• YoungClub
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-05-31
  • จำนวนเรื่อง : 20
  • จำนวนผู้ชม : 72720
  • ส่ง msg :
  • โหวต 20 คน
ณัฐรดา หริ่มเจริญ
เล่าเรื่องราว สิ่งต่างๆที่ได้พบเจอ
Permalink : http://www.oknation.net/blog/nongpai
วันจันทร์ ที่ 24 พฤษภาคม 2553
Posted by YoungClub , ผู้อ่าน : 1581 , 08:26:55 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

      อาทิตย์นี้ผู้เขียนได้มีช่วงเวลาพิเศษเพิ่มขึ้น 1 อาทิตย์ เพราะว่าทางการต่อเวลาพิเศษให้กับข้าราชการไทยในกรุงเทพมหานคร  
ทำให้ผู้เขียนได้รับอานิสงส์นี้เช่นกัน หลังจากต้องเข้าฉาก
action
ในช่วงเกือบ 2 เดือนที่ผ่านก็ได้เวลาพักผ่อนอยู่กับตัวเองเสียที
แต่ในขณะเดียวกันก็ได้รับข่าวร้ายอยู่เนืองๆ  เนื่องด้วยคนไทยทำร้ายกันเอง ซึ่งหนึ่งในการทำร้ายนั้นก็รวมถึงสถานที่ทำงาน
แห่งหนึ่งของผู้เขียนด้วย  เฮ้อ ยิ่งคิดยิ่งเครียดผู้เขียนขอพักเรื่องเศร้าๆไว้ ณ บรรทัดนี้เท่านี้ก่อน...  กลับมาชิมคุ้กกี้กันต่อดีกว่า
        อาทิตย์หนึ่งช่างเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานเสียเหลือเกิน ว่าแต่
จะทำอะไรดีหนอ  คำถามนี้เกิดขึ้นในใจ  ทุกครั้งที่มีวันหยุดยาวขนาดนี้  ผู้เขียนมักจะวางแผนไปเที่ยวต่างจังหวัด  แต่นี่อยู่ดีดีก็ได้
รับวันหยุดพิเศษอย่างนี้จะเตรียมตัวอย่างไรทัน  และสถานการณ์
บ้านเมืองก็ไม่เอื้ออำนวย  แม้นอยากจะพักจิตพักใจให้ผ่อนคลาย
กับเรื่องราวบ้านเมืองที่ร้อนแรง แต่ก็ทำได้แค่เพียงนอนอ่านหนังสืออยู่บ้าน  เพราะ ศอฉ. ประจำบ้าน ห้ามออกจากบ้านอย่างเด็ดขาด ซึ่งก็เป็นผลดี เพราะทำให้ผู้เขียน ได้หยิบหนังสือดีดีที่พี่สาวคนสวยซื้อให้อ่านมานั่งอ่านทบทวนความคิด  อารมณ์  เรื่องราว ไปตาม ”อาจารย์ในร้านคุกกี้”  ของ นิ้วกลม

         คุกกี้ชิ้นแรกที่ผู้เขียนได้ลองชิม  คำแรกเมื่อฟันได้กระทบกับเนื้อคุกกี้ มันทำให้ผู้เขียนหลงใหล และมีความสุขไปกับเรื่องราว
ของมัน  มันช่างหอมหวนชวนให้ คิดตาม และเป็นเรื่องที่ผู้เขียน
ชอบที่สุด นั่นก็คือ  รักใครให้ใช้ “หู” .... ซึ่งเรื่องนี้ ผู้เขียนกำลังอิน
อยู่พอดี 
นิ้วกลมกล่าวว่า หลายครั้งที่เราเงี่ยหูฟังคำพูดของคนอื่นในขณะที่ทำอย่างอื่นไปด้วยไม่ได้ใส่ใจกับถ้อยคำนั้นๆ อย่างจริงจัง 
เรา “ฟัง” แต่ไม่ “ได้ยิน”   ทำให้เราพลาดความหมาย หรือ ความตั้งใจดีๆ ที่แนบติดมากับถ้อยคำทั้งหลายเหล่านั้น  และเขายังกล่าวต่ออีกว่าจากที่ลองสังเกตดู  เขาได้เรียนรู้ว่า  ความรักไม่ได้แสดงออกด้วยการ “จ้องตา”  ทว่าแสดงออกด้วยการ “อ้าหู”  หากเรารักใครเราจะใส่ใจในคำพูดของเขา  ฟังในสิ่งที่เขาพูด  เพราะอยากรู้จักและทำความเข้าใจเขาให้มากขึ้น   นิ้วกลมยกตัวอย่างแล้วผู้เขียนอ่านแล้วเห็นภาพนั่นก็คือ  หากเราสังเกตพฤติกรรมของเด็กๆ  ถ้าคุณพ่อคุณแม่รับฟังในสิ่งที่เขาพูด  เขาก็จะยิ่งพูดให้ฟังมากขึ้น  เพราะเขารู้ว่ามีคนฟังในสิ่งที่เขาพูดอยู่คำพูดเขาไม่ไร้ค่า มีหูที่อ้าออกรอรับสิ่งต่างๆเหล่านั้นอย่างตั้งใจเสมอ  เมื่อรู้ว่าคำพูดของตัวเองมีค่า  เขาจะยิ่งสื่อสารเรื่องราวในใจออกมาให้ได้ยินมากขึ้นๆ   เมื่อเราฟังแล้วก็จะมีความสุข  สนุกที่ได้ฟัง  แถมยังได้ทำความรู้จักเขามากขึ้นเรื่อยๆ  เมื่อรู้จักเขามากขึ้นก็ง่ายที่จะสอนหรือแลกเปลี่ยนความคิด  แล้วจะเป็นการสอนในสิ่งที่เขาสนใจ  อยากรู้  อยากฟัง  เป็นการพูดในหัวข้อที่เขาชวนเราคุย  ไม่ใช่หัวข้อที่เราอยากคุยให้เขาฟังอยู่ข้างเดียว  เมื่อเขารับรู้ว่าเราตั้งใจฟังเขา  เขาก็จะตั้งใจฟังเราเช่นกันเป็นการเรียนรู้กันทั้งสองฝ่าย...  ยิ่งฟัง  ยิ่งเข้าใกล้ ยิ่งเข้าใจ  ยิ่งรู้จัก ก็ยิ่งมีความสุข อ่านมาถึงตรงนี้ความสัมพันธ์ดังกล่าวอาจมิใช่แค่พ่อแม่กับลูก   แต่วงจรการ “อ้าหู” ใช้ได้กับทุกความสัมพันธ์  ไม่ว่าจะเป็น ความรักของหนุ่มสาว  ความรักของเพื่อน  หรืออาจรวมไปถึง ความรักของหัวหน้าและลูกน้องด้วย  ซึ่งเมื่อคิดอย่างนี้แล้ว ความคิดของ ผู้เขียนก็เลยผ่านไปถึงบุคคลรอบข้างของผู้เขียน  ที่มีทั้งผู้ที่ “อ้าหู” รับฟังคำพูดของผู้เขียน และผู้ที่ไม่ยอมแม้แต่จะให้ผู้เขียนได้ “อ้าปากพูด”  หนึ่งในนั้นก็หัวหน้าของผู้เขียนนั่นเอง
แค่คิดถึงก็รู้สึกเพลีย ... (คุณลูกน้องทั้งหลายจะรู้สึกเหมือนผู้เขียนบ้างมั้ย)     
         เมื่อพูดถึงเรื่อง “การฟัง” ก็ทำให้นึกถึงพี่ที่(เคารพ)รักท่านหนึ่ง ที่ผู้เขียนได้อ่านเรื่องนี้ให้ฟัง  พี่ท่านนี้บอกว่าเรื่องนี้เหมาะกับการเอาไปทำไดอะล็อคจังเลยน้องไผ่พี่ขอยืมไปใช้นะ เพราะสามารถอธิบายให้คนในวงไดอะล็อค เข้าใจถึงการฟังเชิงลึกได้เป็นอย่างนี้  อันนี้ก็ต้องไปขออนุญาต “นิ้วกลม” เองนะคะ ไม่ไช่มาขออนุญาตคน “ตัวกลม” อย่างผู้เขียน  และผู้เขียนก็อยากจะบอกพี่ท่านนี้ว่า
พี่เป็นคนใช้ “หู” บอกรักได้วิเศษที่สุดเลย และเป็นที่ปรึกษาชั้นเยี่ยมจริงๆ ...

             
คุกกี้ชิ้นที่สองมันก็มีความอร่อยลิ้นในตัวของมันเอง ผู้เขียนค่อยๆเล็ม เนื้อคุกกี้ไปอย่างช้าๆ ดื่มด่ำกับเรื่องราวพร้อมรอยยิ้มและหยดน้ำตา  .... เรื่องราวของคุ้กกี้ชิ้นนี้ นิ้วกลมได้เขียนเรื่องที่ “สะดุดใจ” ผู้เขียนมาก นั่นก็คือ เรื่อง “เมื่อรัก เราจะให้อภัย  เมื่อให้อภัย  เราจะรัก”   เนื่องจากผู้เขียนเชื่อว่า.... เมื่อเรารักใครสักคน
เราก็พร้อมฟังเรื่องราวของเขา เข้าใจเขา และพร้อมอภัยให้เขาทุกเรื่อง  เพราะว่าเรา “รัก” เขานั่นเอง ... นิ้วกลม กล่าวว่า  เมื่อให้อภัย  เราจะรัก  เพราะในจังหวะที่ให้อภัย  ประตูหัวใจจะเปิดออก  และความรักก็อาศัยจังหวะนี้เองสอดตัวเข้ามาในช่องว่างที่เปิดกว้างขึ้น  หากไม่มีการให้อภัย  ประตูคงปิดตายอยู่อย่างนั้น  หัวใจที่มีแต่ความโกรธเกลียดย่อมไม่มีพื้นที่ให้กับความรัก    เมื่อได้อ่านข้อความนี้  ความรู้สึกที่โกรธ  เกลียด คนที่เผาที่ทำงานของผู้เขียนก็หายไปเหลือแต่เพียง คำว่า “ให้อภัย”
          นอกจากนี้นิ้วกลมได้ยกตัวอย่างเรื่องราวความรัก ที่ผู้เขียนเชื่อว่าใครได้อ่านก็ต้องบอกว่ามันเป็นจริง นั่นคือ “เรามักจะตกหลุมรักอย่างบ้าคลั่งตอนอายุต้นๆยี่สิบ แล้วต่างคนก็จะมาถึงยุคเดินทางออกตามล่าความฝัน  ไปเรียนเมืองนอกบ้าง  ทุ่มเททำงานอย่างหนักจนไม่มีเวลาให้แฟนบ้าง  แล้วก็ต้องเลิกรากันไปแล้วเราจะมาเจอรักครั้งใหม่ตอนปลาย ๆ ยี่สิบ  และนั่นก็จะเป็นรักที่เราลงเอยด้วย แต่รักอย่างบ้าคลั่งตอนต้นยี่สิบนั้นก็จะยังติดอยู่ในความทรงจำตลอดไป”  ผู้เขียนสะดุดใจกับประโยคข้างต้นนี้ เพราะว่ามันเป็น
วัฎจักรความรักของคนหนุ่มสาวในยุคนี้ ซึ่งรวมถึงตัวผู้เขียนด้วย 
แม้เรื่องราวของผู้เขียนอาจไม่เหมือนทั้งหมด แต่มันก็สะกิดจิตให้กระทบใจผู้เขียนอย่างมาก และเชื่อว่าอาจมีบางท่านที่ได้ผ่านเรื่องราวคล้ายๆกันแบบนี้   นอกจากนี้ยังมีประโยคที่ทะลุกลางใจของผู้เขียนนั่นก็คือ  “หากคนเรารักกันโดยไม่รู้ตัวได้  เราก็หมดรักกันโดยไม่รู้ตัวได้เช่นกัน”  ความเปลี่ยนแปลงนี้อธิบายได้ไม่ยาก  แต่ยากที่จะทำความเข้าใจ แม้จะรักกันอยู่แต่กลับ “รู้สึก” ห่างยิ่งกว่าระยะทางที่ร่างกายของคนทั้งคู่ห่าง  ชีวิตเปลี่ยน  ความคิดก็เปลี่ยนตาม 
คนสองคนเดินไปบนทางสองเส้น  ของใครของมันเป็นทางที่ไม่มีวี่แววว่าจะมาบรรจบกันในวันข้างหน้า  เจ็บทั้งคู่ แต่ไม่มีใครทำอะไรได้  มันเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลง  ไม่ใช่ความผิดของใครคนใดคนหนึ่ง อ่านมาถึงตรงนี้คุ้กกี้ชิ้นนี้ได้สอนอะไรผู้เขียนอย่างมากมายในมุมมองของความรัก     

         คุกกี้ชิ้นที่สามนั้น ออกจะแปลกสักเล็กน้อย หลังจากผู้เขียนล้างจานแล้วก็นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะ นึกถึงพี่สาวและพี่ชายที่แสนดีของผู้เขียนที่ตอนนี้เป็น “เจ้านาย” กันไปหมดแล้ว  การเป็น “นายคน หรือเจ้านาย” นั้น เนื่องจากมี “ลูกน้อง”  เจ้านายจำเป็นต้องใช้ทั้งพระเดชพระคุณ เปรียบเสมือน สก๊อตช์ไบรต์และฟองน้ำ ที่มีการรวมตัวระหว่างขั้วขัดแย้งสองอย่าง  นุ่มนวลและหนักแน่น  อ่อนโยนกับแข็งแกร่ง ละเอียดกับหยาบ  เป็นหยินและหยางที่วางอยู่ในวงกลมเดียวกัน  เขียนมาถึงตรงนี้ผู้เขียนนึกถึง พี่สาวสุดที่รักของผู้เขียน  พี่นกหน่อยนั่นเอง  ผู้เขียนได้เฝ้ามองการเป็นนายคนหรือเจ้านายของพี่นกหน่อย  มาตั้งแต่เรียนปริญญาโทจบ  ผู้เขียนคิดว่า ถ้ามีเจ้านายแบบนี้ ทำงานให้จนลืมตายเลย เพราะพี่นกหน่อยใช้ทั้งฟองน้ำและสก๊อตช์ไบรต์ในการดูแลลูกน้องได้อย่างสมบูรณ์แบบ  ถึงแม้ส่วนใหญ่พี่นกหน่อยจะใช้ฟองน้ำก็ตาม แต่เมื่อไหร่ที่ถึงเวลา
ที่จะต้องขัดคราบที่ติดอยู่ พี่นกหน่อยก็สามารถใช้สก๊อตช์ไบรต์ขัดได้อย่างลงตัว
            นอกจากนี้หากมองย้อนกลับไปสมัยเราเรียนปริญญาตรี ตอนเป็นเฟชชี่ตัวน้อยที่เข้าซ้อมเพลงเชียร์  มีพี่ประธานเชียร์ หน้าหล่อ ใจดีคอยสอนน้องร้องเพลง  และมี พี่หน้าโหด หนวดเต็ม เป็นว้ากเกอร์คอยดุน้องๆ  เพราะหากมีแต่พี่ใจดีๆ น้องๆอาจจะเหลิงกันได้  อะไรที่ไม่ถูกไม่ควรก็ต้องมีการดุกันไว้บ้าง  ประธานเชียร์ผู้ใจดีก็เปรียบเสมือนฟองน้ำนุ่มๆ  ส่วนว้ากเกอร์โหดๆก็เปรียบเสมือนสก๊อตช์ไบรต์ที่เอาไว้ขัดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม   
             “ผู้คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเรานั้นมีมากมายหลายประเภท บ้างต้องการการพูดจาด้วยความอ่อนโยน บ้างก็ต้องเล่นบทโหดจึงจะปรับตัวเปลี่ยนพฤติกรรม” และประโยคที่ นิ้วกลม ได้กล่าวไว้ก็ประทับใจผู้เขียนอีกเช่นเคย

              พอผู้เขียนจะเริ่มกัดคุ้กกี้ชิ้นที่ 4 ก็พบว่านี่ใกล้เวลานอนแล้ว การกินคุ้กกี้ของผู้เขียนในวันนี้ ช่างมีความสุขเสียเหลือเกิน เหมือนดั่งที่ นิ้วกลม พยายามทำให้งานเขียนของเขาเหมือนกับเรื่อง ... คุ้กกี้ทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้น … งานเขียนของนิ้วกลมก็ทำให้คนที่อ่านหนังสือของเขา ยิ้ม และ รู้สึกว่าโลกน่าอยู่ขึ้นจริงๆ ...    
              ขอขอบคุณพี่สาวคนสวยที่แสนดีที่แบ่งปัน คุ้กกี้ในร้านขนมแห่งนี้ ให้ผู้เขียนได้ลองชิม...    




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
philharmonics วันที่ : 27/05/2010 เวลา : 15.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/philharmonics
ฟั่นเฟือนคือการทำสิ่งเดิมซ้ำๆแต่คาดหวังผลลัพธ์ใหม่ๆ

สวัสดีครับไผ่ สบายดีนะ
ฝากหลักสูตรไว้พิจารณาหน่อยครับ
http://www.oknation.net/blog/philharmonics/2010/05/07/entry-1

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน