พิมพ์หน้านี้
|
Options แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ Call Options และ Put Options โดยที่คำว่า Options นี้ สื่อถึงสิทธิของผู้ถือหรือผู้ซื้อ Options ในการที่จะซื้อ/ขายสินทรัพย์อ้างอิง ณ ระดับราคาที่กำหนดเป็นราคาใช้สิทธิ (Strike Price) ในวันครบกำหนดของสัญญา (สำหรับ European Options) ซึ่งสิทธินี้เองที่ทำให้ผู้ซื้อ Options มีกำไรได้อย่างไม่จำกัด แต่มีผลขาดทุนสูงสุดเท่ากับราคาของ Options หรือ Premium ที่จ่ายออกไป โดยที่ผลตอบแทนของ Options นั้น สามารถแสดงออกมาเป็นแผนภาพได้ดังนี้ 1. Call Options ==> เนื่องจาก Call Options ให้สิทธิกับผู้ถือในการซื้อสินทรัพย์อ้างอิง (Underlying Asset) ที่ Strike Price ดังนั้น ผู้ถือ Call Options จะใช้สิทธิก็ต่อเมื่อราคาของสินทรัพย์อ้างอิง (Underlying Price) มีค่าสูงกว่า Strike Price ยิ่ง Underlying Price มีค่าสูงกว่า Strike Price มากเท่าใดผู้ถือ Call Options ก็ยิ่งมีกำไรมากขึ้นเท่านั้น ในทางตรงข้าม ผลขาดทุนสูงสุดที่ผู้ถือ Call Options จะต้องเสียไปนั้นได้ถูกจำกัดไว้ที่ราคาของ Options ที่จ่ายออกไปให้กับผู้ขาย โดยที่เราสามารถเขียนสูตรการคำนวณผลกำไรของผู้ถือ Call Options ในวันครบกำหนดอายุของสัญญาได้เป็น Max(Underlying Price - Strike Price, 0) - Premium หรือ Max(S-K, 0) - Premium โดยที่ S และ K คือ Underlying Price และ Strike Price ตามลำดับ ตัวอย่างเช่น การซื้อ Call Options ซึ่งมี Strike Price ที่ 100 และ Premium เท่ากับ 2 จะส่งผลให้ผู้ถือ Options ได้ผลกำไรตามแผนภาพด้านล่าง
เมื่อ Underlying Price น้อยกว่าหรือเท่ากับ 100 ผลขาดทุนที่เสียไปจะเท่ากับ 2 แต่เมื่อ Underlying Price สูงกว่า 100 ผลขาดทุนดังกล่าวจะลดลงเรื่อย ๆ จนมาถึงจุดคุ้มทุน (Break-even point) เมื่อ Strike Price เท่ากับ 102 ซึ่งก็คือ Strike Prce + Premium นั่นเอง และถ้า Underlying Price เพิ่มขึ้นเกิน 102 มากเท่าไร ผู้ถือ Call Options ก็จะมีกำไรเพิ่มขึ้นเท่านั้น โดยที่สามารถมีกำไรได้อย่างไม่จำกัด โดยทั่วไปแล้ว เราสามารถเรียกผู้ถือ Options ได้อีกอย่างหนึ่งว่าผู้ที่มีฐานะ Long Options ในทางตรงข้าม ผู้ขาย Options จะถูกเรียกว่าผู้ที่มีฐานะ Short Options โดยที่ผลกำไรของทั้งสองฝ่ายจะมีเครื่องหมายตรงกันข้าม เนื่องจากผลกำไรของฝ่ายหนึ่งหมายถึงการขาดทุนของอีกฝ่ายหนึ่งเสมอ ดังนั้น ผลกำไรของผู้ที่ Short Call Options คือ Premium - Max(Underlying Price - Strike Price, 0) หรือ Premium - Max(S-K, 0) โดยที่เราสามารถอธิบายผลกำไรของผู้ที่ Short Call Options ได้ตามแผนภาพด้านล่าง กล่าวคือ ผู้ที่ Short Call Options จะมีกำไรสูงสุดเท่ากับ Premium ที่ได้รับในกรณีที่ Underlying Price มีค่าไม่เกิน Strike Price ที่ 100 และเมื่อ Underlying Price มีค่าสูงขึ้น กำไรดังกล่าวก็จะค่อยๆ ลดลงจนเท่ากับ 0 ณ Break-even point ที่ 102 และยิ่ง Underlying Price ในวันที่ครบกำหนดมีค่ามากเท่าใด ผู้ที่ Short Call Options ก็ยิ่งขาดทุนมากขึ้นเท่านั้น โดยที่การขาดทุนนั้นสามารถเกิดขึ้นได้อย่างไม่จำกัด
|