• nonglucky
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-07-04
  • จำนวนเรื่อง : 424
  • จำนวนผู้ชม : 231607
  • จำนวนผู้โหวต : 96
  • ส่ง msg :
  • โหวต 96 คน

<< กุมภาพันธ์ 2011 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2554
Posted by nonglucky , ผู้อ่าน : 7836 , 09:07:10 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 4 คน เจริญขวัญ , ลุงจรัส และอีก 2 คนโหวตเรื่องนี้

ขันทีคนสุดท้าย

ฉันรีบลัดคิวอ่าน  “ขันทีคนสุดท้าย”  ซึ่งวางอยู่ท่ามกลางหนังสืออีกจำนวนมาก(ที่ยังไม่ได้อ่าน)  หลังจากได้ฟังเรื่องราวของรุ่นน้องซึ่งได้ทุนรัฐบาลจีนและกำลังศึกษาอยู่มหาวิทยาลัยนานกิง  ประเทศจีน  น้องเล่าเรื่องเมืองจีนในหลากหลายมุม พร้อมกำชับ  ว่าถ้าอยากรู้ว่า  ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ  เป็นอย่างไร ให้ไปเมืองจีน

รุ่นน้องคนนี้  มีแง่มุมของเมืองจีนในฐานะคนอยู่ที่นั่น ไม่ใช่ในมุมมองของผู้เดินทางไปชมในฐานะนักท่องเที่ยวหรือนักเดินทาง  ทุกสัปดาห์เขาจะแปลข่าวสั้นๆ ที่น่าสนใจ  ส่งมาให้แม่ที่เมืองไทยได้อ่าน  ซึ่งเป็นเกร็ดวิถีชีวิต  ชะตากรรมของชาวจีนอันหลากหลาย

อย่างเช่น  คนจีนจำนวนมาก  ต้องเสียชีวิตหน้าโรงพยาบาล เพราะการไปโรงพยาบาลของรัฐบาล  เมื่อไปถึงต้องชำระค่ากดบัตรคิว จำนวนเงิน  ๒ หยวนก่อน  การจะใช้รถเข็นในโรงพยาบาลก็มีค่าใช้จ่าย  อีกทั้งต้องจ่ายค่ามัดจำในการเข้ารับรักษาพยาบาล  ผู้ไปใช้โรงพยาบาลของรัฐเอง  ก็มีจำนวนมากมายมหาศาล  และหลายคนที่ไม่มีเงินจ่ายค่าบัตรคิว  ก็นอนรอความตายหน้าโรงพยาบาล

การที่ช่องว่างระหว่างคนรวยที่น้องเขาขนานนามให้นามว่าเป็นพวก  super rich  and  super reach  โคตรรวยจนคนอื่นตะกายไม่ถึงมหาเศรษฐี  นำปัญหาทางจิตมาสู่เด็กรุ่นใหม่ของจีน  เมื่อเกิดการปะทะกันทางฐานะ  เมื่อลูกเศรษฐีชาวจีน  ในมหาวิทยาลัยดัง  ต้องมีเพื่อนร่วมห้องที่จนแสนจน  ไม่รู้จักหลุยส์วิตตอง  ไม่รู้จักโลกของคนรวย  จนเด็กสาวเศรษฐีถึงกับงง  ว่ามันเป็นไปได้อย่างไร  มีคนเช่นนี้อยู่บนโลกนี้ แล้วเธอก็สติแตก  ส่วนเพื่อนที่จนก็สติแตกไม่แพ้กัน  เลยต้องไปบำบัดกับจิตแพทย์ด้วยกันทั้งคู่

คนจีนที่ร่ำรวยมหาศาลของศตวรรษที่ ๒๑  ยังจ้างเพื่อนที่เป็นชาวอิตาลีของน้องคนนี้  ไปสอนภาษาอิตาเลี่ยนให้กับลูกที่อายุเพียง  ๘ เดือน  ค่าจ้างชั่วโมงละ  ๑๐๐  หยวน  พ่อแม่เด็กไม่ต้องการอะไร  แค่ไปพูดภาษาอิตาเลี่ยนให้ลูกเขาฟัง  ให้ลูกคุ้นเคยกับภาษาเท่านั้นเอง  ส่วนน้องพูดติดตลก  ว่าถ้าอยากได้คนไทยสอนภาษาไทยลูก  ชั่วโมงละ  ๑๐  หยวนเขาก็ยินดีไปสอนให้ 

หรือการที่เด็กนักเรียนชาวจีนเรียนกันหนักมาก  ต้องตื่นตั้งแต่ตี  ๕  โรงเรียนบังคับและพ่อแม่บังคับให้เรียนพิเศษ กว่าจะเลิกก็ปาไป ๓ ทุ่ม  น้องคนนี้บอกว่า  แม้ระบบจอหงวนในจีนจะหมดไป  แต่สิ่งนี้ยังฝากรากลึกอยู่ในสังคมชาวจีน  ที่ใครเก่งที่สุด  ดีที่สุด ก็ต้องได้สิ่งที่ดีที่สุด ผู้มีอันจะกินต่างก็ต้องการให้ลูกของตัวเองมีหน้ามีตาในสังคม 

สิ่งที่เหนียวแน่นของจีน  คือสถาบันครอบครัว  ที่ปู่ย่าตายาย  รับหน้าที่ไปรับส่งหลานไปโรงเรียน รวมถึงวันเสาร์อาทิตย์ก็ทำหน้าที่ดูแลหลาน และผู้อาวุโสของแต่ละบ้านก็ยังมีบทบาทสำคัญ  แต่สิ่งที่ตามมาหลังจากการมีลูกน้อยของจีน  ได้กลายเป็นปัญหาแก่ผู้อาวุโส  บ่อยครั้งที่ปู่ยาตายาย  มาตบตีกันหน้าโรงเรียนหลานๆ เพื่อแย่งกันดูแลและมาส่งหลาน 

เรื่องเล่าเหล่านี้  ทำให้ฉันรีบรุดมาอ่าน  ขันทีคนสุดท้าย  และ  ภาพของฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ  มันไม่ใช่เพิ่งเกิด  มันได้เกิดมาตั้งแต่ครั้งบรรพชน  รวมถึงช่องว่างที่แต่ละชนชั้นเอื้อมตะกายไม่ถึงกันนั้น  มันมีมาแต่ไหนแต่ไร

ขันทีคนสุดท้าย  เขียนโดย  ตัน สือ  เป็นบันทึกความทรงจำ  หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นโดยอิงจากชีวิตจริงของ  ชุนเหอ  ซึ่งเป็นขันทีสมัยราชวงศ์ชิน อันเป็นราชวงศ์สุดท้ายของจีน  ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยโดย  วิภาดา  กิตติโกวิท  จัดพิมพ์เป็นภาษาไทยโดย สำนักพิมพ์สันสกฤต  เอกลักษณ์ของสำนักพิมพ์แห่งนี้  คือการนำหนังสือประเภทnon-fiction  สารคดีที่เป็นชีวิตคนมาแปล  หลายเล่มเป็นลักษณะกึ่งสารคดีและกึ่งบันทึกความทรงจำ 

ผู้เขียน  ขันทีคนสุดท้าย  เรียบเรียงเรื่องได้น่าอ่าน  น่าติดตาม  เป็นการผสมผสานระหว่าง  ความทรงจำ  สารคดี  และดำเนินเรื่องราวกับนิยาย  ที่เขียนโดยอิงพื้นฐานข้อจริงของชุนเหอ  พอฉันอ่านหน้าแรก  ฉันตั้งใจว่าต้องอ่านให้จบให้เร็วที่สุด ไม่อยากจะวาง  เหมือนฉันกำลังดูภาพยนตร์ที่น่าติดตาม และน่าติดตามเอามากๆ  หนังสือเกือบ  ๓๐๐  หน้าเล่มนี้  ฉันจึงอ่านอย่างละเอียดที่สุด และตามติดไปพร้อมๆกับความตื่นเต้น  ได้เห็นภาพที่ถ่ายทอดแทนด้วยตัวอักษร  ผู้เขียนเขียนได้อย่างมีชีวิตชีวา  เพื่อจะพาสายตาไม่ให้ผู้อ่านวางตาได้  พอจบบทนี้  มันมีอารมณ์ต่อเนื่อง  ว่าบทต่อไปจะเป็นอย่างไร  มันน่าติดตาม  จนมันน่าจะเป็นนวนิยายมากกว่างานเขียนประเภทnon-fiction 

มุมมองของ ชุนเหอ  ขันทีตัวเอกของเรื่อง  ที่ตั้งข้อสังเกต และเกิดคำถาม  กับสภาพบ้านเมือง  กับชีวิตในวัง  กับอะไรต่างๆ มากมาย  คนเขียนถ่ายทอดออกมา  จนทำให้เชื่อได้ว่านี่คือความเห็นความคิดของคนจนๆ คนหนึ่ง  มันผุดขึ้นมา  โดยธรรมชาติ  อย่างตอนที่ ชุนเหอ  ได้เข้าไปในวังรับใช้ฮ่องเต้และฮองเฮา  เขาได้เห็นความเป็นอยู่ในวัง 
อย่างในหน้า  ๑๓๘  ที่ชุนเหอคิดกับตัวเอง  “ในช่วงแรกที่ผมฝึกนั้น  ผมมักถามตัวเองว่า  การแสดงทั้งหลายทั้งปวงนี้มีความหมายอะไร  ทำไมต้องทำให้เรื่องธรรมดาที่เราทำประจำวันต้องยุ่งยากซับซ้อนจนน่าขัน  มันจะมีประโยชน์อันใด  ทำไมต้องลำบากลำบนนักกับการจะดื่มน้ำชาสักถ้วย  สูบยาสักกล้อง  หรือใส่กางเกงสักตัว  คำถามเหล่านี้กวนใจผมอยู่นาน  กระทั่งผมได้ข้อสรุปว่า  การกระทำที่เป็นเหมือนการแสดงละครใบ้ทั้งปวงนี้  ไม่ได้มีจุดหมายใด  นอกจากจะทำให้เรากลายเป็นทาสในวัง  และเราต้องทำตัวให้เล็กจ้อยที่สุด”  ช่วงนี้เป็นช่วงที่ชุนเหอต้องฝึกปรือการทำงานรับใช้ผู้สูงศักดิ์ทั้งหลายในวัง 

ชุนเหอ ได้พูดถึงไท่โฮ่ว  (พระพันปีหลวง ไทเฮา)  ว่าพระนางทรงโปรดดื่มนม  และทรงคิดว่าไม่มีน้ำนมใดดีเลิศไปกว่าน้ำนมคน  จึงทรงให้หาหญิงสองคนมาให้นมแก่พระนาง  ทุกเช้า  หลังจากที่ได้ชำระล้างทรวงอกจนสะอาดที่สุดแล้ว  หญิงแม่นมผู้เคราะห์ร้ายทั้งสองก็ต้องเข้าเฝ้าไท่โฮ่วชราในห้องบรรทม  ในสภาพเปลือยอก  แล้วไปคุกเข่าลงสองข้างของพระแท่น  คอยให้พระนางทรงตื่นจากบรรทม  ทันทีที่พระนางทรงลืมพระเนตร  จะทรงตะแคงพระวรกายแล้วทรงดูดนมเหมือนพระนางทรงลืมพระเนตร  จะทรงตะแคงพระวรกายแล้วทรงดูดนมเหมือนเด็กทารก  ด้วยความเข้มงวดอย่างมากต่อคุณภาพนมที่ทรงดื่ม  จึงทรงมีพระบัญชาว่า  กลิ่นและรสของน้ำนมต้องบริสุทธิ์ที่สุด  ดังนั้น  สองแม่นมจึงถูกห้ามกินเนื้อสัตว์หรือเนื้อปลาต้มสุก  และห้ามใส่เกลือหรือเครื่องปรุงแม้แต่น้อยในอาหารที่กิน  พวกนางต้องดื่มแต่น้ำเปล่า  ชีวิตของพวกนางลำเค็ญมาก  แต่มีน้ำนมเลิศรสถวายแด่ไท่โฮ่ว  (หน้า  ๑๕๐-๑๕๑)

ในราชวงศ์สุดท้ายของจีน  มีเรื่องราวมากมายที่น่าสนใจและถูกถ่ายทอดออกมาโดยมี  ชุนเหอ เป็นคนเดินเรื่อง  บางครั้งจะมีการแทรกความเห็นตนเองลงไปบ้าง  แต่หลายครั้งและส่วนมาก เขาจะเป็นเหมือนคนเล่าเรื่อง  ที่เล่าสิ่งที่ได้พบเจอ 

ตอนที่เป็นไฮไลท์ของ  ขันทีคนสุดท้าย  คือกระบวนการตอน  และกระบวนการเก็บอวัยวะส่วนนั้นของผู้ที่ทำการตอน  แม้จะสูญเสียอวัยวะระหว่างขาทั้งสองข้างไป  แต่ผู้ทำการตอนจะเก็บรักษาอวัยวะส่วนนั้นของผู้ถูกตอนเอาไว้อย่างดี  เพียงเพื่อจะแปรเป็นเงินได้อีกหลายตำลึง  เมื่อผู้ถูกตอนใกล้จะตายหรือเมื่อผู้ถูกตอนมีเงินมากพอ  จะมาไถ่อวัยวะตนเองคืน  เพื่อจะได้ไปพบยมทูตอย่างครบถ้วนทุกอวัยวะ  โดยผู้ตอนจะทำการเขียนชื่อ สกุล  วัน เดือน ปี เกิด  บ้านเกิด  และวันที่ทำการตอนของผู้ถูกตอนเอาไว้   

“กว่าจะถึงเวลาที่ผมมาไถ่คืน  มันจะไม่เน่าไปหมดแล้วหรือครับ?”
“เจ้าคงคิดว่าข้าจะยัดมันใส่กล่องไปทั้งอย่างนั้นละสิ!  คิดดูนะ  อย่างนั้นมันก็เน่า  แล้วนี่เจ้าได้กลิ่นเหม็นเน่าหรือไม่?”
เขาหยิบกล่องใบหนึ่งมาจ่อตรงจมูกผม  ผมไม่ได้กลิ่นอะไร  จะมีบ้างก็เป็นกลิ่นการบูรอ่อนๆ
“นี่คือศิลปะแห่งการเก็บรักษา”  เขาพูดด้วยท่าทางภูมิอกภูมิใจอย่างมาก  “เป็นศิลปะชั้นสูงที่ต้องทำอย่างประณีตแต่ไม่ซับซ้อน  เมื่อข้าตัดพวงสวรรค์ของเจ้าออกมาแล้ว  ก็ล้างจนสะอาดหมดจด  ผึ่งให้แห้งและทอดในน้ำมันงา  เอาขึ้นให้สะเด็ดน้ำมัน  สุดท้ายโรยด้วยส่วนผสมของแร่ธาตุ  ปูนขาว  การบูร  ชะมด  ต้นหางจระเข้  ผงไข่มุก  อันที่จริง  ข้าก็ทำเหมือนที่เขาบรรจุศพ  แต่แทนที่จะเอาเครื่องหอมใส่ลงไป  ข้าก็อบของนี่ด้วยเครื่องหอมจนซึมซ่านแล้วตากจนแห้งสนิท  จากนั้นห่อไว้ในผ้าแพรสี่เหลี่ยมสีเหลือง  และใส่ลงในถุงผ้าเนื้อเดียวกัน”

และชีวิตของขันที  ที่ชายก็ไม่ใช่หญิงก็ไม่เชิง  เมื่อต้องมาใช้ชีวิตปกติ  เยี่ยงชายทั่วไป ชะตากรรมของขันทีคนหนึ่ง  ยังถูกเยาะเย้ยถากถาง  ถูกดูถูกถึงความไม่สมบูรณ์ 

แม้การตอนผู้ชายให้เป็นขันทีจะเป็นไฮไลท์ของเรื่องนี้  แต่เหนืออื่นใด  หลากเรื่องราวในบางมุมของราชวงศ์สุดท้ายของจีน  ทำให้ได้เห็นชีวิตของผู้คนมากมายโลดแล่นอยู่ในนั้น  อย่างน้อยมันก็ทำให้ฉันเข้าใจ  เมื่อวันหนึ่งได้มีโอกาสไปงานเสวนาหนังสือ  ที่จัดในโรงแรมซึ่งอาจจะเรียกได้ว่า  มากกว่า  ๖  ดาวด้วยซ้ำไป และน่าจะเป็นโรงแรมเดียวในไทยที่ได้มาตรฐานเกิน  ๕  ดาว  ติดอันดับต้นๆ ของโลก

เรื่องของเรื่องคือ  ฉันไปเข้าห้องน้ำ  ก่อนหน้านั้นมีชาวต่างชาติเข้าอยู่ก่อน  พอชาวต่างชาติออกไป  ฉันก็เห็นแม่บ้านของโรงแรม รวบผมเรียบ  เสื้อแขนกระบอกและผ้าถุง  ซึ่งเป็นผ้าไหมทั้งชุด สวยงามมาก  เดินเข้ามา  ฉันส่งยิ้มให้  เธอเดินเข้าไปในห้องน้ำที่มีคนเข้าไปใช้แล้ว  ใช้ผ้าสะอาดเช็ดขอบชักโครก  บรรจงพับกระดาษทิชชู่  (ซึ่งฉันสัมผัสได้ถึงความนุ่มที่ไม่เคยได้สัมผัสทิชชู่แบบนี้มาก่อนเลยในชีวิต  ไม่มีความสากแม้แต่นิดเดียว)  แล้วตรงมาเช็ดขอบอ่างล้างมือ  ให้แห้งสนิท  ไม่ให้เปียกชื้น ไม่ให้มีเกร็ดน้ำเกาะ  แล้วไปบรรจงพบผ้าเช็ดมือที่วางไว้ในตะกร้า เพื่อให้ผู้ใช้เช็ดมือ หลังจากล้างมือ ตอนแรกฉันเข้าใจว่า  มันเป็นกระดาษทิชชู่ชนิดหนา  ที่เอาไว้เช็ดหลังล้างมือเสร็จ  แต่ที่ไหนได้  มันเป็นผ้าคอตตอนชนิดพิเศษ  เย็บเรียบร้อย  พับสวยงาม  เพื่อใช้เช็ดครั้งเดียว แล้วโยนทิ้งลงตะกร้า 

ฉันแค่รู้สึกว่า  ถ้าความสะดวกสบาย ความสะอาดของคนสักคน  มันต้องแลกมาด้วยความยุ่งยากแบบนี้  มันก็กระไรอยู่สำหรับคนที่ไม่ได้มีอันจะกินมากมายอย่างฉัน  แต่เพื่อนที่เคยทำงานให้กับอัครมหาเศรษฐีของเมืองไทยบอกว่า  “สำหรับคนอย่างพวกเรามันผิดปกติแน่แก  แต่สำหรับคนที่เขารวยมากกกกกก  ความสบายเหล่านี้  คือมาตรฐานชีวิตของพวกเขา  เป็นเรื่องปกติของพวกเขา  แต่ไม่แปลกที่คนอย่างพวกเราจะรู้สึก”

นั่นสินะ  ฉันเองแหละที่ไปอยู่ผิดที่ผิดทาง  แต่มันก็เป็นการผิดที่ผิดทางที่ได้มีโอกาสได้รู้ได้เห็นชีวิตของคนที่เขามีอันจะกินที่มีเหลือพอจะจ่ายเพื่อโรงแรมมาตรฐาน ๖ ดาวระดับโลกของเมืองไทย  ยิ่งพอเดินออกมาห้องจัดงาน  ก่อนเดินไปถึง ต้องผ่านห้องโถง เพื่อเอาไว้รับรองแขกของโรงแรม  ซึ่งบริเวณนี้เอาไว้สำหรับ  Tea Time  บนระเบียงมีคนเล่นกีตาร์สดๆ คลอเบาๆ เขาสวมชุดทักซิโด้  ระหว่างเวลาน้ำชาและของว่าง  ผู้มาดื่มชาและของว่าง  แต่งตัวสวยงามมาก(โดยเฉพาะคนไทย)  ค่อยๆกระมิดกระเมี้ยนกินของว่าง  ค่อยๆละเลียดจิบชา 

ฉันเคยไปโรงแรมแห่งนี้มาก่อนเมื่อสัก  ๓  ปีที่แล้ว ก็ด้วยเรื่องงาน  แต่ตอนนั้นไปช่วงเย็น ไม่ได้เห็นความอลังการยามกลางวันแบบนี้  ฉันไม่ได้รู้สึก  ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ  เพียงแค่หลงไปผิดที่ผิดทางเท่านั้นเอง  แต่ก็สนุกดีนะ  อย่างมากที่สุดคือมันสร้างความรู้สึกกับบางอย่างกับตัวฉันเอง

นงค์ลักษณ์ เหล่าวอ
วันศุกร์ที่  ๑๘  กุมภาพันธ์  ๒๕๕๔



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
เจริญขวัญ วันที่ : 23/02/2011 เวลา : 23.52 น.
http://www.oknation.net/blog/charoenkwan

เราอ่านจบแล้วแหละหลอด เอ็นทรี่นี้

อยากจะแวะมาเล่าสู่กันฟังว่า ตอนนี้ เรากำลังเขียนเวบนึง เพิ่งประมูลมาได้ เป็นเวบที่เปิดโอกาสให้คนจีนที่โคตรรวย มาอยู่ในอเมริกาได้อย่างถูกต้อง และได้กรีนการ์ดทันที

เพียงแต่มีข้อแม้ว่า ต้องเอาเงินมาลงทุนในเมกา ไม่ต่ำกว่า $ 500,000 ก็ได้สิทธิ์นั้นทันที

เราหาข้อมูลไปก็หัวเราะหึๆ ตอนเรามาอยู่นี่ รอกรีนการ์ดเกือบ 2 ปี กว่าจะได้

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
Dogstar วันที่ : 23/02/2011 เวลา : 05.37 น.
http://www.oknation.net/blog/dogstar

จะต้องรีบหามาอ่านอย่างแน่นอน
ขอบคุณค่ะที่แนะนำ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ฅนสยาม วันที่ : 23/02/2011 เวลา : 01.06 น.
http://www.oknation.net/blog/khonsiam

เคยอ่านเมื่อหลายปีก่อนครับ..น่าสนใจมากๆ..

(แต่เป็น..ชื่อไทยชื่อเดียวกัน..The Last Eunuch in China ที่เขียนโดย หลิงไห่เฉิง และถูกนำมาแปลภาษาไทยโดย เรืองชัย รักศรีอักษร..)

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
กำหนัน วันที่ : 22/02/2011 เวลา : 19.58 น.
http://www.oknation.net/blog/saiyai21

สวัสดีครับ ขอบคุณสำหรับคำแนะนำหนังสือดีๆครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
รักแห่งสยามประเ้ทศ วันที่ : 22/02/2011 เวลา : 17.33 น.
http://www.oknation.net/blog/panuwat838084
Facebook: Panuwat Sangpum

ต้องหามาอ่านซะแล้ว
ขอบคุณนะครับที่แนะนำหนังสือดีๆ ที่ตรงใจ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
จิตราภรณ์ วันที่ : 22/02/2011 เวลา : 16.44 น.
http://www.oknation.net/blog/jitrapon
ครั้นว่าได้ฮัก.....ฮักแล้วบ่ขืน....ครั้นว่าได้ลืน....บ่คืนออกได้....หมายถึง....รักแล้วรักเลย...ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเด็ดขาด

น่าอ่านนะคะ

นึกถึงคนที่ต้องยอมเสียอวัยวะเพื่อจะได้เป็นขันทีนะคะ

คงมีความขมขื่นมากแน่ ๆ
เหมือนเคยอ่านมาเหมือนกันว่า
ขันทีจะมีกลิ่นไม่สะอาดตลอดเวลา
เพราะจะไม่สามารถบังคับการ.....เบา......ได้
ปัสสาวะจะซึมออกมาตลอด
และบางคนจะเสียชีวิตเพราะแผลติดเชื้อ
และส่วนใหญ่คนที่ยอมมาเป็นขันที
ก็เนื่องมาจากความยากจนเป็นส่วนใหญ่

ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดี ดี
ขอโหวตค่ะ


ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Kati วันที่ : 22/02/2011 เวลา : 15.54 น.
http://www.oknation.net/blog/Kati1789

สวัสดีครับ

น่าสนใจ น่าสนใจ น่าสนใจมากมาก
อ่านเรื่องราวนำเสนอแล้ว
บังเกิด Passion ในหนังสือเล่มนี้

จะหาอ่านโดยพลันครับ
น่าสนใจอย่างยิ่งยวด

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
มนวุฑโฒ วันที่ : 22/02/2011 เวลา : 10.44 น.
http://www.oknation.net/blog/rainbows

หนังสือน่าสนใจดีครับ ต้องหาซื้อมาอ่าน

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน