พิมพ์หน้านี้
|
โพสกันไปแล้ว2เรื่องในเรื่องเกี่ยวกับไฟฟ้า มาดูกันในเรื่องที่3 กับ เรื่องของไดโอด อุปกรณ์ไฟฟ้าอีกชนิด ไดโอดซึ่งทำจากสารกึ่งตัวนำที่มีหัวต่อ PN หนึ่งหัวต่อ ความต้านทานไฟฟ้าของไดโอดนี้จะมี - ค่าสูงในทิศทางอ้อม - ค่าต่ำในทิศทางตาม เมื่อป้อนแรงดันไฟสลับให้ไดโอดด้วยคุณสมบัติข้างต้น กระแสไฟฟ้าจะไหลได้ในทิศทางตามเท่านั้น ไดโอดจึงสามารถดัดกระแสไฟ ฟ้าได้ เมื่อป้อนแรงดันไฟฟ้าในทิศทางตามกระแสไฟฟ้าในทิศทางตามจะเริ่มไหลที่ค่าแรงดันไฟฟ้าค่าหนึ่ง เรียกว่า แรงดันแพร่ซึม ซึ่งมีค่าเฉพาะ (เจอเมเนียมมีค่า ๐.๓ ~ ๐.๔ โวลต์ ซิลิคอนมีค่า ๐.๗ ~ ๐.๘ โวลต์) กระแสไฟฟ้าในทิศทางย้อนมีค่า ๑ ส่วนใน ๑๐๗ ของกระแสไฟฟ้าในทิศทางตาม จึงมีค่าน้อยมาก แต่ไม่ถึงกับเป็นศูนย์ เหตุผลเพราะ ในเนื้อสารส่วนที่เป็น P ยังมีอิเล็กตรอน และในเนื้อสารส่วนที่เป็น N ยังมีโฮล พาหะเหล่านี้ยังทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าได้โดยเ คลื่อนที่ผ่านจุดบกพร่องที่มีอยู่ในข่ายผลึกของอะตอม อุณหภูมิยังมีผลต่อกระแสไฟฟ้าในทิศทางย้อนได้ กล่าวคือ กระแสไฟฟ้า จะมีค่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น เมื่อกระแสไฟฟ้าสลับทิศ (สวิชชิ่ง) จากทิศทางตามเป็นทิศทางย้อน จะเกิดความช้าในการเปลี่ยนทิศขึ้น เนื่องจากว่าที่พาหะใน หัวต่อ PN จะหายไปหมดต้องใช้เวลาบ้างนั่นเอง ปรกติสวิชชิ่งไดโอดจะมีค่าเวลานี้ประมาณ 10-8 ~ 10-9 วินาที ซึ่งมีค่าที่น้อยมาก ไดโอดมีหลายชนิดแล้วแต่การใช้งานเฉพาะที่แตกต่างกัน เช่น - ซีนเนอร์ไดโอด (ใช้ควบคุมเสถียรภาพของแรงดันไฟฟ้า) - วาแรคเตอร์ไดโอด (ใช้ปรับความถี่) - ชอตกี้ไดโอด (การสวิชชิ่งที่มีความเร็วสูง) นอกจากนี้ยังมีไดโอดที่ใช้งานย่านความถี่ไมโครเวฟ เช่น - ทันแนลไดโอด - อิมแพทไดโอด (ใช้ในการกำเนิดและขยายสัญญาณไมโครเวฟ) - กันน์ไดโอด ไดโอดมีด้วยกันหลายแบบ ได้แก่ โฟโตไดโอด คือ สิ่งประดิษฐ์รับแสงที่ทำจากสารกึ่งตัวนำ จะเปลี่ยนสัญญาณแสงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า เมื่อแสงตกกระทบอิเล็กตรอนที่ยึดติดอยู่กับอะตอมในข่ายผลึกจะแตกหลุด เกิดเป็นอิเล็กตรอนอิสระ และโฮลอิสระขึ้น อิเล็กตรอนและโฮลเหล่านี้จะเคลื่อนที่เข้าไปใ นเขตปลอดพาหะเกิดป็นกระแสไฟฟ้าย้อนด้วยปริมาณที่แปรเปลี่ยนตามความเข้มแสง เรียกว่า กระแสโฟโต โฟโตไดโอดใช้ประโยชน์ในงาน - วัดความเข้มแสง - ชัตเตอร์แสง - กำหนดตำแหน่งของเครื่องมือกล - การวัดระยะทางไกลด้วยแสงอินฟาเรด - ตรวจจับสัญญาณแสงที่ความถี่สูง โฟโตทรานซิสเตอร์ โฟโตทรานซิสเตอร์ คือ โพโตไดโอดที่มีการขยายสัญญาณ โดยใช้หัวต่อ PN ที่ประกอบด้วยส่วนที่เป็นเบสและคอลเลคเตอร์เป็นที่รับแสง กระแสโฟโตที่เกิดขึ้นจะไหลไปอี มิตเตอร์ เนื่องด้วยปรากฏการณ์ทรานซิสเตอร์ กระแสอีมิตเตอร์จะมีขนาดเป็นประมาณ ๕๐๐ เท่าของก ระแสโฟโตที่เกิดขึ้นในตอนแรกเมื่อถูกแสง โฟโตทรานซิสเตอร์ใช้ประโยชน์ในงาน - เครื่องควบคุมแสง - ตรวจสอบแผ่นการ์ดหรือเทปเจาะรู - ตัวเชื่อมแสงกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เซลล์แสงอาทิตย์ทำงานเหมือนโฟโตไดโอดเมื่อมีแสงตกกระทบจะเกิดพาหะอิสระขึ้น ข้อแตกต่างคือไม่ต้องป้อนแรงดันไฟฟ้าภา ยนอกให้กับหัวต่อ PN อิเล็กตรอนและโฮลจะเกิดขึ้นในเขตปลอดพาหะของหัวต่อ PN สนามไฟฟ้าภายในของเขตปลอดพาหะจะแยกพาหะไฟฟ้าทั้งสองนี้ไปคน ละข้างเกิดเป็นกระแสไฟฟ้าไหลสู่วงจรภายนอกเซลล์แสงอาทิตย์จึงทำหน้าที่แปรพลังงานแสงเป็นพลังงานไฟฟ้า เซลล์แสงอาทิตย์ใช้ประโยชน์ในงาน - ผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ด้วยประสิทธิภาพ ๑๒% ~ ๕% - วัดความเข้มแสง ไดโอดเปล่งแสง คือ ไดโอดที่เปล่งแสงได้โดยเปลี่ยนกระแสไฟฟ้าให้เป็นแสงที่ตามองเห็นหรือให้เป็นแสงอินฟาเรด L : Light (แสง) E : Emitting (เปล่ง) D : ไดโอด ไดโอดเปล่งแสงทำจากผลึกสารกึ่งตัวนำที่มีหัวต่อ PN เมื่อมีการป้อนแรงดันไฟฟ้าตามอิเล็กตรอนในส่วนที่เป็น N และโฮลในส่วนที่เป็น P จะเคลื่อนที่เข้าหารอยต่อ อิเล็กตรอนและโฮลจะรวมตัวกัน และปล่อยแสงออกมา ในสภาพการรวมตัวของอิเล็กตรอนอ ิสระ พลังงานอ ิสระจะถูกปลดปล่อยออกมาในรูปของแสง สีของแสงที่เปล่งจะขึ้นกับชนิดของผลึกสารกึ่งตัวนำและชนิดสารเจือปน นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาไดโอดเปล่งแสงสีน้ำเงินได้โดยใช้สารประกอบกึ่งตัวนำกลุ่ม II-VI ด้วย ไบโพลาร์ทรานซิสเตอร์ใช้เป็นตัวขยายสัญญาณไฟฟ้า หรือทำหน้าที่เป็นสวิช การทำงานต้องอาศัยประจุไฟฟ้าสองชนิดคือ อิเล็กตรอนและโฮล จึงเรียกว่า ไบโพลาร์ทรานซิสเตอร์ ไบโพลาร์ทรานซิสเตอร์มีโครงสร้าง PNP หรือ NPN ไพโพลาร์ทรานซิสเตอร์ประกอบด้วยหัวต่อ PN จำนวน ๒ หัวต่อ คือ หัวต่อระหว่างอีมิตเตอร์ - เบส และ เบส - คอลเลคเตอร์ หัวต่อเบส - คอลเลคเตอร์ ถูกไบอัสย้อนด้วยแรงดัน VCB เกิดกระแสคอลเลคเตอร์ IC ซึ่งมีค่าต่ำไหลในวงจรด้านคอลเลคเตอร์ เมื่อไบอัสตามหัวต่ออีมิตเตอร์ - เบสด้วยแรงดัน VEB อิเล็กตรอนจะถูกฉีดจากอีมิตเตอร์สู่เบสเรียกว่า กระแสอีมิตเตอร์ อิเล็กตรอนจ ำนวนหนึ่งจะไหลเป็นกระแสเบส แต่กระแสส่วนใหญ่ไหลไปถึงหัวต่อเบส - คอลเลคเตอร์ และถูกสนามไฟฟ้าที่เกิดจากไบอัสย้อนกวาดเข้ าไปเป็นกระแสคอลเลคเตอร์ จากลักษณะสมบัติเช่นนี้จึงเป็นการใช้กระแสเบสค่าน้อยเพื่อควบคุมกระแสคอลเลคเตอร์ที่มีค่าโต เรีย กว่า การขยายสัญญาณกระแส ในกรณีทรานซิสเตอร์ชนิด PNP ก็ให้คิดคล้ายกันเพียงเปลี่ยนทิศทางของประจุไฟฟ้า เทคโนโลยีสารกึ่งตัวนำแบบพลานาร์เป็นวิธีสำคัญในการสร้างทรานซิสเตอร์ไอซีสิ่งประดิษฐ์สารกึ่งตัวนำชนิดต่าง ๆ จุดเด่นของพลานาร์ทรานซิสเตอร์ ได้แก่ - มีการใช้ชั้นซิลิคอนไดออกไซด์ปิดผิวไว้ทำให้มีความเชื่อถือได้สูง - มีขนาดเล็กจิ๋ว จึงเหมาะกับการใช้งานความถี่สูง - แว่นผลึก ๑ แผ่น สามารถนำไปทำสิ่งประดิษฐ์ได้มากกว่า ๑๐,๐๐๐ ตัว ทำให้ราคาการผลิตต่อตัวมีค่าต่ำ ทรานซิสเตอร์สนามไฟฟ้าแตกต่างจากไบโพลาร์ทรานซิสเตอร์ที่ใช้การทำงานของพาหะชนิดเดียว อิเล็กตรอน หรือโฮล อย่างหนึ่งอย่างใด จึงเป็นยู นิโพลาร์ทรานซิสเตอร์ ทรานซิสเตอร์สนามไฟฟ้าแบ่งตามกรรมวิธีการสร้างได้เป็น ๒ ชนิด คือ - ทรานซิสเตอร์สนามไฟฟ้าแบบหัวต่อ - ทรานซิสเตอร์สนามไฟฟ้าแบบ MOS ทรานซิสเตอร์สนามไฟฟ้าแบบหัวต่อ เมื่อป้อนแรงดันไฟฟ้าตรงแก่ปลายทั้งสองของผลึกสารกึ่งตัวนำชนิด N กระแสอิเล็กตรอนจะไหลจากซอสไปเดรน ช่อง (Channel) ที่อิเล็กตรอน ไหลจะถูกกำหนดด้วยแรงดันไฟลบที่ป้อนให้แก่ส่วน P ที่แพร่ซึมไว้ทั้งสองข้างของช่อง เมื่อแรงดันไฟลบที่เกทมี ค่าสูงขึ้น สน ามไฟฟ้าจะส่งผลให้เขตปลอดพาหะขยายตัวโตขึ้นบีบให้ช่องไหลของอิเล็กตรอนมีขนาดแคบลง ดังนั้น แรงดันไฟที่เกทจึงสา มารถควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนจากซอสไปเดรนได้ ทรานซิสเตอร์สนามไฟฟ้าแบบ MOS (MOSFET) MOSFET มาจาก M : Metal (โลหะ) O : Oxide (ออกไซด์) S : Semiconductor (สารกึ่งตัวนำ) F : Field (สนามไฟฟ้า) E : Effect (ผล) T : Transistor (ทรานซิสเตอร์) เป็นทรานซิสเตอร์ ที่ใช้หลักการทำงานที่แรงดันเกทควบคุมสภาพการนำไฟฟ้าที่ชั้นบาง ๆ ที่บริเวณผิวของผลึกสารกึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์สนามไฟฟ้าแบบ MOS มีส่วนสำคัญในการพัฒนาไอซีที่มีขนาดใหญ่ (LSI) ตัวอย่าง มอสทรานซิสเตอร์ชนิด P ชัลแนล (แบบเอนฮันสเมนท์) เมื่อแรงดันเกทเป็น ๐ กระแสไฟฟ้าจะไม่สามารถไหลจากซอสไปเดรนได้ เมื่อมีแรงดันไฟลบที่เกท อิเล็กตรอนจะถูกกดให้เคลื่อนห่างผิวในขณะที่โฮลจะถูกดึงให้เคลื่อนใกล้ผิว เกิดเป็นชั้น P บาง ๆ ที่สามารถนำไฟฟ้าได้ เกิดกระแสไฟฟ้าไหลจากซอส (ชนิด P) ผ่านช่ อง (ชนิด P) ไปยังเดรน (ชนิด P) ได้ กระแสไฟฟ้านี้จึงถูกควบคุมปริมาณด้วยแรงดันเกท |
| << | ธันวาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||