พิมพ์หน้านี้
|
พลิกตำนานเพื่อชีวิต : อ่านชีวิตประเสริฐ จันดำ
ชื่อหนังสือ : พลิกตำนานเพื่อชีวิต ผู้เขียน : ประเสริฐ จันดำ สำนักพิมพ์ : ดอกหญ้า ราคา : 45 บาท ปีที่พิมพ์ : 2532 พลิกตำนานเพื่อชีวิต เป็นหนังสือที่เขียนโดยประเสริฐ จันดำ นักเขียนจากที่ราบสูง เป็นบทบันทึกความหลังในยุค จากนาครสู่ป่า ในยุคแสวงหาของหนุ่มสาวเมื่อคราประชาธิปไตยเบิกบาน และบันทึกชีวิตในเขตป่าก่อนที่จะคืนสู่เมือง มีเรื่องราวและฉากชีวิตที่บ่งบอกบ่งบอกถึงตำนานนักสู้แห่งอุดมการณ์ทั้งทางวรรณกรรมและการเมือง ผ่านการเรียบเรียงในรูปแบบบทบันทึกความย้อนหลัง ภายหลังคือสู่เมืองของ ประเสริฐ จันดำ มีเนื้อหาที่สนใจจึงนำมาเรียบเรียงเพื่อการศึกษาต่อไป ตำนานแห่งชีวิต หากย้อนอดีตความเป็นมาของประเสริฐ จันดำ พบว่า เกิดเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2488 ที่บ้านตาด อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ได้รับการศึกษาเบื้องต้นที่บ้านเกิดหลังจากนั้นจึงเข้ามาศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาที่จังหวัดบุรีรัมย์ หลังจากนั้นจึงเข้ามาศึกษาต่อที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยเป็นรุ่นแรก ในปี 2505 โดยพักอยู่ที่วัดหงส์รัตนาราม เจริญพาศน์ ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยนับเป็นจุดเริ่มต้นในการสนใจงานด้านวรรณกรรม ด้วยกันจัดทำหนังสือในระหว่างเรียนโดยมีเพื่อนร่วมรุ่นที่มาความสนใจด้านการเขียนในยุคนั้น คือ สำเริง คำพะอุ, วิทยากร เชียงกลู, ปิยะพันธ์ จัมปาสุต, พิบูลย์ชัย พันธุลี, สมพล สังเวช ร่วมกันจัดทำ กุหลาบสาร หนังสือพิมพ์ในโรงเรียน ประเสริฐ จันดำ มีความสนใจในเรื่องของการเขียนกลอนเป็นเบื้องต้นในช่วงที่โรงเรียนสวนกุหลาบในระหว่างที่กลับบ้าน มักจะแวะมาเขียนกลอนในสมุด เกลียวกลอนคำเพื่อน ที่ จักรวาลกวี รายการกลอนที่ออกอากาศทางสถานีวิทยุ ปชส. 7 ใต้สะพานพุทธ โดยมีนเรศ นโรปกรณ์ เป็นผู้ดำเนินรายการ นอกจากนั้นยังมี ปิยะพันธ์ จัมปาสุต เพื่อนร่วมรุ่นเป็นผู้อ่านบทกลอน อยู่ประเทศธานีบุรีรัมย์ มาเดินย่ำบางกอกบอกว่าเก่ง หิวท้องแห้งหลังโกงเดินโทงเทง เรานักเลงชีวิตคิดไว้ลาย แล้งก็เพียงแผ่นดินมันสิ้นฝน น้ำใจคนอย่ามาแล้วหาย ถ้าหากมีชีวิตเพราะอิฐทราย ถึงตัวตายเราก็จะพอใจ แต่ที่นี้เดินดินต้องกินข้าว เชื่อเถือสาวฟังฉันอย่าหมั่นไส้ อยู่ประเทศธานีบุรีไร ถือทำไม...รักกันเถิดขวัญตา
ประเสริฐ จันดำ อดีตนักกลอนคณะ "จักรวาลกวี" เขียนไว้ในสมุด "เกลียวกลอนกวี" วันที่ 16 มีนาคม 2509 ในวัย 21 ปี จบการศึกษาจากสวนกุหลาบวิทยาลัยแล้ว โรงเรียนฝึกหัดครูพระนคร บางเขน คือสถานศึกษาที่ประเสริฐ จันดำ วาดหวังไว้ตามเจตนารมณ์ของผู้เป็นพ่อที่มีอาชีพเป็นครู โดยพักอยู่ที่วัดดาวสุนทร บางเขน ภายหลังเรียนได้ 1 ปี จึงออกจากโรงเรียนฝึกหัดครูพระนคร ในช่วงปี 2508 รับจ้างเขียนโปสเตอร์อยู่ที่โรงหนัง เฉลิมเกียรติสกุล อยู่พักหนึ่งจึงกลับไปพักอยู่ที่บุรีรัมย์บ้านเกิด พักกาย พักใจให้หายวุ่นวายในดวงจิต ในยามที่ดอกคูนบานเหลือเต็มต้น อยู่ที่บุรีรัมย์สักพัก พี่สาวได้ฝากเข้าทำงานที่สรรพสามิตจังหวัดออกตรวจจับเหล้าเถื่อนเป็นประจำ แต่รู้สึกสงสารชาวบ้านที่ทำมาหากินเลี้ยงชีพจนต้องถูกจับ ไม่ตรงกับอาชีพและความต้องการที่แท้จริงจึงคืนสู่เมิองหลวงอีกครั้ง เพื่อมุ่งมั่นในงานเขียนที่ใจมุ่งหวัง พระจันทร์เสี้ยวตำนานแห่งการแสวงหา หลังกลับคืนสู่เมืองอีกครั้ง ประเสริฐ จันดำ ได้สมัครเข้าเรียนต่อที่คณะวารสารศาสตร์ ภาคสมทบ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำให้ได้พบกับเพื่อนกลุ่ม พระจันทร์เสี้ยว ชมรมหนุ่มสาวในยุคแสวงหาก่อตั้งราวปี 2510 เป็นกลุ่มที่สนใจในแวดวงวรรณกรรม ศิลปวัฒนธรรม ดนตรี ของกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศิลปากร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย รามคำแหง รวมทั้งนักเขียน นักวิจารณ์หลายคน ชื่อของกลุ่ม พระจันทร์เสี้ยว เป็นชื่อที่วีระประวัติ วงศ์พัวพันธ์ มาจากคำว่า Cresent Moon ของกลุ่มกวีจีนในอดีต เป็นที่พบปะพูดคุยในแวดวงวรรณกรรม ว่างเว้นจากการเรียนบ้างครั้งไปรับจ้างเกี่ยวข้าวตามท้องทุ่งบางเขนตามอาชีพของบรรพบุรุษเมื่อครั้งอยู่บุรีรัมย์ ในช่วงที่เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประเสริฐ จันดำ เริ่มต้นเข้าสู่วงการหนังสือพิมพ์ที่ เกียรติศักดิ์ รายวัน โดยการแนะนำของนเรศ นโรปกรณ์ ทำหน้าที่หัดเขียนข่าว คอลัมน์ ในยุคสนอง มณีศรี เป็นหัวหน้ากองบรรณาธิการ ในช่วงนั้นได้ย้ายมาอาศัยอยู่ที่วัดกันมาตุยาราม เยาวราช ในช่วงนี้เขาเริ่มเขียนงาน บทกวี เรื่องสั้น และนวนิยายในนิตยสารรายสัปดาห์ โดยใช้นามปากกาที่หลากหลาย
นักเขียนหนุ่มสาวกลุ่ม "พระจันทร์เสี้ยว" ในยุคแสวงหา ภาพจากหนังสือพลิกตำนานเพื่อชีวิต ภายหลังปี 2512 ประเสริฐ จันดำ วางมือจากการเรียนหนังสือที่คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ใช้ชีวิตนักเขียนอย่างเข้มข้น พร้อมกับเริ่มต้นกับงานเขียนทุกประเภท ตั้งแต่เรื่องชาวบ้าน ผีสางนางไม้ บู๊ดุเดือด และแนวเริงรมย์ โดยเริ่มเขียนมาตั้งแต่นิตยสาร ขวัญจิต รายสัปดาห์ ในยุค ณรงค์ จันทร์เรือง ร่วมเป็นกองบรรณาธิการ ภายหลังนิตยสาร ขวัญจิต เลิกกิจการยังคงเขียนงานมาเรื่อย ๆ ในเครือประพันธ์สาส์น สำนักพิมพ์สยาม โดยเฉพาะนามปากกา ดอน ไผ่งาม เขียนเรื่องในแนวระทึกขวัญได้อย่างระทึกอารมณ์ ที่สำนักพิมพ์สยามได้จัดพิมพ์ผลงานเล่มแรก มาลัยสองชาย คู่กับ ณรงค์ จันทร์เรือง คนละครึ่งเล่ม ซึ่งได้รับการต้อนรับจากผู้อ่านเป็นอย่างดี จนต่อมาในปี 2513 จึงได้มีผลงานเรื่องสั้นเล่มแรกเป็นของตนเองคือ ดอกคูนเสียงแคน โดยนำประสบการณ์เมื่อครั้งทำงานเป็นลูกมือของสรรพสามิตถือเป็นประสบการณ์ชั้นดี ถูกกลั่นกรองออกมาเป็นเรื่องสั้นในชุด ดอกคูนเสียงแคน เช่น หลุมเหล้า, เหล้าและเพื่อน, ลานสาง ฯลฯ รวมเรื่องสั้น "มาลัยสองชาย" และ "ดอกคูนเสียงแคน" ฉบับพิมพ์ครั้งแรก โดยสำนักพิมพ์สยาม ภาพจากหนังสือฝอยฝนบนม่านฝุ่น พิมพ์ครั้งที่ 2 โดยเอื้ออาทรสำนักพิมพ์ ซับแดงมหาวิทยาลัยแห่งชีวิต : อุดมการณ์ยังไม่สิ้น เหตุการณ์ 14 ตุลาคม ส่งผลต่อจิตใจของประชาชนและผู้อยู่ในเหตุการณ์ ประเสริฐ จันดำ เป็นหนึ่งของผู้อยู่ในเหตุการณ์นั้น แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในบทบาทของผู้นำ แต่ด้วยหัวใจที่ตระหนักถึงความชอบธรรมในสังคมคือฟันเฟืองหนึ่งที่ขับเคลื่อนกงล้อประวัติศาสตร์ที่จะเห็นชาติบ้านเมืองหลุดพ้นจากการผูกขาดจากต่างชาติ รวมทั้งระบบการปกครองในประเทศ จึงเกิดขบวนการนักศึกษาเคลื่อนไหวทางการเมืองในรูปแบบองค์การบริหารงาน ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ด้านการอภิปราย สัมมนา และการประท้วงที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์บ้านเมืองมากยิ่งขึ้น ทั้งกรณี ทุ่งใหญ่ รวมทั้งการสั่งลบชื่อนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ก่อให้เกิดการรวมพลังครั้งยิ่งใหญ่ และเกิดเหตุการณ์นองเลือดในห้วงเวลาต่อมา ประเสริฐ จันดำ ในวัยหนุ่มที่หมุ่บ้านซับแดง อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น ภาพจากหนังสือซับแดง หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ประเสริฐ จันดำ เริ่มห่างเหินจากเพื่อนในกลุ่มพระจันทร์เสี้ยว ทั้งนี้เพราะหลายคนสำเร็จการศึกษา หลายคนได้บรรจุเข้าทำงาน ในขณะที่หลายคนได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว ประเสรฺฐ จันดำ มุ่งหน้าทำงานที่เชียงใหม่อยู่พักหนึ่ง ได้พบกับพัลลภ ขันธนันท์คำ นักหนังสือพิมพ์ ภายหลังได้รับการชักชวนจากสมคิด สิงสง ซึ่งในขณะนั้นได้หันหลังให้กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อมุ่งหน้าพัฒนาบ้านเกิดที่หมู่บ้านซับแดง อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น ถนนสายนั้นจึงมุ่งหน้าสู่จังหวัดขอนแก่นตามหัวใจปรารถนาในช่วงปลายปี 2516 บทกวี "ร้อยกรองจากซับแดง" ของ ประเสริฐ จันดำ รวมบทกวี "บทเพลงแห่งฤดูกาล" ของ ประเสริฐ จันดำ โดยสำนักพิมพ์สุขภาพใจ ที่หมู่บ้านซับแดง สามสหายหนุ่มใช้เถียงนาเป็นสถานที่ให้การศึกษาสำหรับเยาวชนหนุ่มสาวที่เสร็จสิ้นภารกิจในทุ่งนา ส่วนตอนกลางคืนก็ใช้เป็นที่นอนของสามหนุ่มในยุคอุดมการณ์เพื่อมวลชน จากเถียงนาน้อยกลางทุ่งนาต่อมาได้มีการปลูกสร้างเป็นโรงเรือนกลางเนินทุ่งนาโดยมีชาวบ้านและนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นร่วมบริจากสบทบ ภายหลังก่อสร้างเสร็จใช้ชื่อว่า ฝ่ายการศึกษากลุ่มเยาวชนซับแดง เปิดทำการสอนเมื่อราวกลางปี 2517 ภายหลังจากทำการสอนไม่นานสหายหนุ่มจากเมืองเหนือจึงลากลับคืนเมืองหลวงเหลือเพียงสองสหายหนุ่มลูกอีสานเพื่อสานต่ออุดมการณ์เพื่อบ้านเกิดต่อไป สภาพการเรียนการสอนที่ซับแดงเน้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ไม่มีทฤษฎีทางการศึกษาใดมารองรับ เรียกว่าเป็นทฤษฎีใจต่อใจสานสัมพันธ์มั่นเกลียวมีการร่วมร้องเพลงปลูกใจในบางครั้ง อันเป็นที่มาของ คนกับควาย แปนแอนเติน และ จดหมายจากชาวนา ของวง คาราวาน ในยุคต่อมา บทกวี ร้อยกรองจากซับแดง ของ ประเสริฐ จันดำ มโหรีแห่งชีวิตอิสระ ของ สมคิด สิงสง และบทกวี พิมพะยอม หญิงสาวในจินตนาการและอุดมคติที่มีภาระการงานไม่จบสิ้น เหมือนคนหนุ่มสาวแห่งยุคสมัย ต่างมีแรงบันดาลใจจากการได้ใช้ชีวิตที่หมู่บ้านแห่งนี้ ที่ซับแดงคือความร่วมมือด้วยความสามัคคี เสียสละอย่างใหญ่หลวงของนักคิด นักเขียน และนักต่อสู้เพื่อประชาชนลูกอีสานสองคนเมื่อหลายปีก่อน ประเสริฐ จันดำ เดินทางออกจากหมู่บ้านซับแดงเมื่อราวเดือนพฤษภาคมปี 2518 แวะเยี่ยมศรีศักดิ์ นพรัตน์ ซึ่งสอนอยู่ที่เทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นครราชสีมาก่อนที่จะเดินทางสู่กรุงเทพฯ มาพักอยู่กับเพื่อนในกลุ่มพระจันทร์เสี้ยวอยู่พักหนึ่ง ในบางช่วงของอารมณ์ได้กลั่นความรู้สึกออกมาเป็นบทเพลง จดหมายจากชาวนา ร่วมกับ วิสา คัญทัพ ซึ่งต่อมากลายเป็นหนึ่งในบทกวีร้อยกรอง นำท่วมฟ้าปลากินดาว ร่วมกับวิสา คัญทัพ ในช่วงเวลาต่อมา
รวมเรื่องสั้น "คือเก่า" ของประเสริฐ จันดำ และหนังสือรวมสั้น "เลือดเนื้อเดือนตุลา" ประเสริฐ จันดำ บรรณาธิการ กลับจากซับแดงได้ไม่นาน ประเสริฐ จันดำ ได้รับทราบข่าวการลอบยิงสมคิด สิงสง ที่ซับแดง ทำให้เขาระวังตัวมากยิ่งขึ้น ส่วนด้านงานเขียนก็เริ่มเขียนบทกวี เรื่องสั้น พรั่งพรูสู่โรงพิมพ์ แม้ว่าจะไม่ได้ติดตามผลงานของตนเอง รวมทั้งงานเขียนที่ มหาราษฎร์ รายสัปดาห์ และ อธิปัตย์ ของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ซึ่งในช่วงนี้มีการประท้วง การชุมนุมของกรรมกรในโรงงานมีมากขึ้น ในขณะที่ประเสริฐ จันดำ ยังคงเทียวไป-มา ระหว่างกรุงเทพฯ นครราชสีมา เป็นบางช่วง โดยเฉพาะในครั้งหนึ่งถูกลอบยิงทำให้ศรีศักดิ์ นพรัตน์ บาดเจ็บ เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้เขาตัดสินใจไปพักอยู่กับเพื่อนที่อุบลราชธานีในช่วงเดือนมีนาคม 2519 ที่อุบลราชธานี ประเสริฐ จันดำ ช่วยพรรคพวกหาเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่จะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ แม้ว่าจะไม่มีเหตุการณ์เลวร้ายแต่เขาต้องระวังเป็นพิเศษในสถานการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจ แต่ด้วยภาพลักษณ์ความเป็น คนแดง ที่ติดตัวเขามาตลอดระยะเวลาทำให้วางตัวไม่ถูก จึงได้ตัดสินใจเดินทางไกลสู่ป่าเขากับเพื่อน 4 คน ตามแนวทางแห่งอุดมการณ์ ราวเดือนมีนาคม 2519 ที่เขตป่าอำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี ชายแดนไทย ลาว กัมพูชา แล้วเดินทางต่อไปสู่เขตภูพนมดงรัก จากนั้นจึงพำนักอยู่ที่เขตทับหรือหน่วย 61 เขตน่านเหนือ โดยใช้ชื่อจัดตั้งว่า สหายสิงห์คำ" ผลงานรวมเรื่องสั้น "นางไห้" และรวมข้อเขียน "ตำนานายผี อัศนี พลจันทร" จากนาครสู่ราวไพร : ถนนสายอุดมการณ์ หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ทำให้ผู้นำนักศึกษา นักคิด นักเขียน ปัญญาชน ศิลปินเพื่อชีวิต นักหนังสือพิมพ์และประชาชนคนเมือง หลบหนีการจับกุมและสังหารชีวิตจากเจ้าหน้าที่บ้านเมืองในยุคนั้นอย่างไม่มีทางสู้ จากเมืองเข้าป่าในเขตต่อสู้หรือฐานที่มั่นของพรรคคอมมิวนิสต์ตามภาคต่าง ๆ ในเขตภูพาน ภูซาง ภูสระดอกบัว ในภาคอีสาน รวมทั้งฐานทีมั่นที่จังหวัดน่านเพื่อทำงานด้านวัฒนธรรม เปิดแนวรบในการสื่อสารภายในฐานที่มั่นในประเทศไทย ในเขตป่า ประเสริฐ จันดำ ทำหน้าที่นักรบวัฒนธรรมร่วมกับกองบรรณาธิการ อธิปัตย์ของศูนย์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย และภายหลังได้ดำรงตำแหน่งบรรณาธิการ วรรณกรรมเพื่อชีวิต ซึ่งหนังสือดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการต่อสู้ทางความคิดและสิทธิประชาธิปไตยของประชาชนก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ปลายปากกาของประเสริฐ จันดำ เป็นอาวุธอันคมกริบเชิดชูการต่อสู้ของประชาชนในเขตต่อสู้ด้วยการปลุกจิตสำนึกแห่งความแค้น ในช่วงหนึ่งเขาได้เดินทางไปเยี่ยม สุรชัย จันทิมาธร ที่ T. 100 หรือ เต. ร้อย ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย จึงได้ร่วมแต่งเพลง ฝนเทวา เป็นอีกบทเพลงหนึ่งที่กลั่นจากอารมณ์ของคนที่ไกลบ้านถวิลหาบ้านเกิด บทกวีบทสุดท้ายของประเสริฐ จันดำ '"ง่วงฝน" ในกรุงเทพธุรกิจวันอาทิตย์ 19 พฤศจิกายน 2538 จากราวไพรคืนสู่เมืองและวาระสุดท้ายแห่งชีวิต ประเสริฐ จันดำ คืนสู่เมืองในกลางปี 2424 หลังจากใช้ชีวิตในเขตป่าถึง 6 ปี ภายหลังคืนสู่เมือง ยังคงอยู่ในแวดวงนักคิด นักเขียน และต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในงานรำลึกเหตุการณ์ 14 ตุลาคม ในแต่ละปีมักจะพบเขากับพ้องเพื่อนร่วมรำลึกและอ่านบทกวีด้วยลีลาและอารมณ์ที่เดือดดาดไม้แพ้ตัวหนังสือที่กลั่นกรองออกมาจากหัวใจ รวมทั้งมีนิยาย เรื่องสั้น บทกวี และหนังสือเฉพาะกิจที่เขารับหน้าที่เป็นบรรณาธิการพรั่งพรูสู่ผู้อ่านยังไม่ขาดสาย โดยเฉพาะผลงานยุคเก่า ๆ ถูกปัดฝุ่นขึ้นสู่แท่นพิมพ์อีกครั้ง ประหนึ่งสายฝนที่พรั่งพรูจากฟากฟ้าจากราวไฟสู่เมืองฟ้าอมร ในวาระสุดท้ายแห่งชีวิต ประเสริฐ จันดำ กลับคืนสู่แผ่นดินอีสานอีกครั้งโดยปักหลักเขียนหนังสืออยู่ที่บ้านสำโรงเหนือ ตำบลหนองตาด อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมกับการล้มป่วยด้วยโรคตับจนต้องเข้ารับการรักษาที่โรพยาบาลบุรีรัมย์อย่างต่อเนื่อง และถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2538 เหลือเพียงความทรงจำตำนานแห่งนักต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมในสังคมตลอดมา เจตนารมณ์เพื่อคนทุกข์ยากยังสถิตอยู่ในจิตใจของผู้อ่าน และสานต่ออุดมการณ์ของเขา ประเสริฐ จันดำ กวีนักคิด นักเขียนเพื่อประชาชน
ผลงานแห่งอุดมการณ์ส่วนหนึ่งของ "ประเสริฐ จันดำ" ผลงานบนเส้นทางอุดมการณ์ ประเสริฐ จันดำ ฝากผลงานแห่งอุดมการณ์ ทั้งเรื่องสั้น บทกวี นิยาย หลากหลายอารมณ์ รวมทั้งนามปากกา ดอน ไผ่งาม เขียนเรื่องราวผีสาง และอีกหลายนามปากกา ที่ใช้นามปากกา ประเสริฐ จันดำ มีดังนี้ คือ มาลัยสองชาย (แต่งร่วมกับณรงค์ จันทร์เรือง/2512) ดอกคูนเสียงแคน (เรื่องสั้น/2513) ร้อยกรองจากซับแดง (บทกวี/2517) น้ำท่วมฟ้าปลากินดาว (บทกวี/2518) จารึกบนหนังสือ (บทกวี/2518) ปากกากับกระสุน (บทกวีในป่าเขา/2522) ชาวนาแล้ง (นวนิยาย/2524) แดนดินที่ดาลเดือน (เรื่องสั้นและบทกวี/2525) ฝนตื่น (เรื่องสั้น/2525) 20 ปีที่โลกร้าง (รวมเรื่องสั้น/บรรณาธิการ/2525) หมู่บ้านเฮา (รวมเรื่อสั้น/2527) ฝอยฝนบนม่านฝุ่น (บทกวี/2528) ทุ่งข้าวในคืนเปลี่ยว (บทกวี/2530) บทเพลงแห่งฤดูกาล (บทกวี/2530) นางไห้ (เรื่องสั้น/2530) ฝอยฝนบนม่านฝุ่น (บทกวี) พลิกตำนานเพื่อชีวิต (บทบันทึก/2532) คือเก่า (เรื่องสั้น/2533) ตำนานนายผี (รวมข้อเขียน/บรรณาธิการ/2533) ลมหายใจแห่งทุ่งหญ้า (บทกวี/2533) เลือดเนื้อเดือนตุลา (เรื่องสั้น/บรรณาธิการ/2535) ฝุ่นดิน (เรื่องสั้นในรูปกลอนแปด/2538) แปนแอนเติด (บทเพลงแต่งร่วมกับสุรชัย จันทิมาธร) ฝนเทวา (บทเพลงแต่งร่วมกับสุรชัย จันทิมาธร) จดหมายจากชาวนา (บทเพลงแต่งร่วมกับวิสา คัญทัพ) ข้อมูลเพิ่มเติม นเรศ นโรปกรณ์. ลาก่อน ประเสริฐ จันดำ นักกลอนหนุ่มแห่งบุรีรัมย์ ด้วยอาลัยรัก จาก นเรศ นโรปกรณ์. กรุงเทพธุรกิจวันอาทิตย์ : 19 พฤศจิกายน 2538. ประเสริฐ จันดำ. พลิกตำนานเพื่อชีวิต, กรุงเทพฯ : ดอกหญ้า, 2542. พิทยา ว่องกุล. เจตนารมณ์ ประเสริฐ จันดำ เมื่อเขาถูกบังคับให้จับปืน. กรุงเทพธุรกิจวันอาทิตย์ : 19 พฤศจิกายน 2538. ณรงค์ จันทร์เรือง. คิดถึงประเสริฐ จันดำ. กรุงเทพธุรกิจวันอาทิตย์ : 19 พฤศจิกายน 2538. อโนชา ปัทมดิลก. ประเสริฐ จันดำ ฟ้าร่ำน้ำตานองใจเราหมองเขารู้. กรุงเทพธุรกิจวันอาทิตย์ : 19 พฤศจิกายน 2538.
|
| มาจากที่ราบสูง : สุรชัย จันทิมาธร | ||
จากรัตนบุรีถึงป่าคอนกรีต อดีตที่ยังฝังใจ |
||
|
View All |
||
| << | มกราคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||