• มรณฐิโต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : maanmunee@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-09-10
  • จำนวนเรื่อง : 27
  • จำนวนผู้ชม : 11580
  • จำนวนผู้โหวต : 11
  • ส่ง msg :
พอทนได้
เป็นความคิดเห็นของคนคนหนึ่ง มักแตกต่างจากคนส่วนใหญ่..มั้ง
Permalink : http://www.oknation.net/blog/ok-na
วันเสาร์ ที่ 6 ตุลาคม 2550
คำให้การของแมงดา 15-16
Posted by มรณฐิโต , ผู้อ่าน : 240 , 13:53:21 น.  
พิมพ์หน้านี้


15.

 

          เมื่อประมาณเดือนกันยายนเมื่อหลายปีมาแล้ว ผมไปที่ศาลากลางจังหวัดที่ผมเกิด เขามีการขายทอดตลาดที่ดินที่กรมบังคับคดียึดเอาไว้  และที่ดินที่พี่สาวผมยกให้ผมก็จะถูกขายวันนั้นด้วย

อ้าวทำไมล่ะโยม ไปเสียทีเสียท่ายังไงเข้าล่ะ

ที่ดินผืนนั้นผมเอาไปค้ำประกันเงินกู้ แล้วผมแพ้คดีในศาล จึงถูกยึดเพื่อขายทอดตลาดครับหลวงตา

โยมกู้เงินเอามาทำอะไร มากมายเลยเหรอ

ประมาณ สองล้านครับ เอามาลงทุนเพิ่มที่ภัตตาคารมังสวิรัติครับ

อาตมาเริ่มจับต้นชนปลายไม่ถูกแล้วนะ

เดี๋ยวผมจะเล่าให้หลวงตาฟังให้หมดเลยครับ เพราะผมได้เล่าให้ฟังมาบ้างแล้ว ถ้าหลวงตาฟังหมดแล้วก็จะเข้าใจเองครับ

เอาไม่เป็นไรก็ว่าไปก่อน  เออ.แล้วไงอีก พระชราตั้งใจฟังอย่างใจจดจ่อ

          พี่สาวผมพยายามหาเงินมาประมูลสู้ แต่สู้เขาไม่ได้ ที่ดินนั้นก็เลยถูกคนมีเงินประมูลซื้อเอาไปครับ

          อ้าวแล้วโยมไม่ได้ทำอะไรเลยเหรอ

           ผมก็คัดค้านการขายได้ครั้งเดียว แล้วก็ค้านไม่ได้อีก เราไม่มีเงินไปซื้อคืนด้วยครับ เลยต้องเสียที่ดินที่เป็นมรดกมาแต่ครั้งปู่ย่าตายายไป

          เวรกรรม ๆ แท้ๆ  พระชราครางออกมาดังๆ พลางยกมือขึ้นดึงติ่งหูอย่างครุ่นคิด

          แล้วโยมทำยังไงล่ะ พระถามอย่างสนใจ

          ผมเสียใจมาก พอพนักงานตีฆ้อนตัดสินขายออกไป ใจผมหาย และผมก็ตัดสินใจกลับ ไม่กล่าสู้หน้าพี่สาวเลยครับ ผมกลังผมจะกลั้นใจไม่อยู่ไปร้องไห้ต่อหน้าคนอื่น

          เออหนอ ร้องไห้ตอนโตนี่มันเป็นเรื่องยากนะ ถ้าไม่มีอะไรสะเทือนใจจริงๆคงไม่มีใครทำหรอก

          ครับหลวงตา ผมขับรถออกมาสักครู่ พี่สาวก็โทรศัพท์มา บอกว่าทำได้เท่านี้ และดีใจด้วยที่ผมหลุดหนี้ เขาไม่ว่าผมสักคำเลยครับ เขาเสียที่ดินของเขาไป เขาไม่ได้อะไรเลย ซ้ำต้องมาทุกข์ร้อนเพราะเรื่องที่ดินผืนนี้อีก กลับมาให้กำลังใจผม ผมนั่งร้องไห้มาในรถเหมือนคนบ้า มันรู้สึกยังไงก็บอกไม่ถูก

          อืม….แล้วยังไงล่ะ ก็เลยเขียนจดหมายนี้สิ พระเดาออก

          ครับ ผมไม่รู้จะทำอย่างไร ผมก็เลยเขียนจดหมายฉบับนี้ในคืนนั้น ผมนั่งเขียนไปร้องไห้ไป

          ทำไมล่ะโยม

          ผมสงสารพี่สาวผมครับ และเสียใจที่ตัวเองทำให้คนอื่นเดือดร้อนเพราะความโง่เขลาของตัวเอง

          นี่แหละหนอชีวิตมนุษย์ มีแต่ทุกข์ทั้งนั้น ยากที่จะหลุดไปพ้น เฮ้อ..ชีวิต พระภิกษุเฒ่าครางออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย  

          หลวงตาอ่านแล้วใช่มั้ยครับ เขาถามแล้วมองหน้าพระอย่างคอยคำตอบ

          อ่านแล้วละโยม แต่ก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ อาจเพราะไม่รู้ความเป็นไปเป็นมาก็ได้นะ โยมจะเล่าให้ฟังอีกได้มั้ยล่ะ อาตมาสนใจ ท่าทางจะยุ่งดี

          หลวงตาไม่ได้ทำอะไรหรือครับวันนี้

          ไม่มีอะไรหรอก อยากฟังเรื่องของโยมมากกว่า โยมบอกว่าโยมไปทำงานที่พักพงอะไรนั่นแล้วเป็นยังไงมันดีมั้ยล่ะโยม

จะว่าดีก็ดีครับ จะว่าไม่ดีก็ไม่ดี  เสียงเขาอ่อยๆ

อ้าวมันยังไงกันล่ะโยม  พระงง

ที่ผมว่าดีก็คือมีงานทำครับ มีเงินเดือน แต่ที่ไม่ดีก็คืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี เต็มไปด้วยคนชั่วคนเลวสารพัดชนิดเลยครับแต่ผมก็อยู่ได้ไม่มีปัญหา

อืม..ก็ดีนะ ที่ไม่เป็นไร ไม่หลงไปกับมัน

ผมเลิกเหล้าเลิกบุหรี่ได้ก็ที่นั่นแหละครับหลวงตา

เหรอ ดีนะ เลิกเหล้าท่ามกลางเหล้า เลิกบุหรี่ด้วย สาธุ โยมนี่นับว่าใจแข็งมากนะ

ผมเป็นคนที่ตั้งใจจะทำอะไรแล้วก็จะทำให้ได้ครับ

เออ เด็ดเดี่ยวดี ที่สำคัญคือความเด็ดเดี่ยวที่จะทำความดี เป็นเรื่องน่าชื่นชม แล้วไงอีกล่ะ

ผมทำงานไปได้ระยะหนึ่งเธอก็ถูกบีบให้ลาออกจากงานครับ

ใครล่ะ

ภรรยาผมครับ

คนที่โยมว่าใจร้ายนี่น่ะเหรอ

ครับหลวงตา

อ้าวทำไมล่ะ มีเรื่องอะไร

เป็นเรื่องอิจฉาริษยา แล้วก็กลั่นแกล้งกันน่ะครับ

แล้วทำไงล่ะ หาเงินได้คนเดียว ลูกตั้งสามคน

เธอออกมาได้ระยะหนึ่งก็หาทางไปทำงานที่ต่างประเทศ โดยสอบเข้าไปฝึกงานกับสายการบินแต่ก็

ไม่ผ่านการฝึก เลยต้องกลับมาเมืองไทย ต่อมาเธอก็สมัครไปทำงานที่ต่างประเทศ โดยทำงานในเรือท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่แคนาดา แต่ก็ทำไม่ได้นานเพราะมันหนาวมาก ตัวเธอไม่แข็งแรงอยู่แล้ว ก็ต้องกลับมาเมืองไทย  

ก็ต่อสู้ดีนี่นะ แล้วทำยังไงกันล่ะ หลวงตาพูดขณะที่มีท่าทางตั้งใจฟัง

          อยู่มาได้สักสองปี ผมก็ลาออกจากที่ทำงานผมครับ

          อ้าว แล้วจะเอาอะไรกินกันล่ะคนหนึ่งไม่ได้ทำงาน อีกคนก็ออกงาน แล้วลาออกทำไม งานไม่ดีหรือโยม

ผมทนนายจ้างไม่ไหว แกเป็นคนขี้เมา เอาแต่ใจตัวเอง แย่มาก ผมทำงานไม่ได้เลยครับ เครียดมาก

อืม……หลวงตาครางเบาๆ เอามือลูบคางไปมา

 เราก็เลยย้ายจากที่พัฒน์พงษ์มาเช่าบ้านอยู่ที่ แถวๆถนนรามอินทรา และเนื่องจากผมไม่มีงานทำ เราจึงย้ายลูกทั้งสามคนจากโรงเรียนประจำเอามาเลี้ยงเองที่บ้าน โดยผมเป็นคนเลี้ยงดูลูกและเธอทำงานครับ

          อ้าวแล้วต้องออก ผมเด็กเรียนยังไงล่ะไปเอาออกมาแล้ว หลวงตาสงสัย

          ผมก็เอาเข้าโรงเรียนรัฐบาลที่ใกล้ๆแถวนั้นแหละครับ ซึ่งแม่เขาไม่ค่อยพอใจนัก เพราะเขาอยากให้ลูกเรียนโรงเรียนดีดี  ผมก็ได้อธิบายถึงความจำเป็นและความเชื่อของผมว่า เราไม่มีเงิน เขาหาเงินอยู่คนเดียว ผมไม่มีงานทำ และเด็กของเราก็เป็นเด็กที่ไม่เกเร เป็นเด็กฉลาด เรียนที่ไหนก็เหมือนกัน แต่มาอยู่กับเราดีกว่าเพราะพร้อมหน้าพ่อหน้าแม่ ผมบอกเธอยังงั้น เธอก็ไม่ว่าอะไรครับ

          มันก็จริงของโยมนะ คนมันดีอยู่ที่ไหนก็ดี ถ้าคนเลวอยู่ที่ไหนก็เลว แล้วไงอีกล่ะ  หลวงตาขยับตัวบนม้านั่งเพราะเมื่อยแล้วโยมบอกว่าภรรยาโยมทำงาน แสดงว่าเขามีงานใหม่แล้วหรือไง

          อ๋อครับหลวงตา เขาไปทำงานที่ประเทศอังกฤษครับ แล้วก็จะส่งเงินมาให้ ส่วนตัวผมก็มีงานเป็นวิทยากรอบรมคนงานบ้าง แต่ก็ไม่มากนัก

          เขาไปทำงานต่างประเทศ ก็ดีนี่นาไม่น่ามีปัญหาอะไร แล้วเป็นยังไงต่อไปล่ะ พระถามต่อ

          ไม่ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไรหรอกคับ แต่มันมีครับหลวงตา

          อะไรล่ะโยม เขาไม่ส่งเงินมาหรือไงล่ะ หรือเรื่องอื่น

          เรื่องเงินไม่มีปัญหาหรอกครับแต่เป็นเรื่องคอขาดบาดตายที่ฝังใจผมมาจนทุกวันนี้เลยครับ

          แล้วอะไรล่ะ เรื่องคอขาดบาดตายที่ว่าน่ะ

          วันหนึ่งเขาส่งรูปมาให้ผมพร้อมจดหมาย ซึ่งเธอเขียนมาถึงผมประจำ

          รูปเธอเหรอ หรือรูปทิวทัศน์ของประเทศนั้นล่ะ

          เป็นรูปเธอในพิธีแต่งงานครับ

          อ้อ เธอไปงานแต่งงานแล้วถ่ายรูปส่งมาให้

          แต่มันเป็นรูปเธอในงานแต่งงานของเธอเองครับ

          หา อะไรนะ เธอแต่งงานเหรอ ทำไมล่ะ พระขมวดคิ้ว หน้าผากย่น เกาหัวแกรกๆ

          ครับ เป็นรูปที่เธอเป็นเจ้าสาวในงานแต่งงานของเธอกับคนอังกฤษ ที่เธอไปรู้จักเมื่อคราวทำงานในเรือที่แคนาดาครับ

          โยมทำอาตมางงแล้วนะนี่ ตกลงว่า ภรรยาโยมไปแต่งงานกับฝรั่งยังงั้นเหรอ

          ครับ เป็นฝรั่งที่เธอรู้จักตอนทำงานในเรือครับ

          เวรกรรม เวรกรรมจริงๆ แล้วทำไมเธอทำอย่างนั้นล่ะ ได้คุยกันหรอเปล่า แล้วโยมทำใจได้เหรอ

           ที่จริงผมช้ำใจมากครับ เสียใจด้วย แต่พูดไม่ออก เพราะเธอมีเหตุผลครับหลวงตา

          เหตุผลอะไร มันสำคัญแค่ไหนเชียว ไปแต่งงานกะคนอื่น เสียงเหมือนพระกำลังมีอารมณ์

          เธอบอกว่า ถ้าไม่แต่งงานกับคนที่นั่นจะทำงานที่นั่นไปไม่ได้ครับ เธอต้องทำเพื่อลูกและเพื่อครอบครัว ขอให้ผมเห็นใจและเข้าใจด้วย

          แล้วโยมเข้าใจมั้ยล่ะ พระจ้องหน้าผมเขม็ง

          ถ้าเหตุผลที่เธอบอก ผมก็เข้าใจครับ เพราะประเทศนั้นคนต่างชาติเข้าไปทำงานไม่ได้ แต่ผมก็เสียใจครับ ผมได้แต่ตั้งคำถามว้า ทำไมเธอจึงไม่หาทางอื่น และไม่บอกผมก่อน เธอคงรู้ตั้งแต่เดินทางไปแล้ว แต่เธอปิดบังผม  แต่ผมไม่รู้จะทำยังไงครับ

          นั่นสิ ถ้าเป็นอาตมาก็คงอึ้งเหมือนกัน ใครไม่เจอด้วยตัวเองไม่รู้ดอก เรื่องแบบนี้น่ะ

          ผมก็ได้แต่เก็บความเสียใจ ช้ำใจเอาไว้  ครั้นจะหนีไปเสียก็ห่วงเด็กๆที่ไม่มีใครเลี้ยง อยู่ก็หวานอม ขมกลืน

          มันทำใจยากนะเรื่องพรรค์อย่างงี้  พระแสดงความเห็นใจ

          แล้วเขาอยู่ที่ต่างประเทศนานมั้ยโยม

          ก็นานพอดูครับ เราติดต่อกันทางจดหมายเรื่อยๆ ผมก็เลี้ยงเด็กให้เขา แล้ววันหนึ่งเขากลับมาเมืองไทย มีเงินติดตัวมาก้อนหนึ่ง เอามาดาวน์บ้าน เราทั้งหมดก็ย้ายบ้านไปอยู่บ้านที่ซื้อไว้

          เป็นอันว่าเมียโยมกลับมาอยู่กินกับโยมอย่างเดิม แล้วผัวฝรั่งเขาทางโน้นล่ะ เขาเลิกกันหรือไง

          ผมไม่รู้ครับ เขายังติดต่อกันอยู่ แล้วผู้ชายก็ขอให้เขากลับไปเร็วๆ

          อ้าวมีสองผัวในเวลาเดียวกัน เวรกรรมจริงๆ แล้วโยมไม่รู้สึกอะไรบ้างหรือไง

          แย่เลยครับหลวงตา อย่างที่ว่านั่นแหละครับ กลืนไม่เข้า คายไม่ออก ในใจก็หาทางออกให้ตัวเอง รักเขาก็รัก สงสารก็สงสาร ใจหนึ่งก็เห็นใจเขา ใจหนึ่งก็รู้สึกอดสู มันปนกันยุ่งไปหมด

          แล้วยังไงต่อไปล่ะ อยู่กันยังไง เมียหนึ่ง ผัวสอง หลวงตายกจีวรที่พาดบ่ามาโบกไล่แมลงหวี่ที่ตอมอยู่นานแล้ว

          มีเรื่องแย่กว่านั้นอีกครับ วันหนึ่งเขายอกว่า สามีฝรั่งจะมาเยี่ยมเขาที่เมืองไทย และจะมาเยี่ยมที่บ้านซึ่งเอาเงินเขามาซื้อ เขาให้ผมออกจากบ้านไปที่อื่น ไม่ให้อยู่บ้าน เขาจะอยู่บ้านกับลูกและยายของเขา เขาไม่อยากให้ผัวฝรั่งรู้ว่าเขามีผมครับ

          เอาเข้าไป แล้วโยมว่าไง

          ผมก็ทำตามที่เขาบอกน่ะสิครับ ผมไม่อยากให้เรื่องมันยุ่ง ไม่อยากให้ฝรั่งเสียใจ เพราะเขาไม่รู้       อิโหน่อิเหน่ อะไร เมียผมไปหลอกเขาเอง

          เออ โยมก็เลยเหมือนกับคนที่หลอกลวงไปด้วยสิงั้น

          ครับ ผมก็ตกกระไดพลอยโจนไปอย่างช่วยไม่ได้ครับ

          เวรกรรมแท้ๆ เลยโยมเอ๊ย ช่วยกันสร้างบาปสร้างกรรม พระชราครางออกมาดังๆ

          เขาทำให้เหมือนกับเขาอยู่บ้านกับลุกและยายของเขาเท่านั้น ส่วนผมต้องไปที่อื่น จนกว่าฝรั่งจะกลับครับ   วันนั้นผมแย่มาก คิดว่าจะต้องพูดกับเธอให้รู้เรื่อง ผมทนไม่ได้แล้ว

          แล้วรู้เรื่องมั้ยล่ะ

          ก็ทะเลาะกันครับ เขาก็อ้างแต่เหตุผลของเขา เรื่องชีวิตเขา เรื่องลูก แล้วก็วกมาเรื่องที่ผมเลี้ยงเขากับลูกไม่ได้ เขาบอกว่าเขาพยายามทำให้ครอบครัวอยู่รอด และบอกว่าจะไม่กลับไปอังกฤษอีกแล้ว จะอยู่กับผม เริ่มชีวิตใหม่ที่เมืองไทย ช่วยกันทำมาหากินด้วยกัน ขอโอกาสเขาหน่อย

          ใจอ่อนละสิ ใช่มั้ยโยม อาตมาทายถูกมั้ย

          ถูกเลยครับหลวงตา  ผมรักเขามาก ก็เลยยอมครับ

          นั่นไง ว่าแล้วเชียว อาตมาทายไม่ผิดเลย

          ทำไมหลวงตาถึงทายถูกล่ะครับ

          อาตมาฟังโยมมาตั้งแต่ต้น ดูแล้วโยมเป็นคนใจอ่อน ขี้สงสาร รักใครก็ทุ่มให้ มันก็ต้องเป็นอย่างนี้แหละ

          ผมผิดหรือเปล่าครับ ที่ผมเป็นอย่างนี้

          โยมไม่ปิดหรอก แต่มันเป็นจุดอ่อนที่ทำให้โยมต้องลำบากแล้วก็เสียหายมากมาย

          ผมก็ยอมรับครับ มันเป็นไปแล้วครับ แก้ไขไม่ได้แล้ว

          เออ แล้วอยู่กันยังไง ไหนว่าเขาหางานในเมืองไทยทำไม่ได้ ต้องไปทำต่างประเทศ แล้วคราวนี้ทำไมอยู่ได้ หรือว่าโยมเป็นคนทำงานเลี้ยงเขา

          ไม่ใช่หรอกครับ ผมก็ยังไม่ค่อยมีงานเหมือนเดิมนั่นแหละ เงินที่เขาได้มาจากผัวฝรั่งของเขาก็่อยๆหมดไป จนวันหนึ่งเราก็คุยกันว่าเราจะทำอะไรกันดี ผมก็หางานยาก เขาก็หางานยาก ผมก็เสนอให้เราประหยัดกินประหยัดใช้ แล้วก็ค่อยๆหางานไป เธอบอกว่าเธอไม่อยากเป็นลูกจ้างใครแล้ว อยากมีกิจการเป็นของตัวเอง เพราะเป็นลูกจ้างไม่มีอนาคต ผมก็มองไม่เห็นครับ และไม่เห็นด้วย เราก็ทะเลาะกันอีก เราคุยกัน ทะเลาะกันจนดึก เธอก็เสนอความคิดที่ทำให้ผมล่มจมและพาเอาพี่น้องฉิบหายวายวอดไปด้วยอย่างทุกวันนี้ขึ้นมาครับ

             เออ อาตมาจะได้รู้สักทีว่าอะไรที่พาให้โยมแย่ถึงขนาดนี้ เบื่อจะเล่าให้อาตมาฟังแล้วยังล่ะ ถ้าเบื่อเอาไว้เล่าวันหลังก็ได้นะ

          ผมไม่เบื่อหรอกครับ แต่ผมกลับกลัวว่าหลวงตาจะเบื่อเรื่องชีวิตน้ำเน่าน่ะสิครับ

          อาตมาไม่เบื่อหรอกโยม เรื่องของชีวิตคนคนหนึ่ง กว่ามันจะผ่านไปได้ กว่าจะรอดมาได้ มันมีอะไรที่เป็นอุทาหรณ์สอนใจเราได้เยอะ เรื่องบางเรื่องก็ไม่ใช่ใครจะได้เจอ ความโชคดี ความโชคร้ายของคนแต่ละคนมันเป็นคติสอนใจได้ดี ว่าแต่โยมอยากเล่าต่อหรือเปล่าล่ะ

          ถ้าหลวงตาอยากฟังผมก็จะเล่าต่อครับ

 

 

                                                             16.

 

          ยายว่าเมื่อเราทั้งสองคนไม่กินเนื้อสัตว์แล้ว เราน่าจะขายอาหารมังสวิรัตินะ ตาก็ทำอาหารเก่ง

เธอออกความเห็นที่นำไปสู่ความหายนะที่ผมว่า

          ใครเป็นยายเป็นตากันล่ะ พระงง

          เธอเรียกผมว่าตาครับ และเรียกตัวเองว่ายายครับ

          เออ ก็น่ารักดีนี่ ตากับยาย แล้วไงล่ะ เออจริงสิ เห็นว่าโยมไม่กินเนื้อสัตว์ ทั้งพระทั้งเด็กบอกอาตมาโยมไม่กินเนื้อสัตว์มานานแล้วเหรอแล้วทำไมถึงไม่กินล่ะ แล้วไม่กลัวขาดอาหารหรือไง ภิกษุชราถามคำถามที่ใครๆก็ถามทั่วบ้านทั่วเมือง

          ผมไม่กินเนื้อสัตว์มาสิบกว่าปีแล้วครับ เพราะผมเห็นว่ามันเป็นบาปและเบียดเบียนชีวิตอื่น ส่วนเรื่องขาดอาหารนั้นไม่มีปัญหาอยู่แล้วครับ หลวงตาเห็นว่าผมไม่แข็งแรงหรือมีอาการขาดอาหารบ้างหรือเปล่าล่ะครับ

          เออ ที่จริงโยมก็ล่ำสันแข็งแรงดี ไม่ได้มีท่าทีว่าเป็นคนขาดอาหาร อาตมาก็ฟังเขามา พวกหมอก็มักบอกว่าจะขาดอาหาร กินอาหารไม่ครบหมู่ จะขาดโปรตีนร่างกายจะอ่อนแอ อาตมาก็เชื่อเขา แต่พอเห็นโยมแล้วก็ต้องเชื่อแล้วละ เพราะโยมดูแข็งแรงดีอย่างที่ว่า

          มันเป็นเรื่องความเข้าใจไม่ถูกครับหลวงตา เราไม่กินเนื้อสัตว์เราก็อยู่ได้ ไม่มีเวรมีกรรมกับใคร ไม่เอาชีวิตเลือดเนื้อใครมาบำรุงชีวิตตนเอง

          แหมโยมพูดยังงี้อาตมาหน้าชาเลยนะเนี่ย หลวงตาพูดเหมือนประชด แต่น้ำเสียงจริงจัง

          ทำไมล่ะครับหลวงตา ทำไมต้องหน้าชาด้วยล่ะครับ ผมไม่เข้าใจ

          ก็คูณพูดยังกับพระโพธิสัตว์ เหมือนคนที่มีความเมตตาสูงน่ะสิ อาตมาเป็นพระ อาตมายังฉันเนื้อสัตว์อยู่เลย มันน่าอายไหมล่ะ ชาวบ้านคิดได้ดีกว่าพระน่ะ

          หลวงตาก็พูดเกินความจริงนะครับ ผมก็อายเหมือนกัน ผมไม่ได้ดีเด่อะไรเท่าไหร่ คิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น

          เออนั่นแหละ มันทำให้อาตามาคิดได้นะโยม พระพุทธเจ้าท่านห้ามฆ่าสัตว์ แต่เรายังกินเนื้อสัตว์ ซึ่งเขาฆ่าแล้วเอามาทำอาหารใส่บาตรเรา เราก็มีส่วนในบาปกรรมนั่นด้วย เวรกรรมของพระโง่ๆ พระภิกษุชราถอนใจเฮือกใหญ่ หันหน้ามองออกไปอย่างไร้จุดหมาย เหมือนท่านกำลังคิดอะไรอยู่

          หลวงตาคิดอะไรอยู่หรือครับเห็นเงียบไป หรือว่าเบื่อฟังเรื่องน้ำเน่าของผมครับ เขาจ้องพระชรา

          เปล่าหรอกโยม อาตมากำลังคิดว่า ตั้งแต่พรุ่งนี้ไปจะเลิกกินเนื้อสัตว์ แต่จะไม่บอกให้ใครรู้ แล้วห่วงว่าจะไม่มีอาหารกินน่ะ

          หลวงตาไม่ต้องห่วงหรอกครับ ตอนที่ผมเริ่มกินแรกๆก็ห่วง แต่มีท่านผู้รู้ท่านบอกว่าให้กินแบบเจเขี่ยเอา คือเลือกกินผักจากอาหารปกติ แล้วเมื่อมีโอกาสค่อยๆกินอาหารที่เป็นผักล้วนๆ ไม่มีใครรู้ด้วยง่ายดีครับ

          เออ ดีเหมือนกัน จะได้ไม่มีใครมาพูดมาว่าอาตมาให้ร้อนหู คนที่หวังดีแต่ไม่ค่อยประสงค์ดีมีมาก มันจะเอาแต่ความคิดของมันท่าเดียว  พระบ่นตามน้ำไป

          ผมก็ขออนุโมทนาด้วยครับหลวงตา คนเราเดี๋ยวนี้ศีลห้าถือกันไม่ครบ เพราะศีลข้อหนึ่งนี่แหละครับ คนไปเข้าใจผิดคิดว่าไม่ได้ฆ่าเองไม่เป็นไร เขาไม่รู้ว่าการซื้อและการกินคือการสั่งให้เขาฆ่ามาขาย

          โยมพูดแบบนี้ อาตมาเห็นชัดเลย นี่อาตมาหลงมานานะ เออดีนะโยม โยมทำให้อาตมามีศีลครบได้เสียที ใครๆนึกว่าศีลห้าถือง่าย มันไม่ง่ายเลยถ้าจะให้ไม่ด่างพร้อย ไม่ขาดทะลุ

          นั่นน่ะสิครับ ผมก็คิดอย่างนั้นแหละครับ

          เพราะโยมไม่กินเนื้อสัตว์ เลยทำให้โยมขายอาหารเนื้อสัตว์ หรือด้วยเหตุอื่นล่ะโยม แล้วที่ว่า อะไรนำไปสู่ความหายนะ มันยังไงกันโยม

          ก็คืนนั้นที่เราทะเลาะกัน เธอก็ออกความคิดว่าน่าจะทำธุรกิจร้านอาหารมังสวิรัติครับ เพราะเราไม่กินอาหารทั่วไปแล้ว ไปที่ไหนก็หาอาหารกินยาก อาหารมังสวิรัติดีดี อร่อยๆก็หากินไม่ได้ และเธอเชื่อว่าคนที่คิดแบบเธอ คืออยากกินอาหารมังสวิรัติแบบอร่อยๆมีอยู่มากครับ เธอบกกับผมว่า

          “ ไหน ๆเราก็ไม่กินเนื้อสัตว์แล้ว ตาเองก็ทำอาหารเก่ง เคยผ่านงานโรแรมและอาหารเครื่องดื่มมามากมาย ความสามารถในการบริหารงานก็ดี ทำไมจึงไม่ทำอะไรที่เป็นธุรกิจของตัวเอง ยายเบื่อการเป็นลุกจ้างเต็มทีแล้ว ไม่มีอนาคตเลย ลูกก็โตขึ้นทุกวัน ค่าใช้จ่ายก็มากขึ้น มัวรีรออยู่ก็จะอดตายกัน

          แล้วเราจะเอาเงินที่ไหนล่ะ ผมถามเธอ

          เราก็เขียนโครงการแล้วกู้ธนาคารสิ ยายได้ลองคุยกับแตแล้ว เธอหมายถึงเพื่อสาวของเธอที่เรียนด้วยกันมาและทำงานอยู่ธนาคารแห่งหนึ่ง

          แล้วแตว่าไงล่ะเป็นไปได้เหรอ เขาจะให้เรากู้ง่ายๆเหรอผมยังสงสัย

          แตว่าเป็นไปได้ แต่เราต้องมีทรัพยสินไปค้ำประกันเงินกู้เขานะ

          ทรัพย์อะไรล่ะ เรามีที่ไหน บ้านนี่ก็ผ่อนเขาอยู่นะ ผมท้วง

          ยายว่าพี่น้องของตามีที่ อยู่เปล่าๆไม่เกิดประโยชน์ ไปขอให้เขาช่วยเซ็นต์ค้ำสิเธอบอกทางหายนะที่ผมไม่รู้อย่างคล้องแคล่ว

          ใครล่ะยาย ผมก็ยังนึกไม่ออกอยู่ดี

          พี่น้อยไงล่ะ กับน้องตู่น่ะเขามีที่ เธอบอก

          อย่าไปยุ่งกับเขาเลย ที่มรดกนะ เป็นอะไรไปละก็ยุ่งเชียว หาทางอื่นดีกว่า หาอย่างอื่นทำดีกว่าน่าตาว่า ผมหาทางที่จะคัดค้านความเห็นเธอ

          เธอก็ห่วงแต่เรื่องของพี่น้องเธอ แม่ภรรยาหัวดีของผมเริ่มโมโหและเสียงเริ่มดัง สิ่งที่ผมรู้ว่าเธอโกรธคือเธอจะเปลี่ยนสรรพนามของผัวเธอ จากตาเป็นเธอ

          มันเสี่ยงนะยาย อย่าไปเอาคนอื่นเขามาเดือดร้อนเลย ตาว่า

          ถ้างั้นจะทำอะไร เป็นวิทยากรน่ะเหรอ ไม่เห็นจะได้อะไร เที่ยวตระเวนไปเงินก็ไม่ค่อยได้ คิดแต่จะทำเพื่อคนอื่น คิดถึงลูกถึงเมียบ้างหรือเปล่า เธอตัดพ้อเสียงดังกลางดึกคืนนั้น

           ค่อยๆคิดกันไป เดี๋ยวก็จะหาทางได้ ใจเย็นๆดีกว่า ผมก็พยายามทำเธอใจเย็น แต่กลับไร้ผล

          ใจเย็นๆ เย็นไม่ไหวแล้ว เงินก็จะหมดแล้ว มัวใจเย็นอยู่จะเอาอะไรกิน ฉันไม่ยอมลำบากแล้ว และจะไม่ให้ลูกฉันลำบากด้วย เธอจะทำหรือไม่ทำ เธอยื่นคำขาด

          ผมนั่งนิ่ง ตัดสินใจไม่ถูก สักครู่เธอก็เอาสมุดเล่มเล็กๆที่เธอถืออยู่กับปากกาในมือกว้างใส่ผมอย่างแรงและร้องไห้ ผมจึงบอกเธอว่า

          งั้นผมจะลองเขียนโครงการดู ยายนอนเถอะนี่ก็ตีสามเข้าไปแล้ว ตาจะนั่งเขียนนะ ผมว่า แล้วไปหยิบกระดาษและดินสอมานั่งเขียนโครงการร้านอาหารมังสวิรัติเพื่อให้เธอไปเสนอกู้กับธนาคารในตอนเช้าวันนั้น”

          แล้วเป็นไงต่อ หลวงตาถามอย่างใจจดใจจ่อ

          ผมเขียนเสร็จก็เช้าพอดีครับ ในกระดาษนั้นยังเป็นตัวดินสออยู่เลย เธอก็ถือไปที่ธนาคารผมก็นอนหลับไปเลยครับ พอตื่นมาสักบ่ายหน่อยเธอก็กลับมาและบอกความคืบหน้าว่า ต้องแก้อีกนิดหน่อย แล้วก็จะต้องไปคุยกับพี่สาวและน้องสาวผม โดยเธอจะเป็นผู้คุยเอง ผมคอยสนับสนุนก็พอ

          แล้วไงอีก โยมนี่ว่าง่ายนะ พระพูดเหมือนประชด

          ครับ ผมว่าง่ายครับ ลองรักใครแล้วก็ทุ่มเทให้หมดใจหมดตัวแหละครับ ผมว่า

          เวรกรรมจริง ๆ หลวงตาอุทานเบาๆ

          มันเป็นเวรกรรมของผมกระมังครับ ผมเลยเป็นแบบนี้  ผมแย่นะครับหลวงตา

          จะว่าแย่มันก็แย่แต่ไม่ใช่ความเลวนะโยม

          คนเลวมักฉวยโอกาสจากความดีได้เสมอแหละ โลกมันเป็นอย่างนี้เอง

          มันยังไงครับผมไม่เข้าใจ อะไรคือการฉวยโอกาสจากความดี เขาถาม

          คนเราเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งโยมรู้ใช่มั้ย

          ครับ แล้วไงครับ

          สัตว์ทุกชนิดมีชีวิตอยู่ได้ก็ต้องเบียดเบียนสัตว์อื่นหรือชีวิตอื่นๆ ไม่มากก็น้อย ไอ้ไม่เบียดเบียนเลยไม่มีหรอก มันเป็นกฎของธรรมชาติเอง

          เป็นยังงั้นจริงๆหรือครับหลวงตา แย่จริงๆ

          ใช่แล้วโยม อาตมาจะยกตัวอย่างให้เห็นนะ เช่นว่าอะไรดีล่ะ อ้อ เช่นการกิน คนเราหรือสัตว์ทุกตัวต้องกินใช่มั้ยล่ะ ไม่กินก็ต้องตาย แล้วสิ่งที่สัตว์กิน ถ้าไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่เป็นพืช ก็ต้องเป็นสัตว์ นี่เป็นการเบียดเบียนอย่างเห็นได้ชัดเลย ในแต่ละวันที่โยมกินอาหาร  อาหารของเรามาจากชีวิตอื่นทั้งนั้น อย่างโยมไม่กินเนื้อสัตว์ แต่โยมก็กินพืช แม้มันไม่มีวิญญาณครอง อาฆาตพยาบาทไม่เป็น แต่มันก็เป็นชีวิตรูปแบบหนึ่ง เราเบียดเบียนผู้อื่นชีวิตอื่นทุกมื้อ แล้วลองคิดดูว่า ตั้งแต่เราเกิดมาจนเดี๋ยวนี้เราได้เบียดเบียนชีวิตอื่นไปเท่าไหร่ นับไม่ถ้วนเลยใช่มั้ยโยม

          ครับหลวงตา เขาครางเสียงอ่อยเหมือนกับกำลังสำนึกอะไรสักอย่าง

          สัตว์หลายชนิดเชื่อง ไม่คิดว่าสัตว์อื่นจะทำร้าย เพราะตัวมันไม่คิดทำร้ายใคร ใครเข้าใกล้ก็ไม่ระวัง จึงเป็นเหยื่อของสัตว์ที่จ้องจะฆ่าจะกินมัน อย่างนี้คือการฉวยโอกาสจากความดีของผู้อื่น คือเมื่อผู้อื่นไม่ระวัง ไว้ใจ สัตว์ที่กินเนื้อก็ถือเอาโอกาสที่สัตว์เหล่านั้นไม่ทันระวังตัว จู่โจมเข้ากัดทำร้ายและกัดกินเป็นอาาร คนบางคนมีจิตใจดี ไม่คิดจะเอาเปรียบใคร ไม่คิดจะทำร้ายหรือเบียดเบียนใคร จึงไม่ฉุกคิดว่าใครจะเบียกเบียนทำร้ายตนเองหรือเปล่า ก็มักไว้ใจคนอื่น เพราะคิดว่าเขาคงไม่เบียดเบียนตนเองเหมือนที่ตนเองไม่คิดจะทำกับคนอื่น คนที่มีนิสัยสันดานเลว ก็จะถือโอกาสนี้เอาเปรียบ เบียดเบียนคนเหล่านั้น เพราะเขาไม่ระวังและไม่คิดว่าเขาจะถูกเบียดเบียน นี่คือการฉวยโอกาสจากความดีละโยม พอจะเข้าใจไหมล่ะ

          เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งเลยครับ มันเป็นอย่างนี้เอง โลกนี้มันไม่ยุติธรรมเลยนะครับ เขาบ่นเสียงดัง แววตากร้าวขึ้น คล้ายกำลังข่มใจหรือข่มความรู้สึกบางอย่าง

          นึกโกรธขึ้นมาละสิ ข่มใจไว้โยม อย่านึกคิดไปทางผูกโกรธ อย่าดำริไปทางความพยาบาท มันทำให้ใจเราเศร้าผมอง ทุกข์ร้อน มันจะเผาลนจิตใจเรา หยุดมันให้ได้ ทำลายมันให้ได้นะโยม อย่ายอมมัน พระพูดช้าๆแต่เสียงหนักแน่น คล้ายกับรู้ว่าเขากำลังโกรธและคิดอะไรอยู่

          ครับหลวงตา เขาก้มหน้าลงและถอนหายใจยาว       

                   ความเสียใจ ความแค้นใจมันถาโถมประดังกันเข้ามาท่วมทับในทันทีที่เมื่อเขาคิดถึงผู้หญิงใจดำคนนั้น คนที่เขารักจนสุดหัวใจ คนที่เขามอบชีวิตทั้งชีวิตให้ คนที่เขาห่วงใยมาตลอด แต่สิ่งที่เขาได้รับตอบแทนกลับเป็นความหายนะและคำประณามว่าเขาเป็นแมงดาที่เกาะเธอกินมาสิบกว่าปี

          “ชั้นเพิ่งรู้ตัวเองว่า เธอไม่ได้ดีอย่างที่ชั้นเคยคิด เธอไม่ได้ช่วยอะไรชั้นเลย เธอคิดถึงแต่ตัวเอง ที่จริงแล้วเธอเป็นเหมือนแมงดาที่เกาะชั้นกินตลอดมา เธอให้ชั้นลำบากอยู่คนเดียว เธอไม่คิดจะรับผิดชอบสิ่งที่เธอทำเลย จะเอาตัวรอด เธอห่วงแต่พี่น้องของเธอเท่านั้น เธอไม่คิดว่า ถ้าเขารู้ความจริงเรื่องที่ชั้นมีลูก ชั้นจะเป็นยังไง ชั้นจะเอาที่ไหนกิน ชั้นกับลูกจะอยู่ยังไง”

          คำพูดเหล่านี้มันดังก้องอยู่ในหู เขาไม่เคยลืมมันได้ เหมือนมันฝังแน่นติดอยู่กับจิตวิญญาณที่บอบช้ำของเขา อะไรทำให้เธอพูดได้ขนาดนี้ เขาเป็นแมงดา จริงหรือ เขาเฝ้าถามตัวเองเงียบๆมาตลอด

          คำพูดที่พรั่งพรูออกมาจากปากเธอ เพราะเมื่อเธอบอกกับเขาว่า คุณนรา โภคพัฒนากุล นักธุรกิจชื่อดัง ผู้ถูกสังคมยกย่องว่าเป็นปราชญ์แห่งแผ่นดิน ซึ่งเป็นสามีใหม่ของเธอให้เงินมาแล้ว 10 ล้านบาท เป็นค่าเข้าควบคุมกิจการร้านอาหารที่เขาและเธอทำด้วยกันมา

          และเมื่อเขาเอ่ยปากบอกเธอว่า

          “ ตาว่าเราเอาเงินไปไถ่ที่คืนพี่สาวกับน้องสาวตา แล้วคืนเขาไปเถอะ เดี๋ยวหาเอาใหม่ก็ได้ เขาจะได้ไม่เดือดร้อนเพราะเรา ”  ผมว่าอย่างนั้น

          แต่เธอก็ระเบิดคำพูดออกมาอย่างที่เขานึกไม่ถึง ทำให้เขานิ่งอึ้งและพูดไม่ออก เพราะสิ่งที่เธอกลัวคือ ถ้าสามีใหม่ของเธอรู้ว่า เธอมีลูกกับสามีคนแรก 3 คน และสามีคนที่สองคือผมกำลังเลี้ยงอยู่ที่บ้าน ซึ่งเราซื้อกันไว้ โดยเธอเป็นผู้ส่งเงินมาที่ผม เพื่อให้ผมเลี้ยงลูกให้เธอ ตามที่เราสัญญากันไว้ เมื่อเธอมาขอผมไปแต่งงานกับคนรวยที่หลงรักเธอ

          เธอกลัวว่าถ้าสามีใหม่รู้ว่าเธอไม่ใช่คนตัวเปล่า มีสามีอยู่แล้ว มีลูกแล้ว และให้สามีเลี้ยงลูกอยู่ที่บ้าน เธออาจถูกอัปเปหิออกมาจากสถานที่ที่เธอใฝ่ฝันมาตลอดก็เป็นได้ เธอจึงไม่ยอมให้เงินมาไถ่ที่ดินคืนเจ้าของ และมันก็ถูกยึดไปในที่สุด เธอทำกับแมงดาอย่างผมได้ลงคอ

          อ้าวนิ่งเงียบไปเชียว มันสู้กันอยู่หรือโยม เสียงพระทำให้เขาสะดุ้ง ได้สติอีกครั้ง ความพยาบาทที่ท่วมทับเมื่อครู่ค่อยคลายลง เข่ายกผ้าขาวม้าขึ้นเช็ดหน้าแล้วกล่าวตอบพระชรา

          ครับหลวงตา มันสู้กันครับ ผมเกือบแย่เลยครับ ถ้าหลวงตาไม่เรียกผมคงติดกับอยู่อีกนาน

          นั่นน่ะสอ เห็นเหงื่อกาฬซึมเลยนี่ เออ..มันยากนะ ใครไม่เจอเข้ากับตัวก็ไม่รู้หรอก พระว่า

          ผมจะพยายามครับ เขาบอกเหมือนสัญญา

          เออ..ดีแล้วละโยม อยากอยู่เป็นสุขต้องเลิกอาฆาตพยาบาทให้ได้ พระพุทธเจ้าท่านกล่าวว่า “โกธังฆัตตวา สุขขังเ สติ” แปลว่า ฆ่าความโกรธได้ย่อมอยู่เป็นสุข

          ผมจะท่องเอาไว้ครับ เขายกมือขึ้นท่วมหัว พลางเอาผ้าขาวม้าพาดไหล่

          แล้วพี่น้องของโยมเขาช่วยไหมล่ะ พระถามต่อเรื่องที่เขาเล่าค้างไว้

          ตกลงน้องสาวกับพี่สาวผมตกลงช่วยครับ

          ก็ดีนะ เป็นพี่น้องช่วยกัน

          เพราะเขาเห็นว่าผมไม่เคยเหลวไหล ไม่กิน ไม่เที่ยว ทำงานก็เอาเงินส่งน้องเรียก มีเงินมาให้แม่เสมอ และเงินนี้ก็เอาไปทำมาหากินครับ

          เออ นั่นสิ เขาก็เลยไว้ใจว่าจะไม่ทำของเขาเสีย ใช่มั้ยล่ะ

          ครับหลวงตา แต่ผมก็ทำเสียจนได้ครับ เขาพูดเสียงเบาลงแล้วก้มหน้าลงอีก

          …….

          หลวงตาครับ หลวงตาครับ มีเสียงเรียกมาจากเณรที่เดินเร่งฝีเท้ามาทางที่เขากับภิกษุชรานั่งสนทนากันอยู่

          อะไรเณร พระหันไปถาม

          มีคนมาหาหลวงตาครับ เขารออยู่ที่หน้ากุฏิหลวงตาครับ เณรบอก

          ใครล่ะ แล้วเขามีธุระอะไรเขาบอกหรือเปล่า พระย้อนถามไป

          ตาชมครับ บ้านแกอยู่ทางคุ้งตาย้อยน่ะครับ เณรหมายถึงคุ้งน้ำด้านท้ายคลองซึ่งอย่าติดกับบ้านตาย้อย ชาวบ้านก็เลยเรียกติดปากว่าคุ้งตาย้อย แล้วตาชมคนที่มีหาหลวงพ่อก็มีบ้านอยู่ใกล้กับตาย้อย

          เขาบอกว่าจะมานิมนต์พระไปฉันงานไหว้ครูน่ะครับ

          เออ....เดี๋ยวข้าจะตามไป บอกเขาว่ารอสักกะเดี๋ยว ข้าคุยกับนายน้ำมนต์มันอยู่

          ครับหลวงตา เณรกล่าวจบก็เดินกลับไป

          หลวงตาไปที่กฏิเถอะครับ เดี๋ยวตาชมแกจะรอนาน ผมจะไปหาข้าวกินครับ แล้วก็จะไปหาร้านตัดผมสักหน่อย รู้สึกผมมันรุงรังแล้วครับ

          ก็ดีเหมือนกัน แล้วมีโอกาสค่อยคุยกันใหม่นะโยม

          ครับหลวงตา เขาก้มลงกราบพระภิกษุอย่างนอบน้อม เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นแต่หลังพระชราแล้ว

(อ่านตอนต่อไป)


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2
Bon วันที่ : 07/10/2007 เวลา : 16.36 น.
http://www.oknation.net/blog/impel

อาตมาว่าวันนี้พักก่อนนะ พรุ่งนี้อาตมาจะมาฟังโยมต่อ
สวัสดีตอนเย็นๆครับ
ความคิดเห็นที่ 1
คนใส่แว่น วันที่ : 06/10/2007 เวลา : 14.15 น.
http://www.oknation.net/blog/chattrg

ยาวแค่นี้
ยังมี ภาค 2
หนื่อย
แต่ ตามต่อ ครับ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ตุลาคม 2007 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31