พิมพ์หน้านี้
|
ผมติดตามอ่านนิตยสารผู้จัดการรายเดือนมานาน หนังสือดีๆในโลกนี้มีอีกเยอะ..... ใช้เวลาไปตลอดชีวิตก็อ่านไม่หมด ต้องเลือกที่สำคัญๆแล้วนำไปใช้จริงจึงจะมีประโยชน์
คำนำ ปีเตอร์ ดรักเกอร์ เคยจำแนกเอาไว้ว่ากล่าวถึงที่สุดแล้วผู้บริหารที่มีประสิทธิภาพ (ไม่ว่าจะเป็นประเภทเถ้าแก่มือโปรหรือลูกจ้างมืออาชีพ) นั้น หากจำแนกแล้ว มีอยู่ 2 จำพวกคือนักสร้างโอกาส และนักแก้ปัญหา ซึ่งแต่ละคนก็มีความเหมาะสมกับสถานการณ์แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับกาละ และเทศะเป็นตัวกำหนด สำหรับประเทศไทยนั้นบทเรียนอันแสนสาหัสที่ธุรกิจได้รับ นับแต่วิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อกลางปี 2540 เป็นต้นมา ถือเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับผู้บริหารธุรกิจทั้งสองประเทภอย่างมีนัย แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะเป็นบทเรียนสุดท้ายสำหรับธุรกิจ เพราะการแข่งขันและการปรับตัวเพื่อรับมือกับกระแสโลกาภิวัตน์ และความผันผวนทางธุรกิจ นับวันจะยิ่งเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งด้วยความถี่ที่กระชั้นมากกว่าเดิม และด้วยความซับซ้อนของปัญหาทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ภารกิจของผู้บริหารร่วมสมัยนับจากนี้ไป จึงเป็นเรื่องของทั้งการสร้างโอกาสและปัญหาควบคู่กันไป ไม่อาจจะทิ้งอย่างใดอย่างหนึ่งได้ ไม่ว่าจะชอบใจหรือไม่ก็ตาม การสร้างแผนธุรกิจ (การตลาด การเงิน และการบริหารทรัพยากรทางธุรกิจ) ล้วนแล้วแต่ต้องการความพลิกแพลงให้เกิดความผิดพลาดน้อยลง ข้อเรียกร้องสำหรับความสำเร็จ และการหลีกเลี่ยงความล้มเหลวคือ แรงกดดันที่ทำให้ผู้บริหารองค์กรร่วมสมัย ซึ่งเรียกว่า ยุคหลังสมัยใหม่ ต้องมีสภาพดุจดังมนุษย์แห่งยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการในยุโรปตะวันตกเมื่อหลายร้อยปีก่อน ดังนั้น การเพิ่มพูนความรอบรู้และลึกซึ้งในกระบวนการทางธุรกิจทั้งกว้างและลึกจึงกลายเป็นความจำเป็นที่มิใช่มีไว้เพื่อโอ้อวดบนโต๊ะอาหารเย็นหรือบนเวทีสัมมนา หากเพื่อจุดมุ่งหมายบรรลุความสำเร็จในคิดใหม่ทดสอบใหม่ให้ความหมายใหม่และสร้างความเติบโตที่ยั่งยืนในอนาคต การเติบโต ผลกำไร ปัญหาอุปสรรค โอกาส การท้าทาย ธรรมาภิบาล มูลค่าผู้ถือหุ้น นวัตกรรม ความผันผวน ความอยู่รอด ชัยชนะ ความพ่ายแพ้ ฯลฯ ล้วนเป็นประเด็นที่มีความหมายถึงชีวิตของผู้คน พอๆ กับความหมายของธุรกิจภายใต้บริบททางความคิดและผลประโยชน์รูปธรรมที่ปรากฏออกมาตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เมื่อกระบวนการหาความรู้ทางตรงและทางอ้อมเพื่อพัฒนาตนเองสำหรับมือการแข่งขันเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่พ้น ท่ามกลางเวลาที่จำกัด การหาความรู้ผ่านหนังสือที่เป็นหนึ่งในการทบทวนประสบการณ์ของตนเองแกละการเรียนลัดผ่านประสบการณ์ตรงของผู้อื่น จึงกลายเป็น ประสบการณ์เทียม ที่ย่นย่อเวลาและต้นทุนในการเข้าถึงความรู้ได้ทางหนึ่งแม้ว่าจะไม่ใช่ทางที่ดีที่สุดก็ตาม ผมเองไม่เคยเชื่อในเรื่อง อ่านหนึงสือนี้รวย อย่างสูตรสำเร็จมาโดยตลอด เพราะในโลกของความเป็นจริงแล้ว การลงมือกระทำอย่าง ศึกษาเป็น ใช้เป็น ตะหากที่ทำให้คนประสบความสำเร็จในชีวิต แต่ใครล่ะที่จะลงมือกระทำการดังกล่าวได้โดยปราศจากการหาความรู้จากหนังสือเลย เนื้อหาในหนังสือทั้งหมดนี้เป็นการประมวลจากข้อเขียนแนะนำและวิจารณ์หนังสือซึ่งผมได้ลงมือเขียนมาอย่างต่อเนื่องในนิตยสารผู้จัดการ นับแต่ปี 2546 เป็นต้นมา ทั้งด้วยการคัดสรรด้วยตัวเองและด้วยคำแนะนำของบรรณาธิการเป็นบางครั้งว่าสมควรแก่การเอ่ยอ้างถึงและน่าจะเป็นประโยชน์ต่อนักธุรกิจและผู้บริหารองค์กรที่อาจจะเกิดประกายความคิดใหม่ๆ เพื่อนำไปทั้งสร้างโอกาสและแก้ปัญาในองค์กรของตนเอง หนังสือที่ผลิตขึ้นมาในโลกปัจจุบันนี้มีให้เลือกหลายประเภทและมีสาระมากมายเสมือนหนึ่งต้นไม้ในป่าแห่งความรู้ แต่เนื้อหาโดยรวมของหนังสือที่ผมเลือกมาแนะนำเหล่านี้ประกอบด้วยกลยุทธ์การตลาด การเงิน การบริหาร และวัฒนธรรมองค์กรเป็นหลัก แต่ก็มีบางครั้งที่เฉไฉออกนอกทิศทางไปสู่เรื่องของเศรษฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์การเมือง และประวัติศาสตร์ธุรกิจบ้าง ซึ่งก็ถือว่าเกี่ยวโยงกับปัจจัยทางธุรกิจทั้งสิ้น เพราะโลกทุกวันนี้ภายใต้กรอบความคิดเรื่องบูรณาการทางความรู้ ย่อมหาเส้นแบ่งที่ชัดเจนขององค์ความรู้ต่างๆ ได้น้อยลง โดยหลักการเลือกหนังสือที่นำมาเขียนถึง ผมพิจารณาเอาเองว่าน่าจะเป็นหนังสือที่สอดคล้องกับห้วงเวลา และสถานการณ์ร่วมสมัย อีกทั้งให้ข้อคิดที่จุดประกายความคิดใหม่ๆ ทั้งด้านกว้างและลึก ทั้งนี้ แม้จะไม่ได้ตีกรอบให้แคบนัก แต่ก็ถือเกณฑ์กว้างๆ ว่า ต้องมีความเฉียบคมทางความคิด เสนอแง่มุมใหม่ๆ ที่อาจจะถูกมองข้ามไปโดยกระแสหลัก และมีรสนิยมในการนำเสนอที่มากกว่าระดับมาตรฐาน การใช้เกณฑ์พิจารณาเช่นนี้อาจจะถูกต้องหรือบกพร่องไปก็สุดแท้ผู้อ่านจะวินิจฉัยเอาเองมาแนะเหล่านี้ มิใช่หนังสือ ขายดี เป็นหลัก แต่ได้เน้นที่สาระของเนื้อหาเป็นสำคัญ หลายคนอาจจะบ่นว่า มีแต่เรื่องหนักๆ ทั้งสิ้น ผมก็ขอยอมรับโดยดุษฎี เพราะในโลกที่สื่อต่างๆ ล้วนเต็มไปด้วยเรื่องราวไร้สาระมากมายดังที่มีผู้รู้ทางด้านสื่อมวลชนกล่าวว่า พลังอำนาจของสื่อมวลชนที่กระจายมากเท่าใด จินตนาการของมนุษย์ก็ถดถอยเป็นทวีคูณเพียงนั้น ขอเพียงแค่มีที่ว่างสำหรับการพูดถึง สาระ เสียบ้าง ก็ไม่ใช่การทำงานที่สูญเปล่าแล้ว หากคุณค่าของงานดังกล่าวนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านคนใดโดยบังเอิญเข้า ก็ถือเสียว่านั่นเป็นความชาญฉลาดของผู้อ่านเอง ผมไม่มีสิทธิ์สมอ้างคับคำชมใดๆ เลยแม้แต่น้อย ความรู้ถือเป็นอกาลิโก อีกทั้งไม่ขึ้นกับชนชั้นหรือเชื้อชาติ ถือเป็นสมบัติของมนุษยชาติโดยรวม ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า ใครจะสามารถตักตวงและรู้จักประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ได้มากกว่ากัน ดังพุทธวจนะที่เป็นอมตะว่า ป่าทั้งป่าเลือกเอาใบไม้แค่กำมือเดียว เท่านั้น หวังว่าผู้อ่าน (ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารหรือไม่ก็ตาม) จะได้รับประโยชน์ตามสมควรจากหนังสือเล่มนี้ ซึ่งเป็น หนังสือเล่มแรก จากประสบการณ์ทำงานมากกว่า 20 ปีในวงการหนังสือพิมพ์ของผม หากมีความผิดพลาดประการใดของข้อเขียน ย่อมถือเป็นความรับผิดชอบของผมเอง ไม่อาจปฏิเสธได้ |
||||||||||||||||||||
| หนังสือ | ||
หนังสือน่าอ่าน |
||
|
View All |
||
| ชวน VS สมัคร | ||
นายหัวชวน กับ นายสมัคร คุยกัน ขำๆ |
||
|
View All |
||
| << | ธันวาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||