พิมพ์หน้านี้
|
สภาพภูมิศาสตร์ที่ตั้งของลุ่มน้ำปากพนัง เป็นลักษณะพื้นลาด ไล่ระดับจากเทื่อก เขานครศรีธรรมราช ด้านทิศตะวันตก สู่ชายทะเลทิศตะวันออก หรืออ่าวไทยโดย มีลำแม่น้ำปากพนัง เลียบขนานไปกับอ่าวไทย ไปออกทะเลสาบสงขลา ผ่านอำเภอระโนตจังหวัดสงขลา ช่วงแยกไปสู่อำเภอเชียรใหญ่ อำเภอชะอวด เป็นสามแยก ที่ชาวบ้านเรียกกันว่าปากแพรก ลุ่มน้ำปากพนังครอบคลุมพื้นที่ ในเขตอำเภอปากพนัง อำเภอหัวไทร อำเภอเฉลิมพระเกียรติ อำเภอเชียรใหญ่ อำเภอชะอวด อำเภอจุฬาภรณ์ อำเภอร่อนพิบูลย์ อำเภอพระพรหม จากคำว่าพนังแปลว่า กำบัง คำว่าปากพนังเป็นชื่อรียกสั้นๆของปากแม่น้ำพนัง บริเวณปากแม่น้ำพนัง เป็นทำเลดี มีความเหมาะสมที่จะใช้เป็นที่จอดเรือ หลบมรสุม เพื่อเป็นที่ข่นถ่ายสินค้า มีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย มีสายน้ำแยกมาจากภูเขา เทื่อกเขาจังหวัดนครศรีธรรมราช(เราเรียกเขาเหมน หรือเมรุ) ด้านทิศตะวันตก ที่ตั้งอยู่ในเขตอำเภอลานสกา ลำคลองร่องน้ำไหล ผ่าน อำเภอพระพรหม ผ่านอำเภอเชียรใหญ่ ออกสู่แม่น้ำ ลุ่มน้ำปากพนังช่วงที่อยู่ในเขตอำเภอเชียรใหญ่ และคลองท่าแพบนเทือกเขาเหมน ไหล่ ออก ตลาดเสาธงในเขตอำเภอร่อนพิบูลย์ ลงสู่ โคกคราม ผ่านเชียรใหญ่ ที่ บ้านชะเมา ไปออกแม่น้ำปากพนัง ที่ ที่ มีโรงสีไฟขนาดใหญ่ตั้งอยู่ คือโรงสีแม่หนูพิณ( คลองบางไทร) กลับไปเยียมพ่อแล้วจะยืมรถยนต์น้องออกสำรวจอีก เทือกภูเขาในเขตอำเภอร่อนพิบูลย์ ซึ่งเป็นเทื่อกเขาสลับซับซ้อน แนวเทือกเขายาว ต่อจากเทือกเขาในเขตอำเภอลานสกา ด้านทิศเหนือ จรดภูเขาในเขตอำเภอทุ่งสง ด้านทิศใต้ ต่อแนวเทือกเขาในเขตจังวัดตรังด้านทิศใต้ บนเทือกเขาในเขต อำเภอร่อนพิบูลย์ มีคลองเถลิง หรือที่ชาวบ้านเรียกในเหลิง(ต้นน้ำคลองฆ้อง) ในพื้นที่ตำบลหินตก อำเภอร่อนพิบูลย์ ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำ ผ่านลงสู่คลองพุดหงใกล้ๆเขตเทศบาลหินตกปัจจุบันนี้(บ้านผมพ่ออพยพย้ายมาอบู่ตรนี้แหละ เมื่อ ลุ่มน้ำปากพนังการทำนาไม่ได้ผล) สายน้ำลำคลองจะไหลลงสู่ที่ราบ ผ่านอำเภอเฉลิมพระเกียตรติ อำเภอเชียรใหญ่ ลงสู่แม่น้ำ บรรจบกัน เรียกว่าคลองฆ้อง ซึ่งในอดีตบริเวณตั้งแต่ปากคลองฆ้องมุ่งสู่ทิศตะวันตก จะเป็นป่าอุดมสมบูรณ์ เป็นที่ซับน้ำ มีป่าพรุ ป่าโปร่ง ป่าไม้นานาพรรณ มีปลาชุกชุม มีปลาเนื้ออ่อน ลักษณะคล้ายปลาดุกเนื้ออ่อน(แต่ตัวโตกว่า) ชาวบ้านเรียกปลาลำพรรณ ปัจจุบันนี้ได้สูญพันธ์ไปแล้ว เนื่องจากระบบนิเวศน์วิทยาเสียไป ป่าพรุ่ถูกทำลายมีถนนตัดกันทางน้ำ ปาพรุ่ ตื่นเขิน เป็นที่ปลูกปาล์มไปเป็นจำนวนมาก กาลเวลามักจะทำลายระบบนิเวศน์วิทยาไปเพราะพลเมืองสืบพันธ์ กันออกลูกหลาน จำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้น ประเทศไทยเราในอดีต ขาดการจัดการระบบธรรมชาติ ป่าไม้ จัดพื้นที่ กอปร กับกิเลศ ความโลภ ใช้ทัพย์กรสิ้นเปลื้อง บุคคลบ้างกลุ่ม มีพฤติกรรมกอบโกยตักต้วง การบุกรุกทำลายป่าไม้ การทำเหมืองแร่ของนายทุน ฝรั่งต่างชาติ บิเวณเขตอำเภอร่อนพิบูลย์(ปัจจุบันนี้กำลังจะทำสนามกีฬาจังหวดตรงนี้) ยังมีร่องร่อยการทำเหมืองแร่ในเขตอำเภอร่อนพิบูลย์ ป่าไม้ต้นน้ำถูกแพ้วถางทำลายไป พื้นที่ป่าต้นน้ำถูกทำลาย ลำน้ำธรรมชาติสายต่าง ในเขตอำเภอชะอวด และรอยต่อเขตจังหวัดตรังถูกบุกรุกแพ้วถาง จึงเป็นเหตุให้ พื้นที่ราบขาดความอุดมสมบูรณ์ คลองสาขา ของแม่น้ำ น้ำจะแห้งผาก ความแห้งแล้งตามมา ฝนตกไม่ต้องตามฤดูกาล ความเดื่อดร้อนก็ตามมา ธรรมชาติสร้างมนุษย์ทำลาย เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้และล่องเรือไปตามลุ่มน้ำปากนังเมื่อปี พ.ศ. 2449 ทรงแปลกพระทัย โดยได้บันทีก พระราชหัตถเลขา พรรณาถึงสถาพท้องถิ่น ชีวิตความป็นอยู่ ของผู้คนและสภาพเศรษฐกิจถ่ายทอดมาบางส่วนว่า......ไม่นึกเลยว่าปากพนังจะใหญ่โต มั่งมีถึงเพี่ยงนี้ แม่น้ำโตราวสักแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพฯ เป็นที่นาอุดมดี บ้างก็กล่าวกันว่าดีกว่าที่นาคลองรังสิต และความตอนหนึ่งว่า...ถึงปากแพรก ซึ่งแม่น้ำสองแยก แยกหนึ่งเลี่ยบไปตามทะเลถึงตำบลทุ่งเขาพังไกร ซึ่งเป็นที่อุดมดี ข้างจีนกล่าวกันว่าดีกว่าทุ่งคลองรังสิต และมีที่ว่างเหลื่ออีกมากจะทำนาขึ้นได้ใหม่มากกว่าที่มีอยู่แล้วเดี่ยวนี้อีก 10 เท่า เขากะกำลังทุ่งนั้นว่า ถ้ามีนาบริบูรณ์จะตั้งโรงสีไฟได้ 10 โรง ขาดแต่คนเท่านั้น หลังจากเสด็จกลับกรุงเทพฯ พระองค์ได้สงเสริมให้มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจการค้าข้าว ที่ปากพนังโดยพระราชทานให้เงิน ให้คนจีนตั้งโรงสีข้าว ถ้าเป็นปัจจุบันนี้ คือการให้บีโอไอนั้นเอง
โรงสีไฟเครื่องจักรไอน้ำ ที่พระบามสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จมาทำพิธีเปิด เมื่อ 8 กรกฎาคม 2449
โรงสีเครื่องจักรไอน้ำที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้สมัยรัชกาลที่ 5 กำลังการผลิดสีข้าวสารได้ผลผลิตมากที่สุด
ตึกสามชั้นในอำเภอปากพนังถือว่าเป็นตึกที่สูงที่สุด ในอดีต สมัยรัชกาลที่ 5 และ จะเห็นสะพานบางวัม บางวัมเป็นลำคลอง ที่สายน้ำไปสู่ชายทะเลด้านตะวันออก
ตึกสามชั้น ถ่ายเมื่อ วัน ที่ 8 ธันวาคม 2550 ปัจจุบัน เป็นตึกไม่ร้าง แต่เป้นโรงแรมนกนางแอน มีมูลค่าประเมินไม่ได้
รังนกนางแอนที่เป็นยอดปราถนา ของผู้สรางคอนโด ล่อให้นกมาพักพิงโดยใช้วิธีการเปิดเทป เรียกให้นกมาพักทำรัง
ร้านสามพี่น้องที่เป็นที่เลื่องลื้อของชาวบ้านลุ่มน้ำปากพนัง ว่าเจ้าของร้านอัทธยาศัยดีมากๆ เชิญชวนซื้อของ เชิญเข้าร้าน ไม่ซื้อไม่เป็นไร แวะดูได้ เมื่อ 60 ปี มาแล้ว เจ้าของร้านพูดเช่นนั้นจริงๆครับ ผมเข้าไปซื้อของแล้วขออนุญาตถ่ายภาพครับ
ประตูน้ำที่เห็นเหนือคอนโดนกนางแอน นั้นเป็นประตูน้ำอุทกวิภาทประสิทธ์ครับ ภาพต่อมาเป็นภาพคอนโดนกนางแอน ครับ ใส่ภาพให้สลับกัน
โรงแรมนกนางแอ่น ที่ปากพนัง เป็นโรงแรมที่เจ้าของลงทุนให้นกมาพักทำรังว่างไข่ รังนกนางแอ่นราคาแพงมากๆ ที่มองเห็นเป็นรูๆนั้นแหละเป็นทางให้นกบินเข้าไป ทำรัง ข้างล่างนี้เป็นภูมิปัญญาของคนปักษ์ใต้บ้านเราที่นำใบไม้มาทำภาชนะ เพื่อการดำรงชีพได้ บ้างแห่งใช้กาบหมาก มาทำทีตักน้ำ น้ำที่ตัก ตักจากสายน้ำธรรมชาติในลำคลอง หมาจากทำจากใบจาก และยังมีอุปกรณ์อื่นๆอีกทีใช้ในการดำรงชีพ เช่นก่อนถึงหน้าฝน ก็นำใบลานมาเย็บแชง ไว้คลุมกันฝน หรือปิดสิ่งของ หรือเย็บเป้นแม่งดาใช้คลุมเฉพาะคน เดินกลางฝน กันฝนได้ครับ หมาจากครับ......แต่ให้หมาปากยาวๆจากไปนั้นมันลำบากจริงหน่อ..พูดถามออกมาได้ ว่าใคร่...มามั่ง ไม่อายลูกหลานหรือไง ภาพกระเบื้องดินเผาข้างล่างนี้ ผมถ่ายมาจากวัดรามประดิษฐ์ ที่ใกล้ๆอู่ต่อเรือประมงนายสอน การหาวัสดุก่อสร้างของชุมชนลุ่มน้ำปากพนังนอกจากใช้ใบจากมาเย็บจากมามุ่งหลังคาแล้ว พัฒนาขึ้นมาโดยใช้กระเบื้องดินเผามามุงหลังคากระเบื้องดินเผา จะมีแหล่งผลิตทำเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น อยู่พื้นที่ รอบทะเลสาบสงขลา เช่นสทิ้งพระ สิงห์นคร ฯ เดื่อนสิบเอ็ดเดือนสิบสองน้ำหลาก จะบรรทุกใส่เรือสำเภา มาขายในลุ่มน้ำปากพนัง กระเบื้องที่เห็นนี้น่าจะมีอายุ นับร้อยปีแล้วครับ ภาพกระเบื้องด้านล่างครับ(จริงๆแล้วผมตั้งใจจะไปถ่ายรูปเรือเพรี่ยว ที่เป็นไม้ตะเคียนต้นเดี่ยวกัน ชื่อเรือม้าวิ่ง เรือสิงคนอง อยู่วัดรามประดิษฐ์ หนึ่งลำ อยู่วัดท่าซอม หนึ่งลำ คุณปู่ผมไป นำมาจากวัดวังม่วงอำเภอฉวาง เมื่อ ปี 2470 โน้น แต่เรือไม่อยู่ครับ แล้วจะเขียนเล่าการได้มาของเรือเหล่านี้ครับ เป็นเรือรับเสด็จ คร่าวร.5 เสด็จหัวเมืองปักษ์ใต้)
ที่มองเห็นเป็นท่อๆปล้องๆนั้นเป็นท่อโรงสีไฟที่มีอยู่สองฝั่งริมแม่น้ำตั้งแต่อำเภอปากพนังไปอำเภอหัวไทร อำเภอเชียรใหญ่ โดยเฉพาะที่ ปากแพรกสามแยกแม่น้ำไหล่ผ่านจะมีหลายท่อหลายปล้อง
กระถางต้นไม้ ที่สูงที่สุดในโลก อยู่ที่อำเภอปากพนัง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยเขียนไว้ ในหนังสือเล่มไหน ผมจำไม่ได้เสียแล้ว นี้ก็อีกท่อที่อุดมไปด้วยวัชพืช น่าเสียดายที่ เทศบาล หรือหน่วยงานทางราชการไม่ได้นำส่งเหล่านี้มาจัดเป็นพิพิทธภันณ์ แหล่งเรียนรู้ เพื่อจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวทำเงินได้มหาศาล เมื่อทุกๆคนมุ่งสู่ลุ่มน้ำ การใช้จ่ายเกิดขี้น
ที่ตรงนี้แหละใคร่ๆอยากไปเทียวกัน เพราะ องค์พระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชได้มีแนวพระราชดำริไว้
พระตำหนักที่ประทับ ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีเสด็จมาเปิดเป็นทางการแล้ว
พระตำหนักอีกมุมมองหนึ่ง ซึ่งอนาคต ถ้าทำ ประชาสัมพันธ์ และนำเสนอการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ได้ดีมากครับ เสนอมา ณ.ที่นี้ ให้ทานๆลูกหลานปากพนังทำเสีย ท่าน ผู้ว่าราชการ ก็คนอำเภอหัวไทร ลุ่มน้ำปากพนังมิใช้หรือ แล้วอีกท่าน คุณบุญญวัฒน์ ชีช้าง ก็คนอำเภอหัวไทร เป็นถึงปลัดจังหวัดอย่ามองข้าม ตรงนี้ครับ ลำคลองบางวัม ที่หายไป ปัจจุบันนี้ ถูกคอนกรีต เททับคร่อมลำคลอง ผมไป สำรวจดู ปรากฎว่า ทำคร่อมไว้จริง คงเห็นว่าไม่มีใคร่พายเรือสี(ผี)หลอกไปหาปลาตามคลองบางวัมแล้ว ครั้นจะถมเสีย ก็ไม่มีทางระบายน้ำ
ในแม่น้ำยังมีเรือประมงขนาดใหญ่แล่นอ่อยสร้อยไปเรื่อยๆ
ภาพถ่ายบ้านนาย........... ที่รอดตายเมื่อ วาตภัย แหลมตะลุ่มพุก 25 ตุลาคม 2505
เมื่อนาย...รอดตาย ก็มาอยู่บ้านปัจจุบันนี้
ภาพเรือสินค้าอินโดนีเซีย ที่ถูกพายุใหญ่ซัดมาติดชายหาดที่ปลายแหลมตะหลุมพุก ภายหลังกู้ออกไป นี้แหละที่น่าจะถือว่าเป้น อเมซซิง แหลมตะหลุมพุก ผมถ่ายภาพนี้เก็บ ไว้ น่าจะเป็น ปี 2543 เจ้าลูกชายเรียนมัทธยมอยู่ หลานตัวน้อย ยื่นใกล้ๆพ่อเฒ่าตอนนี้โตเป็นหนุ่มแล้ว เจ้าลูกชายผม เขาก็ทำงาน บริษัทเครื่อเจริญโภคภันณ์ ไปหลายปีแล้ว |