พิมพ์หน้านี้
|
หลักทั่วไปในการจัดระเบียบราชการบริหาร บนพื้นฐานความแตกต่างในด้านประวัติศาสตร์และพื้นฐานทางสังคมวัฒนธรรม รัฐแต่ละรัฐอาจมีหลักที่ใช้ในการจัดระเบียบราชการบริหารที่แตกต่างกันไป เพื่อให้เหมาะสมสำหรับรัฐนั้นๆ แต่โดยทั่วไปแล้วมีรูปแบบที่เป็นหลักในการจัดระเบียบราชการบริหารอยู่3 หลักใหญ่ๆ คือ 1. หลักการอำนาจปกครอง - ความหมายของหลักการรวมอำนาจปกครอง หลักกาอำนาจปกครอง หมายถึง การรวบรวมอำนาจทั้งหมดไว้ที่รัฐส่วนกลาง โดยรัฐส่วนกลาง โดยรัฐส่วนกลาง อันได้แก่ กระทรวง ทบวงกรม เป็นผู้ดำเนินการปกครองและจัดทำบริการสาธารณะในทุกเรื่องมักจะมีระเบียบการปกครองที่กำหนดให้หน่วยการปกครองในรัฐมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด ลักษณะสำคัญของหลักการรวมอำนาจ 1.อำนาจในการบังคับหน่วยการปกครองต่างๆ ไว้ที่ส่วนกลาง กล่าวคือ กำลังตำรวจ กำลังทหาร มีการรวมอำนาจในการสั่งการไว้ที่ส่วนกลาง เพื่อให้ส่วนกลางสามารถใช้อำนาจในการบังคับบัญชาได้อย่างเด็ดขาดและทันต่อสถานการณ์ ในการที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยภายในบ้านเมืองให้มีความมั่นคงปลอดภัย 2. มีการรวมอำนาจในการวินิจฉัยสั่งการไว้ที่ส่วนกลาง กล่าวคือ หน่วยการปกครองของรัฐส่าวนกลางมีอำนาจในการวินิจฉัยสั่งการในขั้นสุดท้าย เช่น กรมที่ดินมีการจัดตั้งหน่วยงานของกรมที่ดินตามจังหวัดต่างๆ แต่เมื่อเกิดปัญหาที่ต้องมีการตัดสินใจ อำนาจในการตัดสินใจวินิจฉัยจะอยู่ที่กรมที่ดินส่วนกลาง ดังนั้นจะเห็นได้ว่า หน่วยการปกครองส่วนกลางจะมีอำนาจในการสั่งครอบคลุมพื้นที่ของรัฐ 3. ลำดับชั้นในการบังคับบัญชาเจ้าหน้าที่ในหน่วยการปกครอง กล่าวคือ ความสัมพันธ์ของเจ้าหนาที่ในหน่วยการปกครองจะมีอยู่อย่างใกล้ชิดและเป็นลำดับชั้นโดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงมีอำนาจสั่งการและบังคับบัญชาเจ้าหน้าที่ที่ต่ำกว่าและในทางกลับกัน เจ้าหน้าที่ในระดับต่ำกว่าต้องเชื่อฟังคำสั่งของเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่สั่งการลงมา
หลักการแบ่งอำนาจปกครอง ด้วยข้อจำกัดบางประการของหลักการรวมอำนาจปกครองโดยเฉพาะในเรื่องของความล่าช้าในการวินิจฉัยสั่งการ ซึ่งทำให้บางครั้งการตัดสินใจที่ล่าช้าไม่อาจช่วยแก้ไขปัญหาบางปัญหาที่มีความจำเป็นรีบด่วนได้ เข้าทำนองที่ว่า กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้ จึงได้มีการขยายหลังการรวมอำนาจปกครองโดยการแบ่งอำนาจนั้นให้แก่ราชการส่วนภูมิภาคเป็นผู้ดำเนินการ - ความหมายของหลักการแบ่งอำนาจปกครอง หมายถึง การที่ราชการส่วนภูมิภาคอำนาจหน้าที่เป็นของข้าราชการส่วนกลาง เจ้าหน้าที่ของข้าราชการส่วนกลางที่ส่งไปประจำยังราชการส่วนภูมิภาคแต่เจ้าหน้าที่ส่งไปประจำการส่วนภูมิภาคนั้น ผู้แต่งตั้งและมีอำนาจในการบังคับบัญชาก็ยังคงเป็นราชการส่วนกลางอยู่ ดังนั้นหลักการแบ่งอำนาจปกครองจึงเป็นส่วนหนึ่งของหลักการรวมอำนาจ
ลักษณะสำคัญของหลักการแบ่งอำนาจปกครอง หลักการแบ่งอำนาจปกครองมีลักษณะสำคัญ ดังนี้ 1. มีการแบ่งอำนาจที่เป็นของราชการบริหารส่วนกลางบางส่วนให้แก่ราชการ บริหารส่วนท้องถิ่น กล่าวคือ อำนาจในการตัดสินใจวินิจฉัยสั่งการในกิจการบางอย่างที่ได้รับมอบหมายมานั้น จะมีการสั่งการและสิ้นสุดที่ราชการส่วนภูมิภาคเท่านั้น ซึ่งจะทำให้สามารถใช้อำนาจได้ทันต่อสถานการณ์ 2. ราชการบริหรส่วนท้องถิ่นยังคงอยู่ภายใต้กา ควบคุมการบังคับบัญชา ของราชการส่วนภูมิภาคอย่างใกล้ชิด ไม่ได้มีความเป็นอิสระ เจ้าหน้าที่ของราชการส่วนภูมิภาค ได้รับการแต่งตั้งจากราชการส่วนกลาง หลังจากแบ่งอำนาจปกครองจึงเป็นหลักการที่ช่วยแก้ไขข้อขัดข้องของหลักการรวมอำนาจที่มีปัญหาในเรื่องของความล่าช้า และที่สำคัญหลักการนี้ยังมีส่วนช่วยในการพัฒนาพื้นที่ ยังไม่มีความพร้อมในการปกครองตนเองภายใต้หลักการกระจายอำนาจ กล่าวคือ ประชาชนบางพื้นที่ยังไม่มีความสามารถในการปกครองตนเองได้แต่มีความต้องการในพื้นที่เป็นการเฉพาะหลักการแบ่งอำนาจปกครองที่มีการส่งเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความสามารถมาปกครอง จะช่วยให้สนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้ตรงเป้าหมาย นอกจากนั้น หลักการแบ่งอำนาจปกครองยังเป็นหลักการที่นำไปสู่การใช้หลักการกระจายอำนาจปกครองในพื้นที่ที่ประชาชนมีความรู้ความสามารถในการปกครอง หลักการกระจายอำนาจปกครอง ในรัฐที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ มีประชาชนที่มีความหลากหลายในความต้องการสาธารณะที่แตกต่างกัน การใช้หลักการรวมอำนาจปกครอง เพราะหลักการอำนาจปกครอง อาจไม่สามารถสนองตอบความต้องการของประชาชนได้แต่ละพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล จึงเกิดหลักการกระจายอำนาจปกครองนั้น - ความหมายของหลักการกระจายอำนาจปกครอง หมายถึง การที่รัฐได้มอบอำนาจในการปกครองบางส่วนให้หน่วยการปกครองอื่น ที่ไม่ใช่ราชการบริหารส่วนกลาง เป็นผู้จัดทำบริการสาธารณะบางอย่างโดยมีความเป็นอิสระตามสมควร โดยหน่วยการปกครองอื่นนั้นไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมการบังคับบัญชา ของราชการส่วนกลางแต่อยู่ในการ กำกับดูแล ของราชการส่วนกลางแทน โดยราชการส่วนกลางกำกับดูแลไม่ได้ราชการบริหาร ส่วนที่ท้องถิ่นกระทำการเกินกว่าขอบเขตที่กฎหมายกำหนด อำนาจในการควบคุมการบังคับบัญชา หมายถึง อำนาจที่หัวหน้าหน่วยปกครองให้ปกครองผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา โดยมีอำนาจทั่งในแง่ความเหมาะสมของการดำเนินงานและในแง่ของการควบคุมให้การทำงานเป็นไปอย่างถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด ตัวอย่างเช่น รัฐมนตรีในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกระทรวง ย่อมสามารถสั่งการเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระทรวงนั้นๆ ได้ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ของราชการส่วนภูมิภาค โดยสามารถสั่งการในเรื่องของความเหมาะสมของการทำงาน และการควบคุมให้การทำงานของเจ้าหน้าที่เหล่านั้นอยู่ภายในขอบเขตที่กฎหมายกำหนด อำนาจในการกำกับดูแล หมายถึง อำนาจที่องค์กรที่มีหน้าที่ในการกำกับดูแลองค์กรอื่นใช้ในการกำกับให้องค์กรนั้นๆ ทำงานภายใต้กฎหมาย เช่น ราชการบริหารส่วนกลางเป็นองค์กรกำกับการทำงานของราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ราชการบริหารส่วนท้องถิ่นมีความเป็นอิสระในการดำเนินงานตามความเหมาะสมที่ข้าชการบริหารส่วนท้องถิ่นมีความเป็นอิสระในการดำเนินงานตามความเหมาะสมที่ข้าราชการบริหารส่วนท้องถิ่นเห็นสมควรแต่การดำเนินงานเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนด ราชการบริหารส่วนกลางในฐานะองค์กรดูแลก็จะก้าวล่วงเข้ามากำกับให้ราชการส่วนท้องถิ่นปฏิบัติงานภายใต้กฎหมาย ต่างกับการบริหารส่วนกลางจะไม่ก้าวล่วงเข้าไปสั่งการให้ราชการส่วนท้องถิ่น เห็นว่าเหมาะสม ลักษณะสำคัญของหลักการกระจายอำนาจ 1. มีการแยกหน่วยการปกครอง เป็นนิติบุคคลต่างหากจากหน่วยการปกครองของราชการบริหารส่วนกลาง โดยหน่วยการปกครองที่เป็นนิติบุคคลนั้นมีความเป็นอิสระ ในการจัดทำบริการสาธารณะมีงบประมาณของตนเอง มีเจ้าหน้าที่เป็นของตนเอง ราชการบริหารส่วนกลางไม่ได้แต่งตั้ง 2. มีการเลือกตั้งหน่วยการปกครองท้องถิ่น มีเจ้าหน้าที่ในหน่วยการปกครองที่มาจากการเลือกตั้งของคนในหน่วยการปกครองท้องถิ่นนั้น โดยถือว่าเจ้าหน้าที่ในหน่วยการปกครองท้องถิ่นเป็นผู้แทนของคนในท้องถิ่นนั้นที่จะเข้าไปทำหน้าที่ในการเป็นผู้บริหารท้องถิ่น ลักษณะของการกระจายอำนาจปกครองท้องถิ่น ลักษณะของหลักการกระจายอำนาจปกครองที่ต้องมีการเลือกตั้งนั้นถือว่า เป็นหัวใจสำคัญของหลักการนี้จนอาจกล่าวได้ว่า ถ้าไม่มีการเลือกตั้ง ก็ไม่ถือว่ามีการกระจายอำนาจ ให้แก่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง 3. หน่วยการปกครองท้องถิ่นมีความเป็นอิสระในการดำเนินงาน โดยราชการบริหารส่วนกลางไม่อาจใช้อำนาจควบคุมบังคับบัญชาสั่งการหน่วยปกครองท้องถิ่นให้ทำตามความประสงค์ของตนได้ แม้จะเห็นว่าการดำเนินการของหน่วยการปกครองท้องถิ่นนั้นเป็นไปด้วยชอบกฎหมายหรือไม่หรืออีกนัยหนึ่ง ราชการบริหารส่วนกลางมีอำนาจเพียงกำกับไม่ให้ราชการบริหารส่วนท้องถิ่น กระทำการใดไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ไม่มีอำนาจก้าวล่วงเข้าไปควบคุมถึงความเหมาะสมในการดำเนินงาน
|
| << | พฤศจิกายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | |