พิมพ์หน้านี้
|
อุดมการณ์ วรรณกรรม และสวนดอกไม้ ของมาโนช พรหมสิงห์ ผมมีโอกาสพบกับพี่มาโนช พรหมสิงห์ หลายครั้ง ทั้งที่พบกันโดยบังเอิญและในงานสัมมนาทางวรรณกรรม ของนักเขียนอีสาน การพบกันแต่ละครั้งถือเป็นห้วงเวลาที่มีคุณค่า และเป็นการจุดประกายในการสร้างสรรค์บนเส้นทางสายวรรณกรรมอย่างแท้จริง จำได้ว่าเมื่อต้นปี 2542 ผมมีโอกาสเดินทางไปร่วมงานชุมนุมช่างวรรณกรรมของนิตยสารช่อการะเกด ร่วมกับสโมสรนักเขียนภาคอีสาน ที่บุรีรัมย์ กิจกรรมภาคกลางวันมีการเสวนาทางวรรณกรรมที่สถาบันราชภัฎบุรีรัมย์ ส่วนกิจกรรมภาคกลางคืนย้ายไปจัดที่เขาพนมรุ้ง มีกิจกรรมหนึ่งที่น่าสนใจคือการแสดงละครของกลุ่มวรรณกรรม คมดาว จากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เรื่อง สู่ฝันอันยืดเยื้อ มีพิสิฐ ภูศรี เป็นผู้เขียนบทละคร ครั้งนั้นพี่มาโนช พรหมสิงห์ เป็นผู้กำกับการแสดง ถัดจากนั้นมากราวเดือนเมษายน 2543 ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ผมได้พบกับพี่มาโนช พรหมสิงห์ อีกครั้งที่หอพักคุรุสภา เราทั้งสองต่างพลาดจากการเข้าพักเพราะจำนวนห้องไม่เพียงพอกับผู้ใช้บริการได้มีโอกาสทักทายพูดคุยกันก่อนที่จะแยกย้ายกันเลือกซื้อหนังสือในงานตามใจปรารถนา ส่วนครั้งล่าสุดเป็นการพบกันในช่วงงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติเมื่อปี 2545 แต่ครั้งนั้นผมพบกับพี่มาโนช พรหมสิงห์ที่แผงหนังสือตลาดนัดสวนจตุจักร ตามประสาคนชอบอ่านหนังสือ แม้ว่าเราจะไมได้พูดคุยกันมากนัก แต่ความชื่นชมและศรัทธาต่อกันฉันญาติมิตร ผมได้ให้ที่อยู่ไว้เพื่อการประสานงานและติดต่อกันในวันข้างหน้า กลับจากกรุงเทพฯ ในครั้งนั้นไม่ถึงสัปดาห์ผมได้รับไปรษณียบัตรจากพี่มาโนช พรหมสิงห์ ด้วยลายมือบรรจง เรียบง่าย บ่งบอกถึงวิถีชีวิตของผู้เป็นเจ้าของลายมือเป็นยิ่งนัก ถ้อยคำในไปรษณียบัตรนั้นให้กำลังใจและข้อคิดเห็นต่องานเขียนของผมได้อย่างดียิ่ง หลังจากนั้นผมได้รับทราบความเคลื่อนไหวของพี่มาโนช พรหมสิงห์ ทั้งในแวดวงงานเสวนาทางวิชาการ การให้สัมภาษณ์ในนิตยสารต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นนิตยสารใต้ดิน, สานแสงอรุณ, และฉบับล่าสุดคือ ค.คน แมกกาซีน ล่าสุดได้รับข่าวดีของพี่มาโนช พรหมสิงห์ คือ ได้รับการคัดเลือกจากมูลนิธิรพีพรเพื่อสวัสดิการนักเขียนให้ได้รับรางวัล รพีพร ในฐานนักเขียนที่มีคุณภาพและครองตนในฐานะนักเขียนได้อย่างสง่างาม และเป็นที่ยอมรับในหมู่นักเขียน นักอ่าน ตลอดมา บทความนี้ผมจึงเรียบเรียงประวัติความเป็นมาและผลงานของพี่มาโนช พรหมสิงห์ เพื่อแสดงความยินดี และมอบเป็นกำลังใจสำหรับนักเขียนรางวัล รพีพร คนแรก โดยใช้ชื่อว่า เส้นทางสายอุดมการณ์ วรรณกรรม และสวนดอกไม้ ของมาโนช พรหมสิงห์ เพื่อนพ้องน้องพี่มีความคิดเห็นหรือข้อมูลเพิ่มเติมประการใดจะเพิ่มเติมก็ขอเรียนเชิญครับ วัยเยาว์ การศึกษา สู่เส้นทางแห่งการแสวงหา หากย้อนประวัติความเป็นมาของมาโนช พรหมสิงห์ พบว่า เกิดเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2499 ที่อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา เป็นลูกชายคนโต ต่อมาเมื่ออายุแปดขวบได้ย้ายตามครอบครัวมาตั้งรกรากอยู่ที่อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี โดยบิดาทำงานในค่ายทหารในจังหวัดอุบลราชธานี ในวัยเด็กมาโนช พรหมสิงห์ เป็นคนที่ชอบอยู่เงียบ ๆ คนเดียว โดยชอบอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ ทั้งนี้เพราะว่าที่บ้านเปิดร้านเสริมสวยจึงรับหนังสือในแนวบันเทิง การ์ตูน ไว้หลายฉบับเพื่อให้ลูกค้าไว้อ่านระหว่างมารับบริการ นอกจากในครอบครัวยังมีอาชีพทำสวนดอกไม้ โดยในแต่ละวันจะนำดอกไม้ไปขายก่อนที่จะไปโรงเรียน นอกจากชอบอ่านหนังสือแล้วมาโนช พรหมสิงห์ยังชอบเขียนการ์ตูนโดยร่วมกับน้อง ๆ แบ่งหน้าที่กันเขียนจัดทำเป็นรูปเล่มแบ่งกันอ่านในครอบครัว จนเมื่อเข้ามาเรียนระดับมัธยมศึกษาจึงได้มีโอกาสอ่านหนังสือในห้องสมุดประจำโรงเรียน จึงนับเป็นการเปิดโลกทัศน์และซึมซับประสบการณ์ในการอ่านการเขียนสู่การสร้างสรรค์งานวรรณกรรมในเวลาห้วงเวลาต่อมา มาโนช พรหมสิงห์ ได้เข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีด้านการศึกษาในสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงในยุคนั้นคือมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม ในช่วงนั้นเป็นช่วงประชาธิปไตยเบ่งบานของหนุ่มสาวยุคแสวงหา ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ด้วยนิสัยรักการอ่านจึงได้เรียนรู้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นปัจจัยเสริมให้ได้หนังสือ และวรรณกรรมมีคุณค่ามากกว่ากระดาษหมึกและตัวหนังสือเท่านั้น การอ่านวรรณกรรมเหมือนว่าจะมีลักษณะแปลกแยก ถึงขั้นโดยล้อว่าเป็นคอมมิวนิสต์โรแมนติก ต่อมาจึงได้ลงมือเขียนหนังสือเพื่อสื่อความหมายถึงบุคคลอื่นมากยิ่งขึ้น โดยเริ่มต้นเขียนงานในจุลสารของมหาวิทยาลัย โดยเปลี่ยนนามปากกาไปเรื่อย ๆ ไม่ให้ใครรู้ หลังจากมีประสบการณ์การเขียนในจุลสารของมหาวิทยาลัย จึงได้เขียนเรื่องสั้นเรื่องแรก น้ำตาและความเจ็บปวด ส่งไปที่นิตยสารหนุ่มสาว และได้รับการตีพิมพ์ในปี 2521 อย่างไรก็ตามผลจากการเข้าร่วมกิจกรรมทางเมืองในมหาวิทยาลัยทำให้ส่งผลต่อความคิดในด้านการศึกษาในยุคนั้น โดยในช่วงปีสุดท้ายของการเรียนทำให้ไม่ผ่านการฝึกประสบการณ์การสอน ทั้งนี้เพราะว่าผู้บริหารโรงเรียนไม่พอใจภาพการ์ตูนล้อเลียนที่เขียนขึ้นและนำไปติดบอร์ด จนต้องกลับมาเรียนเพิ่มเติมที่มหาวิทยาลัย ทำให้จบช้ากว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน 1 ปี ภายหลังจบการศึกษามาโนช พรหมสิงห์ ได้สอบบรรจุเข้ารับราชการ ในปี 2522 ที่โรงเรียนมัธยมศึกษาประจำอำเภอวารินชำราบ ทำหน้าที่สอนวิชาคณิตศาสตร์ โดยในแต่ละวันจะขี่จักรยานมาสอนที่โรงเรียนตั้งแต่ตอนเช้าจนถึงสองทุ่มจึงกลับบ้าน เวลาในแต่ละวันหมดไปกับกิจกรรมการเรียนการสอนในห้องเรียน พอมีเวลาเป็นของตนเองในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ เขียนงานวรรณกรรม บทกลอน บทบันทึกรวมเล่มแจกเพื่อน ๆ ในวาระพิเศษต่าง ๆ ในขณะเดียวกันยังคงติดตามความเคลื่อนไหวในแวดวงวรรณกรรมตลอดมา หลังเรื่องสั้น น้ำตาและความเจ็บปวด ตีพิมพ์ในปี 2521 จึงปรากฏเรื่องสั้นเรื่องที่สองของมาโนช พรมหสิงห์ในคอลัมน์เรื่องสั้นเดลินิวส์ ในปี 2529 ซึ่งทิ้งห้วงเวลาไปนาน ทั้งนี้เพราะจะทุ่มเทให้กับงานสอนที่รับผิดชอบ อีกทั้งระบบราชการไม่เอื้อต่อการทำงาน จึงขอย้ายตนเองไปสอนอยู่ที่จังหวัดลำปางอยู่ระยะหนึ่งก่อนที่จะตัดสินใจลาออกจากอาชีพครูในปี 2532 โดยไม่รับเงินบำเหน็จใด ๆ รวมระยะเวลาที่ใช้ชีวิตเป็นแม่พิมพ์ของชาติอยู่ 10 ปี อุดมการณ์ วรรณกรรม และสวนดอกไม้ มาโนช พรหมสิงห์ ได้กล่าวถึงสาเหตุที่ตัดสินใจลาออกจากอาชีพครู ว่าเพื่อตามหาฝันอันยิ่งใหญ่ กล้าที่จะฝันและกล้าที่จะเดินทาง ทำงานตามที่ใฝ่ฝัน เราคิดว่าอะไรที่ฝันไว้ ควรจะทำฝันเสียแต่ชาตินี้ โดยได้เดินทางเก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิตกับเพื่อนนักเขียนอีสานเป็นเวลาเกือบสองปี จึงได้กลับมาพักอยู่บ้านสวนในปี 2535 ในวัยเด็กมาโนช พรหมสิงห์ มีความใฝ่ฝันว่าจะปลูกกระท่อมกลางสวนดอกไม้ ทำให้มีความผูกพันอยู่กับวิถีชีวิตการปลูกดอกไม้และวิถีชีวิตอันเรียบง่าย ภายหลังคืนสู่บ้านสวนริมฝั่งแม่น้ำมูลที่วารินชำราบ จึงนำเงินเก็บจำนวนหนึ่งระหว่างรับราชการมาปลูกบ้านพักอาศัยตามความฝันในวัยเยาว์กลางสวนดอกไม้ใกล้กับบ้านของผู้เป็นแม่ในวัยชรา เริ่มต้นชิวิตเป็นชาวสวนดอกไม้ ปลูกดอกไม้นานาพันธุ์เพื่อขายส่งในตลาดประจำอำเภอ มีความสุขกับกับการได้ชื่นชมพระจันทร์ในคืนเปลี่ยวคนเดียวอย่างเงียบ ๆ พร้อมเริ่มต้นเขียนจากการเขียนจดหมายถึงเพื่อนฝูงนักเขียนด้วยกัน รวมทั้งการเขียนจดหมายถึงบรรณาธิการตามคอลัมน์วรรณกรรมในหน้านิตยสารต่าง ๆ เพื่อสื่อสารสู่ผู้อ่านอีกทางหนึ่ง ทัศนะต่องานเขียน มาโนช พรหมสิงห์ได้กล่าวไว้ว่า งานเขียนเปรียบเหมือนบ้าน แม้จะเดินทางไกลแค่ไหนยังถวิลหาไม่เลือนหายไปจากความทรงจำ ยังกลับมาได้ทุกครั้ง ไม่เคยเบื่อหน่ายที่กลับมา เป็นวิถีการทำงานที่เป็นหนึ่งเดียวกับวิถีชีวิต ทำให้งานกับตัวตนเป็นสิ่งเดียวกัน คือลมหายใจทุกขณะ เป็นชีวิตทุกอริยาบถ เป็นจิตวิญญาณ และการเขียนเรื่องสั้นว่าเปรียบเหมือนการปลูกดอกไม้ ทำให้ผู้ที่ได้รับมีความรู้สึกสดชื่นเบิกบาน ส่วนงานเขียนก็จะเพียรพยายามเขียนเงียบ ๆ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวให้คนอ่านได้รับทราบ และหวังว่าเขาอาจเกิดแรงบันดาลใจใหม่ ๆ จากเรื่องที่แต่งขึ้นมา เหมือนกับดอกไม้ที่สร้างความปิติให้กับมนุษย์ แล้วความเพียรพยายามของมาโนช พรหมสิงห์ก็บรรลุผลในปี 2537 เมื่อเรื่องสั้น คุกดอกไม้ ได้รับการประดับช่อการะเกดในปี 2538 เรื่องสั้น ระหว่างรอยมีด ได้รับรางวัลดีเด่นจากสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในปี 2538 เรื่องสั้น ระบำคางคก ได้รับรางวัลชมเชยจากสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในปี 2539 เรื่องสั้น ร่างแหแห่งวิหค ได้รับรางวัลช่อการะเกดยอดนิยม ในปี 2540 และเรื่องสั้น สายลมบนถนนสายโบราณ ได้รับรางวัลช่อการะเกดยอดนิยมในปี 2541 ถัดจากนั้นผลงานรวมเรื่องสั้นเล่มแรกคือ ร่างแหแห่งวิหค จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์บ้านทุ่ง ได้รับรางวัลดีเด่น จากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ ประจำปี 2541 รวมบทกวี ณ ดวงตาเธอมีดาวประกายพรึก ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม เอ็มบีเค อินดี้ บุ๊ค อวอร์ค ประจำปี 2545 และที่สุดแห่งภาคภูมิใจนั้นคือรวมเรื่องสั้นชุด สายลมบนถนนโบราณ จัดพิมพ์โดยแพรวสำนักพิมพ์ได้รับการคัดเลือกเข้าชิงรางวัล 8 เล่มสุดท้ายรางวัลซีไรต์ ประจำปี 2548 แรงใจ ไฟฝัน สานต่อคนรุ่นใหม่ ผ่านวิถีชีวิตจากข้าราชการครูจากแดนอีสาน สู่เมืองเหนือ และนักเขียนพเนจร จนได้คืนสู่แผ่นดินที่เมืองอุบลราชธานี สู่อาชีพชาวสวนคนปลูกดอกไม้และหว่านฝันจินตนาการสู่ผู้อ่าน ภายใต้เรือนไม้ที่ร่มรื่นด้วยไม้ดอกไม้ผลหลังนี้เป็นที่ต้อนรับของเหล่าเพื่อนฝูงและนักเขียนจากต่างถิ่นอยู่เสมอ หนึ่งในจำนวนนั้นจะมีกลุ่มคนหนุ่มสาวในสถาบันการศึกษาละแวกใกล้เคียง แวะมาพูดคุยและเสวนาอยู่เสมอ โดยเฉพาะกลุ่มขี้กระบอง-ฮิลล์ มีพนัส ดอกบัว เศรษฐใส สายโกสีย์ เป็นแกนนำวิทยาลัยครูอุบลราชธานี (ในยุคนั้น) เพื่อเคลื่อนไหวกิจกรรมด้านวรรณกรรม ศิลปะ และการอนุรักษ์ สู่การจัดทำหนังสือทำมือ การจัดกิจกรรมทางความคิด กิจกรรมค่ายอาสาพัฒนาชนบท ภายหลังสมาชิกในกลุ่มขี้กระบอง-ฮิลล์ สำเร็จการศึกษาตางแยกย้ายประกอบอาชีพตามสาขาที่ได้เรียนมา ส่วนหนึ่งก็ตั้งเป็นกลุ่มลองติจุด 105 ทำงานด้านศิลปะที่จังหวัดอุบลราชธานีในยุคต่อมา และเชื่อมต่อสู่กลุ่มวรรณกรรมคมดาว ที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีมีกลุ่มวรรณกรรม คมดาว มีทัศนัย โคตรทม และคณะ เป็นแกนนำ มาโนช พรหมสิงห์ เป็นที่ปรึกษาด้านงานเขียนและศิลปะการแสดง รวมทั้งการจัดกิจกรรมทางด้านวรรณกรรมร่วมกับเครือข่ายวิทยุชุมชนของครูสลา คุณวุฒิ เพื่อสานต่อแรงใจไฟฝันและอุดมการณ์สำหรับคนรุ่นใหม่ พอเพียง เรียบง่าย หัวใจปรารถนา ปัจจุบันมาโนช พรหมสิงห์ พักอยู่ที่บ้านสวนริมฝั่งแม่นำมูล วารินชำราบพร้อมกับครอบครัวอย่างมีความสุขในวิถึชีวิตที่พอเพียง โดยมีคู่ชีวิตเป็นพยาบาล และลูกสาว น้องทานตะวัน ในวัยที่กำลังน่ารักเป็นกำลังใจ รวมทั้งปลูกไม้ดอกเริ่มลดน้อยลงเนื่องจากไม่มีผู้จัดการเรื่องการขาย จึงเน้นการปลูกไม้ผลที่สามารถเก็บผลผลิตเป็นรายได้ส่วนหนึ่งเพื่อเลี้ยงครอบครัว บทบาทหนึ่งของมาโนช พรหมสิงห์ในปัจจุบันรับหน้าที่เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นรายสามเดือนที่มีชื่อว่า จดหมายข่าวไทบ้าน รวมทั้งงานเขียนในแนวความเรียงประกอบภาพเขียนลายเส้นคอลัมน์ ทางธรรมดา ในนิตยสาร สานแสงอรุณ ในยามว่างเว้นจากภารกิจในงานสวน และงานเขียนด้านวรรณกรรมก็จะสอนสอนพิเศษให้ลูกหลานเพื่อทบทวนวิชาการตามสาขาที่ได้เรียนมา ภารกิจในวันปกติจะอยู่ที่สวน ตอนเย็นอาจพักอ่านหนังสือ นั่งสงบอยู่ในมุมมืด อ่านหนังสือบ้าง นอนประมาณ 6 ทุ่ม ถึง ตี 1 ส่วนวันเสาร์ อาทิตย์ หากว่าไม่ได้ไปไหน เช่น ค่ายวรรณกรรม หรือตามที่นัดหมาย ก็จะใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว จะเริ่มงานเขียนตามใจปรารถนา อาจเป็นบทกวี บทบันทึก พร้อมเริ่มต้นเขียนนวนิยายเรื่องใหม่ว่าด้วย วัฒนธรรมปลาแดก ซึ่งงานเขียนนั้นจะช้าต้องอาศัยอารมณ์ความรู้สึก มีอารมณ์ถึงจะเขียนได้ อาจใช้เวลาหลายปีสำหรับนิยายเรื่องนี้ นักเขียนรางวัล รพีพร เกียรติยศของนักเขียนไทย ด้วยวิถีชีวิตที่เรียบง่าย และอุดมการณ์ที่มุ่งมั่น มาโนช พรหมสิงห์ จึงได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้ที่ได้รับรางวัล รพีพร ในฐานะที่เป็นนักเขียนที่มีคุณภาพและสามารถดำรงศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของนักเขียนได้อย่างสง่างาม โดยสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ร่วมกับมูลนิธิรพีพรเพื่อสวัสดิการนักเขียน และสมาคมนักร้องแห่งประเทศไทย ซึ่งจะจัดพิธีมอบรางวัลในวันที่ 14 กรกฏาคม 2551 ณ ห้องประชุมสถาบันปรีดี พนมยงค์ ซอยทองหล่อ กรุงเทพฯ พิธีมอบรางวัล "รพีพร " วันที่ 14 กรกฎาคม 2551 ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์ จากซ้าย ชมัยภร แสงกระจ่าง นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ประยอม ซองทอง ศิลปินแห่งชาติ ประธานมูลนิธิรพีพรเพื่อสวัสดิการนักเขียน มาโนช พรหมสิงห์ อาจินต์ ปัจพรรค์ ศิลปินแห่งชาติ สุเทพ วงศ์กำแหง ศิลปินแห่งชาติ และจิตติ หนูสุข กรรมการสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย มาโนช พรหมสิงห์ กล่าวในงานมอบรางวัล "รพีพร" เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2551 ความภาคภูมิใจสำหรับบุคคลที่ทำงานวรรณกรรม ไม่ว่าจะเป็นบทกวี เรื่องสั้น หรือนวนิยาย จุดหมายเบื้องต้นคือการสร้างผลงานที่ตนรักตามใจจินตนาการ ผ่านการแก้ไข กลั่นกรองก่อนที่จะจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มสู่ผู้อ่าน ส่วนการยกย่องชมเชยและให้กำลังใจสำหรับนักเขียนเป็นแรงเสริมสำหรับนักเขียนที่จะสร้างสรรค์งานเขียนสู่ผู้อ่านต่อไป รางวัล รพีพร จึงนับเป็นหนึ่งในจำนวนนั้นที่บ่งบอกถึงอุดมการณ์ของนักเขียนในปัจจุบันที่ได้สานต่องานเขียนและเป็นอนุสรณ์ของ รพีพร หรือนาย รางวัลเกียรติยศ เรื่องสั้นเรื่องแรก น้ำตาและความเจ็บปวด นิตยสารหนุ่มสาว : ตุลาคม 2521 เรื่องสั้น คุกดอกไม้ ได้รับการประดับช่อการะเกดในปี 2538 เรื่องสั้น ระหว่างรอยมีด ได้รับรางวัลดีเด่นจากสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในปี 2538 เรื่องสั้น ระบำคางคก ได้รับรางวัลชมเชยจากสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในปี 2539 เรื่องสั้น ร่างแหแห่งวิหค ได้รับรางวัลช่อการะเกดยอดนิยม ในปี 2540 เรื่องสั้น สายลมบนถนนโบราณ ได้รับรางวัลช่อการะเกดยอดนิยมในปี 2541 รวมเรื่องสั้น ร่างแหแห่งวิหค โดยสำนักพิมพ์บ้านทุ่ง ได้รับรางวัลดีเด่น จากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ ประจำปี 2541 รวมบทกวี ณ ดวงตาเธอมีดาวประกายพรึก ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม เอ็มบีเค อินดี้ บุ๊ค อวอร์ค ประจำปี 2545 รวมเรื่องสั้นชุด สายลมบนถนนโบราณ ซึ่งจัดพิมพ์โดยแพรวสำนักพิมพ์ได้รับการคัดเลือกเข้าชิงรางวัล 8 เล่มสุดท้ายรางวัลซีไรต์ ประจำปี 2548 ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้ที่ได้รับรางวัล รพีพร ปี 2551 โดยสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ร่วมกับมูลนิธิรพีพรเพื่อสวัสดิการนักเขียน และสมาคมนักร้องแห่งประเทศไทย ผลงานด้านวรรณกรรม รวมเรื่องสั้น ร่างแหแห่งวิหค โดยสำนักพิมพ์บ้านทุ่ง : 2541 รวมบทกวี ณ ดวงตาเธอมีดาวประกายพรึก หนังสือทำมือ : อุบลราชธานี 2545 รวมเรื่องสั้นชุด สายลมบนถนนสายโบราณ โดยแพรวสำนักพิมพ์ : กรุงเทพฯ 2548 เขียนคอลัมน์/วาดภาพประกอบ ทางธรรมดา ในนิตยสารสานแสงอรุณ เขียนคอลัมน์/วาดภาพประกอบ ออนซอนธรรมชาติ ในจุลสาร ดอกติ้วป่า กลุ่มดอกติ้ว จ.สุรินทร์ ภาพประกอบ/ข้อมูลอ้างอิง กิตติพงษ์ สนธิสัมพันธ์. คนหนุ่มข้างใน รายงานความในใจจากสวนดอกไม้. วารสารใต้ดิน ฉบับที่ 3 ประจำเดือนมกราคม มีนาคม 2548. กองบรรณาธิการ. คนบนถนนหนังสือ มาโนช พรหมสิงห์. นักเขียนเรื่องสั้นดีเด่น สมาคมภาษาและหนังสือ. นิตยสาร writer magazine. ปีที่ 4 ฉบับที่ 45 กุมภาพันธ์ 2540. จดหมายข่าวสโมสรนักเขียนภาคอีสาน ฉบับพิเศษ. นักเขียนอีสาน : กุมภาพันธ์ 2542. เพลงนิรันดร์. งานเขียนคือบ้าน ไปไกลแค่ไหน สุดท้ายเราก็ถวิลหา กลับมาหามัน มาโนช พรหมสิงห์ http://www.thaiwriternetwork.com/twncolumnread.php?id=42 ปรัชญาของคนปลูกดอกไม้. นิตยสารแสงอรุณ ฉบับพระไตรปิฏก ภูมิปัญญาที่เราหลงเหลืออยู่ 2550. ปองธรรม สุทธิสาคร. มาโนช พรหมสิงห์ ชีวิตจริงของคนธรรมดา. ค คน magazine ปีที่ 3 ฉบับที่ 7 (31) พฤษภาคม 2551. http://www.oknation.net/blog/pissit
|
| มาจากที่ราบสูง : สุรชัย จันทิมาธร | ||
จากรัตนบุรีถึงป่าคอนกรีต อดีตที่ยังฝังใจ |
||
|
View All |
||
| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||