• ohohem
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : oh_oh_em@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-10-31
  • จำนวนเรื่อง : 34
  • จำนวนผู้ชม : 7819
  • จำนวนผู้โหวต : 33
  • ส่ง msg :
oh_oh_em
มือใหม่หัดทำช่วยแนะนำด้วยนะคะ เรื่องในblogก็คงจะเป็นเรื่องทั่วไป ส่วนมากคงจะมาจากอีเมล์ซึ่งเราเห็นว่ามันน่าสนใจจึงเอามาโพสให้อ่านกัน อาจจะมีหลายๆคนเคยพบมาแล้ว ยังไงก็ช่วยคอมเมนท์กันด้วยนะคะ
Permalink : http://www.oknation.net/blog/ohohem
วันเสาร์ ที่ 1 ธันวาคม 2550
ตัวต้านทาน
Posted by ohohem , ผู้อ่าน : 226 , 20:37:43 น.  
พิมพ์หน้านี้


 

เคยนำเรื่องเกี่ยวกับไฟฟ้ามาอธิบายกันไปแล้วซึ่งก็คือเรื่องเกี่ยวกับทรานซิสเตอร์ ครั้งนี้จะนำเรื่องตัวต้านทานมาอธิบายกัน นำมาจากเว็บ http://www.geocities.com/web_2el/html/electric_4.htm ต้องขอแสดงความขอบคุณสำหรับเนื้อหาเหล่านี้มากๆนะคะ

ตัวต้านทาน

รีซีสเตอร์  (Resistor) หรือ  “อาร์”  (R) ซึ่งจะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้กันมากในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ อย่างเช่น วงจรขยายเสียง, วงจรวิทยุ, วงจรเครื่องรับโทรทัศน์ และอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น ๆ

            ตัวความต้านทานแต่ละตัวในวงจร  จะมีหน้าที่ที่แตกต่างกันออกไป แต่หน้าที่โดยทั่วไปแล้วตัวความต้านทานจะทำหน้าที่คือ เป็นตัวจำกัดการไหลของกระแสไฟฟ้า และแรงเคลื่อนไฟฟ้า ตามจุดต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ในวงจร

            ค่าของตัวความต้านทาน จะมีหน่วยในการวัดเป็น  โอห์ม  (Ohm;W) 

1.  ชนิดของตัวความต้านทาน

            เมื่อพิจารณาถึงตัวความต้านทานให้ดีแล้ว เราพอที่จะแบ่งตัวความต้านทานออกเป็น 2 ลักษณะ คือ

1.1            แบ่งตามชนิดของวัสดุที่ใช้ทำตัวความต้านทาน

1.2            แบ่งตามชนิดการใช้งานของตัวความต้านทาน

 

แบ่งตามชนิดของวัสดุที่ใช้ทำตัวความต้านทาน

            ตัวความต้านทานที่แบ่งตามวัสดุที่ให้ทำนั้น มีอยู่ 2 ชนิด คือ วัสดุประเภทโลหะ (Metallic) และวัสดุประเภทอโลหะ  (No Metallic) 

            วัสดุประเภทโลหะ : ที่ใช้ทำตัวความต้านทานนี้ส่วนมากจะใช้เส้นลวดเล็ก ๆ  หรือแถบลวด (Ribbon)  พันบนฉนวนที่เป็นแกนของตัวความต้านทาน และที่ปลายทั้งสองข้างของขดลวดจะต่อขาออกมาใช้งาน แล้วเคลือบด้วยฉนวนอีกทีหนึ่ง อุปกรณ์  ตัวความต้านทาน  ที่ใช้เส้นลวดพันให้เกิดค่าความต้านทานนี้ส่วนมากจะเป็นพวกไวร์วาวด์รีซีสเตอร์ (Wire Wound Resistors)  ตัวความต้านทานแบบนี้จะมีค่าความต้านทานที่แน่นอนและค่าความคลาดเคลื่อนน้อยที่สุด แต่จะเป็นตัวความต้านทานที่มีขนาดใหญ่ และอัตราทนกำลังไฟฟ้า (วัตต์)  ได้สูง

วัสดุประเภทอโลหะ : ที่ใช้ทำตัวความต้านทานนี้  ได้แก่  ผงคาร์บอน (Carbon) หรือ ผงการไฟต์ (Graphite) ที่อัดตัวกันแน่นเป็นแท่ง และใช้ฉนวนหุ้มเพื่อป้องกันความชื้น แล้วต่อขาออกมาใช้งานจากคุณสมบัติเฉพาะตัวของผลคาร์บอน  และกราไฟต์ที่มีค่าความต้านทานสูงมาก ๆ  นี้จึงสามารถนำมาใช้ทำเป็นตัวความต้านทานที่มีค่าสูง ๆ ได้ แต่จะมีขนาดเล็กลง ตัวความต้านทานประเภทนี้ จะมีค่าความคลาดเคลื่อนของความต้านทานมาก และอัตราทนกำลังไฟฟ้าได้ไม่สูงมากนัก

แบ่งตามชนิด การใช้งานของตัวความต้านทาน

            ตัวความต้านทานในการใช้งานของวงจรอิเล็กทรอนิกส์  พอที่จะแบ่งเป็นชนิดต่าง ๆ ดังรายละเอียดที่จะกล่าวถึงต่อไป โดยไม่ถือว่าตัวความต้านทานนั้น จะทำมาจากวัสดุประเภท โลหะ หรือ อโลหะ ก็ตาม ซึ่งสามารถแบ่งได้ดังนี้

1.      ตัวความต้านทาน ชนิดค่าคงที่ (Fixed Resistors)

2.      ตัวความต้านทาน ชนิดเปลี่ยนค่าได้ (Variable Resistors)

3.      ตัวความต้านทาน ชนิดปรับแต่งค่าได้ (Adjustable Resistors)

4.      ตัวความต้านทาน ชนิดแบ่งค่าได้ (Tapped Resistors)

5.      ตัวความต้านทานชนิดพิเศษ (Special Resistors)

1.  ตัวความต้านทาน ชนิดค่าคงที่  (Fixed Resistors)

คือ ตัวความต้านทานที่มีค่าแน่นอน  ไม่สามารถแปรเปลี่ยนค่าของตัวมันเองได้ โดยมากแล้วตัวต้านทานชนิดนี้จะมีชื่อเรียกตามวัสดุที่นำมาสร้าง เช่น คาร์บอน, ฟิล์มคาร์บอน, ฟิล์มโลหะ หรือพวกเส้นลวดที่เป็นโลหะผสม

ตัวความต้านทานแบบคาร์บอน  (Carbon  Resistor)  เป็นตัวความต้านทานที่นำมาจากแท่งคาร์บอน หรือ การไฟต์ ซึ่งผสมกับตัวประสาน ฟีนอลลิก แล้วจึงต่อด้วยปลายขาโลหะ ทั้งสองข้างออกมาตัวต้านชนิดนี้เป็นแบบ ที่ใช้ในงานทั่ว ๆ ไป ซึ่งมันสามารถทนต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ และแรงดัน ทรานเซี้ยนท์ได้ดี คาร์บอนรีซีสเตอร์นี้ เหมาะสำหรับงานที่มีค่าคลาดเคลื่อนของความต้านทาน  ±5% ถึง20% เพราะในการผลิตไม่สามารถทำให้ผงคาร์บอนอัดตัวกันแน่น เพื่อให้ได้ค่าความต้านทานที่กำหนดไว้ยาก

            ตัวความต้านทานแบบฟิล์มคาร์บอน  (Carbon film Resistors)  ตัวความต้านทานชนิดนี้ทำได้โดยการฉาบหมึก คาร์บอน ซึ่งเป็นตัวความต้านทานลงบนแท่งเซรามิค แล้วจึงนำไปเผา เพื่อให้เกิดเป็นแผ่นฟิล์มคาร์บอนขึ้นมา หรืออาจจะมีเทคนิคอื่น ๆ ในการผลิตฟิล์มคาร์บอนก็ได้ เมื่อได้แผ่นฟิล์มที่เคลือบอยู่บนแกนเซรามิคแล้ว  จึงต่อขาโลหะที่จุดขั้วสัมผัสที่ปลายขาทั้ง 2  ของฟิล์มคาร์บอน  ออกมาใช้งาน และตัวความต้านทานนี้จะถูกปรับให้มีค่าเที่ยงตรง เสร็จแล้วจึงฉาบด้วยสารที่เป็นฉนวน ตัวต้านทานแบบนี้  จะมีคุณสมบัติในการทำงานเหมือนกับคาร์บอนรีซีสเตอร์ข้อดีก็คือ ราคาจะถูกกว่า แต่ไม่สามารถทนต่อแรงดันกระชากในช่วงสั้น ๆ และมีค่าสัมประสิทธิ์ต่ออุณหภูมิที่ไม่ดี ค่าความต้านทานของฟิล์มคาร์บอนจะมีประมาณ 10 โอห์ม ถึง 25 เมกกะโอห์ม  ค่าความคลาดเคลื่อนปกติ  ±5%

ตัวความต้านทานแบบฟิลม์โลหะ  (Metal Film Resistors)  เป็นตัวความต้านทานที่มีลักษณะของโครงสร้างคล้ายคลึงกับแบบฟิล์มคาร์บอน แต่จะใช้ตัวที่ทำให้เกิดค่าความต้านทานเป็นสารจำพวกฟิล์มโลหะแทน ตัวความต้านทานแบบนี้  เหมาะสำหรับงานซึ่งต้องการเสถียรภาพและความเที่ยงตรงสูงกว่าแบบคาร์บอน สามารถใช้กับงานที่เป็นกระแสไฟสลับได้ดี คือ จะมีย่านความถี่ต่ำไปจนถึงความถี่สูงเป็นเมกกะเฮิรตซ์ได้ และจะมีค่าสัมประสิทธิ์ทางอุณหภูมิต่ำ ค่าความต้านทานของแบบฟิล์มโลหะจะมีค่าประมาณ 10 โอห์ม ถึง 30 เมกกะโอห์ม  อัตราทนกำลังไฟฟ้าถึง 10 วัตต์ ค่าความคลาดเคลื่อน 0.1 % ถึง 2% ฟิล์มโลหะที่ใช้ทำตัวตามความต้านทานนี้ สามารถทำเป็นแบบฟิล์มบางที่ต่อกันหลาย ๆ ตัว ภายในโครงสร้างเดียวกัน (Network)  ได้ ซึ่งจะมีลักษณะตัวถึงแบบตีนตะขาบ (DIP)  และตัวถังแบบเดี่ยว (SIP: Single inline package)  

ตัวความต้านทานแบบลวดพัน   (Wire Wound Resistors)   เป็นตัวความต้านทานที่ทำมาจากเส้นลวดโลหะผสม 2 ชนิด หรือ 3 ชนิด ขึ้นไป เช่น ทองแดง, นิเกิล, โครเมียม, สังกะสี และแมงกานีส พันอยู่บนแกนฉนวนเซรามิคที่มีการระบายความร้อนได้สูง และที่ปลายทั้งสองข้างของขดลวด จะต่อขาโลหะออกมา เพื่อนำไปใช้งาน แล้วเคลือบผิวด้วยน้ำยาเคลือบ, ซีเมนต์, ปลอกแก้ว หรือซิลิโคนเพื่อเป็นฉนวน และป้องกันความชื้นถ้าใช้ลวดโลหะผสมแมงกานิสในการทำตัวความต้านทาน จะให้ค่าความต้านที่แน่นอนมากกว่าลวดโลหะผสมชนิดอื่น ๆ ไวร์วาวด์ รีซีสเตอร์จะมีค่าความต้านทานตั้งแต่ 0.1 โอห์ม ถึง 800 กิโลโอห์ม มีอัตราทนกำลังสูงถึง 15 วัตต์  และมีค่าความคลาดเคลื่อน  0.01%  ถึง 1%  ตัวความต้านทานชนิดนี้ เหมาะกับงานที่ต้องการความละเอียดและความเที่ยงตรงสูง จะเป็นตัวความต้านทานที่มีขนาดใหญ่  ส่วนมากค่าความต้านทานของมันจะเขียนบอกไว้ที่ตัวของมัน นิยมใช้ในวงจรแบ่งแรงดันไฟฟ้า เช่น เป็นตัวความต้านทานแบ่งแรงดันในภาคจ่ายไฟ หรือใช้ในวงจรเครื่องไฟฟ้าที่กินกระแสสูง ๆ และอื่น ๆ ฯลฯ  เป็นต้น

 

สัญลักษณ์ของตัวความต้านทานชนิดค่าคงที่ (Fixed Resistors) จะมีหลายแบบตามมาตรฐานที่กำหนด

2.  ตัวความต้านทานชนิดเปลี่ยนค่าได้  (Variable Resistors)  

คือ  ความต้านทานชนิดที่สามารถเปลี่ยนค่าได้  โดยการใช้แกนหมุน (แบบวงแหวน) หรือเลื่อนแกน (แบบสไลด์) 

วัสดุที่ใช้ทำตัวความต้านทานชนิดนี้ อาจจะเป็นวัสดุประเภทเดียวกับที่ช้ำตัวความต้านทานแบบคงที่ คือ ชนิดคาร์บอน  (Carbon)  หรือชนิดเส้นลวด (Wire-Wound)  ซึ่งแล้วแต่ว่าจะต้องการควบคุมปริมาณของกระแสจำนวนมากน้อยเท่าไร  ถ้าใช้กับวงจรที่กระแสสูง วัสดุที่ใช้จะเป็นแบบเส้นลวด ถ้าใช้กับวงจรกระแสต่ำจะใช้กับวัสดุประเภทคาร์บอน

โครงสร้างตัวความต้านทานชนิดเปลี่ยนค่าได้แบบ  Wire-Wound  จะใช้ลวดความต้านทานพันบนแกนกระเบื้องเคลือบหรือพลาสติกแข็ง ซึ่งจะทำเป็นรูปวงแหวน ตรงกลางวงแหวนจะมีแขนสำหรับปรับตำแหน่ง (Contact Arm)  ของความต้านทานให้อยู่ในตำแหน่งใด ๆ  บนวงแหวนนี้ โดยอาศัยการหมุนแกน

ตัวความต้านชนิดนี้เปลี่ยนค่าได้แบบคาร์บอน จะมีลักษณะโครงสร้างคล้าย ๆ กับแบบ Wire – Wound  แต่จะทำขึ้นโดยติดสารผสมของคาร์บอนกับจานไฟเบอร์ (Fiber)  และมีขาที่เคลื่อนที่ได้เป็นตัวสัมผัส  (Contact)  ทำหน้าที่เปลี่ยนค่าความต้านทานเมื่อหมุนแกนหรือเลื่อนแกน ซึ่งจะมีย่านความต้านทานตั้งแต่  50  W    ถึง  10  MW   อัตราทนกำลังถึง  5  วัตต์

การใช้งานของตัวความต้านทานชนิดเปลี่ยนค่าได้  จะมีลักษณะการใช้งานอยู่ 2 ชนิด  คือ

1.      การใช้งานเป็นรีโอสะตาท  (Rheostat)

เพื่อควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าในวงจร  จะมีลักษณะการต่อวงจรอนุกรมกับโหลด (Load) 

2.      การใช้งานเป็นโพเทนทิโอมิเตอร์ (Potentionmeter)

ใช้สำหรับควบคุมโวลต์เตจของวงจร หรือใช้สำหรับปรับสัญญาณต่าง ๆ ในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เช่น วอลลุ่ม (Volume), เบส (Bass) และทรีเบิล (Treble)   หรือปุ่มปรับความสว่างของโทรทัศน์ (Brightness)  และอื่น ๆ ฯลฯ

วงจรโพเทนทิโอมิเตอร์ จะมีลักษณะการทำงานเหมือนกับวงจรแบ่งแรงเคลื่อนไฟฟ้า (Voltage divider) 

โดยความต้านทาน ที่จุด  A  กับ  B  จะถูกแบ่งค่าความต้านทานออกเป็น  R1,  R2  โดยการเลื่อนขากลาง (C) เพื่อให้ได้ความต้านทานตามต้องการ และแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ตกคร่อมโพเทนทิโอมิเตอร์จะเปลี่ยนไปด้วย

โพเทนทิโอมิตอร์  (Potentiometer)  หรือบางทีเรียกว่า “พอท”  (Pot)  มีลักษณะของการเปลี่ยนความต้านทาน 2 แบบ คือ

1.  ชนิดแบบ  A   การเปลี่ยนค่าความต้านทานโดยการหมุนแกนนั้นจะไม่เป็นลักษณะเชิงเส้น (Nonlinear)  ค่าความต้านทานจะค่อย ๆ เพิ่มอย่างช้า ๆ และจะเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อการหมุนแกนเกือบถึงปลายสุด ซึ่งการเพิ่มขึ้นของความต้านทานนี้จะเป็นแบบอัตราทวีคูณหรือบางทีเรียกว่า แบบล็อคสเกล (Log Scale)  ส่วนมากจะใช้ เป็นตัวปรับความดังของเครื่องขยายเสียง ที่เรียกว่า วอลลุ่ม  (Volume)  เช่น  VR  10  KA,  VR  50  KA,  VR  100  KA  เป็นต้น

เราจะสังเกตว่าเป็นพอทชนิดนี้ได้โดย  อักษร  A  ที่พิมพ์ติดไว้

2.  ชนิดแบบ B การเปลี่ยนค่าความต้านทานแบบนี้จะมีลักษณะที่เป็นเชิงเส้น (Linear Scale) คือ ค่าความต้านทานที่มีการเปลี่ยนแปลงไปจะมีค่าที่สม่ำเสมอ เป็นอัตราส่วน โดยตรงกับการหมุนแกน

นิยมใช้เป็น เบส (Bass)  และ  ทรีเบิ้ล (Treble)  ในเครื่องขยายเสียง หรือปรับความสว่าง(Brightness)  และความคมชัด (Contrast)  ในเครื่องรับโทรทัศน์ เช่น  VR  50 kB, VR 100 kB, VR 500 kB  เป็นต้น ซึ่งจะสังเกตได้จาก ตัวอักษร B ที่ฟิล์มติดไว้ที่ตัวพอท เหมือนเช่นกัน

ทริมพอท (TRIM POT)  หรือวอลลุ่มเกือกม้า  จะเป็นพอทที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานบนแผ่นปริ๊นท์ (Chassis)  ของวงจรได้เลย  โดยไม่ต้องมีแกนหมุนยื่นออกมา เพื่อปรับค่าความต้านทาน  แต่จะ ใช้ไขควงช่วยในการปรับเปลี่ยนตำแหน่งต้านทานแทน

การใช้ทริมพอท  จะเป็นในลักษณะที่เริ่มการทำงานของวงจรในครั้งแรก  หรือใช้ปรับแต่งวงจรเมื่อมีการทำงานผิดพลาดเกิดขึ้น  ซึ่งไม่จำเป็นต้องปรับแต่งหลายครั้ง  ทริมพอทส่วนมากทำมาจากวัสดุประเภทคาร์บอน  ซึ่งมีค่าความต้านทานไม่สูงมากนัก

3.  ตัวความต้านทานชนิดปรับแต่งค่าได้  (Adjustable  Resistors) 

คือค่าความต้านทานที่สามารถปรับตำแหน่งตามค่าที่ต้องการได้  ซึ่งจะได้เฉพาะค่าใดค่าหนึ่งที่ปรับไว้เท่านั้น  โดยมากใช้ตัวความต้านทานชนิดแบบไวร์วาวด์  และที่บนตัวของตัวความต้านทานชนิดนี้จะมีปลอกโลหะสวมอยู่  และสามารถเลื่อนตำแหน่งเพื่อให้ได้ค่าความต้านทานที่ต้องการได้ เสร็จแล้วซันสกูรล็อคให้จุดสัมผัสของปลอกโลหะ กดลงบนขดลวดความต้านทานให้แน่นเพื่อป้องกันการอาร์คของหน้าสัมผัส

 4.  ตัวความต้านทานชนิดแบ่งค่าได้  (Tapped Resistors)

คือ  ตัวความต้านทานแบบชนิดไวร์วาวด์ แต่ตัวความต้านทานนี้อาจถูกแท็ปขดลวดความต้านทานออกมาเป็น  ค่าความต้านทานสองหรือสามค่าได้ ซึ่งจะต่างจากตัวต้านทานชนิดปรับค่าได้ตรงที่ไม่มีปลอกโลหะสวมเพื่อปรับค่าความต้านทาน

 5.  ตัวความต้านทานชนิดพิเศษ  (Special  Resistors)

คือ  ตัวความต้านทานที่มีการเปลี่ยนแปลงค่าได้ตามอุณหภูมิและความเข้มของแสงที่มาตกกระทบตัวความต้านทานนี้ อันได้แก่ เทอร์มิสเตอร์  (Thermister)  และ แอล ดี อาร์ (LDR : Light Dependent  Resistor)

เทอร์มิสเตอร์  (Thermister)  เป็นอุปกรณ์ที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงกล่าวคือ  ค่าความต้านทานในตัวมันจะเปลี่ยนไปกับอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง  โดยพื้นฐานแล้วจะเป็นตัวความต้านทานแบบไม่เป็นเชิงเส้น (Non-Linear)  ผลิตออกใช้งานในรูปร่างขนาดต่าง ๆ กัน บ้างก็มีรูปเป็นจานเล็ก ๆ และบางประเภทเป็นแท่งเล็ก ๆ คล้ายกับตัวความต้านทาน

เทอร์มิสเตอร์ จะมีอยู่ 2 ประเภท แบ่งตาม  ส.ป.ส.  ของอุณหภูมิ (Temperature-Coefficient)  คือ

1.  แบบ  NTC  (Negative  Temperature  Coefficient)  คือ เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น ค่าความต้านทานจะลดลง

2.  แบบ  PTC  (Positive  Temperature  Coefficient)  คือ  เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น ค่าความต้านทานจะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

แอลดีอาร์ (LDR : Light Dependent Resistor)  คือ ความต้านทานชนิดที่ไวต่อแสง กล่าวคือ ตัวความต้านทานนี้สามารถเปลี่ยนสภาพทางความนำไฟฟ้า ได้เมื่อมีแสงมาตกกระทบ บงครั้งเรียกว่าโฟโตรีซีสเตอร์ (Photo  Resistor)  หรือ โฟโตคอนดัคเตอร์  (Photo Conductor)  เป็นตัวต้านทานที่ทำมาจากสารกึ่งตัวนำ  (Semiconductor)  ประเภทแคดเมี่ยมซัลไฟด์ (Cds : Cadmium Sulfide)  หรือแคดเมี่ยมซิลินายส์ (CdSe : Cadmium Selenide)  

2.  หน่วยของความต้านทาน

ค่าความต้านทานหรือที่เรียกว่า  “รีซีสแตนท์”  (Resistance)  ตัวความต้านทานนี้จะมีหน่วยเบื้องต้นในการวัดเป็น โอห์ม (Ohm : W )  ความหมาย  “โอห์ม”  คือ เกิดจากค่าความต้านทานที่ยอมให้กรแสไหลผ่านได้  1  แอมป์  มีแรงเคลื่อนไฟฟ้า  1  โวลต์  ตกคร่อมตัวความต้านทานนี้

แต่ความต้านที่ใช้ในวงจรมีหลายขนาดตั่งแต่ค่าต่ำสุดจนถึงค่าสูงสุด จึงจำเป็นต้องมีหน่วยของความต้านทาน เพื่อช่วยในการอ่านและความสะดวกในการใช้งาน

 

                                             หน่วยของความต้านทาน  (Unit  of  Resistance)

                   1,000  W                             เท่ากับ                1  K  W   

                 10,000  W                             เท่ากับ               10  K   W      

               100,000  W                             เท่ากับ               100 K W

            1,000,000  W                             เท่ากับ                1, 000 K  W  

3.  วิธีการอ่านค่าความต้านทาน

การอ่านค่าความต้านทานของรีซีสเตอร์มีอยู่  2  วิธี  คือ

วิธีที่  1  การอ่านค่าความต้านทาน  ค่าเปอร์เซ็นต์ผิดพลาด  และค่าอัตราทนกำลังไฟฟ้า  จากค่าที่พิมพ์ติดบนตัวรีซีสเตอร์ได้เลย    ส่วนมากจะเป็นรีซีสเตอร์แบบไวร์วาวด์  ซึ่งจะเป็นตัวความต้านทานที่มีขนาดใหญ่

วิธีที่  2  การอ่านค่าที่เป็นโค้ดสีของความต้านทาน  (Resistor  colour  Code) จะเป็นตัวความต้านทานที่มีอัตราทนกำลังไฟฟ้าต่ำ ๆ ส่วนมากจะเป็นตัวความต้านทานพวก  คาร์บอน, ฟิล์มคาร์บอน, ฟิล์มโลหะ  ซึ่งพอจะจำแนกการอ่านโค้ดสีได้จากลักษณะของตัวความต้านทานได้ดังนี้

1.  ระบบ  “หัวถึงปลาย”  (End to center band system)  คือตัวต้านทานที่มีลักษณะการต่อขาใช้งานออกมาตามความยาวกับตัวต้านทาน หรือเรียกว่า แบบสายต่อทางแกน (Axial)

2.  ระบบ “ตัวหัวจุด”  (Body-end-dot System)  คือ ตัวความต้านทานที่มีลักษณะการต่อขาในแนวรัศมี หรือเรียกว่า แบบสายต่อทางข้าง (Radial)

            อาการเสีย  ตัวความต้านทานเราสามารถตรวจพบอาการเสียอยู่เสมอ คือ ยืดค่า, ขาด, ความต้านทานไม่คงที่  และตัวความต้านทานไหม้  เนื่องมากจากกระแสไหลผ่านตัวมันมากเกินไป

การตรวจซ่อม  เมื่อเปลี่ยนตัวความต้านทานควรจะใช้ค่าความต้านทานและอัตราทนกำลังไฟฟ้าเท่าเดิม  อย่าใช้ค่ามากกว่าหรือน้อยกว่าค่าเดิม เพราะจะทำให้วงจรนั้น ๆ ทำงานผิดพลาด ส่งผลให้อุปกรณ์ตัวอื่น   ๆ ในวงจรเสียหายได้

 

 


แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ธันวาคม 2007 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31