พิมพ์หน้านี้
|
Options Premium หรือราคาของ Options นั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วนคือ Intrinsic Value และ Time Value โดยที่ Intrinsic Value จะมีค่าเท่ากับ Payoff ที่ได้จากสูตร Max(S-K, 0) และ Max(K-S, 0) สำหรับ Call Options และ Put Options ตามลำดับ โดยที่ S คือ Underlying Price และ K คือ Strike Price ส่วนที่ 2 คือ Time Value ซึ่งหมายถึงมูลค่าที่เกิดขึ้นจากการที่ Options นั้น ยังคงมีอายุเหลืออยู่ ตัวอย่างเช่น สมมติให้ Call Options มี Strike Price ที่ 100 แต่ Underlying Price ในขณะนั้นมีค่าเท่ากับ 105 และ Options Premium ที่ได้จากการซื้อขายครั้งล่าสุดมีค่าเท่ากับ 6 เราสามารถหา Intrinsic Value ได้เท่ากับ Max(105-10, 0) = 5 ดังนั้น Time Value จะมีค่าเท่ากับ 6-5 = 1 เนื่องจาก Options Premium = Intrinsic Value + Time Value Time Value = Options Premium Intrinsic Value โดยทั่วไปแล้ว Options Premium สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาตาม Demand และ Supply ของตลาดที่เกิดขึ้นในขณะนั้น อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวของ Options Premium ไม่ได้เป็นไปอย่างอิสระเหมือนกับการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น หากแต่ได้รับอิทธิพลมาจากหลายๆ ปัจจัย โดยที่เนื้อหาในส่วนนี้จะเป็นการอธิบายผลกระทบของปัจจัยต่างๆ ที่มีต่อ Options Premium ซึ่งมีสินทรัพย์อ้างอิง (Underlying Asset) เป็นหุ้นหรือดัชนีราคาหุ้น (Equity or Equity Index Options) และมีเงื่อนไขการใช้สิทธิแบบ European โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 1. ราคาของสินทรัพย์อ้างอิง (Underlying Price: S) และ ราคาใช้สิทธิ (Strike Price: K) เนื่องจาก S และ K คือตัวแปรที่ใช้ในการคำนวณ Payoff ของทั้ง Call Options และ Put Options สำหรับวันครบกำหนดของสัญญา ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงของตัวแปรดังกล่าวจึงทำให้ Intrinsic Value ของ Options เปลี่ยนแปลงไป 2. อายุของสัญญา (Time to Expiration: T) เวลาที่ยาวขึ้นจะทำให้ Premium ของทั้ง Call Options และ Put Options มีค่าสูงขึ้น เนื่องจาก Underlying Price มีเวลามากพอที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลงในระดับที่สามารถทำให้ Intrinsic Value ของ Options มีค่าสูงมากได้ ดังนั้น ผู้ซื้อ Options จึงยินดีที่จะจ่าย Premium มากขึ้นเพื่อให้ได้มาซึ่งอายุของ Options ที่ยาวขึ้น หรือสามารถกล่าวได้ว่า Premium ของทั้ง Call Options และ Put Options จะลดลงเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป หากปัจจัยอื่นอยู่คงที่ และจะมีค่าเท่ากับ Intrinsic Value เมื่อถึงวันครบกำหนด เนื่องจาก Time Value นั้นลดลงจนมีค่าเท่ากับ 0 3. ความผันผวนของสินทรัพย์อ้างอิง (Volatility: V) ความผันผวนที่มากขึ้นจะทำให้ Premium ของทั้ง Call Options และ Put Options มีค่าสูงขึ้น เนื่องจาก Underlying Price มีโอกาสที่จะเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงทั้งในทิศทางขาขึ้น และขาลง ส่งผลให้ผู้ซื้อ Options มีโอกาสได้ Payoff ในระดับที่สูงได้ สาเหตุที่ทำให้ Time to Expiration และ Volatility ที่เพิ่มขึ้นเป็นผลดีต่อ Options Premium นั้น มีสาเหตุมาจากการที่ Payoff ของ Options ได้ถูกจำกัดไว้ให้ห้ามต่ำกว่า 0 ดังนั้น ผู้ซื้อ Options ย่อมอยากได้เวลาที่ยาวขึ้นและความผันผวนที่มากขึ้น เพราะในกรณีที่ผู้ซื้อ Options มีการคาดการณ์ที่ถูกต้องนั้น เขาจะได้กำไรอย่างไม่จำกัด ในทางตรงข้าม ผลขาดทุนสูงสุดได้ถูกจำกัดไว้ในจำนวนที่เท่ากับ Options Premium ที่จ่ายออกไป ไม่ว่าการคาดการณ์นั้นจะผิดพลาดมากน้อยเพียงใด 4. อัตราดอกเบี้ย (Interest Rate: R) อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะทำให้ Premium ของ Call Options เพิ่มขึ้น เนื่องจากเมื่ออัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นนั้น นักลงทุนจะใช้เงินในการซื้อ Call Options น้อยกว่าโดยเปรียบเทียบกับการซื้อหุ้น ทำให้นักลงทุนสามารถนำเงินที่เหลือจากการซื้อ Call Options ไปลงทุนในตราสารทางการเงินอื่นๆ ซึ่งให้ดอกเบี้ยที่สูงได้ ส่วนในกรณี Put Options จะเปรียบเทียบกับการชอร์ตเซล (Short Selling) ในหุ้น คือขายหุ้นก่อนแล้วจึงซื้อ หากดอกเบี้ยสูงขึ้นก็จะเป็นการจูงใจให้นักลงทุนรีบขายหุ้นชอร์ตเซลเพื่อให้ได้รับดอกเบี้ยจากการขายหุ้น ดีกว่าที่จะถือ Put Options ซึ่งเป็นแค่สิทธิในการขาย ดังนั้น เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น Premium ของ Put Options จะลดลง 5. เงินปันผล (Dividend: D) การจ่ายเงินปันผลจะทำให้ Underlying Price ลดลงเท่ากับจำนวนเงินปันผลจ่ายในวันที่ไม่ได้รับสิทธิในเงินปันผลนั้น (Ex-dividend Date) ส่งผลให้ Premium ของ Call options ลดลง ในทางตรงกันข้าม การลดลงของ Underlying Price นี้ จะทำให้ Premium ของ Put Options เพิ่มขึ้น โดยที่ความสัมพันธ์ดังกล่าวนั้น มีข้อสมมติที่สำคัญว่าสิ่งอื่นซึ่งไม่ใช่ตัวแปรที่เราพิจารณานั้นอยู่คงที่ มิเช่นนั้นแล้วผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างออกไป ตัวอย่างเช่น เมื่อ Underlying Price ลดลง ราคา Call Options อาจปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจาก Volatility มีค่าสูงขึ้นก็เป็นได้ ดังนั้น การวิเคราะห์ถึงทิศทางตลาดและการเปลี่ยนแปลงใน Volatility ภายในระยะเวลาที่กำหนด จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการลงทุนใน Options ในขณะที่ อัตราดอกเบี้ยและการจ่ายเงินปันผลนั้นมีความสำคัญที่น้อยกว่าโดยเปรียบเทียบ |