ายทั้งสิ้นบ่ได้กิน ชิ้นกระรอกนี้เปรียบดังคือเกลือมันอยู่ในบาดาลดั่งนิทานเขาเว้า พังคี เจ้าเป็นลูกนาค หากแม่นเกลืออยู่พื้นเมืองท่วมจั่งเห็น เปรียบเสมือนดังเช่นหนองหานใหญ่ เมืองอุดรธานีเป็นนครบาดาล ดั่งนิทานว่าเว้าเกลือโตต่อนเป็นชิ้นของท้าวพังคี กระรอกด่อน ตีความหมายเอาเองแม่จริงไหม ตามนิทานกล่าวไว้ โตต่อนเกลือละท่าน ระวังท่วม...มองความหมายให้แจ้งแฝงอยู่นำนิทาน….”[1]

 เช่นเดียวกับที่ชาวบ้านในพื้นที่สะท้อนความคิด ความเชื่อ เกี่ยวกับตำนานพื้นบ้านที่พวกเขารับรู้และเชื่อมโยงกับความรู้ที่เขาได้รับจากโครงการเหมืองแร่โปแตชที่กำลังจะเกิดขึ้น ผ่านการนำประเพณีวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวบ้าน ดังเช่นที่ชาวบ้านบอกเกี่ยวกับตำนานผาแดงนางไอ่ ว่า

“เราเคยได้ยินแต่ตำนานหนองหานล่มเมื่อสมัยโบราณ ซึ่งเป็นตำนานที่เล่ากันมาช้านาน ที่มีพญานาคมุดดินเพื่อตามไล่ล่าผาแดง นางไอ่ จนทำให้แผ่นดินที่พญานาคมุดดินลงไป ล่มสลายกลายเป็นบึงหนองหานที่คงให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน ก็แค่พญานาคตัวไม่ใหญ่ ตัวเดียวยังสามารถทำให้แผ่นดินถล่มบ้านเมืองจมใต้ดินได้ จนกลายเป็นบึงหนองหานที่กว้างใหญ่ไพศาล และตอนนี้จะขุดอุโมงค์ลึกลงไปใต้ดินไม่รู้กี่เมตร ไม่รู้กว้างแค่ไหน แล้วทำไมดินจะไม่ยุบ กลัวเหลือเกินว่า ขุดดินทำเหมืองแร่ครั้งนี้ จะกลายเป็นหนองหานล่มครั้งที่สองแล้วชาวบ้านจะอยู่อย่างไร”[2]

”เชื่อตำนานเพิ่นว่าไว้ ปู่ย่าตายายเล่าต่อกันมา ตั้งแต่เป็นเด็ก ตำนานผาแดงนางไอ่ ตำนานเมืองล่ม เมืองหนองหานย้อนเพราะว่าโลภอยากได้กระรอก อยากกินเนื้อกระรอก คือจั๋งเฮาอยากขุดแร่ เอาแร่ใต้พื้นดินเฮาไปขาย เขาขุดเจาะหมดทุกที่ เป็นรู เป็นโพรงข้างล่าง บ้านเมืองก็จะถ่มลงไป ทุกมื้อนี้ได้ยินว่าเขาสิมาขุดแร่ นอนกะน้ำตาไหล นอนบ่หลับย่านดินมันสิถล่ม ลูกหลายสิอยู่จั๋งใดจะย้ายหนีไปอยู่หม่องใด๋”[3]

 

ตำนานผาแดงนางไอ่ จึงมีความเลื่อนไหล ทั้งในนัยของประวัติศาสตร์ชุมชน การกำเนิดหนองน้ำ หมู่บ้าน ความสัมพันธ์กับประเพณีบั้งไฟ ความเชื่อในเรื่องพญานาค พญาแถน จนมาถึง ความสัมพันธ์กับเรื่องของเกลือและเหมืองโปแตช ที่เชื่อมโยงกับความเชื่อชุดต่างๆที่ถูกบอกเล่า เช่น ความรู้ที่บอกว่าใต้หนองหานเป็นโดมเกลือขนาดใหญ่ ขุดลงไปเมตรสองเมตรก็เจอเกลือ หรือ สิ่งที่ชาวบ้านในพื้นที่โครงการเหมืองแร่โปแตช บอกว่า กระรอกด่อน ก็คือโปแตชหรือเกลือ การเข้ามาของคนต่างชาติตะวันตกผิวขาว ที่อาจจะสร้างหายนะให้กับชุมชน  ในสถานการณ์ปัญหาปัจจุบัน ตำนานพื้นบ้านถูกเชื่อมโยงเข้ากับกรณีปัญหาเหมืองแร่โปแตช ภายใต้เทคนิคการทำเหมืองแร่แบบใหม่ในทางวิศวกรรม ที่เรียกว่า “เหมืองอุโมงค์” หรือ “พญานาคกำลังดั้นพื้นดินให้บ้านเมืองสั่นสะเทือน”  ซึ่งทำให้ความเชื่อ ความรู้พื้นบ้านนี้ ได้กลายมาเป็นความจริงและความเข้าใจของคนในพื้นที่รอบๆโครงการเหมืองแร่โปแตช ที่มีความสัมพันธ์กับลุ่มน้ำหนองหาน และที่สำคัญตำนานชุดนี้ก็ทำให้ความเข้าใจเกี่ยวกับเหมืองแร่โปแตชที่จะเกิดขึ้น เป็นภัยพิบัติที่น่าหวาดกลัวของคนในพื้นที่ ที่ยังไม่มั่นใจต่อโครงการและไม่สามารถยอมรับกับโครงการที่จะเกิดขึ้นได้ ซึ่งส่งผลให้กลุ่มทุนข้ามชาติไม่สามารถที่จะดำเนินโครงการเหมืองแร่ได้ตามเป้าหมายที่วางเอาไว้และความรู้เรื่องเหมืองแร่ วิธีการขุดเจาะที่ทันสมัย ที่บริษัทอธิบายกับชาวบ้านในพื้นที่ ได้ถูกปฏิเสธตลอดเวลาในช่วงของการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับโครงการดังกล่าว จนทำให้บริษัทเอพีพีซี ต้องล้มเลิกแผนการลงทุนในประเทศไทยลงไปและขายหุ้นของบริษัทให้กับบริษัทอิตาเลียนไทยเข้ามาดำเนินกิจการแทนในเวลาต่อมา.



[1] อ้างจาก ซีดีชุดออนซอนเสียว จัดทำโดย กลุ่มศึกษาปัญหาดินเค็มภาคอีสาน

[2]บันทึกสนามสัมภาษณ์พ่อประจวบ แสนพงษ์ นายกอบต.ห้วยสามพาด วันที่  17 มกราคม 2546

[3]บันทึกสนามสัมภาษณ์แม่สา ดวงปาโคตร ชาวบ้านโนนสมบูรณ์ วันที่ 20 เมษายน 2548

[1] อ้างจาก ซีดีชุดออนซอนเสียว จัดทำโดย กลุ่มศึกษาปัญหาดินเค็มภาคอีสาน

[2]บันทึกสนามสัมภาษณ์พ่อประจวบ แสนพงษ์ นายกอบต.ห้วยสามพาด วันที่  17 มกราคม 2546

[3]บันทึกสนามสัมภาษณ์แม่สา ดวงปาโคตร ชาวบ้านโนนสมบูรณ์ วันที่ 20 เมษายน 2548

 

 

 

 

 

 

 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6
นกจร วันที่ : 19/10/2007 เวลา : 17.59 น.
http://www.oknation.net/blog/nokjorn

ขอบคุณค่ะคุณวิกุล แก้แล้วค่ะ แต่เปลี่ยนเป็น Tahoma

ขอบคุณมากค่ะ
ความคิดเห็นที่ 5
เคิร์ก วันที่ : 19/10/2007 เวลา : 17.43 น.
http://www.oknation.net/blog/kherk

ชอบครับ บทความนี้..
ความคิดเห็นที่ 4
วิกูล วันที่ : 19/10/2007 เวลา : 17.25 น.
http://www.oknation.net/blog/wikulponang

เอาที่เข้าใจนะถ้า Sing in ก็คลิ๊กที่หน้าหลักที่เป็นชื่อเรา พอเข้าไปได้แล้วก็ คลิ๊กที่ชื่อ "นกจร" จากนั้นก็ คลิ๊กที่ แก้ไขในเรื่องนั้นจ๊ะ...หัดสอนเหมือนกัน
ความคิดเห็นที่ 3
วิกูล วันที่ : 19/10/2007 เวลา : 17.21 น.
http://www.oknation.net/blog/wikulponang

ลองแก้ไขใหม่เป็น "Angsana New ขนาด 10 " โดยแก้ที่ Ms word ก่อนแล้ว Copy ใหม่ ลองดูนะครับเผื่อจะแก้ไขได้ (เพราะเป็นเรื่องดีๆที่ควรอ่านมากๆ)
ความคิดเห็นที่ 2
นกจร วันที่ : 19/10/2007 เวลา : 17.17 น.
http://www.oknation.net/blog/nokjorn

โอยตายแล้ว เขียนชื่อกลุ่มเขาผิดอีก ที่ถูกคือ "กลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา" ค่ะ ว่าแต่บล็อกนี้มันเข้าไป edit ตรงไหนคะ มือใหม่จริงๆ ค่ะ
ความคิดเห็นที่ 1
นกจร วันที่ : 19/10/2007 เวลา : 17.14 น.
http://www.oknation.net/blog/nokjorn

สงสัยเพราะ copy มาจาก Ms word ฟร้อนต์เลยดูทับๆ กัน

เป็นอีกบทความที่อ่านแล้วชอบเลยเอามาแบ่งปันค่ะ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ตุลาคม 2007 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31