พิมพ์หน้านี้
|
5. ผมทำงานอยู่ที่โรงแรมนั่น อยู่นานพอควร ก็พอลืมผู้หญิงคนเก่าไปได้ วันหนึ่งก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาใหม่ เราลงทำงานในเรือด้วยกัน เรือนั้นเป็นเรือลำใหญ่ ใช้วิ่งขึ้นวิ่งล่อง ให้นักท่องเที่ยวชมแม่น้ำเจ้าพระยา มีคนทำงานอยู่หลายสิบคน และผมก็เป็นหนึ่งในนั้น ในวันแรกที่เจอเธอนั้น ผมไม่ชอบหน้าเธอเลย เนื่องจากเธอไม่สวยเท่าไหร่ ท่าทางเธอดูก๋ากั่นหรือ อย่างที่เรียกกันว่าซ่ามาก ผมไม่ชอบผู้หญิงอย่างนี้อยู่แล้ว ก็เลยไม่ได้สนใจ แถมออกจะไม่ชอบหน้าเธอเอาเสียด้วย เมื่อเธอพูดกับผมเหมือนกับผู้ร่วมงานทั่วไป ผมก็ไม่พูดกับเธอ เพราะด้วยความที่ไม่ชอบนั่นเอง โบราณว่า เกลียดอะไรมักได้อย่างนั้นนะโยม เป็นอย่างที่ว่าเลยครับ หลวงตา แล้วมีอยู่วันหนึ่ง ผมเลิกงานและแต่งตัวเพื่อจะกลับบ้านตามปกติ ผมลงมากับลิฟท์พนักงาน ซึ่ง ในลิฟท์นั้นก็มีเธออยู่ด้วย เธอมองหน้าแล้วบอกผมว่า นี่ กระเป๋าตังค์จะหล่นแล้ว เสียงเธอบอกพร้อมชี้มือมาที่ผม ผมหันหน้าไปทางเธอ แล้วก็เอามือคลำกระเป๋าเงินที่เหน็บไว้ที่กระเป๋ากางเกงหลัง มันเกือบจะหล่นจริงๆ ผมหันไปมองหน้าเธออีกครั้ง อยากบอกขอบคุณเธอ แต่ก็ไม่ได้กล่าวคำนั้น ได้แต่มองเธอ แล้วก็ออกเดินไปเมื่อลิฟท์เปิด แหม โยมนี่ใจจืดเหลือเกิน คนเขาหวังดี ยังไม่ขอบคุณเขาอีก ผมเป็นคนแบบนี้แหละครับ หลวงตา ถ้าไม่ชอบแล้วไม่อยากพูดด้วย หน้ายังไม่อยากมองเลย แล้วไงล่ะ หลวงตาถามต่อ จากวันนั้นเราก็ยังคงทำงานในเรือลำเดียวกันอีกเรื่อยมา ความสัมพันธ์ของเราค่อนข้างแย่ เธอก็ไม่อยากพูดกับผม และผมก็ไม่อยากพูดกับเธอ ถ้าไม่จำเป็นก็จะไม่พูดกันเลยครับ ถ้าจำเป็นจะต้องพูด ก็จะพูดกันแบบไม่ดีนัก ยังกะหนังไทยเลยนะโยม..ใช่มั้ย แบบคู่พระคู่นางที่กระเง้ากระงอดกันตอนรู้จักกันใหม่ๆ แลัวก็มักไม่ถูกกัน แต่ตอนหลังมารักกันน่ะ แบบนั้นเลยครับ แหมหลวงตาพูดซะผมอายเลย เอ้าว่าต่อไปสิ ครับ แต่หลังจากนั้นไม่นาน ก็เริ่มมีเพื่อนๆมากระเซ้าเย้าแหย่ผมบ้าง มายุให้ผมจีบเธอบ้าง ซึ่งที่จริงในขณะนั้นผมชอบผู้หญิงอยู่คนหนึ่งในที่เดียวกันนั้นเอง แต่เธอไม่สนใจผมเท่าไหร่ เพราะอาจจะเป็นที่เธอมีคนที่เธอชอบอยู่แล้วก็เป็นได้ เพื่อนๆเริ่มแหย่หนักขึ้นทุกวัน ว่าเธอชอบผมบ้าง แล้วก็ไปบอกเธอว่าผมชอบเธอบ้าง จนมีอยู่วันหนึ่งซึ่งเป็นวันเกิดของแฟนของลูกน้องของผม ซึ่งก็เป็นพนักงานในเรือนั่นแหละ ได้มีการจัดเลี้ยงกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เธอกับผมนั่งโต๊ะเดียวกันแต่อยู่ตรงข้ามกัน เพื่อนก็ยุให้ผมได้ตักน้ำแข็งใส่แก้วของเธอ ผมก็ทำใจดีสู้เสือทำอย่างที่เพื่อนมันยุ เธอก็มองหน้าแล้วกล่าวคำขอบคุณอย่างเสียไม่ได้ นั่นดูเหมือนจะเป็นครั้งแรกที่เธอกับผมพูดดีกัน น้ำชักเริ่มเน่าแล้วสิ ใช่มั้ย สงสัยจะเป็นแบบนั้นแหละครับ จากวันนั้นมา ผมก็พูดกับเธอบ้าง เธอก็พูดกับผมนะครับ เราพูดดีกันมากขึ้น จนวันหนึ่งด้วยแรงดลใจอะไรไม่รู้ ผมได้เอ่ยปากชวนเธอไปดูหนัง และแปลกมากที่เธอก็รับปากผมว่าจะไป เรากินข้าวด้วยกัน ดูหนังด้วยกัน จะแรงอะไรล่ะโยม ก็แรงพิศวาสแล้วก็แรงกรรมน่ะสิไอ้แรงพิศวาสนี่ถ้าจะจริง เพราะผมก็อยากมีแฟนสักคน แล้วก็เพิ่งจะอกหักมาไม่นาน แต่แรงกรรมนี่มันเป็นยังไงครับ โยมก็เหมือนกับชาวพุทธทั่วๆไปนั่นแหละ ที่ไม่รู้จักศาสนาของตนเอง ปากก็บอกว่าเป็นชาวพุทธ แต่ไม่รู้ความสำคัญของศาสนา ไม่รู้หลักสำคัญของศาสนา นี่โยม เรื่องกรรมน่ะเป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าห้ามมิให้มาคุยกันเล่นๆ หรือหากไม่จำเป็นก็อย่ามาพูดกัน เพราะเป็นเรื่องเข้าใจยาก เป็นเรื่องด้นเดายาก หากพื้นฐานและระดับชั้นของปัญญาต่างกันแล้ว เถียงกันตาย อ้าว แล้วเราจะรู้ได้ยังไงล่ะครับ ถ้าเราไม่พูดกัน ท่านไม่น่าห้ามนะครับ ท่านไม่ได้ห้ามเด็ดขาดหรอกโยม แต่ก็ต้องพูดกันเป็นหลักเป็นการ อธิบายกันยาวยืด หรืออย่างโยมนี้ต้องปูพื้นฐานกันก่อนเลยทีเดียว เอ้างี้โยม ตอนนี้ก็สายมากแล้ว โยมไปกินข้าวเสียก่อน เอาไว้ตอนเย็นๆ อาตมาทำวัตรเย็นเสร็จแล้ว ค่อยคุยกันใหม่ เดี๋ยวจะเป็นลมเป็นแล้งไปเสียก่อน ตายทั้งๆที่ยังไม่ทำในสิ่งที่ควรทำ มันน่าเสียดาย เกิดมาเสียชาติเกิด ครับหลวงตา ผมรับคำแล้วก้มลงกราบ พระผู้เฒ่าด้วยความซาบซึ้ง เมื่อเงยหน้าขึ้น ก็เห็นท่านก็เดินไปทางข้างโบสถ์ ตรงหมู่ไม้ที่ร่มครึ้มเสียแล้ว 6. ไปไหนมาล่ะน้า เขากินข้าวกันหมดแล้ว หลวงตาบอกให้ผมเก็บเอาไว้ให้น้า อยู่นี่นะ ผมไปล้างปิ่นโตก่อน เด็กน้อยตัวดำๆคนหนึ่ง ท่าทางแก่นแก้ว เนื้อตัวขมุกขะมอม ตัดผมสั้นเกรียน บนใบหน้ามีรอยขี้มูกเกรอะกรัง เมื่อเวลาขี้มุกไหลออกมา ก็จะเอาหลังมือป้ายแล้วก็ไปเช็ดไว้ที่ตูดกางเกง ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสีกากี จนเป็นเทือก เมื่อหันหลังยกปิ่นโตเพื่อจะไปล้าง ก็ปรากฏว่ามีหนังสะติ๊กเหน็บอยู่ที่เอวด้านหลัง เขาจัดแจงนั่งลง ตักข้าวจากกะละมังใบใหญ่ ที่พระมักเทข้าวออกจากบาตรมาใส่ไว้ เมื่อกลับมาจากการบิณฑบาตร มื้อนี้มีกับข้าวสามอย่าง ไอ้เด็กน้อยนั่นเก็บไข่ดาว แกงเผ็ดสับปะรด และ ต้มจืดอีกอย่างหนึ่งไว้ให้ ผมรู้สึกอยากขอบใจเด็กวัดคนนั้นที่อุตส่าห์เก็บไข่ดาวไว้ให้ผมตั้งหลายลูก คงเห็นว่าผมเป็นคนมาใหม่ควรกินแต่ของดีๆ แต่มาภายหลังจึงรู้ว่า อาหารที่มีมากที่สุดในทุกๆวัน ซึ่งทั้งพระและเด็กวัดเบื่อที่สุดคือไข่ดาวนี่เอง เนื่องจากคนสมัยใหม่มักชอบดูโทรทัศน์กันจนดึก จึงทำให้ตื่นไม่ค่อยทันพระบิณฑบาตร เมื่อทำกับข้าวไม่ทัน ไข่ดาวจึงง่ายที่สุด และหลายๆบ้านก็มีสภาพแบบเดียวกัน ไข่ดาวจึงกลายเป็นอาหารที่ เด็กวัดบอกกับเขาว่า น้า..หมาวัดยังเบื่อไข่ดาวเลย ซึ่งทำให้ผมต้องหัวเราะอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ แม้มันจะดูเหมือนจะเป็นโศกนาฏกรรมของสังคมชาวบ้านก็ตาม แม้เขาจะกินข้าวคลุกน้ำแกง กับผักต้มและผักสด โดยไม่ได้แตะต้องเนื้อสัตว์และไข่เลย เขาก็รู้สึกว่า ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ข้าวมื้อนี้ดูจะมีรสชาติอร่อยมากที่สุด อาจเป็นเพราะได้ระบายความในใจที่เป็นไฟสุมหัวอก ออกมาบ้าง สิ่งที่มันอัดแน่นอยู่เมื่อได้คลายออก ก็ทำให้ความรู้สึกดีขึ้นมาก ผมนั่งกินข้าวอยู่ที่ข้างหอฉัน อันเป็นหนึ่งในสามหอที่วัดมีอยู่ ซึ่งหอนั้นหมายถึงอาคารโล่ง ยกพื้นสูง ที่สร้างไว้เฉพาะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นประจำ โดยเฉพาะคำว่าหอมักใช้กับอาคารที่ยกสูงขึ้นจากพื้นปกติ และมักมีระเบียงโดยรอบ สามารถเดินได้โดยรอบด้วย ส่วนที่ใช้งานมักยกพื้นขึ้นสูงสุด อยู่ตรงกลาง ทีวัดนี้มีหอใหญ่เป็นหอสวดมนต์ มีไว้เพื่อใช้สวดมนต์ทำวัตร ในกรณีไม่ได้ไปทำที่โบสถ์ ด้านหนึ่งตั้งโต๊ะหมู่บูชาชุดใหญ่ พร้อมด้วยพระพุทธรูปปางต่างๆหลายองค์ ดอกไม้ทั้งแห้งและสด อยู่ในแจกันบ้าง วางอยู่ในถาดเคลือบบ้าง ตีนเทียนที่ดูเหมือนเรือหงษ์ มีเทียนที่ไม่ได้จุดไฟและคราบเทียนติดอยู่เกรอะกรัง กระถางธูปใบโต เต็มไปด้วยก้านธูป ปักอยู่อัดกันแน่น จนสูงขึ้นเป็นคืบ ด้านหลังของโต๊ะบูชานั้น มีตู้หนังสือที่ใช้เก็บตำราหรือหนังสือเรียน หนังสือสวดมนต์ และคัมภีร์ที่ใช้เทศน์ต่างๆ ตู้หนังสือตู้หนึ่งซึ่งอยู่นอกสุดนั้นเก่า ผุกร่อนไปตามการเวลา มีลวดลายที่ดูเหมือนจะเป็นลายรดน้ำลางๆ พอมองเห็นร่องรอบความงามแบบโบราณ ประตูตู้เปิดแง้มอยู่ ดูเหมือนบานพับของตู้จะหักเสียอันหนึ่ง มีตัวชันโลงบินเข้าๆออกๆอยู่ว่อนๆ มันคงทำรังอยู่ในตู้นั้น มีใบลานที่เป็นคัมภีร์สำหรับเทศน์ ร่วงลงมากองกับพื้นหลายผูก ฝุ่นจับ มีร่องรอยเยี่ยวแมวปรากฏอยู่เป็นจ้ำๆ อีกข้างหนึ่ง มีกลองลูกใหญ่ขนาดคนโอบแขวนอยู่ เอาไว้ใช้ตีส่งสัญญาณตอนสิบเอ็ดโมง ซึ่งพระท่านเรียกว่า เพล โดยจะตีสามลาและสามที โดยตีให้มีช่วงจังหวะห่างกันแต่แรก แล้วค่อยๆกระชั้นถี่ขึ้น จนกลายเป็นรัว ใกล้ๆกันนั้น มีระฆังใบเล็กแขวนอยู่ เป็นระฆังสีออกดำดำเขียวๆ คาดว่าน่าจะเป็นทองเหลืองและโลหะอื่นๆผสมกัน มีปุ่มโดยรอบตัวระฆังอยู่ สี่ปุ่ม มีอยู่ปุ่มหนึ่งเป็นเงา เลี่ยน หมดลวดลายไปแล้ว เพราะถูกคนเคาะตรงนั้นเป็นประจำ ระฆังใบนี้จะใช้ตีเพื่อเป็นสัญญาณในการลงโบสถ์ ลงศาลา เพื่อประกอบศาสนพิธีต่างๆ ใต้หอสวดมนต์นี้ ใช้เป็นคลังสงฆ์ เพื่อเก็บบรรดาถ้วยชาม หม้อไห เครื่องใช้ สำหรับเมื่อเวลามีงานที่วัด และให้ชาวบ้านขอยืมเอาไปจัดงานด้วย ส่วนหอที่เตี้ยกว่าหอสวดมนต์ครึ่งหนึ่ง ลดหลั่นลงมา และอยู่ใกล้ๆกัน เป็นหอฉัน มีไว้สำหรับให้พระมาฉันร่วมกันที่นี่ เห็นพระท่านบอกว่า เอาไว้ทำภัตกิจ ฟังดูแล้วก็พอเข้าใจได้ ว่า เป็นที่สำหรับนั่งฉันอาหารนั่นเอง หอที่สามเป็นหอสูง สามชั้น ซึ่งสูงเรี่ยกับต้นมะขามใหญ่ สูงขนาดคนขึ้นไปแล้วมองเห็นทั่วบริเวณวัด แลไปทางขวามือก็จะเห็นป่าช้าอยู่ไม่ไกล ทำให้ลูกศิษย์วัดที่ต้องตื่นมาตีระฆังตอนตีสี่ ใจวาบใจหวิวไปตามตามกัน ยิ่งเป็นช่วงที่ดวงจันทร์ส่องสว่าง และเห็นเจดีย์สีขาวโพลน เรียงรายอยู่ ต้นไม้มีเงาตะคุ่ม เวลามีลมพัดมาเบาๆ ก็จะทำให้ดูเหมือนมีปีศาจตัวโตยืนโยกเยก กางมือออกเพื่อหลอกหลอนคนตีระฆัง ซ้ำเมื่อเวลาตีระฆัง เป๊ง หมาวัดเจ้ากรรมก็หอนรับกันเป็นทอดๆ ทำให้ไม่ค่อยมีใครอยากจะเป็นเวรตีระฆัง ระฆังที่แขวนไว้ที่หอนี้ ใบใหญ่ ขนาดคนโอบ เอาไว้ตีบอกสัญญาณต่างๆ เช่น. ตีคู่กับกลองในตอนสี่โมงเย็น เสียงดังเป็นจังหวะ ตุ้ม ตุ้ม เม้ง . ตุ้ม ตุ้ม เม้ง . ตีเป็นสัญญาณบอกว่าเป็นวันพระ หรือวันธรรมสวนะ และตีตอนตีสี่เช้ามืด ผมนั่งกินข้าวอยู่ ตาก็มองเด็กวัดอีกคนหนึ่งซึ่งกำลังถูพื้นหอฉันไป ท่องอาขยานไป เออหนอ แถวนี้ยังมีการเรียนอาขยานกันอยู่อีกหรือนี่ ดีเหลือเกิน เด็กไทยยุคใหม่อ่อนภาษาไทยเพราะไม่ได้ท่องอาขยานกัน จึงใช้คำกันไม่ถูก ออกเสียงก็ผิดเพี้ยนไปหมด ในเพลงปี่ว่าสามพ่อพราหมณ์เอ๋ย ยังไม่เคยชมชิดพิศมัยแม้ร้อยรสบุปผาสุมาลัย จะชื่นใจเหมือนสตรีไม่มีเลย พระจันทรจรสว่างกลางโพยม ไม่เทียมโฉมนงรามพ่อพราหมณ์เอ๋ย หูผมอื้อขึ้นมาเฉยๆ ไม่ได้ยินเสียงเด็กวัดคนนั้นอีก แต่รู้สึกว่าข้าวที่กำลังกินนั้นติดคอขึ้นมาดื้อๆ บทกลอนที่สุนทรภู่แต่งเอาไว้นี้ มาจากเรื่องพระอภัยมณี ตอนที่พระอภัยอธิบายเรื่องดนตรีให้กับสามพราหมณ์ฟัง ที่ริมหาดทราย ก่อนที่จะถูกนางผีเสื้อมาลักตัวไป แต่ใจความที่เด็กวัดท่องออกมามันกระแทกใจอย่างแรง แม้ร้อยรสบุปผาสุมาลัย จะชื่นใจเหมือนสตรีไม่มีเลย ที่ต้องเป็นอย่างนี้ ก็ไม่เพราะคิดอย่างนี้หรือ เพราะติดบ่วงแห่งความงามของสตรีคนหนึ่ง จึงยอมมอบชีวิตให้ แล้วสุดท้ายก็ต้องมาเป็นอย่างนี้ เขารำพึงในใจ พลางตักข้าวคำสุดท้ายเข้าปากแล้วลุกเอาปิ่นโตไปล้าง (อ่านตอนต่อไป) |
| << | ตุลาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |||