• มรณฐิโต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : maanmunee@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-09-10
  • จำนวนเรื่อง : 29
  • จำนวนผู้ชม : 7735
  • จำนวนผู้โหวต : 11
  • ส่ง msg :
พอทนได้
เป็นความคิดเห็นของคนคนหนึ่ง มักแตกต่างจากคนส่วนใหญ่..มั้ง
Permalink : http://www.oknation.net/blog/ok-na
วันอังคาร ที่ 2 ตุลาคม 2550
คำให้การของแมงดา 2
Posted by มรณฐิโต , ผู้อ่าน : 162 , 15:33:54 น.  
พิมพ์หน้านี้


                                                2.

 

          คลองหน้าวัดยังคงเป็นที่สัญจรไปมาของชาวบ้านในละแวกนั้น เป็นที่เล่นน้ำของเด็กๆอย่างสนุกสนานทุกๆวัน นานๆก็จะมีเรือติดเครื่องยนต์แล่นมาทำลายความสงบเงียบเสียทีหนึ่ง

          วัดแห่งนี้เป็นศูนย์กลางของคนแถวนี้มาช้านาน โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ เก่าแก่ทรุดโทรม เหมือนมิได้รับการทำนุบำรุง แต่หากสังเกตสักหน่อยจะเห็นความสะอาดสะอ้านในความเก่านั้นได้อย่างชัดเจน นี่แหละวิถีแห่งไท วิถีที่เรียบง่าย เน้นที่จิตวิญญาณมากกว่าวัตถุ อะไรจะสำคัญเท่ากับความสะอาดแห่งวัตถุและจิตใจที่ต้องไปด้วยกันในสังคม

          สมภารอายุมากแล้ว แต่ก็เต็มไปด้วยอัธยาศัยไมตรี ถึงท่านจะไม่มียศเป็นพระครูเหมือนวัดอื่นๆในอำเภอนี้ แต่ท่านก็พอใจคำว่า หลวงตา มากกว่าคำว่า ท่านพระครู ท่านเคยพูดกับกรรมการวัดคนหนึ่งที่ถามท่านถึงเรื่องการสร้างวัดให้สวยงามเพื่อตำแหน่งพระครูว่า

ข้าไม่ใช่หมาที่จะดีใจกับกระดูก ยศช้าง ขุนนางพระ ข้าไม่คิดว่ามันจะทำให้คนดีได้ กลับ

ทำให้คนที่อ่อนด้อยทางปัญญาหลงติดกับบ่วงของมารที่วางไว้   เอ็งอย่ามาทำให้ข้าเสียพระเลย

          เมื่อมีคนเอาหมากพลูบุหรี่มาถวายพระ หลวงตาท่านก็บอกไปว่า

โยม อย่าเอาของแบบนี้มาถวายพระเลย ไม่ได้บุญหรอก จะได้บาปเปล่าๆนะโยม เพราะมัน

ทำให้ติด     ถ้าพระในวัดยังติดบุหรี่ติดหมากแล้วจะไปสอนใครให้เลิกอบายมุขได้อย่างไร ในเมื่อพระเองก็ยืนอยู่ปากประตูนรกแล้ว หรือโยมว่าไงล่ะ

          เคยมีกรรมการวัดพยายามรวบรวมชาวบ้านเพื่อขับไล่หลวงตาให้พ้นไปจากวัด ด้วยข้อหาว่า ไม่พัฒนาวัด ไม่สร้างให้วัดเจริญเหมือนวัดอื่น บ้านเราอยากมีพระครูไว้เป็นที่เชิดหน้าชูตาเหมือนบางอื่นเขามั่ง แต่หลวงตาไม่เอาเลย กลายเป็นพระกระจอก เป็นพระหางแถว อย่างนี้น่าอายนัก

          เมื่อมีการประชุมชาวบ้านที่ศาลาการเปรียญครั้งนั้น หลวงตานั่งสงบนิ่ง ฟังกรรมการคนนั้นตำหนิติติงท่านกับชาวบ้าน จนชาวบ้านแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเห็นว่ากรรมการวัดคนนั้นพูดถูก แต่อีกฝ่ายหนึ่งก็เห็นว่าไม่จำเป็น เพราะหลวงตาเป็นพระดี ไม่เคยนอกลู่นอกทาง ใครมีเรื่องทุกข์ร้อนไม่สบายใจเรื่องอะไร มาหาหลวงตา ก็เป็นอันได้คำตอบที่แจ่มแจ้งกลับไป ชาวบ้านไม่เคยถูกวัดนี้เรี่ยรายบอกบุญจนเพลียบุญเหมืนบางอื่นในละแวกนี้ นั่นหมายความว่า หลวงตาควรเป็นสมภารต่อไป

          เมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้ หลวงตาเห็นท่าจะนั่งสงบนิ่งต่อไปไม่ไหวแล้วจึงกล่าวแก่ญาติโยมในที่นั้นว่า

โยม ๆ ๆ..หยุดเถียงกันก่อนเถอะ ขออาตมาพูดบ้างนะ แล้วถ้าผิดถูกยังไงก็ค่อยๆพูดกัน อย่า

ให้อาตมาซึ่งเป็นพระมาทำให้ชาวบ้านฆ่าแกงกันเลยนะโยม

เอาอย่างนี้ได้ไหมโยมทุกคน อาตมาขอตั้งคำถามให้พวกโยมทุกคนตอบ ใครที่ตอบได้ก็ให้

ตอบออกมา เดี๋ยวก็จะได้ผลออกมาเองว่า อาตมาควรเป็นสมภารต่อไปหรือไม่ ดีมั้ยโยม

                   ศาลาวัดเงียบลงชั่วขณะ ทุกคนมองหน้ากันเชิงขอความเห็น ต่างคิดว่า วันนี้หลวงตาจะมาไม้ไหนกันล่ะเนี่ย กรรมการวัดต้นเรื่องก็กล่าวออกมาว่า

ก็ดีเหมือนกันครับหลวงตา ผมก็จะได้หายแคลงใจเหมือนกัน

นี่แหละโยม วิธีการของพุทธศาสนาคือ มีความสามัคคีปรองดองเป็นที่ตั้ง มีอหิงสาคือ

ความไม่รุนแรงเป็นบรรทัดฐาน มีปัญญาเป็นเครื่องนำทาง สาธุ

                   ก่อนอื่นอาตมาขอถามว่า.......พระมีไว้ทำอะไร?  ใครจะตอบได้ล่ะ

          หลายคนมองหน้ากันแล้วหันกลับมามองกรรมการวัดเจ้าปัญหาเหมือนนัดกันทันที

ก็มีไว้สวดสิครับหลวงตา หรือบางทีก็เอาไว้ให้ชาวบ้านทำบุญไงครับ เรื่องง่ายแบบนี้หลวง

ตาไม่น่าถามเลย เขาตอบพร้อมกับสีหน้าที่บ่งบอกถึงความภูมิใจในความฉลาดเฉลียวของตน

                   อ้าว...ถ้าพระมีไว้สวด แล้วคนที่บวชพระ แล้วสึกหาลาเพศออกมาน่ะ เขาสวดได้มั้ย

ได้สิครับ เขาตอบด้วยความมั่นใจ

โยมเคยบวชมาแล้วไม่ใช่เหรอ  หือ..โยม

ครับหลวงตา ตอนย่างยี่สิบ พ่อแม่ก็บวชให้เลยแหละ ที่วัดท้ายคุ้งโน่น

                   แล้วตอนนี้สึกออกมานานเท่าไรแล้วล่ะ

                   ยี่สิบกว่าปีแล้วครับ  หลวงตาถามผมทำไมล่ะ หรือจะลองภูมิผม กรรมการวัดคนนั้นข้องใจ

                   ตอนนี้ยังสวดได้มั้ย  หลวงตารุกต่อ

อ๋อ ผมยังไม่แก่นะครับ เพิ่งจะสี่สิบเท่านั้น ยังจำได้แม่น หลวงตาจะให้ผมสวดบทไหนครับ

ว่ามาเลยครับ

                   ถ้าโยมสวดได้ แล้วคิดว่าคนอื่นๆที่บวชแล้วจะสวดได้เหมือนโยมน่ะ มีมั้ย

                   ผมจะไปรู้ได้อย่างไรล่ะครับ หลวงตาก็ถามเขาเองสิครับ

                   เอ้า..นี่โยมคนไหนสวดแบบที่อาตมาสวดได้บ้าง

                   มีคนยกมือเกือบสามสิบคน ท่ามกลางสายตาที่บ่งบอกถึงความไม่เข้าใจหลวงตา

          หลวงตายกน้ำเปล่าข้างๆขึ้นดื่ม พลางบอกว่า

ก็สวดกันได้เยอะแยะ แล้วทำไมต้องให้พระสวดล่ะ ทำไมไม่สวดกันเอง มาอาศัยพระทำไม

ใครตอบอาตมาได้มั่ง

          คนเงียบกริบทั้งศาลา หลายคนเริ่มบ่น

                   เราเป็นฆราวาสจะให้เราสวดได้ไง ไม่ใช่พระซะหน่อย บาปตายเลย

                   อ้าวบ่นกันงึมงำอยู่นั่นแหละ ใครตอบอาตมาได้บ้างล่ะ

                   ก็พวกเราไม่ใช่พระนี่ครับ จะสวดได้อย่างไรล่ะครับ    ทิดแก้วบอกหลวงตาอย่างฉุนนิดๆ

                   ในศาลานี่ ใครสวดมนต์ก่อนนอนบ้าง  หลวงตาถามต่อ

                   ผู้คนยกมือกันเกือบทั้งศาลา

          หลวงตากล่าวต่อว่า  แล้วทำไมไม่กลัวบาปล่ะ ไหนว่าไม่ใช่พระสวดมนต์ไม่ได้ไงล่ะโยม

          เสียงฮืฮฮาเกิดขึ้นทั่วไป   พลันกรรมการวัดคนเก่งก็สอดขึ้นว่า 

หลวงตาครับ พ่อแม่ปู่ย่าตายายเราสอนกันมานานแล้วให้สวดมนต์ก่อนนอน หลวงตาจะมา

ห้ามเราได้ไงครับ มนต์ไม่ใช่ของพระคนเดียวนี่ครับ

นั่นแหละ โยมพูดถูก เมื่อมนต์เป็นของกลาง เป็นของคนทุกคน ใครอยากสวดก็สวด ไม่

อยากสวดก็ไม่มีใครบังคับ ใครอยากสวดมากหรือน้อยก็ตามแต่ใคร แล้วโยมจะมาว่าพระมีไว้สวดมนต์ได้ยังไงล่ะ

          เสียงหัวเราะและเสียงอื้ออึงดังขั้นทั่วศาลาการเปรียญที่ทรุดโทรมหลังนั้น

                   แต่หลวงตาอย่าลืมนะครับว่าพระมีไว้ให้พวกเราทำบุญด้วย กรรมการวัดคนเก่ายังไม่ลดละ

เอ้า....งั้นเงียบกันหน่อย ๆ แล้วช่วยบอกอาตมาหน่อยว่า ที่โยมบอกว่าพระมีเอาไว้ให้ชาว

บ้านทำบุญน่ะ ทำกันยังไง

ก็เอาไว้ใส่บาตรไงครับ แล้วก็รับเงินทำบุญ  แล้วเอาไปสร้างโบสถ์สร้างวิหาร หรือสร้าง

เมรุก็ได้ครับ แต่หลวงตาไม่เอาเลยนี่ แล้วพวกเราจะได้บุญเยอะเหมือนกับคนบางอื่นได้ยังไงล่ะ เมื่อพระไม่รับแล้วเราก็ต้องไปทำบุญที่วัดอื่น ต้องเดินทางไกลข้ามบางไปโน่น กว่าจะทำบุญได้แต่ละที แสนเหน็ดแสนเหนื่อย ยังงี้เราก็แย่น่ะสิครับ

                   โยม.....เวลาโยมใส่บาตรพระโยมอยากได้อะไรล่ะ

                   ก็อยากได้บุญน่ะสิครับ ถามได้

                   แล้วบุญที่โยมว่ามันเป็นยังไงล่ะ ลองบอกถี...

แหมหลวงตาครับ ใครๆก็รู้กันทั้งนั้นว่า เราจะได้สุขสบายในชาติหน้า ได้ขึ้นสวรรค์ไงครับ

คนไม่ทำบุญก็จะไม่ได้ขึ้นสวรรค์ ใครๆก็รู้

          ชาวบ้านหลายคนพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

                   อ้าวโยม โยมหมายความว่าคนไม่ใส่บาตรก็จะไม่ได้ขึ้นสวรรค์ใช่ไหมโยม

                   แน่อยู่แล้วครับท่าน

                   คนที่เอาของใส่บาครพระมากๆก็จะได้บุญมากใช่มั้ยโยม

                   เป็นของแน่อีกหละครับ

แล้วคนที่ไม่ค่อยมีข้าวของใส่บาตร หรือยากจนไม่มีของใส่บาตร ไม่มีเงินทำบุญ ก็จะไม่ได้

บุญ หรือถ้าได้ก็ได้น้อยใช่ไหมโยม

ครับหลวงตา นี่แหละถึงจะยุติธรรมครับ คนทำมากต้องได้มาก และคนทำน้อยต้องได้น้อย

อยู่แล้ว

แล้วเมื่อคนมีเงิน ใส่บาตรด้วยของมาก ทำบุญด้วยเงินมาก ไปเกิดใหม่ก็จะมีทรัพย์สินเงิน

ทองมากมายใช่มั้ย

 

ครับหลวงตา ถูกแล้วครับ อย่างผมนี่ไง เมื่อชาติก่อนๆคงทำบุญมาก ชาตินี้จึงมีเงินทอง

อย่างนี้ครับ กรรมการคนนั้นตอบด้วยความแน่ใจ

          หลวงตาจึงถามต่อไปอีกว่า

ถ้าอย่างนั้น คนรวยก็จะรวยไปทุกๆชาติ และคนจนก็จะจนไปทุกๆชาติน่ะสิ เพราะคนจน

ย่อมไม่มีเงิน มีทรัพย์เพื่อเอามาทำบุญกับพระ  และเมื่อเขาทำน้อยหรือไม่ได้ทำเพราะไม่มีเงิน ชาติต่อๆไปก็ต้องจนเรื่อยๆไป ใช่มั้ยโยม

          กรรมการคนเก่งหยุดคิดนิดหนึ่ง แล้วอ้อมแอ้มตอบออกมาว่า

ก็คงเป็นหยั่งงั้นมั้งครับ

งั้นในโลกเรานี้ก็จะใครอยู่สองพวกเท่านั้นน่ะสิ แล้วคนที่เคยจนแล้วรวยขึ้นมาล่ะ หรือคนที่เคยรวยแล้วจนลง และบางคนจนถึงวิบัติเสียหายล่ะ มันเกิดอะไรขึ้น

                   เขาทำตัวเขาเองครับแบบนั้น เขาไม่รู้จักวิธีดูแล ใช้สรอยทรัพย์สมบัติของเขาเองนี่ครับ

อ้าวโยม..ตกลงคนจะรวยจะจน มันเกิดจากอะไรแน่ เกิดจากการทำบุญ หรือการกระทำของ

ตนเอง เอาสักอย่างสิ

                   ที่จริงหลวงตาก็รู้นี่ ว่ามันทั้งสองอย่าง

แล้วอย่างอาตมานี่ ไม่เคยใส่บาตรมาสี่สิบกว่าปีแล้ว เงินก็ไม่มีทำบุญ แล้วชาติหน้าไม่แย่

หรือนี่

                   อ้าวหลวงตาเป็นพระนี่  ไม่ใช่ฆราวาสต้องทำบุญทำไมล่ะ รับอย่างเดียวก็พอแล้ว

                   แล้วถ้ามีคนเอาเงินไปทำบุญให้โยม โยมจะรับมั้ยล่ะ หลวงตาหันไปถามกรรมการวัดคู่กรณี

โธ่..หลวงตาครับ ผมไม่ใช่พระนี่ครับ รับไม่ได้หรอก คนเขาก็ไม่มาทำหรอกครับเพราะผม

ไม่ใช่พระนี่ครับ หลวงตาก็รู้ เดี๋ยวตกนรกเปล่าๆ

                   งั้นโยมลองบอกอาตมาหน่อยซิ พระกับฆราวาสต่างกันอย่างไรล่ะ

ทิดสม ลุกขึ้นยืนตอบหลวงตาด้วยความมั่นใจว่า... ก็พระโกนหัว ห่มผ้าเหลืองไงล่ะหลวง

ตา แล้วก็ไม่กินข้าวเย็นด้วย

                   เอาไว้เทศน์ตอนวันพระด้วยนะแก  ยายแป้นกล่าวเสริม

                   เจิมเรือด้วย เวลาเอาเรือใหม่ลงน้ำน่ะ   ยายสายบอกต่อ

                   ทำน้ำมนต์ให้ข้าไปลงเสาเอกอีกอย่างอย่าลืม  ตาไหวว่า

นี่โยม  อาตมาถามหน่อยเหอะ ถ้าอาตมาสึกไปแล้ว เป็นฆราวาสอย่างพวกโยมๆ จะให้ใคร

ทำ

                   ก็ให้พระองค์อื่นทำสิ แต่เอ..ไม่เห็นมีพระองค์ไหนทำได้เหมือนหลวงตาเลย  ตาอินว่ามั่ง

                   แล้วโยมอินว่า จะให้ใครทำล่ะถ้างั้น

                   ผมก็ให้หลวงตานั่นแหละทำ เพราะหลวงตารู้คาถานี่ คนอื่นไม่รู้

                   แต่ตอนนั้นอาตมาไม่ได้หัวโล้น ไม่ได้ห่มผ้าเหลืองแล้วนะ หรือบางทีก็เมาเหล้าด้วย

แหม..หลวงตา คนเคยทำได้ ก็ต้องทำได้อยู่ดีน่ะแหละ ไม่เห็นจะเป็นปัญหาเลยนี่ผมว่า ตา

อินกล่าวต่อ

                   ตกลงว่า  คนธรรมดาที่รู้คาถาก็ทำได้ ไม่ต้องเป็นพระก็ได้ ใช่มั้ย โยม

                   ใช่ ใช่.......กรรมการคนนั้นตบตามน้ำ

 เขาทำได้เหมือนหลวงตานี่แหละ เก่งกว่าหลวงตาอีก ลงนะลงยันต์ก็ได้ หลวงตาไม่เห็นทำ

ได้เลย

แล้วถ้าคนโกนหัวแล้วก็ห่มผ้าเหลืองเฉยๆ โดยไม่ผ่านการบวชเรียน โยมๆจะนับถือหรือจะ

ทำบุญกับเขามั้ย  หลวงตาถามไล่ไปเรื่อยๆ

                   โอ๊ย...ใครจะทำหลวงตา    กรรมการท่านนั้นสอดขึ้นมาด้วยเสียงอันดัง

                   ก็นั่นน่ะสิ...แล้วตกลงพระกับฆราวาสต่างกันตรงไหนล่ะ หรือตรงที่พระไม่กินข้าวเย็น

                   ผมว่านั่นก็ด้วยนะ    คนบางคนกล่าวตอบมาจากข้างๆเสาศาลา

                   ถ้าหยั่งงั้น เวลาใครไม่กินข้าวมื้อเย็นก็เป็นพระหมดน่ะสิ   หลวงตารุกต่อ

                   ไม่ใช่สิหลวงตา แหมมันง่ายไปนะ ทิดแก้วว่า

                   งั้นตกลงมีใครตอบได้บ้างว่า พระกับฆราวาสต่างกันอย่างไร

          บรรยากาศในศาลาการเปรียญพลันอึงมี่ไปทันที   จนพักหนึ่ง หลวงตาจึงเอ่ยออกมาว่า

                   เอ้า โยมลองฟังอาตมาหน่อยมั้ย อาตมาเป็นพระอาจจะบอกโยมได้นะ

                   เออ..จริง ใครจะรู้ดีเท่าพระเอง  ตาอินว่า

                   ไหนหลวงตาลองว่ามาซิผมจะลองคิดดู  กรรมการคนเก่าว่า

นี่โยม  พระน่ะ ท่านเรียกว่าพระเพราะว่า คำว่าพระมาจากคำว่า วะระ แปลว่าดี และที่ว่าดี

น่ะคือมีชีวิตที่ดีกว่าเป็นฆราวาส    ดีกว่ายังไงเดี๋ยวจะมาว่าอาตมายกตนข่มท่าน ฟังก่อน

                   ที่ว่าดีกว่าน่ะคือ ตั้งใจดี ทำดี ได้ผลดี และบอกให้คนอื่นทำดี

ตั้งใจดีคือ ไม่ต้องการมีชีวิตอยู่ด้วยการเบียดเบียนแย่งชิงกับใคร ตั้งใจไม่ทำให้ใครเดือด

ร้อน แม้กระทั่งตนเอง และที่สำคัญต้องการพ้นทุกข์

                   หลวงตาว่าเข้าท่าแฮะ..ข้าไม่เคยได้ยินเลยเนี่ย.........ตาเหมกล่าว

แกไม่เคยมาฟังหลวงตาเทศน์จะได้ยินยังไงหาตาเหม..ยายสายสำทับ

                   เออ..มันเรื่องของข้า แกไม่ต้องมายุ่ง ฟังหลวงตาดีกว่า ตาเหมตอบ

เมื่อตั้งใจดีแล้วก็ลงมือกระทำดี โดยประกาศบอกให้คนทั่วไปรู้ว่าฉันจะตั้งใจทำดีละนะ

โดยการโกนหัวและใช้ผ้านุ่งผ้าห่มเพียงสามผืนเท่านั้น กินก็แค่สองมื้อ ใครให้อะไรกินก็กิน ไม่เรื่องมาก

แหมหลวงตาพูดอย่างนี้นึกถึงตากิ่งผัวอีฉันเลย ถ้ามันกินง่ายแบบพระก็ดีนะสิ อีฉันทำอะไร

ไม่เคยถูกใจเลย กินก็ยาก บ่นได้ทุกวัน ป้าป่วนเอ่ยขึ้น

                   ก็แกทำอะไรไม่อร่อยจริงๆนี่หว่า ไม่เป็นสับปะรดเลย  ตากิ่งแย้ง

                   แต่ก็ทำให้แกกินมาจนแก่ปานนี้แหละตากิ่ง ป้าป่วนไม่ลดรา

                   นี่อย่ามัวเถียงกันอยู่เลย ถ้าจะเถียงกลับไปเถียงที่บ้านแกไป ฉันจะฟังหลวงตาต่อ ยายสายว่า

                   หลวงตาว่าต่อไปเหอะเขากำลังฟังกันอยู่ ตาอินเอ่ยขึ้นบ้าง

เอ้า..แล้วทีนี้อาตมาขอถามหน่อยเหอะ ตั้งแต่พวกโยมรู้จักอาตมามานี่ อาตมาเคยทำอะไร

ให้โยมเดือดร้อนบ้างไหมล่ะ ใครคิดออกช่วยบอกอาตมาที

มีสิหลวงตา ที่กำลังการเดือดร้อนกันอยู่นี่ไงล่ะ ไม่รับบุญชาวบ้าน ไม่พัฒนาวัด ทำให้วัดเรา

ไม่มีพระครูด้วย ทำให้ชาวบ้านบางนี้ขายหน้าบางอื่นเขา กรรมกรเจ้ากรรมเอ่ยขึ้นอย่างได้ช่อง

นอกจากข้อหาที่ว่านี้มีใครคิดออกอีกมั้ยล่ะ ว่ามาเลย อาตมาจะได้ตอบเป็นข้อหา ข้อหาไป

หลวงตาถามต่อ

          ชาวบ้านเงียบ ทุกคนพยายามตั้งใจฟังคำตอบจากหลวงตา ต่อข้อหาอันใหญ่หลวงที่กรรมการวัดกล่าวหา

          หลวงตายกน้ำร้อนขึ้นซดโฮกใหญ่ แล้วหันหน้ามาถามกรรมการคนนั้นว่า

ที่โยมว่าอาตมาไม่รับบุญน่ะ อาตมาทำอย่างไร ลองอธิบายถี

ก็มีคนเขาจะมาบริจาคเงินสร้างศาลา สร้างเสาไฟ หลวงตาก็ไม่รับ ให้ไปบริจาคที่กรรมการ

วัด คนเขาก็เสียความรู้สึกน่ะสิ เลยไม่มีใครอยากมาทำบุญกับวัดนี้เลย ไม่เหมือนวัดโน้น สมภารเขารับเองเลย แถมยังพรมน้ำมนต์ให้อีกด้วย ใครบริจาคมากเขาก็มีพระเครื่องพระบูชาตอบแทนให้ หลวงตาน่ะ นอกจากไม่รับแล้ว อะไรก็ไม่มีให้เขา ใครเขาจะมาทำบุญล่ะอย่างงี้

แล้วไอ้ที่ว่าอาตมาไม่พัฒนาวัดล่ะ หมายความว่าอย่างไร แล้วที่สำคัญนะ ที่ว่าอาตมาทำให้

วัดไม่มีพระครูน่ะ มันเป็นยังไง อธิบายหน่อยเหอะ

ก็หลวงตาไม่ยอมก่อสร้างศาสนสถาน จำพวกเมรุ หรือศาลาหลังนี้ก็ไม่สร้างให้มันใหญ่

และสวยกว่านี้ โบสถ์หลังเก่าก็ไม่สวยแล้ว ไม่ทันสมัย ควรสร้างใหม่  หลวงตาก็ไม่สร้าง ดูวัดทางโน้นสิ เขาสร้างเอา สร้างเอา กุฏิพระก็สร้างใหม่ ตอนนี้เป็นพระครูปลัดไปแล้ว เขาเลี้ยงฉลองกันใหญ่โต โต๊ะจีนตั้งสองร้อยโต๊ะ คนใหญ่คนโตในเมืองก็มา  แล้ววัดเราล่ะ เก่าก็เก่า เงียบก็เงียบ ไม่เห็นคึกคักเหมือนวัดอื่นเขา งานประจำปีก็ไม่มี นี่แหละที่ว่าหลวงตาไม่พัฒนาวัด  และพอหลวงตาไม่ก่อไม่สร้างอะไรเลย หลวงตาก็เลยไม่ได้พระครูอย่างวัดโน้น มันก็เลยทำให้บ้านเราไม่มีพระครู ให้เชิดหน้าชูตากับเขาเลย  พวกผมอายเขาครับหลวงตา

อ้าวนี่ตกลงใจคอโยมจะให้พระเป็นเครื่องประดับเกียรติของชาวบ้านไปแล้วเหรอ อาตมา

ถามหน่อยเถอะ

ทุกวันนี้ญาติโยมอยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุขดีหรือเปล่า เราก็รู้ๆกันอยู่ไม่ใช่เหรอว่าชาวบ้าน

ของเราก็ไม่ได้ทำมาหากินจนร่ำจนรวย ต่างคนก็แค่พอมีพอกิน เงินทองก็แทบจะไม่เหลือให้เก็บกันอยู่แล้ว ข้าวของก็แพงขึ้นทุกวัน และที่สำคัญ ศาลาหลังนี้ก็แข็งแรงดี โบสถ์ก็ไม่ได้พังอะไรสักหน่อย ทั้งศาลาและโบสถ์ยังดีอยู่ เพียงแต่มันไม่ทันสมัยและไม่สวยงามเท่านั้นแต่มันก็ถูกต้องตามพุทธานุญาต พอเหมาะพอควรกับสมณวิสัยแล้ว เมรุเผาศพก็ยังไม่จำเป็นเท่าไหร่ ปีหนึ่งคนตายไม่กี่คน เราเผากันที่เชิงตะกอนท้ายวัดก็ดีอยู่แล้ว  อาตมากับพระในวัดนี้ อาศัยข้าวปลาอาหารที่ พวกญาติโยมใส่บาตรได้ขบฉันเลี้ยงชีวิตอยู่ทุกวันก็นับว่าเป็นภาระของญาติโยมอยู่แล้ว แต่อาศัยว่าเป็นความศรัทธาที่ไม่เดือดร้อนอะไร แต่เรื่องอื่นๆที่จะไปทำให้ญาติโยมเดือดร้อนโดยไม่จำเป็นน่ะ อาตมาไม่ทำหรอก วัดเราควรเป็นวัดที่เป็นวัดจริงๆ คือให้ความสุขสงบ ไม่ใช่ความสุขสนุก และอีกอย่างหนึ่ง เมื่ออาตมาบวชเป็นพระแล้ว ก็หมายความว่าอาตมาไม่ต้องการความสุขแบบทางโลกแล้ว เรื่องยศฐาบรรรดาศักดิ์อะไรนี่ อาตมาไม่อยากได้ และมันก็ไม่ดีสำหรับคนที่บวชอยู่ในสมณเพศด้วย มัน เป็นมายาเหมือนหมาแทะกระดูก ไปหลงไหลได้ปลื้มมันทำไมกันเชื่ออาตมาเถอะโยมทั้งหลาย ชีวิตเราทุกวันนี้ก็เดือดร้อนพอดูอยู่แล้ว ทำดีกันไว้ดีกว่า ใครว่าอาตมาพูดผิดมั่งล่ะ

                   สาธุ....แหม  เห็นแจ้งเลยครับหลวงตา ตาเน้ยกล่าวขึ้นเป็นครั้งแรกตั้งแต่แกมานั่ง ทำให้คนอื่นๆพยักหน้ารับกันเป็นแถว     

          เอาละถ้าใครข้องใจอะไรก็ถามมาอีก อาตมาจะตอบให้หายข้องใจ

          ไม่มีแล้วละครับหลวงตา เสียงคนหนึ่งพูดต่อขึ้นมา พวกเราก็จะกลับแล้ว นี่ก็บ่ายมากแล้ว

          เออ...ข้าก็กลับ หลายคนสนับสนุน ต่างพากันกราบหลวงตาแล้วลุกขึ้นพึ่บพั่บ พลางทะยอยลงจากศาลาไปจนหมด คงเหลือแต่กรรมการวัดตัวเอ้กับหลวงตานั่งส่องหน้ากันอยู่ กับเด็กวัดสองสามคน

          งั้นผมก็ลาละครับหลวงตา เขายกมือไหว้หลวงตาแล้วเดินส่ายหน้าลงจากศาลาไป

(อ่านตอนต่อไป)


แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ตุลาคม 2007 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31