• พล.ท.นันทเดช
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : [email protected]
  • วันที่สร้าง : 2009-08-19
  • จำนวนเรื่อง : 370
  • จำนวนผู้ชม : 1686210
  • ส่ง msg :
  • โหวต 853 คน
พลโท นันทเดช เมฆสวัสดิ์
รู้ลึก รู้จริง ยิ่งกว่าข่าวกรอง
Permalink : http://www.oknation.net/blog/nunrimfar
วันพฤหัสบดี ที่ 7 กรกฎาคม 2565
Posted by พล.ท.นันทเดช , ผู้อ่าน : 427 , 14:40:21 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน

      เมื่ออายุได้ 15 ปี “แดง” ตามพี่ชายเข้าไปร่วมขบวนการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธของ พคท. ในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งครอบคลุม 7 จังหวัด (สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส พัทลุง ตรัง และสตูล) การเดินทางไกลของแดงครั้งนี้แม้จะไม่ได้เกิดจากตั้งใจของตัวเองก็ตาม แต่ก็สร้างคุณประโยชน์อย่างมหาศาลต่อชีวิตของแดงในเวลาต่อมา เพราะมันทำให้แดงซึ่งเป็นเด็กเอาแต่ใจตัวเอง (เข้าป่ามาก็เพราะสาเหตุนี้) รู้จักแยกแยะต่อจิตใจของผู้คน การปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ความอดทนต่อสถานการณ์เฉพาะหน้าซึ่งแปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ที่สำคัญคือการรับรู้อย่างชัดเจนว่า “ทุกสังคมต้องมีชนชั้น” และ “ชนชั้นปกครองย่อมมีอภิสิทธิ์เหนือกว่าทุกชนชั้น แต่ก็ยังแพ้ต่อคนมีเงิน”

      2 ปีผ่านไป แดงโตขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากจะเป็นเด็กสาวที่แข็งแรงแล้วแดงยังเป็นเด็กสาวที่สวยสะดุดตาอีกด้วย ในห้วงเวลานั้นมีคนลาออกกลับไปอยู่เขตขาว (กลับบ้าน) เพิ่มขึ้น แต่คนเข้าป่ามาก็ยังมีมากกว่าคนออก ความไม่เท่าเทียมกันในกลุ่ม “สหาย” จึงเห็นได้อย่างชัดเจนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

      เพื่อความเป็นประชาธิปไตย “จัดตั้ง” ได้ให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่ง โดยกำหนดตัวบุคคลมาจำนวนสิบกว่าคนแล้วให้สหายเลือกจากบุคคลเหล่านั้นขึ้นมาทำหน้าที่เป็นกรรมการตัวจริงแค่ครึ่งเดียว (ระบอบประชาธิปไตยแบบรวมศูนย์ที่ปัจจุบันประเทศจีนก็ยังใช้ระบบการเลือกตั้งแบบนี้อยู่เช่นเดิม) ซึ่งทำให้สหายอีกเกือบร้อยคนสงสัยว่าทำไมตัวเองถึงไม่ได้รับการเสนอชื่อเข้าไป แดงซึ่งขณะนั้นเป็นเด็กอายุ 17 ปี ยังไม่ได้เข้ามหาวิทยาลัยเลย ได้ถูกทางจัดตั้งเสนอชื่อขึ้นมาด้วย แม้แดงจะมีความขยันขันแข็งเป็นที่ปรากฏแต่ก็ยังเป็นเด็กเกินไป แดงจึงเข้าไปบอกจัดตั้งขอถอนตัวเพื่อไม่ให้เกิดความแตกแยกขึ้น เพราะผู้หญิงมักจะมีความคิดอ่านเกินวัยและก็เริ่มเข้าใจว่าทำไมคนไทยถึงไม่พูดกันให้รู้เรื่องแต่กลับต้องมาฆ่าฟันกันเอง

“ทุกวันนี้ศึกไกลยังไม่ห่วง แต่หวั่นทรวงศึกใกล้ไล่ข่มเหง
ถ้าคนไทยหันมาฆ่ากันเอง จะร้องเพลงชาติไทยให้ใครฟัง”
(นภาลัย สุวรรณธาดา)

      อีก 2 เดือนต่อมาแดงก็ขอจัดตั้งเดินทางกลับเขตขาว (กลับบ้าน) เป็นผลสำเร็จ

      ผมรู้จักกับแดงที่ห้องคอมมอนรูม คณะเศรษฐศาสตร์ ภายหลังจากที่แดงกลับออกมาจากป่าเขาได้เพียง 6 เดือนเท่านั้น แดงเข้ามาเรียนที่มหาวิทยาลัยโดยโควต้าพิเศษของรัฐบาลที่มอบให้แก่เด็กที่ออกมาจากป่ากลับเข้ามาศึกษาต่อ ส่วนผมสอบเข้ามาเอง

      เราเริ่มสนิทกันมากขึ้น อาจจะเป็นเพราะแดงไม่มีใคร ส่วนผมก็เพิ่งจะเริ่มคิดว่า “ควรจะมีใครได้บ้างแล้ว” แดงสวยแต่เป็นคนธรรมดา ส่วนผมก็พอดูได้และเป็นคนธรรมดาเหมือนกัน ดูเผินๆ แล้วเราสองคนน่าจะเหมาะสมกันแต่ความจริงแล้วผมกับแดงแตกต่างกันมาก

      แดงพักอยู่ที่หอพักแถวสี่แยกพรานนก รับของกระจุกกระจิกจากสำเพ็งมาใส่แผงเร่ขายอยู่บริเวณฟุตบาทแถวท่าน้ำศิริราช จน 2 ทุ่มถึงจะกลับเข้าหอพัก โดยไม่รู้สึกว่าจะอายผู้คนหรือเพื่อนที่เดินผ่านไปมาแต่อย่างใด ส่วนผมพอมาช่วยแดงตั้งแผงเสร็จแล้วก็กลับบ้านที่ตลาดพลูทันทีเพราะกลัวเพื่อนจะเห็น นี่คือความแตกต่างสำคัญข้อแรกระหว่างผมกับแดง

      ข้อที่ 2 แน่นอนว่าคนเราย่อมมีขีดความอดทนต่อปัญหาต่างๆ ได้แตกต่างกัน แต่แดงมีขีดความอดทนต่อความทุกข์สูงกว่าผมมาก ขณะที่ผมเป็นทุกข์ในเรื่องนั้นเรื่องนี้แต่แดงไม่เคยเป็นทุกข์ต่อปัญหาเหล่านี้เลย บางครั้งยังเตือนผมอีกว่า “อะไรมันจะเกิดก็ต้องเกิด ถ้าพยายามเต็มที่แล้วก็จงปล่อยมันไปเถอะ”

      เวลาผ่านไปจนพวกเราขึ้นชั้นปี 3 ผมก็ชวนแดงไปดูพื้นที่ขายของแห่งใหม่ริมถนนย่านถนนพัฒน์พงศ์ซึ่งมีฝรั่งเดินมาก แต่ต้องเสียตังค์เช่าที่หน้าร้านให้เจ้าของตึกแถวที่ไปตั้งแผงและยังต้องให้เงินตำรวจอีกด้วย เนื่องจากต้องใช้เงินมากพอสมควร ผมจึงเทกระเป๋าลงหุ้นกับแดงคนละครึ่ง เอาเทปเพลงสากลเถื่อนมาขาย กิจการเป็นไปด้วยดี เทปเถื่อนขายดีมากทั้งในกลุ่มคนไทยและชาวต่างชาติ เราขายของได้เดือนละหมื่นกว่าบาทหลังจากหักค่าใช้จ่ายไปแล้ว (ในยุคที่ค่าโดยสารประจำทางยังมีราคาแค่ 75 สต.อยู่)

      แดงขยายกิจการไปที่มาบุญครองอีกโดยถามว่าผมจะหุ้นด้วยไหม ผมตอบว่า “ไม่ว่าแดงจะทำอะไรผมก็หุ้นด้วยหมดทุกอย่าง แต่ห้ามคนอื่นมาหุ้นด้วยน่ะ” แดงยิ้มๆ เข้ามากอดผมเบาๆ ตอนนั้นผมรู้สึกโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาทันทีเพราะผมน่าจะได้เป็นทั้งหุ้นส่วนทางการค้าและหุ้นส่วนชีวิตของเธอแล้ว

The long and winding road
That leads to your door
Will never disappear
I've seen that road before
It always leads me here
Lead me to you door
(The Beatles)

      ผมเรียนจบมหาวิทยาลัย ได้ทุน พก. (พ่อกู) ไปเรียนต่อที่อังกฤษ ส่วนแดงยังเรียนไม่จบต้องรอสอบอีกสิบกว่าวิชาเพราะเธอทุ่มเทไปที่การค้าขายมากกว่าและก็ทำได้ดีด้วย การขายของในลักษณะนี้ย่อมมีความขัดแย้งเกิดขึ้นบ้างแต่แดงก็จัดการได้เรียบร้อยทั้งเงินทองและความขยันด้วยจิตใจที่กล้าหาญกว่าผู้หญิงทั่วๆ ไป (ปกติเธอจะพกมีดพับไว้กับตัวเสมอ) ดังนั้นไม่ต้องสงสัยว่าแดงจะไปได้ดีในธุรกิจของเธอซึ่งผมมีหุ้นส่วนอยู่ด้วย

      วันเวลาที่ไม่ได้พบกับเธอมันทำให้ผมเหงานักล่ะ เพื่อนๆ มันบอกว่านี่คือ “ความรัก” มันทำให้ผมเริ่มรู้จัก “ความรัก” กับเขาบ้างแล้วว่ามันแตกต่างกว่าการเป็น “แฟน” กันมากมายนัก

      เราติดต่อกันตลอดเวลาที่ผมอยู่ที่อังกฤษ แม้ในระยะนั้นการติดต่อจะทำได้แค่ทางโทรศัพท์ระหว่างประเทศ (แพงลิบลิ่ว) และไปรษณีย์ (ก็ยังแพงแต่บรรจุข้อความที่อยากจะพูดและไม่กล้าพูดได้มากกว่า)

      ผมเดินตระเวนย่านการค้าหลายสิบแห่งในอังกฤษเพื่อถ่ายรูปเสื้อยืดลายต่างๆ ส่งให้แดงเพื่อก๊อบปี้ไปพิมพ์ซิลค์สกรีนขายต่อในไทย แดงลงมือทำซิลค์สกรีนด้วยมือเองตั้งแต่เอาไปถ่ายบล็อก มาจนถึงการสกรีนรูปภาพลงบนเสื้อยืด กิจการนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากทำให้มีเงินซื้อเครื่องพิมพ์สกรีนขนาดใหญ่จากบริษัทผูกขาดแห่งหนึ่งในย่านเจริญผล

      แดงอายุประมาณ 30 ปีก็พอดี พล.อ.เปรมก็ลาออกจากจากตำแหน่งนายกฯ เอาเสียง่ายๆ พล.อ.ชาติชายจึงเข้ามาเป็นนายกฯ แทน ต่อมาด้วยนายอานันท์ การรัฐประหารแย่งชิงอำนาจทางการเมืองในระยะนั้นยังเป็นการทำเพื่อพวกพ้องอยู่เช่นเดิม เป็นเสมือนโรคติดต่อมาจากรัฐบาลคณะราษฎร แต่ก็เป็นยุคที่บ้านเมืองกำลังรุ่งโรจน์ทางเศรษฐกิจจากการประหยัดเงินค่าใช้จ่ายนำไปก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของรัฐบาล พล.อ.เปรมนั่นเอง มันจึงเป็นจังหวะที่นักธุรกิจมือใหม่นับร้อยคน (รวมทั้งแดงด้วย) ประสบความสำเร็จขึ้นมาอย่างไม่ยากนัก หรือที่เรียกกันว่า “ยุคโชติช่วงชัชวาล” นั่นเอง

      ผมเรียนจบแล้วออกจากอังกฤษ มาทำงานที่บริษัทผู้ผลิตเครื่องบินของสหรัฐฯ ที่แอลเอ แดงจึงเปลี่ยนเป็นผู้ส่งออกสินค้าไทยทุกอย่างตั้งแต่พริก ปลาร้า ไปถึงเฟอร์นิเจอร์ไม้สักมาขายที่สหรัฐฯ โดยมีผมเป็นตัวแทนอยู่ที่นั่น

      อีกหนึ่งปีต่อมาแดงบอกผมในขณะที่บินมาหาผมที่สหรัฐฯ เพื่อฉลองวันเกิดครบรอบ 36 ปีของเธอว่า “เรา 2 คนทำงานหาเงินได้อย่างรวดเร็วกว่า 70 ล้านบาทภายในเวลา 15 ปี ควรจะพอกันหรือยัง”

      ผมเคยสัญญากับแดงไว้ว่าพวกเราสองคนจะอยู่กันไปจนแก่เฒ่าไปด้วยกัน (แน่นอนไม่มีการหยุดพักอะไรดีไปกว่าการปลดเป้ที่บรรจุ “ความโลภ” ทิ้งออกไป) ผมตอบแดงว่าขอเวลาอีก 2 ปี แดงไปเตรียมหาสถานที่ที่อยากจะอยู่เลย ส่วนงานที่แดงทำนั้นก็เลิกได้แล้ว

      แดงกลับไปขายกิจการต่างๆ ทั้งหมดภายในเวลาเพียงเดือนเดียว หลังจากนั้นอีกไม่นานก็เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำขึ้นในประเทศไทย ถึงขั้นต้องรัฐบาลต้องกู้เงินจากกองทุน IMF

      ผมยังจำได้เมื่อแดงบอกผมว่า “เราสองคนออกไปอยู่บ้านนอกกันเถอะ โลกไม่มีอะไรแน่นอนจริงๆ และเกินสติปัญญาของคนแบบเราจะคาดคิดได้ ถ้าเราไม่ตัดสินใจมาอยู่ด้วยกันแล้วแดงยังทำบริษัทต่อไป ป่านนี้เงินที่เราทำมากว่า 15 ปีคงจะหมดไปภายในคืนเดียว”

      ผมกลับเมืองไทยในปลายยุครัฐบาลนายชวนพอดี ความประหยัดและการใช้เงินเป็นของนายกฯ ทำให้สภาพบ้านเมืองฟื้นตัวกลับมาอย่างรวดเร็ว เราสองคนแต่งงานกันเงียบๆ นอกจากญาติพี่น้องแล้วมีพวกเพื่อนๆ มาร่วมงานอีกประมาณ 30 คน ส่วนใหญ่เป็นเพื่อนฝ่ายแดง

      พวกเราย้ายไปอยู่ที่ จ.จันทบุรี แดงทำไร่และรีสอร์ทเล็กๆ เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านในย่านรอบๆ ที่พักและไม่ให้ตัวเองอยู่ว่างเกินไป รวมถึงการวางแผนให้พ่อของผมและพ่อแม่ของแดงมาพักด้วยถ้าทุกคนเต็มใจจะมา ส่วนผมไปทำงานที่นิคมอุตสาหกรรม จ.ระยอง สัปดาห์หนึ่งก็กลับบ้าน 3-4 ครั้งเพื่อมาเป็นเพื่อนแดง

      ชีวิตของเราสองคนกว่าจะมาสบายอย่างปัจจุบันนี้ได้ก็ต้องผ่านอุปสรรคนานาชนิด ดีที่ผมมีแดงเป็นหุ้นส่วนชีวิตที่เข้มแข็งจึงผ่านมาได้เรื่อยๆ เราสองคนไม่มีลูกของตัวเอง มีแต่ลูกชาวบ้านในย่านนั้นที่รับอุปการะไว้และแดงนำมาอบรมเองหลังเลิกเรียนอยู่ 5-6 คน มีหมาไทย 3 ตัว และแมวอ้วนขี้เกียจอีก 1 ตัว แต่นี่ก็เพียงพอแล้วในยุคที่ความบันเทิงทุกอย่างไม่ต้องออกไปหา มันส่งถึงบ้านได้ถ้าคุณมีเงิน ผมกับแดงก็อยู่กันอย่างสบายๆ แต่เทคโนโลยีไม่ใช่ชีวิต มันไม่สามารถจะส่งความรัก ความผูกพันในรูปแบบที่เป็นจริงได้ ดังนั้นผมจึงหยุดทำงาน กลับมาอยู่บ้านเต็มเวลาเมื่ออายุ 65 ปี ส่วนแดงอายุ 63 ปีแล้วแต่ก็ยังยุ่งอยู่กับงานนานาชนิดอยู่เช่นเดิม รวมทั้งเพิ่มภาระการดูแลผมเข้าไปอีกคนหนึ่ง ผมกับแดงมีชีวิตคู่แบบเพื่อนกันมากกว่าคู่รักหรือคู่ชีวิต เพราะ คำว่าเพื่อนไม่เคยหมดอายุ”

      พวกเราสองคนวางแผนกันว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 ปีไปท่องเที่ยวต่างประเทศให้คุ้มกับช่วงเวลาที่เสียไปกับการทำงานหาเงิน ก่อนที่จะเดินทางกันไม่ไหว หลังจากนั้นเราจะไม่ไปต่างประเทศอีกแล้วถ้าไม่จำเป็นจริงๆ พวกเราจะใช้เวลาของชีวิตที่เหลืออยู่ไปเที่ยวทั่วประเทศไทยแบบเจาะลึก ซึ่งน่าจะใช้เวลาประมาณ 3 ปีเป็นอย่างน้อยถึงจะครบทุกจังหวัด แต่ที่แน่นอนคือเราทั้งสองคนตั้งใจจะอยู่กันจนแก่เฒ่าไปด้วยกัน จนกว่าจะมีใครออกเดินทางไกลล่วงหน้าไปก่อนตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ 

I Wanna Grow Old With You - Westlife




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
สุกรวดี วันที่ : 09/07/2022 เวลา : 00.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rojanar

สวัสดีค่ะ
เรื่องนี้ยาวมาก แต่ก็น่าสนใจอ่านจนจบนะคะ
อ่านแล้วนึกถึงตัวเองหลังการจดทะเบียนเมื่อเดือนพ.ค.1991
และและเดินทางเข้าเมกา ในวันที่7 ก.ค.1991
เพิ่งครบ31ปีวานนี้เอง ที่หอบผ้าตามมา หน้าที่ภรรยา-ผบทบ
นอกนั้นสามีจัดการ ปัจจุบันสามีมีปัญหาสุขภาพ ไม่สดวกจะไปไหนๆ
ส่วนรจนาก็ไม่ชอบไปไหนๆ เหมือนกัน ก็โอเคค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2022 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]