พิมพ์หน้านี้
|
ตอนที่แล้วเขียนถึงกระบวนการผลิตข่าวทีวี 1 ชิ้นแบบคร่าวๆให้พอได้เห็นภาพรวมไปบ้างแล้วนะครับ ซึ่งก็ถือว่าได้รับเสียงตอบรับจากผู้อ่านพอสมควรที่สนใจใคร่รู้ในสิ่งที่เราได้ชมกันอยู่ทุกวันแต่ไม่มีโอกาสได้เห็นถึงต้นทางกระบวนการผลิตกว่าจะเป็นข่าวทีวี แต่หากใครยังไม่ได้เข้าไปอ่านก็ลองเข้าไปได้นะครับที่ http://www.oknation.net/blog/ok/2007/03/14/entry-2 วันนี้ก็ว่าด้วยเรื่องการรายงานข่าวภาคสนาม... ซึ่งเป็นสิ่งที่นักข่าวจะต้องได้พบกับประสบการณ์นี้กันแทบทุกคนนะครับ สำหรับผมเริ่มต้นการเป็นนักข่าวในสายเศรษฐกิจ ซึ่งถือว่าเป็นสายที่ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้ทำมาก่อนเพราะไม่ถนัดเรื่องนี้ เนื่องจากจบมาทางด้านกฎหมาย และชอบดูการอภิปรายในสภามาตั้งแต่เด็ก รวมถึงเคยคิดอยากไปสอบบรรจุตำรวจ (อยากติดดาว) และเคยอยากทำงานด้านทนายความ จึงคาดหวังว่าถ้าได้ทำอาชีพนักข่าวก็อยากจะอยู่ในสายอาชญากรรม หรือสายการเมืองมากกว่า แต่ในเมื่อที่ว่างมีเพียงสายเศรษฐกิจ ก็เลยต้องเริ่มเรียนรู้อะไรมากมายทีเดียวเมื่อตกลงใจที่จะทำงานที่นี่.....
โชคดีหน่อยตรงที่ผมมักจะได้อ่านหนังสือพิมพ์แนวธุรกิจที่เพื่อนร่วมห้องพักของผมเขาซื้อมาอ่านเป็นประจำบ้าง
และช่วงนั้นผมกำลังสนใจเรื่องการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์จึงอยู่ในช่วงตะลุยอ่านหนังสือแนะนำด้านการลงทุนในหุ้นและหนังสือพิมพ์แนวแนะนำหุ้น จึงพอมีต้นทุนความรู้ทางด้านนี้อยู่บ้าง แต่ก็นั่นล่ะครับ โต๊ะข่าวเศรษฐกิจทีวี ต่างจากหนังสือพิมพ์อยู่แล้ว ตรงที่ว่านักข่าวหนังสือพิมพ์จะมีความรู้ความชำนาญที่ลึกกว่าเพราะจะถูกส่งไปประจำตามสายย่อยต่างๆของสายเศรษฐกิจอีกที และฝังตัวอยู่ที่นั่นเป็นประจำ ยกตัวอย่างเช่น นักข่าวประจำกระทรวง คมนาคม ก็จะฝังตัวอยู่ที่กระทรวงและตามข่าวเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับกระทรวงคมนาคมเพียงอย่างเดียว แต่ก็ไม่ใช่น้อยๆนะครับ ทั้งรถไฟ//กรมทางหลวง//สนามบิน//สายการบิน//เรือ//ขสมก.//บขส. และอีกมากมายก็ล้วนอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคมทั้งสิ้น ดังนั้นการส่งนักข่าวไปประจำไว้และฝังตัว ใช้ห้องนักข่าวประจำกระทรวงเป็นสถานที่ทำงาน // ส่งข่าว จึงทำให้นักข่าวรู้ลึก และติดตามเรื่องอย่างต่อเนื่อง ก็จะป้องกันปัญหาการตกข่าวไปได้ เช่นเดียวกับนักข่าวหนังสือพิมพ์ที่ประจำแบงค์ชาติ // กระทรวงการคลัง // กระทรวงอุตสาหกรรม// พาณิชย์ // การตลาด และอื่นอีกมากมาย
แต่ทว่า สำหรับผม ไม่ได้มีการประจำเช่นนั้นแต่อย่างใดครับ ไปตรงโน้นที ตรงนี้ทีไม่ได้ซ้ำ เรียกได้ว่าครอบคลุมภาพรวมทั้งหมดเป็นเพราะว่า 1. นักข่าวที่โต๊ะน้อยเกินกว่าจะส่งไปฝังตัวได้ 2. ช่างภาพทีวีน้อยเกินกว่าที่จะส่งไปหลายที่ได้ 3.ไม่มีความจำเป็นที่ทีวีต้องไปฝังตัวเหมือนนักข่าวหนังสือพิมพ์ครับ เพราะเนื้อที่สำหรับนำเสนอข่าวเศรษฐกิจแต่ละวันก็ไม่ได้มากมายอะไร ดังนั้นใน 1 ทีม ประกอบด้วย ช่างภาพ 1 คน // นักข่าว 1 คน วันหนึ่งวิ่ง 2 หมายงาน เมื่อรวม 3 ทีม ก็จะได้ 6 งาน (อาจจะมากหรือน้อยกว่านี้) ส่วนข่าวอื่นๆ มีข้อมูลที่นักข่าวหนังสือพิมพ์ในเครือของเราที่ไปฝังตัวที่ต่างๆส่งข้อมูลเข้ามาในระบบและสามารถดึงมาเป็นข้อมูลเดียวกันได้อยู่แล้วครับ ดังนั้นเมื่อผมมีช่างภาพทีวี 1 คน ไมค์ 1 อันอยู่ในมือ ก็คงต้องเลือกไปหมายงานที่สำคัญๆหน่อยล่ะครับ แต่สิ่งที่เสียเปรียบคือเราอาจรู้ประเด็นได้ไม่ลึกเท่า เพราะไปตรงนู้นที ตรงนี้ที แต่ได้ไปครอบคลุมกว่า และสามารถเชื่อมโยงประเด็นต่างๆได้กว้างกว่า ไม่จำกัดเฉพาะทาง ซึ่งทางออกก็คือเราต้องมีประเด็นในใจสำหรับตัวเองซัก 2-3ประเด็นที่เตรียมไว้แล้วครับ เพราะอย่างว่าครับ ข่าวทีวีเวลาออกอากาศน้อย หากมีรายละเอียดมากๆก็ต้องเนื้อที่สำหรับหนังสือพิมพ์ครับ ผู้อ่านเขาอ่านแล้วนึกภาพตาม ไม่เข้าใจกลับมาอ่านอีก 2-3 รอบก็ได้ แต่ทีวี มีภาพเคลื่อนไหวประกอบอยู่แล้ว มีเสียงคนที่สัมภาษณ์มาให้ฟังอยู่แล้ว และออกรอบเดียว แป๊ปๆจบแล้ว ดังนั้นต้องเอาประเด็นสำคัญที่สุดนำเสนอครับ ใช้หลัก ใคร // ทำอะไร// ที่ไหน// เมื่อไหร่// อย่างไร //เพราะอะไร// ไม่ได้เสมอไปนะครับ บางครั้งต้องตัดเหลือ ใคร // ทำอะไร //เพราะอะไร จบ คือต้องเสนอแล้วให้คนดูข่าวเข้าใจง่ายที่สุด ไม่ใช่ข่าวจบแล้วยังงงอยู่ว่าเอ๊ะอะไรกัน ขอดูอีกรอบซิ ไม่ได้แล้วนะครับ กลับมาที่เรื่องการรายงานข่าวภาคสนามที่เกริ่นไว้ตั้งแต่ต้น ที่เป็นลักษณะของการรายงานสดนั่นล่ะครับ หลายสถานีที่มีงบประมาณสูง มีรถดาวเทียมถ่ายทอดสดจากที่เกิดเหตุก็มักจะได้เห็นการรายงานสดกันบ่อยๆ เพราะมีหลายเหตุการณ์ครับที่เอื้อให้ต้องรับรู้เหตุการณ์กันสดๆ เช่น การลุ้นคำพิพากษาศาลปกครองกรณีแปรรูป กฟผ. // หรืออย่างเหตุการณระทึกขวัญต่างๆ เช่นไฟไหม้ // สึนามิ เป็นต้น แต่สำหรับสถานีข่าวงบน้อย ก็จะใช้วิธีการรายงานมาเฉพาะเสียงอย่างเดียวครับ เพราะหากไปเช่ารถดาวเทียม ของ กสท.โทรคมนาคม มารายงานสดค่าเช่าแพงเหลือหลาย คิดกันเป็นนาทีครับ ดังนั้นการรายงานสดของที่นี่ที่มักเห็นบ่อยๆคือ รายงานเสียง งบประมาณนาทีละ 1 บาท หรือมากน้อยแล้วแต่โปรโมชั่นโทรศัพท์ครับ มีเรื่องเล่าคือ วันหนึ่งประมาณต้นปี 49 ผมได้เข้าไปทำสกู๊ปรายงานพิเศษเกี่ยวกับรันเวย์มีรอยร้าว ที่สนามบินสุวรรณภูมิ โดยนัดแนะกับเจ้าหน้าที่ของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย เรียบร้อย พอเข้าไปขณะกำลังเก็บภาพกันอยู่บริเวณรันเวย์ ได้ยินเสียง วอ.ของเจ้าหน้าที่แจ้งเหตุไฟไหม้ที่ครัวการบินไทยครับ ผมมองไปเห็นกลุ่มควันโขมงออกมาไกลๆ รีบเก็บอุปกรณ์บึ่งรถไปที่เกิดเหตุทันที เชื่อไหมครับขนาดผมเป็นนักข่าวคนแรกที่ไปถึงที่เกิดเหตุ แต่ข้างในออฟฟิศผมรู้เหตุการณ์แทบจะทันทีที่ผมรู้ด้วยซ้ำ คงเป็นเพราะ วอ.นี่ล่ะครับที่นักข่าวสายอาชญากรรมชอบเล่นกัน เมื่อผมไปถึงคนแรก จึงต้องรับหน้าที่รายงานทางโทรศัพท์ครับ เชื่อว่าหลายคนเวลาฟัง จส.100 ก็คงได้ฟังเวลาที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยหรือตำรวจรายงานสภาพเกิดเหตุมาทางโทรศัพท์อยู่บ้าง คงเคยรู้สึกหงุดหงิดใจไม่น้อยใช้มั้ยครับเวลาที่เราอยากรู้เรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่ปรากฎว่าคนอยู่ในเหตุการณ์อธิบายได้ไม่เห็นภาพ ไม่ครบ ไม่ครอบคลุม หรือแบบถามคำตอบคำ เหมือนกลัวดอกพิกุลจะร่วง แต่สำหรับนักข่าวถ้ารายงานแบบนั้นคงเป็นที่หงุดหงิดกับบ.ก.ไม่น้อย ดังนั้นสิ่งสำคัญคือต้องเก็บทุกรายละเอียด บรรยายให้เห็นภาพเพราะยังไม่มีภาพให้เห็น หน้าจอคงขึ้นกราฟฟิคหนังสือตัวใหญ่ๆว่าไฟไหม้ แต่เราต้องบรรยายให้ครบเลยครับ วันนั้นจำได้ว่ารายงานไปหลายเบรคมาก บางทีไปยืนข้างรัฐมนตรีที่มาสั่งการในเหตุการณ์แล้วยื่นโทรศัพท์ให้ท่านเอาดื้อๆเลยให้ช่วยบรรยายบ้าง แถมช่วงแรกที่เกิดเหตุไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้เพราะถูกเจ้าหน้าที่ตรงประตูกันเฉพาะผู้เกี่ยวข้องเข้าไปเท่านั้น ผมต้องไปปีนกำแพงสูงมากๆอีกทางหนึ่งเข้ามาถือว่าทำงานได้ฟิวส์วิญญาณนักข่าวอาชญากรรมตามที่เคยใฝ่ฝันมาจริงๆครับ ซึ่งสำหรับผมแล้วก็มีเหตุการณ์อีกหลายเหตุการณ์ที่รู้สึกประทับใจมากมายไว้จะเล่าให้ฟังวันหลังนะครับ แต่สำหรับสถานีข่าวทีวีที่ต้องเล่นเรื่องด้วยภาพแล้ว การรายงานสดโดยมีรถดาวเทียม หรือรายงานพิเศษลักษณะของสกู๊ปข่าวที่ไม่ใช่รายงานสด เมื่อนักข่าวต้องไปยืนหน้ากล้องถือไมค์รายงานแล้ว ควรให้ความสำคัญกับสถานที่ๆเราอยู่และเหตุการณ์ที่เราพบอย่างมากครับ ยกตัวอย่างเช่น จะรายงานเรื่องน้ำท่วม ก็ควรลงทุนลงไปยืนในน้ำที่ท่วมเลยครับ(ถ้าไม่ท่วมพ้นหัวนะ) เขาจะได้เห็นว่าระดับน้ำเนี่ยมันสูงถึงเอวเลยนะเนี่ย.... หรือ... หรือรายงานเรื่องรถเมล์ขึ้นราคา ก็ขึ้นไปโหนรถเมล์แล้วเปิดหน้าบนรถเมล์มาเลยครับ เป็นต้น...
ภาพคุณ เจซีทียู เปิดหน้ารายงานมุมมองบนจุดชมวิว งานราชพฤกษ์ 2549 (ขอยืมภาพครับ) แต่จะนินทาให้ฟังนะครับว่าผมได้เห็นตัวอย่างของการรายงานข่าวที่ล้มเหลวจากสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้เอง กรณีมีผู้ชุมนุมบุกไปปิดล้อมโรงงานผงชูรสที่จังหวัดอ่างทอง ที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นโรงงานที่ปล่อยน้ำเสียทำให้ปลาในกระชังตายจำนวนมาก ปรากฎว่าเหตุการณ์เริ่มปานปลายขึ้นเพราะผู้ชุมนุมไม่ยอมให้ใครออกจากโรงงาน ตอนนั้นมีสถานีโทรทัศน์ช่อง.....(ใบ้ให้ว่าเป็นฟรีทีวีที่มีหุ้นในตลาดหลักทรัพย์และอยู่ในกำกับดูแลของรมต.ประจำสำนักนายก) รีบส่งรถโอบี //รถดาวเทียม ไปรายงานสดเหตุการณ์กันถึงหน้าโรงงานเลยครับ แต่เชื่อมั้ยครับ ผู้สื่อข่าวที่รายงานข่าวกลับไปยืนรายงานอยู่ข้างรถโอบี คือภาพที่ออกมานักข่าวถือไมค์ยืนรายงานข้างรถตัวเองเห็นแต่คนกับรถ ไม่เห็นชาวบ้านที่มาชุมนุมซักคน ไม่มีสิ่งไหนที่จะเป็นสัญลักษณ์ให้เห็นว่า เฮ้ย! ข้ามารายงานที่จังหวัดอ่างทองจริงๆนะ เฮ้อ...!!! ผมนึกในใจเสียงดังจนคนข้างๆได้ยินว่า.. แล้วจะถ่อไปรายงานสดถึงอ่างทองทำไมกันวะเนี่ย....!!! ให้เขาส่งภาพมานั่งอ่านในสถานีก็ได้ถ้าเป็นอย่างนี้น่ะ.... เอ๊ะ หรือว่าเขาไปจอดรถรายงานกันแถวแยก อ.ส.ม.ท.นั่นแหละ....ฮ่าฮ่าฮ่า .... ฮา...ครับ....ฮา... ไว้มาอ่านต่อตอน 3 นะครับ........ |
| รายการ คม-ชัด-ลึก นำเสนอประเด็นกฎหมายค้าปลีก | ||
หลังครม.ตีกลับ ร่างกฎหมายค้าปลีก มีเสียงร้องระงมจากโชว์ห่วยว่าทนไม่ไหวแล้วกับการขยายตัวของห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ คม-ชัด-ลึก เชิญผู้เกี่ยวข้อง 2 ฝั่ง ทั้งฝ่ายต้านค้าปลีกข้ามชาติ และฝ่ายผู้บริหาร เทสโก้โล |
||
|
View All |
||
| << | มีนาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |