พิมพ์หน้านี้
|
สถาบันประกันเงินฝาก ช่วยประกันเงินฝากของเราแน่หรือ?
เมื่อวันที่ 29 ส.ค. นี้เองผมได้อ่านเจอข่าวเกี่ยวกับการที่สนช.ผ่านพรบ.จัดตั้งสถาบันประกันเงินฝาก หลังจากที่ตัวผมเองเคยได้ยินชื่อสถาบันที่ว่านี้มาเป็นเวลานาน
ก่อนอื่น ฟังชื่อ สถาบันประกันเงินฝาก แล้วมันฟังดูดีใช่ไหมครับ เพราะว่าเหมือนกับมีอะไรสักอย่างมาช่วยค้ำประกันเงินฝากในธนาคารของเรา
แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นเช่นนั้นหรอกครับ
เนื่องจากว่าโดยปกติแล้วกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยจะไม่ยอมให้ธนาคารและสถาบันการเงินใดๆล้มลงโดยง่ายอยู่แล้ว (ถ้าไม่วิกฤติ+โดนบังคับจริงๆ) โดยกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยจะทำการอัดฉีดเงินเข้าไปในสถาบันการเงินที่มีปัญหา (ภาษาชาวบ้านเรียกว่า อุ้มนั่นเอง)
ช่วงวิกฤติ 40 กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยต้องเสียค่าอุ้มแพงมากครับ 1.3 ล้านล้านบาทเลยทีเดียว (ไม่ได้พิมพ์คำว่าล้านเกินนะครับ ล้านล้าน จริงๆ) ซ้ำร้ายยังอุ้มได้ไม่หมดอีกต่างหาก แต่ทั้งนี้จะไปว่ากระทรวงการคลังและแบงค์ชาติก็ไม่ถูก เพราะเขามีความเชื่อของเขาอยู่ว่าหากสถาบันการเงินใดสถาบันการเงินใดสถาบันการเงินหนึ่งหนึ่งล้มขึ้นมา อาจจะส่งผลเป็นลูกโซ่กับสถาบันการเงินทั้งระบบ หรือที่ภาษาเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Contagion Effect
ครับ เรื่องที่อยากจะบอกก็คือตอนที่ยังไม่มีสถาบันประกันเงินฝากนั้นน่ะ เราเสมือนกับว่ามีกระทรวงการคลังและแบงค์ชาติค้ำประกันให้อยู่แล้วน่ะสิครับ แต่พอมีเจ้าสถาบันประกันเงินฝากมาเนี่ยกลับกลายเป็นว่าเงินของเราที่เคยได้ประกันเต็มๆจำนวนกลับจะเหลือแค่ประกันเพียง 1 ล้านบาทต่อ1 คนต่อ1 บัญชีต่อ 1 ธนาคารเท่านั้น !!
ถ้าจะถามว่าเค้าทำอย่างนี้ทำไมในเมื่อจะกระทบกับผู้ฝากเงินซึ่งเป็นประชาชนทั่วไป ซึ่งความจริงการทำเช่นนี้ก็เป็นผลดีต่อระบบสถาบันการเงินโดยรวม (อย่าลืมว่าอะไรที่เป็นผลดีต่อคนตัวเล็กๆรายคนไม่จำเป็นต้องดีต่อระบบโดยรวมเสมอไป ในทางกลับกันอะไรที่ดีต่อระบบโดยรวมอาจจะไม่ดีต่อประชาชนทั่วไปก็ได้ . . . )
ผลดีต่อระบบสถาบันการเงินที่ว่าคือการจัดตั้งสถาบันประกันเงินฝากจะเป็นกลไกที่ควบคุมไม่ให้เกิดวิกฤติสถาบันการเงินที่เกิดจากการบริหารแบบสุ่มเสี่ยงของผู้บริหาร ยกตัวอย่างคือ ในตอนที่ยังไม่มีสถาบันประกันเงินฝาก หากมีสถาบันการเงินบางที่ต้องการที่จะเจริญเติบโตโดยการเพิ่มยอดเงินฝาก สถาบันการเงินนั้นอาจทำการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินฝากให้สูงๆ ซึ่งเราในฐานะประชาชนทั่วไปที่ไหนให้ผลตอบแทนสูงเราก็อยากเอาเงินไปฝากใช่ไหมครับ (เพราะตอนนั้นเราเชื่อว่ายังไงๆแบงค์ก็ไม่ล้มอยู่แล้ว) ซึ่งความจริงการที่สถาบันการเงินดังกล่าวให้ดอกเบี้ยสูงๆนั้นทำให้ตัวสถาบันการเงินเองก็ต้องมีต้นทุน (ดอกเบี้ยที่จ่ายให้เรา) สูงมากขึ้น ยิ่งถ้าสถาบันการเงินนั้นมีฐานะทางการเงินง่อนแง่นอยู่แล้ว ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาเข้าไปอีก (ลองนึกสถาการณ์นี้ดูครับ สมมติแบงค์A มีปัญหาด้านรายได้ ผู้บริหารอาจเสี่ยงแก้ปัญหาแบบชุ่ยๆด้วยการระดมเงินฝากโดยการให้ดอกเบี้ยสูงๆ แล้วนำเงินที่ได้ไปปล่อยกู้แบบไม่รอบคอบเพื่อเสี่ยงที่จะกินส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากกับดอกเบี้ยเงินกู้ . . . คิดดูสิครับแบงค์Aที่มีปัญหาอยู่แล้วกลับยิ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาขึ้นอีก ซึ่งสถานการณ์ทำนองนี้เคยเกิดขึ้นจริงนะครับ)
แต่การจัดตั้งสถาบันประกันเงินฝากจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ โดยเมื่อเราในฐานะประชาชนผู้ฝากเงินรู้ว่าต่อไปเค้าจะประกันเงินฝากเราแค่ 1 ล้านเราก็จะต้องเลือกสถาบันการเงินที่เราจะไปฝากเงินด้วยปัจจัยหลากหลาย เช่น ความมั่นคงของธนาคาร ความสามารถและชื่อเสียงของผู้บริหาร เป็นต้น ไม่ใช่ตัดสินด้วยดอกเบี้ยอย่างเดียว (หรือใกล้บ้านด้วย) อีกต่อไป และเมื่อประชาชนทั่วไปตื่นตัวกับการตรวจสอบสถานะของสถาบันการเงินมากขึ้น ก็จะส่งผลให้ผู้บริหารสถาบันการเงินทำการบริหารจัดการ และปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวังมากขึ้นเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของธนาคาร
สรุปคือ ระบบสถาบันการเงินของไทยน่าจะมีการปรับตัวไปในทางที่ดีขึ้น ในขณะเดียวกัน ประชาชนทั่วไปอย่างเราก็ต้องก็ต้องมีการปรับตัวโดยการหาความรู้และทำความเข้าใจสถานะของธนาคารที่เราจะเอาเงินไปฝากไว้กับเขาและหาช่องทางลงทุนอื่นๆที่มีความมั่นคงสูง เช่น ซื้อพันธบัตรรัฐบาล, พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย หรือกองทุนรวมที่มีความมั่นคงสูง เป็นต้น ครับ
ภาคผนวก รายละเอียดคร่าวๆของสถาบันประกันเงินฝาก
- หลังจากที่ พ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองเงินฝากผ่าน สนช.แล้ว จะมีเวลาในการจัดตั้งสถาบัน 6 เดือนและเมื่อจัดตั้งเสร็จสิ้น ในปีแรกจะยังไม่มีการลดการคุ้มครองเงินฝาก ยังประกัน 100% ตามเดิมไปก่อน แต่ในระหว่างปีนั้น จะมีการเสนอกระทรวงการคลังออกพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) เพื่อกำหนดระยะเวลาการปรับลดการคุ้มครองเงินฝากจาก 100% ลง เพื่อให้ผู้ฝากเงินมีเวลาปรับตัว หากเหตุการณ์เป็นปกติ ไม่มีเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจหรือการเมืองที่ไม่เหมาะสม ตามที่ทางกองทุนฟื้นฟูฯ ตั้งใจไว้ในช่วงร่างกฎหมาย ในปีที่ 2 หรือประมาณกลางปี 2552 จะลดการคุ้มครองจาก 100% เหลือไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อรายชื่อต่อสถาบันการเงิน หลังจากนั้น ปีที่ 3 ลดความคุ้มครองเหลือ 25 ล้านบาทต่อรายชื่อต่อสถาบันการเงิน และในปีที่ 4 จะเหลือ 10 ล้านบาทต่อรายชื่อต่อสถาบันการเงิน และในปีที่ 5 หรือประมาณกลางปี 2556 จะลดลงเหลือ 1 ล้านบาทต่อรายชื่อต่อบัญชี
|