• มรณฐิโต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : maanmunee@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-09-10
  • จำนวนเรื่อง : 29
  • จำนวนผู้ชม : 7700
  • จำนวนผู้โหวต : 11
  • ส่ง msg :
พอทนได้
เป็นความคิดเห็นของคนคนหนึ่ง มักแตกต่างจากคนส่วนใหญ่..มั้ง
Permalink : http://www.oknation.net/blog/ok-na
วันศุกร์ ที่ 5 ตุลาคม 2550
คำให้การของแมงดา 11-12
Posted by มรณฐิโต , ผู้อ่าน : 151 , 13:23:17 น.  
พิมพ์หน้านี้


11.

 

                   พี่อรุณ เขาให้คนมาบอกน้องว่า ให้พี่ไปหาเขาที่สวีทเลม่อน เขามีงานให้พี่ทำ  เธอบอกผมในเย็นวันหนึ่ง ขณะที่ที่เธอซ้อนจักรยานผมกลับบ้าน

                   เนื่องจากบ้านเราอยู่ในสวน และห่างจากท่าน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาประมาณกิโลเศษ ผมต้องให้เธอซ้อนจักรยานออกไปส่งและรับเธอ ทุกเช้าและเย็น เธอต้องนั่งเรือข้ามฟากไปฝั่งกรุงเทพฯและต่อรถเมล์ไปที่ทำงาน  เราอยู่กันอย่างมีความสุขเรื่อยมา จนวันที่เธอมีข่าวมา

                   เหรอ ใครมาบอกล่ะ  ผมถามเธอต่อ

                   พี่มณีให้คนมาบอกที่เรือ เธอเอ่ยถึงผู้ใหญ่คนหนึ่งที่ทำงานเป็นผู้จัดการอยู่ที่ค็อฟฟี่ช็อป ของโรงแรม

                   แล้วพี่รุณเขาให้ไปหากี่โมงล่ะ เขาบอกมาหรือเปล่า

                   เขาบอกให้ไปหาตอนบ่ายสามโมง เขามีงานให้พี่ทำ พรุ่งนี้นะ

                   ดีเหมือนกัน ตกงานจนแทบจะกินเลือดตัวเองแล้ว ได้งานก็ดี  งั้นพรุ่งนี้พี่จะไปหาพี่รุณ แล้วน้องต้องกลับบ้านเองนะ

                   ค่ะ ไม่ต้องห่วง น้องกลับได้ นั่งสามล้อเอา แล้วเรามาเจอกันที่บ้านแล้วกัน

                   ตกลงได้งานมั้ยล่ะ หลวงตาถามแทรกขึ้นมา

                   ได้ครับหลวงตา ร้านข้างๆที่เพื่อนรุ่นพี่เขาทำงานอยู่ เขาต้องการผู้จัดการ และผมได้คุยกะเจ้าของเขา เขาพอใจ และให้ผมทำงานเป็นผู้จัดการกลางคืน เพราะกลางวันเขามีคนหนึ่งแล้ว

                   เป็นร้านอะไรล่ะ  ขายอาหารเหรอ

                   เป็นร้านขายอาหารและเครื่องดื่มครับ มีดนตรีเล่นด้วย เป็นดนตรีแจ๊สครับ

                   มีเหล้าขายมั้ยล่ะ หรือมีแต่น้ำส้มน้ำอัดลม ร้านใหญ่มั้ย  หลวงตาซักอย่างสนใจ

                   ขายเหล้าเป็นหลักเลยครับ มีอาหารไม่มากนัก  เป็นแจ๊สคลับน่ะครับ เขาตอบพระชรา

                   หือ..ไอ้แจ๊กคับนี่มันอะไรล่ะ  มันเป็นยังไง อาตมาไม่รู้จัก หลวงตาทำหน้าบอกไม่ถูก

                   แจ๊สคลับครับ ไม่ใช่แจ๊กคับครับหลวงตา มันเป็นร้านขายอาหารและเหล้าหลายชนิด มีดนตรีที่เรียกว่าดนตรีแจ๊สเล่นทุกคืน มีฝรั่งและไทยมากมาย เป็นร้านที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกครับ

                   อ้อ…เอาละมันจะเป็นอะไรก็ช่างเหอะ แล้วเงินเดือนมากมั้ยล่ะ

                   ตอนนั้นเขาให้ผมเดือนละ แปดพันครับหลวงตา

                   ก็มากพอดูนะ  แล้วทำงานกลางคืนเหรอ เลิกดึกมั้ย

                   เลิกตีหนึ่งครับ บางวันก็ตีสองครับ เริ่มงาน ห้าโมงเย็น

                   อ้าว แล้วจะกลับบ้านยังไงล่ะ บ้านอยู่ตั้งไกลตั้งลึกไม่ใช่เหรอ เห็นที่บอกน่ะ

                   นี่แหละครับเป็นปัญหาของผมละครับ ซึ่งทีแรกผมก็ไม่อยากได้งานนี้ เพราะแฟนผมต้องอยู่บ้านคนเดียว เธออยู่ไม่ได้แน่ เธอไม่เคยอยู่สวน เธอกลัวมากครับ

                   แล้วทำไงล่ะ  โยมแก้ปัญหายังไง 

                   ผมบอกปัญหานี้กับเจ้าของร้าน เขาก็บอกให้ย้ายมาอยู่ที่ชั้นบนของร้าน ซึ่งมีห้องว่างอยู่ห้องหนึ่ง ซึ่งผู้จัดการคนเก่าเขาเคยอยู่ เขาให้อยู่ฟรีครับ

                   แล้วย้ายมั้ย โยม

                   ย้ายครับ เสียดายบ้านหลังที่สร้างเอาไว้ ผมชอบมันสงบดี แต่ไม่ย้ายก็ทำงานไม่ได้

                   อ้อ ตกลงย้ายมาอยู่ที่ที่ทำงานเลย แล้วเป็นไงต่อล่ะ

                   ผมกับเธอก็ย้ายมาอยู่ที่พัฒน์พงษ์ ซึ่งเป็นที่ทำงาน และไม่ไกลจากที่ทำงานของเธอซึ่งอยู่บางรัก  เธอตื่นแต่เช้าทำงานกลางวัน เย็นกลับมา ผมตื่นบ่าย ทำงานกลางคืน ได้เจอกันตอนผมพักและกินข้าวมื้อค่ำ ประมาณหนึ่งทุ่ม และวันหยุดของเธอเราก็ได้อยู่ด้วยกัน

                   ผมก็ทำงานอยู่ที่นั่นเรื่อยมา เงินของผมมีเท่าไหร่ผมก็ให้เธอหมด  ซึ่งตอนนั้นเธอได้เอาลูกสามคนไปเข้าโรงเรียนประจำที่ศรีราชา ซึ่งเป็นโรงเรียนของศาสนาคริสต์ครับ ค่าใช้จ่ายก็มากเอาการ แต่สิงคนช่วยกันหาเงินก็พอเป็นไปได้ มีเวลาก็จะไปเยี่ยมลูกด้วยกัน  เงินที่ได้มาก็เอาไปเป็นค่าใช้จ่ายให้ลูกหมด  

                   คุณรับลูกเธอเป็นลูกคุณด้วยเหรอ ทำใจได้แล้วเหรอตอนนั้น  หลวงตาถามอย่างสงสัย

                   ครับหลวงตา ผมกับลูกเธอสามคนได้รู้จักกัน แล้วก็เริ่มคุ้นกันมากขึ้น จากที่เรียกอา ก็มาเรียกพ่อ แต่คนเล็กซึ่งเป็นผู้ชายไม่เรียกพ่อนะครับ เรียกแต่พี่สาวเขาสองคน ลูกชายเรียกว่าตา ตามแม่เขา เพราะตอนหลังแม่เขาเรียกผมว่าตา และผมเรียกเธอว่ายาย

                   ยังกะนิยายรักเล่มละสิบห้าบาทเลยชีวิตคุณนี่ เออ..แล้วคุณกับเด็กมีปัญหากันมั้ย  หลวงตากล่าว แล้วถามต่อ

                   ผมกับเด็กไม่มีปัญหากันหรอกครับ มีแต่แม่เด็ก ซึ่งเธอต่อว่าผมเป็นประจำเรื่องที่ผมไม่ทำตัวเป็นพ่อ

                   อ้าว..แล้วกัน  มันยังไง ทำตัวไม่เป็นพ่อ โยมทำยังไงล่ะ

                   ผมก็งงเหมือนกันครับหลวงตา ผมไม่เคยมีลูก ซ้ำร้าย ผมไม่อยากมีลูกและไม่ค่อยชอบเด็กด้วยครับ ผมไม่รู้ว่าเป็นพ่อเขาเป็นกันยังไง

                   แล้วไม่ถามแฟนดูล่ะ ว่าคุณไม่เป็นพ่อเพราะอะไร

                   ผมถามครับ เธอบอกว่า ก็ต้องกอด ต้องหอมแก้ม ต้องลูบหัว ต้องหยอกล้อหรือคุยเล่นกับลูกบ้าง ผมแข็งทื่อไม่ทำเลย

                   แล้วโยมเป็นอย่างเขาว่าหรือเปล่าล่ะ

                   ครับหลวงตา ผมคงเป็นอย่างที่เขาว่านั่นแหละ แต่ผมก็ว่าผมไม่ผิดนะครับ ผมเป็นของผมอย่างนี้  ผมเล่นกับเด็กไม่เป็น ไม่รู้จะเล่นอะไร จะกอดจะหอมอะไรก็ไม่เคยทำ ผมถูกเลี้ยงมาแบบชาวสวน ไม่รู้ว่าคนกรุงเทพเขาต้องกอดต้องหอมอะไรกันด้วย ก็เลยไม่ทำ เธอก็ว่าผมบ่อยๆครับ เราทะเลาะกันบ่อย ส่วนมากจะเป็นการว่า หรือค่อนขอดผม ผมก็อดทนเรื่อยมา

                   อ้อ ผมลืมบอกไปว่า พอผมรู้ว่าเธอมีลูกสามคน  ผมก็แอบไปทำหมันเลยครับ เพราะผมกลัวมีลูกอีก แค่นี้ก็ตายแล้ว  ยิ่งอยู่ไปความทุกข์เพราะลุกก็มากขึ้น มันทำให้ผมรู้สึกว่า ผมคิดถูกที่ไม่ยอมมีลูกน่ะครับ   มีคนบอกผมว่าคนไม่มีลูกเป็นคนบาป หลวงตาว่าจริงมั้ยครับ

                   ไม่จริงหรอกโยม   คนมีลูกน่ะ น่าจะมีเวรมีกรรมมากกว่านะอาตมาว่า เห็นแต่คนที่มีความทุกข์เพราะลูก อาตมาก็เคยทุกข์แสนสาหัสมาแล้ว รู้ดี อย่าไปฟัง พวกหมาหางด้วนน่ะ เคยอ่านนิทานอีสปเรื่องหมาหางด้วนมั้ยล่ะ

                   เคยครับ ที่หมามันป่ามันไปขโมยของในหมู่บ้าน แล้วโดนกับดัก ที่ชาวบ้านเขาวางไว้งับหางขาด แล้วเที่ยวมาว่าหมาที่มีหางว่าไม่ดี หมาดีต้องหางกุด ใช่มั้ยครับหลวงตา

                   ใช่ นั่นแหละ คนมันคิดผิด ตัดสินใจผิดแล้วไม่ยอมรับผิด ยังเที่ยวว่าชาวบ้านเขา น่าหัวร่อ

                   ผมไม่ชอบการมีลูก เพราะรู้สึกว่ามันสร้างทุกข์ให้  เธอไม่รู้เลยนะครับว่าผมไปทำหมันแล้ว เพิ่งจะมาบอกตอนหลัง เธอก็ไม่ว่าอะไร เพราะผมให้เหตุผลว่า เรามีลูกเยอะแล้ว

          เออแล้วโยมทำงานที่พงๆอะไรนั่นนานมั้ย

          พัฒน์พงษ์ครับหลวงตา

          เออนั่นแหละ นานมั้ย

          ประมาณสองปีกว่าครับ

          อ้าว ก็ไม่นานนี่ ทำไมถึงออกล่ะ

          คืออย่างงี้ครับหลวงตา ตอนที่ผมทำงานอยู่ที่คลับนั้น ภรรยาผมยังทำอยู่ที่เดิม แต่หลังจากที่ผมทำงานได้ไม่นานนัก ภรรยาผมก็ต้องลาออกจากงานครับ เพราะถูกเพื่อนร่วมงานกลั่นแกล้ง เขาทนไม่ไหวเลยต้องออกมา

          อ้าว………แล้วกัน ทำไมเป็นงั้นล่ะ แล้วทำไงกัน หลวงตาร้องออกมา

          ก็เป็นเรื่องของการแก่งแย่งชิงดีกันของคนในที่ทำงาน ใครมายาเก่งกว่าก็ชนะไป ภรรยาผมเขาสู้คนเลวไม่ได้เขาก็แพ้ครับ

          แล้วเดือนละแปดพันที่โยมได้มันจะพอหรือนี่ หือโยม

          นั่นน่ะสิครับหลวงตา แย่เลย แต่เราก็ไม่มีทางเลือก 

          แล้วทำไงกันคราวนี้ หลวงตาขยับตัวอีกครั้ง คงเพราะเมื่อย

          ผมก็มืดแปดด้านเลยครับ เธอก็ไม่สบายใจมากเหมือนกัน แต่เราก็ต้องเป็นกำลังใจให้กันครับ ใครจะมาเห็นใจเรา เราก็มีกันอยู่สองคน  เขาพูดตาลอยเหมือนกับคิดอะไรอยู่ในใจ

          ชีวิตคนนี่มันเอาแน่ไม่ได้เลยนะ เหมือนพระท่านว่าจริงๆ มันเป็นอนิจจัง หลวงตาพูดเสียงต่ำ แล้วหยิบเอาผ้าขนหนูจากอังสะออกมาเช็ดหน้า แล้วยัดเข้าที่เดิม

          อะไรครับหลวงตา ที่หลวงตาว่าอนิจจัง เขาสงสัยอีกเช่นเคย

          อนิจจัง มันแปลว่าไม่เที่ยง  คือมันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ คงที่อยู่ไม่ได้ เป็นความจริงข้อหนึ่งในสามข้อ ที่เกิดขึ้นกับทุกสิ่งในโลกนี้  ไม่มีใครหรืออะไรที่ไม่เป็นอย่างนี้ โยมพอเข้าใจมั้ย

          พอเข้าใจครับ  แล้วอีกสองข้อล่ะครับหลวงตา มันคืออะไร เขายกชายผ้าขาวม้าที่ได้มาเมื่อวาน จากตาหยุดท้ายวัดขึ้นเช็ดเหงื่อที่ซึมออกมาเพราะความร้อนของอากาศยามสาย

          อีกสองข้อก็คือ ทุกขังและอนัตตา ท่านเรียกสามข้อนี้ว่าไตรลักษณ์ แปลว่าลักษณะสามหลวงตาพูดสำเนียงเหมือนเทศบนธรรมาสน์       

          ทุกขังกับทุกข์ที่หลวงตาเคยบอกเป็นตัวเดียวกันหรือเปล่าครับ  เขาถามแล้วจ้องพระภิกษุเฒ่าอย่างตั้งใจ

          ใช่ เป็นตัวเดียวกัน อาตมาจึงว่ามันเป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ไง ใครๆก็ต้องพบต้องเจอ เว้นแต่จะรู้เท่าทันมันหรือเปล่าเท่านั้นแหละ

          แล้วอนัตตาล่ะครับมันเป็นยังไงครับ เขาถามต่อ

          อนัตตาน่ะแปลว่าไม่มีตัวตน หมายถึงว่า ในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีอะไรที่เป็นตัวเป็นตนอยู่จริง ไม่ว่าเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นวัตถุสิ่งของ คนโง่ไปยึดเอาเอง ไปเข้าใจผิดคิดเอาเองว่า เป็นนั่นเป็นนี่ แถมตั้งชื่อตั้งเสียงให้เสร็จ ไอ้นั่นเรียกต้นไม้ ไอ้นี่เรียกม้าหิน อันนี้เรียกผ้านุ่ง อันนี้เรียกจีวร อันนี้เรียกไม้กวาด ก็แล้วแต่จะตั้งสมมุติเอาตามใจ แต่ไม่รู้ความจริง ก็หลงติดอยู่กับความสมมุตินี้ และคิดว่าเป็นความจริง  หลวงตาพูดไปก็ชี้ไป เหมือนกับพนักงานขายสินค้ากำลังโฆษณาสินค้าของตัวเอง

          เขานั่งอ้าปากหวอ ด้วยความทึ่งในวิธีพูดวิธีสอนของหลวงตามทำให้เขาเข้าใจเรื่องยากๆได้ง่ายมากขึ้น แม้จะไม่รู้ลึกซึ้งอะไร แต่ก็รู้สึกว่า ศาสนาเป็นสิ่งที่น่าศึกษาให้ถ่องแท้ เพราะมีอะไรดีดีที่นึกไม่ถึง อันเป็นประโยชน์กับชีวิตอยู่มากมาย เมื่อหลวงตาพูดจบเขาก็ถามต่อไปอีกว่า

          แล้วทำไมจึงไม่มีตัวตนล่ะครับ แล้วทำไมคนเราต้องสมมุติเอา ทำไมต้องยึดเอา เขายิงคำถามเป็นชุด พร้อมยกมือขึ้นไหว้เหมือนกับจะอาราธนาให้หลวงตาแสดงธรรม

          เอางี้สิโยม โยมลองไปหาศึกษาจากพระองค์อื่นๆในวัดนี่แหละ หรือไปลองถามใครดูก็ได้ แล้วลองมาบอกอาตมาว่ามันเป็นยังไง ดีมั้ย ให้อาตมาพูดให้ฟังอย่างเดียวมันจะลืมง่าย หลวงตาเสนอ

          หลวงตาให้ผมไปถามพระองค์อื่น องค์ไหนล่ะครับ ผมไม่รู้จะไปถามใคร ผมไม่ค่อยคุ้นกับพระองค์อื่นครับ เขาสารภาพ

          องค์ไหนก็ได้ ดูเวลาที่ท่านว่างๆ ลองเข้าไปถามดู ช่วยอาตมาทดสอบความรู้พระในวัดหน่อย พวกพระแก่ๆยิ่งดี เอาแต่ฉันแล้วนอน ไม่ศึกษาหาความรู้ ไม่มีความเพียร จะเอาแต่ความสบายเข้าว่า ใกล้จะตายกันแล้วยังประมาทอยู่ ว่ากล่าวแนะนำก็ไม่เชื่อไม่ฟัง  อาตมาก็ไม่รู้จะช่วยพวกเขาได้ยังไง ก็ขอให้โยมช่วยหน่อยนะ ถามเรื่องไตรลักษณ์นี่แหละ แล้วไม่ต้องบอกว่าได้ฟังจากอาตมาบ้างแล้วล่ะ

          จะเอายังงั้นเลยหรือครับหลวงตา ไปลองภูมิทดสอบพระนี่ไม่บาปเหรอครับ เขาสงสัย

          โดยรู้สิ่งที่โยมไปถามเขาหรือเปล่าล่ะ หลวงตาย้อนถามเขา

          ไม่รู้ครับ เขาตอบ

          เมื่อไม่รู้แล้วจะเรียกลองภูมิได้ยังไง แล้วการทดสอบก็ไม่ผิด เพราะพระกับฆราวาสต้องช่วยกันจรรโลงพระศาสนา ต้องตรวจสอบกันได้ เข้าใจมั้ย  หลวงตาอธิบายเสียงเข้ม

          ครับหลวงตา ตกลงครับ ผมจะไปลองถามดูครับ แล้วผมจะมาตอบหลวงตานะครับ

          ดีแล้วโยม แล้วนี่วันนี้มีงานอะไรทำหรือเปล่า

          หลวงตาจะให้ผมทำอะไรหรือครับ เขาถาม

          พอดีวันนี้จะช่วยกันรื้อคลังสงฆ์ซะหน่อย คลังถ้วยชามมันรกเรื้อเหลือทนแล้ว จะให้พระเณรช่วยกันจัดการให้เรียบร้อยเป็นระเบียบ โยมว่างจะให้ช่วยหน่อย พระเจ้าไม่ค่อยรู้เรื่องระบบอะไรเท่าไหร่ ว่าไงล่ะ

          ว่างครับ งั้นผมจะไปช่วยครับ จะทำกันเมื่อไหร่ครับหลวงตา

          งั้นเดี๋ยวพร้อมแล้วจะให้เด็กไปเรียกนะ  งั้นอาตมาไปกุฏิก่อนนั่งคุยนานแล้ว เอาไว้มาคุยกันใหม่นะ สบายใจมากขึ้นหรือยังล่ะตอนนี้

ดีขึ้นมากแล้วครับหลวงตา ขอบพระคุณหลวงตาครับที่ชี้ทางให้ผมครับ เขาพูดจบก็ก้มลง

กราบพระภิกษุชราที่กำลังหันหลังเดินไป

12.

 

          หลวงพี่ครับ หลวงพี่…

          เขาเรียกพระที่อยู่กุฏิท้ายหอฉัน เพราะท่านนัดให้มาช่วยท่านรื้อคลังสงฆ์

          อ้อ โยมนี่เอง พระเจ้าของกุฏิโผล่หน้าออกมา

          หลวงพี่จะรื้อคลังสงฆ์ไม่ใช่เหรอครับ ผมว่างแล้วครับ เขาบอกพระภิกษุวัยกลางคนซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่รักษาคลังสงฆ์ 

          เออดีแล้ว โยมช่วยไปตามพระเณรที่ว่างๆมาช่วยกันหน่อย เด็กวัดด้วย เจอใครว่างก็เรียกมาให้หมด ต้องรื้อใหญ่เลยหละวันนี้

          งั้นหลวงพี่รอผมเดี๋ยวนะครับผมจะไปเรียกให้ก่อน เขาหันหลังเดินดุ่มๆไปทันทีหลังจากพูดจบ

         

          ใครมาเรียกน่ะท่านอู๊ด เสียงพระที่อยู่กุฏิใกล้กันร้องถามมาจากระเบียงบริเวณที่ตั้งต้นบอนสีหลากพันธุ์ และท่านกำลังง่วนอยู่กับการปลูกบอนแยกบอนซึ่งเป็นงานประจำที่ท่านโปรดปรานอีกอย่างหนึ่ง นอกจากการเล่นหมากรุก ดูมวยตู้และนัดยา

          โยมที่มาอยู่ใหม่น่ะครับหลวงลุง เขามาเรียกเพราะผมจะขอแรงเขาช่วยรื้อจัดคลังสงฆ์ พระอู๊ดตอบไป

          อ้าวแล้วไปไหนเสียล่ะ หลวงตาจวนผู้ชอบเล่นบอนสีถามอีก 

          ให้เขาช่วยไปตพระเณรกับเด็กวัดมาช่วยน่ะครับ หลวงตามีอะไรเหรอครับ

          เปล่าหรอกท่าน ก็ถามดูเท่านั้น ได้ยินเสียงไม่คุ้นหู นึกว่าจะมีใครมานิมนต์หรือมายืมของวัดน่ะ

          แล้วหลวงลุงว่างมั้ยครับตอนนี้ ผมจะนิมนต์ไปช่วยจัดคลังสงฆ์หน่อยครับ พระอู๊ดถือโอกาสตามน้ำไปทันที

          อีกเดี๋ยวก็จะเสร็จแล้วละ ผมจะไปช่วยอีกแรง ท่านไปก่อนนะ เดี๋ยวผมจะตามไป จะให้ช่วยเรียกพระอื่นด้วยมั้ย โยมที่มาอยู่ใหม่จะเรียกได้สักกี่คน ไม่รู้จักว่าใครเป็นใคร

          ดีเลยครับหลวงลุง ผมก็ยังเป็นห่วงอยู่เหมือนกัน แต่เห็นท่าทางแก้คล่องแคล่วดีน่ะครับ

          เออ งั้นเดี๋ยวผมจะให้ไอ้เตี้ยมันไปช่วยเรียกแล้วกัน หลวงตาจวนหมายถึงลูกศิษย์ตัวแสบของแก

          ไอ้เตี้ย ไอ้เตี้ยโว้ย พระจวนตะโกนเรียกเสียงดังไปทั้งวัด

          งั้นผมไปก่อนนะครับหลวงลุง พระอู๊ดกล่าวแล้วเดินดุ่มๆไปทางหอสวดมนต์

 

          คลังสงฆ์ที่ว่านี้เป็นห้องเตี้ยๆอยู่ส่วนล่างของหอสวดมนต์ ใช้เก็บพวกเครื่องถ้วยชาม อุปกรณ์ที่ใช้ในการจัดงานต่างๆ ทั้งกระถางธูป เชิงเทียน แจกันดอกไม้ ตะหลิว กระทะ ครกกระบากสากกระเบือ ทั้งเก่าและใหม่ ของดีและของชำรุดปะปนกันอยู่มากมาย

          หลวงพี่ครับ ๆ ผมมาแล้วครับ เสียงโยมผู้มาอยู่ใหม่เรียกพระอู๊ด และชะโงกเข้ามาในคลังสงฆ์ซึ่งค่อนข้างมืดและมีไฟฟ้าสีเหลืองห้อยอยู่ดวงเดียว

          อ้อ โยม ได้คนมามั้ย ได้มากี่คนล่ะ พระถามเขา

          ผมบอกทุกกุฏิเลยครับแต่จะมากี่องค์ไม่รู้ครับท่าน เขาตอบพลางลงนั่งยองๆ กวาดสายตามองภายในคลังสงฆ์

          ทำไมมันมืดหยั่งงี้ล่ะครับ แล้วจะรื้อจะทำ จะจัดกันยังไงครับ จะมองเห็นเหรอครับ เขาถามพระ

          เดี๋ยวอาตมาจะเปิดช่องตรงระเบียงหอฉันนี่ แสงก็จะเข้ามา พระเดินไปเปิดช่องที่ทำเอาไว้ตรงระเบียงหอฉันออก เมื่อเปิดช่องออกแสงสว่างสาดเข้ามาจนทำให้เห็นอะไรต่ออะไรชัดเจน ภาพที่ปรากฏต่อหน้าเขาคืออุปกรณ์ต่างๆข่าวของมากมาย เต็มไปด้วยฝุ่นและหยากเยื่อ สิ่งของที่ถูกวางอย่างระเกะระกะไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ถ้าให้เขาทำงานนี้กับพระอู๊ดเพียงสองคนคงใช้เวลาตลอดอายุขัยเป็นแน่ เขานึกในใจ แล้วก็ถามพระขึ้นว่า

          ทำไมมันถึงได้มากมายแล้วก็เละเทะอย่างนี้ล่ะครับหลวงพี่

          มันถูกปล่อยปละละเลยมานาหลายปีน่ะสิ ไม่มีใครเอาใจใส่ ให้ญาติโยมที่มายืมหรือเอามาคืนจัดการเอาตามสบาย เขาก็ทำพอเสร็จไปทีมันก็เลยเป็นอย่างนี้แหละ อาตมามารับหน้าที่ได้สักปีนึงก็ไม่มีเวลา มัวเรียนนักธรรมอยู่ นี่เรียนจบแล้วก็เลยมีเวลามาจัดการดูแล ว่าจะสังคายนาเสียที

          แล้วเราจะเริ่มตรงไหนล่ะครับ เขาถามเพราะเริ่มต้นไม่ถูก

          เดี๋ยวรอคนอื่นมาก่อนเถอะโยม ทำพร้อมกันหลายๆคนสนุกดี แล้วก็เบาแรงด้วย

          เขามากันแล้วครับท่าน นั่นไง มีพระมาห้าหกองค์ เด็กๆอีกหลายคน

          เอา งั้นเราเริ่มขนของออกมาให้หมดก่อน ไม่ว่าเป็นอะไร เอาออกมาก่อน แล้วแบ่งคนออกเป็นสองพวก พวกหนึ่งทำความสะอาดห้องและชั้นวางของให้เรียบร้อย อีกส่วนหนึ่งแยกของดีกะของเสียออกจากกัน แล้วเดี๋ยวมาช่วยกันทำความสะอาดข้าวของ จากนั้นก็เอาเข้าไปจัดเรียงให้เป็นระเบียบ เป็นหมวดเป็นหมู่ นับแล้วบันทึกเอาไว้ พระผู้รับผิดชอบคลังสงฆ์ว่าเป็นฉากๆแบบม้วนเดียวจบ จากนั้นเสียงอึงมี่จนฟังไม่ได้ศัพท์ก็เกิดขึ้นที่บริเวณหอสวดมนต์นั้น

 

          เขาผู้เป็นอาคันตุกะมาจากที่อื่นล้มตัวลงนอนบนพื้นกุฏิที่ปูเสื่อและกางมุ้งเอาไว้ คืนนี้ลมเย็นพักเข้ามาทางหน้าต่างเช่นเคย อากาศที่นี่ดีเหมาะกับการพักผ่อนยามค่ำคืน  ความปวดเมื่อยจากการช่วยจัดคลังสงฆ์เมื่อตอนบ่ายเล่นงานเขา มันรู้สึกว่าระบมไปหมดทั้งตัว การยกของหนักๆเดินก้มหลังเดินเข้าเดินออกหลายๆเที่ยวมันทำให้หลังยอกเหมือนจะเงยไม่ขึ้นเอาทีเดียว เพราะด้วยเหตุที่ห้องคลังนั้นเพดานเตี้ยเนื่องมาจากเป็นห้องที่ใช้ใต้ถุนหอฉันเป็นคลังนั่นเอง

          เมื่อนอนสักพักความเมื่อยล้าก็ค่อยคลายตัวลง แทนที่จะหลับ จิตใจเขากลับลอบล่องไปกับภาพในอดีตที่ผ่านมาเหมือนคืนก่อนๆ

          ภาพของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเขารักดังชีวิต ยอมทุ่มกายทุ่มใจให้อย่างไม่นึกเสียดาย ภาพของเด็กๆที่เรียกเขาว่าพ่อซึ่งเขาเลี้ยงดูมาสิบกว่าปี จากเด็กกลายเป็นสาวเป็นหนุ่ม

          เมื่อภรรยาเขาซึ่งเป็นแม่เด็กไม่อยู่บ้านเมื่อครั้งเธอไปทำงานที่ประเทศอังกฤษและได้ส่งรูปที่เธอเข้าพิธีแต่งงานกับฝรั่งคนหนึ่งที่เธอเจอเมื่อคราวไปทำงานในเรือที่แคนาดานั้น มันสร้างความเจ็บปวดให้แก่เขาสุดคณานับ

          เธอบอกว่าเธอจำเป็นต้องแต่งงานกับฝรั่งคนนั้น เพราะไม่อย่างนั้นเธอจะทำงานที่อังกฤษไม่ได้  เธอขอให้เขาเข้าใจเธอ เธอว่าอย่างนั้นมาในจดหายที่แนบรูปบาดใจนั้นมา

          เข้าใจสิ ต้องเข้าใจ เขาไม่มีทางเลือกอื่น หวานก็อม ขมก็กลืน ทนได้ก็ทนไป ใครหนอจะรู้ว่าหัวอกผู้ชายคนหนึ่ง ที่ตกงานและต้องเลี้ยงดูลูกติดเมียสามคน เพราะแม่เขาไปอยู่ต่างประเทศและไปแต่งงานกับฝรั่ง แล้วบอกว่าเพื่อความอยู่รอด

          ทำไม ทำไม เขาถามอยู่ในใจ ทำไมเธอต้องไปแต่งงานกับผู้ชายอื่นด้วย อยู่เมืองไทยแล้วช่วยกันทำมาหากินก็ได้ รู้จักหารู้จักกินรู้จักใช้ก็อยู่ได้

          ฉันไม่ต้องการให้ลูกฉันต้องลำบากแบบฉัน ฉันไม่ได้เลี้ยงลูกเมื่อลูกๆยังเล็ก เพราะฉันเลี้ยงเด็กไม่เป็น แม่ฉันเป็นคนเลี้ยง ฉันมีหน้าที่ทำงานและเอาเงินมาให้แม่ ถ้าให้ฉันอยู่บ้านเลี้ยงลูกฉันคงอกแตกตาย เธอว่าอย่างนั้นเมื่อเขาถามเธอวันหนึ่ง

          ภาพผู้หญิงที่เขารักและเป็นเมียเขายิ้มระรื่น เธอแต่งตัวเหมือนผู้ดีอังกฤษ ใส่หมวกและถุงมือสีขาวในมือมีช่อดอกไม้ช่อโตอยู่ด้วย ยิ้มระรื่น ดูหน้าตาเธอมีความสุขมาก ไม่ได้ส่อวี่แววแห่งความอนาทรร้อนใจเลย  ข้างๆเธอมีฝรั่งตาน้ำข้าวผมสีขาวเงินยืนยิ้มอยู่ด้วย นั่นคงเป็นสามีของเธอ

          คนอะไรใจร้ายเหลือเกิน ใจเธอทำด้วยอะไรหนอ เธอไม่นึกถึงเราเลยหรือไร ทั้งๆที่มีเราเป็นสามีอยู่ที่เมืองไทยทั้งคน สามีที่เธอให้รับหน้าที่เลี้ยงลูกสามคนของเธอ เธอกลับทำอย่างนี้ได้ เขานึกน้อยใจขึ้นมาอีก ภาพเก่าๆเหล่านี้ติดตามหลอกหลอนเขามาตลอดเวลา

          ไอ้เรานี่มันโง่หรือเปล่านะ ที่ปล่อยให้เขาทำกับเราถึงปานนี้ ทำไมไม่เลิกกับเขาเสีย เขาเคยถามตัวเองเมื่อนอนก่ายหน้าผากอยู่ที่บ้านเช่าหลังนั้น

          เธอคงจำเป็นจริงๆนั่นแหละ ไม่หยั่งงั้นเธอคงไม่ทำแบบนี้หรอก ใจหนึ่งก็เข้าข้างเธอ

          ไม่น่าจำเป็นถึงขนาดนั้น อยู่ไม่ได้ก็กลับมาหางานเมืองไทยทำก็ได้นะ อีกใจหนึ่งเถียง

          เธอทำเพื่อลูกของเธอ เพราะความเป็นแม่ เธอน่ายกย่องนะที่ยอมสละตัวเองอย่างนั้น ใจฝ่ายดีเถียงกลับ

          เธอเอาลูกมาอ้างละมัง เพราะเธอบอกให้ได้ยินบ่อยๆว่าเธอไม่ชอบความลำบาก เธอทำอะไรก็ไม่เป็น เมื่อคราวไปอยู่ที่กระท่อมในสวนซักผ้าหน่อยเดียวเป็นไข้เลย อีกใจหนึ่งโต้กลับ

          แต่เธอก็พยายามทำนะ ไม่นิ่งดูดาย เธอทำไม่เป็นเพราะเธอถูกเลียงดูมาแบบคุณหนูนี่นา ใจฝ่ายดีเถียงอีก

          แล้วเธอไม่เห็นจะแคร์ความรู้สึกเราเลย ทำเหมือนเราไม่มีหัวจิตหัวใจ ใจอีกฝ่ายว่าอีก

          นั่นสิ ทำไมเธอไม่คิดถึงหัวใจเราบ้าง ใจฝ่ายดีกลับไปเห็นด้วยกับอีกฝ่ายจนได้

          เมื่อตอนที่เธอพาฝรั่งผัวใหม่เธอมาบ้านเธอก็ไม่ให้เราอยู่บ้าน เธอกลัวฝรั่งรู้ว่ามีผัวที่เมืองไทย ใจฝ่ายชนะรุกต่อ

          แต่บ้านหลังนั้นเธอเอาเงินฝรั่งมาดาวน์นะ ถ้าฝรั่งรู้จะมีปัญหา ใจฝ่ายดีเถียงอีก

          อ้าวแล้วเราล่ะเป็นตัวอะไร เราเป็นคนผ่อนนะบ้านนั้น น่าเกลียดที่สุด ทนได้ยังไงไม่เข้าใจ ใจฝ่ายชนะเมื่อกี้ตอบโต้คืน

          เออ ก็จริงนะ เธอใจร้ายจริงๆเลยเธอทำได้ยังไง ฝ่ายดีแพ้อีกแล้ว

          เธอห่วงตัวเอง เธอห่วงลูกของเธอมากกว่าเรา ไหนว่ารักเราไง ฝ่ายชนะรุกต่ออีก

          ก็เรารักเขานี่นา ทำไงได้ล่ะ ฝ่ายดียอมรับเอาดื้อๆ

          ก็ถึงได้เป็นอย่างนี้ไง สมน้ำหน้าตัวเอง แล้ววันนี้เหลืออะไรบ้าง ที่ดินของพี่สาวน้องสาวก็เสียไป เข้าหน้าพ่อแม่พี่น้องไม่ได้ มีหนี้สินติดตัวพะรุงพะรัง ต้องระหกระเหิน ทุกข์ร้อนจนเกือบฆ่าตัวตาย นี่ไงผลของความรัก ผลของความหวังดี ความห่วงใย ความทุ่มเทที่ให้เธอ แล้ววันนี้เป็นยังไง เธอแต่งงานใหม่กับเจ้าสัวตระกูลใหญ่ที่ใครก็รู้จัก  มีชีวิตเลิศหรูสุขสบาย เธอใช้เราเป็นบันไดไปสู่สวรรค์แล้ว ส่วนตัวเราต้องตกนรกทั้งเป็น คุ้มกันไหมล่ะ ใจฝ่ายที่กำชัยชนะถือโอกาสสรุปความ

          แทนที่เธอจะหันกลับมาช่วยปลดหนี้สินที่สร้างมาด้วยกัน เธอกลับทิ้งเรา ปล่อยให้เราเผชิญชะตากรรมตามลำพัง คนอะไรใจเหลือจะบรรยาย

          เธออ้างเหตุผลอะไรล่ะ ก็จากความเห็นแก่ตัวของเธอนั่นแหละ เธอไม่ต้องการให้เรามีผู้หญิงคนใหม่ ทั้งๆที่เธอแต่งงานกับคนอื่นไปแล้ว แย่จัง เขานึกถึงตอนนี้แล้วรู้สึกจุกที่หน้าอก ปวดหัวขึ้นมาริ้วๆ น้ำตาไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้ ความรู้สึกหลายๆอย่างประดังประเดเข้ามาจนรับแทบไม่ได้ 

          เขาผลุดลุกขึ้นนั่ง เหงื่อแตกออกมาตามตัว ทั้งๆที่อากาศไม่ร้อนเลยสักน้อย           พยายามจะสลัดความคิดและความทุกข์ใจให้พ้นไป แต่ก็ยากเหลือทน

          ลุกออกจากมุ้งไปที่ตุ่มน้ำ ตักน้ำล้างหน้าลูบหัวเพื่อลดความเครียดและความร้อนรุ่ม และเมื่อเขามองไปที่หอสวดมนต์ เขาเห็นแสงจากธูปและเทียนริบหรี่อยู่ไกลๆ พระคงสวดมนต์ทำวัตรแล้วจุดทิ้งเอาไว้ เดี๋ยวจะลุกไหม้จะยุ่ง จึงเดินไปที่หอสวดมนตืและขึ้นไปเพื่อจะดับเทียนที่กำลังละลายจะหมดแท่งแล้ว สายตาก็ประสบกับหน้าอันอิ่มของพระประธานที่ถูกแสงเทียนจับ สวยงามจริงๆ ดูท่านไม่มีความทุกข์เลย ทำยังไงหนอจึงจะหมดทุกข์ได้ เขาคิด

          ไม่รู้อะไรดลจิตดลใจให้เขานั่งลงต่อหน้าพระประธานแล้วก้มกราบด้วยใบหน้าที่มีน้ำตาอาบแก้ม เขาเงยหน้าขึ้นมองหน้าพระพุทธรูปแล้วจ้องท่านเหมือนจะถามว่าทำไมชีวิตเขาจึงทุกข์นัก เขาทำบาปทำกรรมอะไรมานักหนาหนอ แล้วเมื่อไหร่จึงจะมีชีวิตเป็นสุขได้บ้าง แม้ยามนอนก็ยังทุกข์ เขาคิดพลางยกผ้าขาวม้าขึ้นเช็ดน้ำตาที่ร่วงเผาะๆลงมาบนตักตัวเอง

          พระพุทธรูปไม่ตอบอะไร ได้แต่ยิ้มน้อยๆอย่างที่เคยยิ้ม เขานั่งมองพระพุทธรูปจนเทียนที่จุดไว้ค่อยๆมอดไปและดับลงในที่สุด เขายังนั่งอยู่ตรงนั้น นั่งอยู่ในความมืด มีแต่ความรับรู้ว้ามีตัวเองอยู่ตรงนั้น รู้สึกถึงลมหายใจ รู้สึกว่าความรู้สึกนึกคิดมีอยู่ แต่จิตใจค่อยคลายความร้อนรุ่มลงมากแล้ว เขารู้สึกง่วง ตั้งใจจะไปนอน จึงก้มลงกราบพระอีกคำรบหนึ่งแล้วก็จะลุกไป

          จะรีบไปไหนล่ะหือ ยังไม่ได้คุยกันเลย เสียงหนึ่งดังกังวาน ไม่ดังไม่ค่อยพอได้ยินแต่ชัดถ้อยชัดคำ เขาเหลียวไปมารอบๆตัวเขา แต่ก็ไม่เห็นใคร ขนลุกเกรียว ผมบนหัวเหมือนจะตั้งชี้ได้ รู้สึกวูบวาบไปทั้งตัว 

          ใคร ใครพูดกับผม หลวงตาเหรอครับ เขาถามออกไปพลางเพ่งมองไปทางเสียงที่ดังมา ซึ่งมาจากตรงหน้าเขานี่เอง

          อาตมาเองแหละ ไม่ต้องกลัว และไม่ต้องตกใจหรอกโยม อาตมานั่งอยู่ตรงหน้าโยมนี่ไง

          อ้าว นั่งอยู่หน้าผมก็พระพุทธนี่ครับ  เขาถามเสียงสั่น

          ก็ใช่น่ะสิ พระพุทธรูปตอบ

          แล้วท่านพูดได้ยังไงล่ะครับ ผมฝันหรือเปล่าครับ ไม่นาเชื่อเลย หรือเราคิดไปเอง เขาพูดกับตัวเอง

          เออน่า มันจะเป็นยังไงอย่าไปสนใจมันเลยโยม อาตมาเห็นโยมทุกข์หนักเลยอยากคุยด้วย พระพูดอีก

          ท่านรู้ได้ยังไงครับ เขาพยายามจ้องมองไปที่เงาดำทะมึนของพระพุทธรูปที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า

          เอาเป็นว่าอาตมารู้ก็แล้วกัน ไอ้จะรู้ได้ยังไงก็ขอให้เป็นหน้าที่ของอาตมาก็แล้วกันดีมั้ยโยม

          ก็ได้ครับท่าน แต่ผมแปลกใจไม่หาย ท่านพูดได้ยังไง เขายังไม่วายสงสัย

          ก็บอกแล้วไงว่า ให้เป็นเรื่องของอาตมา เอาเรื่องของโยมเถอะ สนใจเรื่องทุกข์ของโยมเถอะนะ

          ครับท่าน ท่านจะคุยอะไรกับผมเหรอครับ เขาถามพระพุทธรูปทั้งๆที่ไม่ค่อยแน่ใจนัก

          อาตมาอยากสงเคราะห์โยม อยากให้โยมพ้นทุกข์ หรือคลายทุกข์บ้างก็ยังดี

          ขอบพระคุณท่านมากครับ ที่โปรดสัตว์ผู้ยากอย่างผมครับ

          โยมเคยนั่งสมาธิมั้ยโยม พระพุทธถาม

           ไม่เคยครับท่าน เขาตอบพระพุทธ

          งั้นอาตมาจะสอนให้นั่งนะ มันทำให้จิตใจสงบ และแข็งแรง ทำให้เราต่อสู้กับสิ่งที่มากระทำกับจิตใจเราได้ เหมือนกับว่าเป็นตัวกันการทำร้ายจิตใจเราได้ เอามั้ย

          เอาครับ มันยากมั้ยครับท่าน เขาคุยกับพระในความมืด

          อะไรก็ตามนะโยม หากเรารักที่จะทำ พยายามทำ เอาใจใส่มันอยู่ตลอดเวลา ทุ่มกายเทใจและมันสมองเพื่อมัน ความไม่สำเร็จไม่เกิดขึ้นแน่

          ตกลงมันจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จครับท่านพระพุทธรูป เขาถามอย่าง งง ๆ

          แหม  เรียกเสียเต็มยศเชียวโยม มันมากไปนะ อาตมาว่า เรียกให้มันสั้นหน่อยได้มั้ยล่ะ พระพุทธรูปท้วงโยม

          ท่านจะให้ผมเรียกท่านว่าอะไรล่ะครับ

          ก็แล้วแต่โยมถนัด แต่ให้มันสั้นๆกระชับๆหน่อยน่าจะดีนะ ท่านว่า

          เอาเป็นว่าผมเรียกท่านว่าหลวงพ่อแล้วกันนะครับ ได้มั้ยครับ

          ก็ได้ มันง่ายดี พระพุทธตกลง

          เออเมื่อกี้โยมถามว่าอะไรนะโยม อาตมามัวมาคุยเรื่องเรียกว่าอะไรจนลืมไปแล้ว พระยอมรับ

          ผมสงสัยที่ท่านว่ามาทั้งหมดนั่นน่ะครับ ท่านลงท้ายว่า ความไม่สำเร็จไม่เกิดขึ้นแน่ แล้วตกลงมันสำเร็จมัยครับ เขาพยายามทวนคำพูดของหลวงพ่อพุทธ

          อ้าวโยม ความไม่สำเร็จน่ะถ้ามันเกิดขึ้น มันแปลว่าสำเร็จหรือเปล่า ท่านย้อนถามอีก

          มันก็แปลว่าไม่สำเร็จสิครับ เขาตอบทันที

          แล้วถ้าความไม่สำเร็จมันไม่เกิดขึ้นแล้วอะไรเกิดขึ้นล่ะ ท่านถามต่ออีก

          ก็ตรงนี้แหละครับที่ผมงงละครับ เขาบอก

          ไม่เห็นจะน่างงตรงไหนเลยโยมง่ายๆ พระว่า

           ก็ถ้าความไม่สำเร็จมันไม่เกิดมันก็ไม่มีอะไรเกิดมันก็เฉยๆไม่มีอะไรเกิดไงครับ ผมก็เลยงงว่าตกลงันสำเร็จหรือเปล่า เขาจารนัยให้พระฟัง

          เอ้า ตีความไปอย่างนั้นอีก เออ อาตมาก็เพิ่งเคยเห็นการตีความแบบโยมนี่แหละ อายุหลายร้อยปีแล้วเพิ่งเจอ เวรกรรม ๆ พระพุทธสารภาพแล้วก็กล่าวปลง

          แล้วมันไม่ถูกหรือครับ ความไม่สำเร็จไม่เกิดมันก็ไม่เกิด แต่ความสำเร็จมันเกิดหรือเปล่าไม่รู้ มันอาจเฉยๆ ไม่มีอะไรเกิดก็ได้นะครับท่าน  โยมเถียงพระอีก

          อืม….ที่จริงจะตีความแบบนั้นมันก็ถูกองโยมได้เหมือนกันนะ พระชักเสียงอ่อย

          เห็นมั้ยครับ หลวงพ่อพูดกำกวมครับ ผมก็เลยงงครับ แล้วตกลงมันสำเร็จมั้ยครับ เขายังไม่หายสงสัย

          เอาเป็นว่ามันเป็นสำนวนที่เขานิยมแปลมาจากภาษาบาลีสันสกฤต อาตมาก็เลยคุ้นกับการกล่าวแบบนี้ ที่จริงมันหมายเอาว่า ถ้าความสำเร็จไม่เกิดขึ้นก็หมายความว่าความสำเร็จจะเกิดขึ้นแทนน่ะ เอาแบบนี้แล้วกัน มัวเถียงกันเรื่องภาษา เดี๋ยวสว่างพอดีไม่รู้เรื่องอะไรกัน เอาอย่างนี้นะโยม

          ครับท่าน แล้วทานจะสอนให้ผมนั่งสมาธิเพื่ออะไรครับ เขาวกเข้าเรื่องที่พระพุทธบอกเขาทีแรก

          การนั่งสมาธิน่ะมันทำให้จิตใจสงบ มั่นคงไม่หวั่นไหวง่าย ทำให้จิตใจเข้มแข็ง ช่วยให้เผชิญกับความวิปลาสต่างๆของโลกและสังคมได้ดีมากขึ้น พระบอกสรรพคุณ

          ถ้ามันช่วยผมได้ก็เอาครับ ทานช่วยสอนผมหน่อยเถอะครับ เขาก้มลงกราบพระพุทธรูปอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นหน้าพระพุทธรูปรางๆ เพราะสายตาเขาเริ่มชินกับความมืดรอบด้าน

          ถ้างั้นโยมก็นั่งขัดสมาธินะ นั่งแบบอาตมานี่แหละ พระเริ่มสอนทันที

          นั่งยังไงครับ ผมมองไม่เห็นหลวงพ่อนี่ครับ มันมืดมากแล้วท่านก็ตัวดำด้วยครับ ท่านบอกรายละเอียดให้ผมเถอะครับ

          เอางั้นก็ได้ โยมนั่งตัวตรงนะ เอาขาข้างขวาทับข้างซ้าย เอามือขวาทับมือซ้าย หลับตา ทำตัวให้สบาย หลวงพ่อพุทธบอกเป็นขั้นตอน

          ทำไมต้องเอาขวาทับซ้ายล่ะครับ เอาซ้ายทับขวาแล้วจะไม่สำเร็จหรือครับ โยมสงสัยอีกแล้ว

          ตามใจโยมเหอะนะ จะเอาอะไรทับอะไรก็ได้ แล้วแต่ถนัด อาตมาก็บอกตามที่เขานิยมทำตามกันมาน่ะ ที่จริงจะเอาข้างไหนทับข้างไหนก็ไม่น่ามีปัญหา เอ้าทำเลยสิ

          ผมนั่งแล้วครับ แล้วถ้าผมหลับตาผมก็ไม่เห็นหลวงพ่อสิครับ เขากังขาอีก

          ไม่เห็นก็ไม่เป็นไรหรอกโยม ฟังเสียงเอาก็ได้ พระว่า

          ครับหลวงพ่อ แล้วทำไงอีกครับ

          ทำใจให้สบาย อย่าไปนึกถึงเรื่องอะไร ทำตัวให้ผ่อนคลาย เอาใจมาไว้ที่ลมหายใจ เมื่อลมหายใจเข้า็รู้ว่าเข้า เมื่อลมหายใจออกก็รู้ว่าออก

          ทำไมต้องเอาใจไว้ที่ลมหายใจด้วยล่ะครับหลวงพ่อ เขาสงสัยอีกเช่นเคย

          โยมนี่ช่างสงสัยจริง สงสัยคืนนี้จะไม่เป็นผลละกระมังนี่ พระชักเริ่มเห็นแววแห่งความยุ่งยาก

          ผมเป็นคนแบบนี้แหละครับหลวงพ่อ ถ้าให้ทำอะไรโดยไม่รูว่าจะทำเพื่ออะไรผมมักไม่ค่อยอยากทำครับ เป็นมาตั้งแต่เด็กๆเลยครับ

          อาตมารู้ โยมเป็นพวกญาติระอามาแต่เด็ก ถามจนผู้ใหญ่ไม่รู้จะตอบยังไง เขาเลยไล่ไปถามพระที่วัดใช่มั้ยโยม

          หลวงพ่อรู้ได้ยังไงครับเรื่องนี้ เขาฉงนในสิ่งที่พระพุทธรูปพูด

          แล้วมันถูกมั้ยล่ะที่อาตมาพูดนี่น่ะ พระย้อนถาม

          ถูกครับ ผมถึงได้สงสัยไงครับหลวงพ่อ

          รู้สิ อย่าลืมว่าอาตมาเป็นพระพุทธนะ พระตอบ

          เป็นพระพุทธนี่รู้ทุกเรื่องเลยหรือครับ เขาถาม

          รู้เรื่องที่ควรรู้ อะไรไม่ควรรู้ก็ไม่ไปรู้ มันเสียเวลา พระว่า

          อ้อครับ ก็เป็นจริงอย่างที่ท่านว่าแหละครับ ผมมันคนช่างสงสัย เขารับสารภาพ

          ที่โยมสงสัยว่าทำไมต้องเอาใจไว้ที่ลมหายใจน่ะ ที่จริงมันไม่จำเป็นหรอก เอาไปไว้ที่ไหนก็ได้ที่อะไรก็ได้ แต่ต้องเอาไว้ที่นั่นที่เดียว ห้ามเอาไปไว้ที่อื่นๆ ห้ามย้ายไปย้ายมา อ้อ แต่บางที่บางอย่างก็ไม่ควรเอาไปไว้นะโยมพระพุทธเจ้าท่านห้ามไว้ พระว่า

          อ้าวแล้วพระพุทธรูปไม่ใช่รูปพระพุทธเจ้าเหรอครับ เขาเกาหัวแกรกๆในความมืด

          เฮ้อ แต่ละคำถามของโยมนี่มันตอบยากจริงๆนะ เอาเป็นว่าโดยหลักการแล้วก็เป็นองค์เดียวกัน แต่ในทางปฎิบัติเป็นคนละองค์กัน โยมเข้าใจมั้ย พระพยายามอธิบาย

          มันยังไงครับ ผมไม่เข้าใจครับ หลวงพ่อลองอธิบายให้เป็นวิทยาศาสตร์หน่อยสิครับ

เอางั้นก็ได้ ในด้านฟิสิเคิ่ลน่ะเป็นองค์เดียวกัน แต่ในทางลอจิกเคิ่ลแล้วเป็นคนละองค์กัน พระว่าเป็นภาษาฝรั่ง

  ยิ่งงงเข้าไปใหญ่เลยครับ งงกว่าทีแรกอีกครับหลวงพ่อ

ก็เห็นว่าโยมเข้าใจภาษาอังกฤษ เคยทำงานโรงแรมชั้นหนึ่ง พูดฝรั่งเป็นน้ำ อาตมาก็เลยลองอธิบายเป็นภาษาฝรั่งเผื่อจะเข้าใจ

อ้าว ทำไมท่านถึงได้คิดแบบนั้นล่ะครับ  เขาฉงนสนเท่ห์เหลือประมาณ

ก็คนเดี๋ยวนี้ชอบพูดไทยปนฝรั่ง ยิ่งพวกคนใหญ่คนโต ดอกเตอทั้งหลาย นักวิชาการวิชาเกิน พระสงฆ์องคะเจ้าก็เป็นไปกันหมด เวลาพูดไทยก็พูดสำเนียงฝรั่ง พอพูดฝรั่งก็กลับพูดสำเนียงไทย ไม่ได้เรื่องสักกะอย่าง พระพุทธร่ายยาว

ผมว่าภาษาไทยดีกว่าครับ แต่ให้เป็นภาษาชาวบ้านจะดีมากเลยครับ

คือยังงี้โยม พระพุทธรูปนี่น่ะเป็นรูปแทนสัญญลักษณ์ของพระพุทธเจ้า แต่ไม่ใช่รูปปั้นของพระพุทธเจ้านะ เพราะคนปั้นไม่มีใครเคยเห็นรูปองค์จริงของท่าน เขาก็คาดเอานึกเอาตามจินตนาการของผู้ปั้นผู้สร้าง และคนเราก็ตกลงกันว่า รูปนี้เป็นรูปแทนของพระศาสดานะ คนก็เคารพกราบไหว้บูชาในฐานนะสัญญลักษณ์ตัวแทน ส่วนในความเป็นจริงนั้นพระพุทธรูปไม่มีชีวิตไม่มีวิญญาณครอง  ก็เลยพูดกะใครไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้ ก็ได้แต่นั่งทื่ออยู่อย่างนั้น พระอธิบายฟังง่ายขึ้นแยะ

อ้าวแล้วท่านพูดได้ล่ะครับ เขายิ่งงงไปใหญ่

ก็….เอ้อ….จะอธิบายยังไงดีล่ะ มันเป็นเรื่องยาก นะ เอาเป็นว่า วันหนึ่งข้างหน้า หากโยมศึกษาพระศาสนาลึกๆไป โยมก็จะเข้าใจสิ่งที่โยมถามวันนี้ ถ้ามัวอธิบายอยู่ก็เลยไม่ได้เรียนอะไรกัน เดี๋ยวก็แจ้งเสียก่อนนะโยม หรือว่าไงล่ะ พระขอความเห็น

ก็ดีครับหลวงพ่อ เพราะถ้าท่านอธิบายผมก็คงไม่มีสมองไปจำอะไรหรอกครับ เขาว่า

 งั้นเราคุยกันถึงไหนแล้วล่ะโยมเมื่อกี้น่ะ

หลวงพ่อบอกว่าให้เอาใจไปไว้ที่ไหนก็ได้ แต่มีหลายอย่างที่ไม่ควรเอาไปไว้ครับ แล้วมันคืออะไรบ้างล่ะครับที่เราเอาใจไปไว้ไม่ได้

อะไรก็ตามที่มันพาใจของเราให้เศร้าหมอง หดหู่ ทำให้ใจเราต้องร้อนรน เดือดร้อน ท่านห้าม

เช่นอะไรครับหลวงพ่อ

ก็พวกสิ่งที่เป็นข้าศึกกับความสงบระงับนั่นแหละโยม

แล้วมันคืออะไรบ้างล่ะครับ

ก็เช่น รูปผู้หญิงสวยๆ รูปอาหารอร่อยๆ อะไรที่มีกลิ่นหอมๆ อย่างนี้เป็นต้น

อ้อ ถ้าเอาใจไปไว้แล้วมันจะเป็นยังไงครับ

มันก็หลงเพลิดเพลิน อยากได้ อยากมี ใจเราก็พลุ่งพล่านไม่สงบ ทำให้สมาธิไม่เกิด

          ถ้างั้นพวกไหนที่เราเอาใจไปไว้ได้ นอกจากที่ลมหายใจเราครับหลวงพ่อ

          ถ้าเป็นวัตถุต่างๆ ก็พวกข้าวของอะไรก็ได้ ที่มีรูปทรงต่างๆ มีสีสันต่างๆ ทางภาษาฤาษีเรียกว่าเอารูปเป็นกสิณ 

          แล้วกสิณคืออะไรครับ คำถามเกิดขึ้นทันทีที่มีคำแปลกๆ

          ก็คือสิ่งที่อาตมาบอกไปเมื่อกี้ไงล่ะโยม เป็นภาษาเรียก

          แล้วอย่างอื่นล่ะครับ มีคำถามต่อมาอีก

          ก็มีรูปที่กำหนดนึกขึ้นมาเอง ไม่ใช่เห็นอยู่ตรงหน้า เช่นถ้าเรานั่งลืมตาเพ่งมองวัตถุสีแดง โดยเอาใจเราไปไว้ที่นั่น ไม่ให้มันไปที่อื่น มันก็เป็นรูปที่เห็นด้วยตา แต่ถ้าเราหลับตาแล้วเรานึกถึงภาพวัตถุสีแดง แล้วเอาใจไปไว้ที่รูปที่เรานึกขึ้นมา ก็เป็นรูปที่รับรู้ด้วยจิต ใช้ได้เหมือนกัน มันจะเป็นรูปแบบไหนก็แล้วแต่ ความสำคัญอยู่ตรงที่เราต้องเอาใจไปไว้ที่ตรงนั้นอย่าให้ซัดส่ายไปไหน คุมมันไว้ ให้มันสงบ จิตก็จะมีพลังและเยือกเย็น ความดิ้นรนทุกข์ร้อนก็จะเบาบางลง อย่างนี้พอจะเข้าใจมั้ยโยม    

          พอเข้าใจครับ เราจะใช้อะไรก็ได้ มาเป็นที่ยึดเหนี่ยวให้ใจเราจอจ่ออยู่กับสิ่งนั้นใช่มั้ยครับหลวงพ่อ

          ตรงเผงเลยโยม โยมเข้าใจง่ายดี พระชม

          แล้วพอเรานั่งนิ่งๆ เอาใจไว้ตรงลมหายใจเข้าออกแบที่หลวงพ่อว่า แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นครับ เขาถามต่อ

          ถ้าเราเอาจิตใจไปให้ความสนใจอยู่กับลมหายใจเข้าและออก ใจเราก็จะไม่คิดฟุ้งซ่านเรื่องอื่นๆ ที่ทำให้เราทุกข์ร้อนวุ่นวาย มันเป็นการให้จิตพักเสียบ้าง ร่างกายพักอย่างเดียวไม่พอหรอกคนเราน่ะ

          อ้อ เป็นอย่างนี้เอง งั้นผมก็จะลองเลยนะครับ แล้วถ้ามีปัญหาอะไรผมก็จะเรียนถามหลวงพ่อได้เลยใช่มั้ยครับ เขาอยากแน่ใจว่าจะไม่ต้องทำโดยไม่มีใครดูแล

          ได้สิ อาตมาก็นั่งอยู่ตรงนี้แหละไม่ได้ไปไหน ไม่ต้องนอน ไม่ต้องกิน ไม่ต้องขี้ไม่ต้องเยี่ยว นั่งอย่างเดียวแหละ

          ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นครับ ผมกลัวว่า ถ้าผมใจไม่สงบ ทำใจไม่ได้ ผมจะคุยกับหลวงพ่อไม่ได้อีก กลัวหลวงพ่อนั่งยิ้มเฉยๆแบบทุกใน ผมจะทำยังไงล่ะครับ เขากังขา

          เออน่าไม่ต้องกลัวหรอก ลองทำดูก่อน ถ้ามีปัญหาอะไรอาตมาก็รู้ อย่าลืมนะว่าอาตมาเป็นพระพุทธ

          ครับหลวงพ่อ เขารับคำแล้วตั้งท่าขัดสมาธิตัวตรง ทำแบบที่หลวงพ่อพุทธบอกทุกประการ เอาจิตใจไปไว้ที่ลมหายใจเข้าออกของตัวเอง

          เข้า…………ออก  เข้า………ออก ลมหายใจของเขาเริ่มแผ่วลง รู้สึกเหมือนตรงริมฝีปากส่วนบนที่อยู่ใต้รูจมูกรับความรู้สึกอุ่นๆของลมหายใจตัวเองได้ จิตใจที่เคยหน่วงหนักลึกๆก็คลายลง

           

          ……….เธอก็ห่วงแต่พี่น้องเธอ เธอไม่คิดถึงฉันกับลูกว่าจะเป็นยังไง ถ้าเขารู้ความจริงแล้วเขารับไม่ได้ล่ะ ……

          เสียงของอดีตภรรยาของเขาวิ่งเข้ามาในความทรงจำ ทำให้แก้วหูลั่นเหมือนจะแตก  เขาสะดุ้งตัวลอย จิตใจเริ่มพลุ่งพล่าน ความเสียใจ ความแค้นใจทะลักเข้ามาครอบงำ แม้พยายามจะข่มใจให้อยู่กับลมหายใจก็ไม่เป็นผล

ภาพของเธอผู้นั้นลอยอยู่ในมโนภาพคอยหลอกหลอนเขาอยู่เสมอ แล้วเวลานี้ก็มีเสียงเธออีก เสียงนี้ คำพูดนี้ เสียดแทงใจของเขาเหลือจะทน คำพูดของเธอเมื่อคราวได้โทรศัพท์คุยกันถึงเรื่องเงินที่เธอบอกว่าสามีใหม่ของเธอให้มาสิบล้านบาท แล้วเขาขอให้เธอไถ่ถอนที่ดินของน้องสาวและพี่สาวเขา ซึ่งเอาไปค้ำประกันเงินที่เธอและเขากู้มาให้ แต่เธอโกรธและต่อว่าเขา ด้วยเหตุผลที่แสดงความเห็นแก่ตัวอย่างน่ารังเกียจ เมื่อใครได้รู้ได้ยิน

          เธอไม่สนใจว่า เธอเคยไปสัญญาอะไรไว้กับเจ้าของที่ดิน ที่เธอและเขาไปขอให้ช่วย  เธอไม่คิดจะไถ่ถอนคืนเขาไป เธอกลับคิดถึงแต่ตัวเองและลูกของเธอเท่านั้น

          ความหมายที่อยู่ในคำพูดของเธอนั้น เธอหมายความว่า หากสามีใหม่ของเธอรู้ว่า เธอมีลูกติดอยู่ตั้งสามคนและให้สามีเก่าเลี้ยงอยู่ และถ้าเขารับไม่ได้ เธออาจต้องเลิกกับสามีใหม่และเธอจะไม่มีอะไรเป็นหลักประกัน เธอต้องการเงินสิบล้านที่เขาให้เธอมาเป็นค่าเทคโอเว่อร์ภัตตาคารมังสวิรัติที่เขาและเธอร่วมกันสร้างมา เพื่อเป็นหลักประกันให้เธอกับลูก โดยไม่สนใจว่า ที่ดินของพี่สาวและน้องสาวของเขา ที่ช่วยเหลือเธอและเขามานั้นจะถูกยึดไปหรือไม่ เธอใจร้ายจริงๆ

          ใจเขาพลุ่งพล่านขึ้นมาอีก รู้สึกว่าเหงื่อเริ่มซึมออกมาที่หน้าผาก ใจสั่นระรัว เขากัดกรามอย่างไม่รู้ตัว คำถามเกิดขึ้นในใจอีกแล้ว

          ทำไม ทำไม คำถามดังก้องอยู่ในโสตประสาท มือที่วางซ้อนกันอยู่จับกันแน่นอย่างไม่รู้ตัว ภาพของแม่นั่งน้ำตาไหล เมื่อคราวที่เขาไปเยี่ยมแม่ที่บ้านสวนแทรกเข้ามาซ้ำเติมให้หนักขึ้นไปอีก

          วันนั้นแม่นั่งน้ำตาไหลเพราะเห็นรถแบ็คโฮไถสวนที่แม่เคยทำราพนาสูร สวนขนัดนั้นเรียกกันว่าขนัดใหญ่ เป็นสวนที่ย่าของเขายกให้พี่สาวคนโต และพี่สาวแบ่งขายให้ใครก็ไม่รู้ครึ่งแปลง เจ้าของใหม่ก็เอาไปทำที่สร้างบ้าน

          วันนั้นแม่ยังไม่รู้ว่า ที่ดินที่แม่ยกให้พี่สาวคนรองถูกธนาคารยึดเอาไปแล้ว ที่ดินแปลงนั้นแม่รักดังดวงใจ เป็นที่ที่ปลูกบ้านอยู่มาตั้งแต่ครั้งปู่ย่าตายาย ต่อมาพี่สาวเจ้าของที่แบ่งออกมาเป็นหลายแปลง และส่วนใหญ่ได้เอามาค้ำประกันเงินกู้ให้เขาและถูกยึดไป เพราะเขาไม่มีเงินให้ และอดีตภรรยาเขาได้เงินมาแล้วไม่ให้เขา

          ถ้าแม่รู้ แม่คงเสียใจมากกว่านี้ ตั้งแต่เล็กจนโต เขาไม่เคยทำให้แม่เสียใจ แล้วเขาจะปกปิดเรื่องความผิดพลาดของเขาได้นานแค่ไหน เขาคิดในวันนั้น

          แล้ววันหนึ่งแม่ก็รู้จนได้ เมื่อเจ้าหน้าที่ของกรมบังคับคดีไปปิดประกาศขายทอดตลาด ที่ที่ดินผืนนั้น แล้วได้พบกับแม่ เรื่องก็เลยแดงออกมา จากวันนั้นเขาก็ไม่กล้าไปหาแม่อีก เขาไม่รู้จะตอบคำถามแม่ไ้ยังไง ภาพที่แม่นั่งน้ำตาไหลคราวนั้นยังหลอกหลอนเขาอยู่

          แม่จ๋า แม่ไม่รู้หรอกว่าผมอยากไปหาแม่แค่ไหน เขานั่งร่ำไห้บ่อยๆเมื่ออยู่คนเดียว

          ผมเลวจริงๆที่เอาผู้หญิงคนนี้เข้าบ้าน ปกปิดแม่มาตลอดเกี่ยวกับลูกที่ติดมากับเขา ผลสุดท้ายเขาก็ทำร้ายครอบครัวเราอย่างเลือดเย็น แม่ไม่รู้หรอกว่าลูกสะไภ้ที่แม่รักเอ็นดูเขา เขาใจดำแค่ไหน เขารำพึงในใจเมื่อคิดถึงเรื่องนี้

          โยมเชื่อเรื่องวิบากมั้ยโยม   เสียงก้องกังวานใสดังแทรกเข้ามาในโสตประสาท

          เขาสะดุ้ง คลายมือที่จับกันแน่นออกสติกลับคืนมาอีกครั้ง อาการเกร็งไปทั้งตัวผ่อนคลายมากขึ้น เมื่อได้ยินเสียงหลวงพ่อพุทธถาม เขาเงยหน้าที่ชุ้มไปด้วยเหงื่อและน้ำตาขึ้นเพ่งมองไปทางทีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ แต่ไม่เห็นอะไรนอกจากเงาดำตะคุ่ม

          เชื่อครับหลวงพ่อ  เขาตอบเสียงแหบๆเหมือนกับในลำคอมีอะไรมาจุกอยู่

          โยมกำลังชดใช้วิบากอยู่ พระพุทธรูปกล่าวกับเขาด้วยเสียงกังวานเช่นเดิม

          แล้วคนอื่นที่เขาไม่รู้เรื่องอะไรด้วยทำไมต้องมาซวยเพราะผมด้วยเล่าครับหลวงพ่อเขาละมือจากท่านั่งสมาธิมายกชายผ้าขาวม้าที่พาดบ่าอยู่เช็ดหน้า

          โยมหมายถึงใครล่ะ พระพุทธถามอย่างไม่น่าเชื่อว่าท่านจะไม่รู้

          ก็พี่สาว น้องสาวและแม่ผมไงครับ เขาตอบ

          ทำไมล่ะ พระถามอีก

          พี่สาวผมกับน้องสาวผมเขาเอาที่ดินมาช่วยเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ให้ผมและภรรยาผม เขาไม่ได้รับผลประโยชน์อะไรเลย เขาต้องมาเสียที่ดินไป ส่วนแม่ผมก็ต้องเสียใจที่ต้องเห็นที่ดินที่ตัวเองเกิดมาไปเป็นของคนอื่น เขาผิดอะไรครับ เขาทำอะไรมาหรือครับหลวงพ่อ เสียงเขาแข็งกระด้างขึ้นอย่างไม่รู้ตัว

          โยมฟังให้ดีนะโยม ไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุ สรรพสิ่งล้วนเกิดแต่เหตุทั้งสิ้น ถ้าเขาไม่ทำกันมาก็คงไม่ต้องรับหรอกโยมพระพุทธสาธยาย

          ผมไม่เห็นเขาทำอะไรเลยครับเขาเถียงเสียงแข็ง

          โยมรู้ได้ยังไงว่าเขาไม่ได้ทำ พระย้อนถาม

           แล้วท่านรู้ได้ยังไงล่ะครับว่าเขาทำอะไรมา เขากลับย้อนถามพระอีก

          อาตมาไม่รู้หรอกว่าเขาทำอะไรมา ถึงรู้อาตมาก็พูดไม่ได้ เรื่องกรรม เรื่องวิบากเป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าท่านห้ามเอามคุยกัน พระว่า

          ใครๆก็อ้างแต่พระพุทธเจ้า ๆ ไม่อธิบายเหตุผลแล้วจะรู้ได้ยังไงล่ะครับหลวงพ่อ เขาเถียงพระอย่างไม่ลดละ 

          อ้าวโยม ไม่อ้างพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นคนที่ฉลาดที่สุดในโลก เก่งที่สุดในโลก ดีที่สุดในโลก แล้วจะอ้างใครล่ะ โยมมีคนอื่นให้อ้างมั้ย พระย้อนเอาบ้าง

          ไม่ต้องอ้างใครไม่ได้เหรอครับ ใช้เหตุใช้ผลอธิชายก็ได้นี่ครับ คนเราสมัยนี้ไม่โง่แล้วนะครับหลวงพ่อ เขาเถียงอีก

          ไม่จริงหรอกโยม คนโง่ทุกสมัยนั้นแหละ เรียนสูงๆแต่นิสัยเลวเยอะแยะไป ปัญญาดี ฉลาดมากแต่เอาตัวไม่รอดฆ่าตัวตายก็มาก นั่นไม่ใช่ความโง่แล้วอะไรล่ะ

          ก็เพราะพวกเขาไม่รู้ต่างหากครับ เขาเริ่มเอาข้างเข้าถู

          ก็นั่นแหละ โง่ละ เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ คนเราเอาตัวรอดจากความทุกข์ไม่ได้ ติดกับชีวิต ไม่รู้สิ่งที่ควรรู้ ติดอยู่กับสิ่งที่ไม่จีรัง ถือว่าเป็นคนโง่ทั้งนั้น พระรุกฆาต

          ก็จริงอย่างหลวงพ่อว่าแหละครับ เขาเสียงอ่อยลง นั่งก้มหน้านิ่งครู่หนึ่งจึงเงยหน้าขึ้นพูดกับพระโลหะในความมืดว่า

          หลวงพ่อช่วยอธิบายแบบง่ายๆให้ผมเข้าใจได้มั้ยครับ เรื่องกรรมวิบากอะไรนี่ ผมอาจคลายใจลงได้บ้าง ได้มั้ยครับหลวงพ่อ เขายกมือขึ้นประนมหว่างอก เหมือนจะอาราธนาให้พระพุทธรูปแสดงธรรม

          ได้สิโยม คืออย่างนี้นะโยม

(อ่านตอนต่อไป)


แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ตุลาคม 2007 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31