พิมพ์หน้านี้
|
options คือการลงทุนในอะไรครับ ความเสี่ยงของการลงทุนใน options นี้มากหรือน้อยแค่ไหน ผมควรต้องศึกษาหาความรู้ในเรื่องอะไรบ้าง ก่อนเข้าไปลงทุน ? สำหรับ SET50 index options ที่เพิ่งซื้อขายวันแรกในสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ถือได้ว่าเป็นสินค้าตัวที่สองของตลาด TFEX หรือ บมจ.ตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) ถัดจาก SET50 index futures ซึ่งเริ่มซื้อขายกันตั้งแต่เดือนเมษายน 2549 โดยที่ options จะมี 2 ประเภทด้วยกัน คือ call options และ put options ซึ่งมีรหัสเหมือนกับ SET50 index futures ต่อด้วยอักษร C หรือ P และลงท้ายด้วยราคาใช้สิทธิ การลงทุนใน options แบ่งออกเป็น 4 ทางเลือกหลัก ได้แก่ long call, short call, long put และ short put โดยที่เราสามารถคงสถานะดังกล่าวได้จนถึงวันครบกำหนด หรือจะปิดสถานะก่อนถึงวันครบกำหนดในช่วงเวลาทำการเมื่อไหร่ก็ได้ในเบื้องต้นนั้น ผมจะเน้นถึงวิธีการเลือกช่องทางการลงทุนขั้นพื้นฐานที่เหมาะสมสำหรับการคาดการณ์ในแต่ละรูปแบบ โดยมี ข้อสมมติว่าเราคงสถานะจนถึงวันครบกำหนด หากเราตั้งใจที่จะคงสถานะของ options ไว้จนถึงวันครบกำหนดแล้ว การ long options คือ การจ่ายเงินซื้อสิทธิ์ และรอลุ้นว่าเราจะได้รับเงินคืนมาเท่าไหร่ (หรือว่าจะไม่ได้รับคืนเลย) แต่การ short options คือ การรับเงินที่ได้จากการขาย สิทธิ์มาก่อน และเฝ้าดูว่าเราจะต้องจ่ายเงินออกไปเท่าไหร่ (หรือว่าไม่ต้องจ่ายเลย) หากเราคาดการณ์ว่า SET50 index จะปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก การซื้อ call options หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า long call เป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด เนื่องจากเราสามารถได้กำไรอย่างไม่จำกัด ถ้า SET50 index เพิ่มขึ้นมากจริงๆ แต่ผลขาดทุนสูงสุดกลับมีค่าจำกัดอยู่ที่ราคาของ call options ที่เราจ่ายเงินซื้อไป อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องระวังไว้ก็คือ เราจะ เริ่มได้กำไรเมื่อ SET50 index ในวันครบกำหนดมีค่าสูงกว่าราคาใช้สิทธิบวกด้วยราคาของ options (strike price + premium) ตัวอย่างเช่น ถ้าเรา long S50Z07C680 ที่ราคา 30 จุด แล้ว เราจะเริ่มกำไรเมื่อ final settlement price ในวันที่ 27 ธันวาคม 2550 สูงกว่า 710 จุด เป็นต้น ในทางกลับกัน หากเราคาดการณ์ว่า SET50 index จะปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง การ long put เป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด เนื่องจากเราจะได้กำไรอย่างไม่จำกัดถ้า SET50 index ลดลงอย่างรุนแรงตามคาด แต่ผลขาดทุนสูงสุดมีค่าจำกัดเท่ากับ premium ที่เราจ่ายเพื่อซื้อ put options นั้นๆ โดยที่เราจะเริ่มได้กำไรก็ต่อเมื่อ SET50 index ในวันครบกำหนดมีค่าต่ำกว่า strike price-premium ในบางครั้ง (ถึงบ่อยครั้ง) เราอาจคาดการณ์ทิศทางของ SET50 ได้ถูกต้อง แต่ขนาดของการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่เพียงพอที่จะทำให้การ long options ได้กำไร ดังนั้น การ short options จึงเหมาะสมกว่าสำหรับการคาดกาณ์ที่ว่า SET50 จะปรับขึ้นหรือลงเพียงเล็กน้อย หากเราคาดว่า SET50 ไม่น่าจะลงแต่อาจเพิ่มขึ้นได้เล็กน้อย สิ่งที่ควรทำคือการ short put ในทางกลับกัน หากเราคาดว่า SET50 จะปรับลงเพียงเล็กน้อย สิ่งที่เหมาะสมคือ การ short call อย่างไรก็ตาม การ short options ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดเหมือนกับการซื้อขาย futures เนื่องจากมีโอกาสที่จะขาดทุนได้อย่างไม่จำกัดถ้าเราคงสถานะนั้นจนถึงวันครบกำหนด (ดูกราฟประกอบจาก post ก่อนหน้านี้ได้ครับ) ดังนั้น ข้อสรุปสำหรับวันนี้คือ ถ้าคาดว่าตลาดจะขึ้นอย่างรุนแรง ก็ให้ long call ในทางตรงข้าม ถ้าคาดว่าตลาดจะลงอย่างรุนแรง ก็ให้ long put แต่ถ้าเราคาดการณ์ว่าตลาด น่าจะปรับขึ้นได้เล็กน้อย ก็ควร short put ตัวละครสุดท้ายก็คือการ short call ซึ่ง เหมาะสมสำหรับการคาดการณ์ว่าตลาดจะปรับลงเพียงเล็กน้อย ส่วนการเลือกว่าจะ long หรือ short options ที่ strike price ใด จึงจะเหมาะสมนั้น ผมจะขอเก็บไว้อธิบายในโอกาสหน้านะครับ |
| << | พฤศจิกายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | |