พิมพ์หน้านี้
|
ตอนที่แล้วได้เล่าเรื่อง การรายงานข่าวภาคสนามไว้พอสังเขป เชื่อว่าหลายท่านคงพอนึกภาพออก แต่ถ้ายังไม่ได้อ่านสามารถเข้าไปได้ที่ http://www.oknation.net/blog/ok/2007/03/16/entry-1 นะครับ คงพอนึกภาพออกนะครับว่าการรายงานข่าวนอกพื้นที่หัวใจสำคัญคือการเล่นกับเหตุการณ์และสถานที่ เพื่อให้ผู้ชมได้เข้าใจและเห็นภาพอย่างชัดเจนถึงจุดที่เรารายงานอยู่ให้ได้มากที่สุด วันนี้ขอเล่าข้ามเรื่องการทำงานของคนข่าวมาที่สิ่งที่เกี่ยวเนื่องกันกับอาชีพนี้ นั่นคือการสอบใบผู้ประกาศข่าวครับ
อนาโนว่า ผู้ประกาศข่าว .... ตอนจบกฎหมายมาใบอนุญาติประกอบวิชาชีพของทนายความ คือ ตั๋วทนาย ต้องใช้เวลาประมาณ 6 เดือน สำหรับการฝึกงานทนายความ และสอบ 2 รอบ กว่าจะได้ ซึ่งผมก็ผ่านมาแล้ว แต่พอมาเป็นนักข่าวทีวี และต้องใช้เสียงในการรายงานข่าว ลงเสียงข่าวดังนั้นตั๋วทนายจึงไม่มีความจำเป็นสำหรับผมในอาชีพนี้ แต่ใบรับรองการใช้เสียงที่สำคัญกลับกลายเป็น ใบผู้ประกาศข่าวแทน ซึ่งสำหรับผมแต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่าซักวันหนึ่งตัวเองต้องมีใบผู้ประกาศข่าว นั่นเป็นเพราะว่าผมไม่มีความมั่นใจเลยว่าตัวเองอ่านหนังสือออกเสียงได้ดีถึงขั้นเป็นผู้ประกาศข่าวอะไรกับเขาได้ เพราะที่ผ่านมาก็มักอ่านหนังสือในใจ และพูดก็ไม่ค่อยชัด ร.เรือ เป็นล.ลิง แถมมีสำเนียงใต้ปนๆมาบ้างเป็นบางทีนิ..แต่พื้นฐานเสียงผมพอไปได้ ร้องเพลงไม่ผิดคีย์ และเสียงใหญ่ทุ้มห้าวแข็งมีพลัง ฟังดูแมนๆ คือเสียงไม่เล็ก ไม่กระจุ๋มกระจิ๋ม น่ารักเหมือนแมวเหมียว แต่เสียงมีพลังเหมือนเสือเป็นหวัด คือมีขึ้นจมูกนิดๆ ทำให้ยังพอฝึกความพลิ้วไหวของลิ้นได้ เพราะจุดอ่อนผมคือเป็นคนลิ้นแข็ง ทำให้พูดผิดๆถูกบ่อย ก็เลยต้องฝึกกระดกลิ้นบ้าง หลังจากทำงานซักพักหนึ่ง เวลาของการทดสอบก็เดินทางมาถึงจนได้ครับ โปรดิวเซอร์ใหญ่แห่งเนชั่นชาแนล พี่ใหม่ของน้องๆก็เดินมาป่าวประกาศ "ใครยังไม่มีใบผู้ประกาศข่าวให้มาลงชื่อที่พี่ สถานีจะส่งไปสอบแต่ จะต้องมีการอบรมก่อน" เอาล่ะสิครับ ทำงานใช้เสียงเถื่อนมาตลอด งานนี้เป็นโอกาสที่จะได้รับการการันตีจากกรมประชาสัมพันธ์แล้ว หลังจากเป็นหนึ่งในผู้ลงชื่อเข้ารับการอบรม ก็ผ่านกระบวนการอบรมโดยวิทยากรที่เชิญมาจากกรมประชาสัมพันธ์ ช่วงเวลาของการอบรมตลอดทั้งวัน ทำให้ผมได้ทราบครับว่าจริงๆแล้ววิธีการอ่านข่าวที่เราใช้อยู่ทุกวัน ขืนไปอ่านตอนสอบมีหวังตกแน่นอนครับเพราะหูของคณะกรรมการให้คะแนนแต่ละท่าน ที่มีรวมกันเกือบ 10 คู่ในห้องสอบนั้น ไวเสียยิ่งกว่าเครื่องวัดเสียง ดังนั้นใครที่ทำเนียนเหมือนอ่านคล่องโดยการอ่านเร็วๆ ก็ตกครับ เพราะทุกคำที่เปล่งออกมาจากปากต้องชัด-ถ้อย -ชัด -คำ -อย่าง -มาก และต้องมีจังหวะ มีความชัด-เจน ไม่บีบเสียงจนเพี้ยน เช่นคำว่า .. กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว... อ่านว่า กาน-ละ-ครั้ง-หนึ่ง-นาน-มา-แล้ว ไม่ใช่ ก๋าน - ล่ะ- ครั้ง-หนึ่ง-หนาน-มา-แล้ว เป็นต้น ส่วนการออกเสียง เคยฟังคุณสุทธิชัย หยุ่น อบรมครั้งหนึ่ง บอกว่า เสียงที่ดีมีพลังลมหายใจควรออกมาจากเชิงกราน ช่วงท้อง ไม่ใช่จากอก หรือเปล่งเสียงจากคอ และแนะนำให้ฝึกหายใจโดยหายใจเข้า ท้องป่อง หายใจออก ท้องยุบครับ เมื่อวันสอบเดินทางมาถึงรับ บรรยากาศ เริ่มตรึงเครียดครับ เพราะได้ยินมามากถึงความเขี้ยวของกรรมการคุมสอบ โดยคะแนนเต็ม 100 คะแนน ขอให้ได้ครึ่งหนึ่งคือ 50 คะแนน ถือว่าผ่านครับ ซึ่งมีหลักการประเมินการอ่าน โดยยึด 4 หลัก ประกอบด้วย 1.อักขรวิธี 40 คะแนน คือ การออกเสียงที่ถูกต้องเช่น การควบกล้ำ การออกเสียง ร, ล การออกเสียงวรรณยุกต์ การออกเสียงพยัญชนะ การออกเสียงสระ จะต้องออกเสียงให้ชัด ไม่เพี้ยนจนความหมายเปลี่ยน หากเพี้ยนภาษาถิ่นอีสาน หรือใต้หากความหมายไม่ผิดก็ไม่หักคะแนน ที่ผ่านมาคนใต้ อีสานสามารถสอบผ่านมากกว่าคนกรุงเทพฯ เพราะภาษาถิ่นเพี้ยนแต่ความหมายไม่เปลี่ยนนั่นเอง ในการสอบทุกคนสามารถผิดพลาดได้แต่ไม่ใช่ผิดพลาดเกินครึ่ง 2.ลีลาการนำเสนอ 20 คะแนน จุดที่สำคัญคือการวรรคตอน จังหวะ แนะนำว่าควรใช้ลีลาของตัวเอง รู้จักลมหายใจของตัวเองจะช่วยให้การอ่านง่ายขึ้น 3.ความถูกต้อง 15 คะแนน คือความถูกต้องตามหลักเกณฑ์การออกเสียง และถูกต้องตามบท การสื่อความหมายที่ไม่ตกหล่นหรือเติมคำเพิ่มขึ้น หากความหมายไม่เปลี่ยนเป็นคำใช้แทนกันได้ ไม่ทำให้การถ่ายทอดเกิดความเข้าใจผิดก็ไม่มีผลใดๆ 4.ความชัดเจน 15 คะแนน คือ การออกเสียงคำ จะต้องชัดถ้อยชัดคำ ไม่ออกเสียงรัวๆ รวบๆ มีการเน้นคำตามความหมาย และไม่ควรมีเสียงสอดแทรก เช่น เสียงลมหายใจ หรือเสียงลมพ่นหน้าคำ 5.เสียง 10 คะแนน คือ ลักษณะเสียงโดยธรรมชาติ มีคุณภาพแจ่มใส ไม่เครือสั่น ระดับเสียงและการเปล่งเสียงจัดอยู่ในเกณฑ์ดี ไม่ขึ้นจมูก ส่วนเสียงเพราะหรือไม่ไม่มีผลต่อสอบผ่านหรือไม่ผ่าน แต่การที่เสียงเพราะก็มีโอกาสได้คะแนนต่างกันบ้างเล็กน้อย เสียงที่ทำให้ตกคือเสียงถ่ายทอดออกมาแล้วคนฟังไม่รู้เรื่องเช่น พูดไม่ชัด ลิ้นไก่สั้น จำได้ว่าวันนั้นมี ผู้มาสอบ 53 คนครับ ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา นิเทศศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยส่งมาสอบ ส่วนน้อยคือผู้ที่ทำอาชีพที่เกี่ยวเนื่องอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นผู้จัดรายการวิทยุ / โทรทัศน์ /ผู้สื่อข่าว ที่ต้นสังกัดส่งมาสอบ แต่รู้สึกหลังปี 2547 เป็นต้นมาได้มีการแก้ระเบียบให้ไม่จำเป็นต้องมีสังกัดไหนส่งตัวมาสอบก็ได้ ผู้สอบสามารถส่งตัวเองมาสอบได้เองครับ วันนั้นที่ผมสอบมีเพื่อนและรุ่นพี่ จากเนชั่นชาแนล ถ้าจำไม่ผิด ก็ 6 คนได้ครับ ลำดับคิวการสอบของผมลำดับที่ 52 คน ส่วนสุดท้ายคือพี่ โอ จากโต๊ะข่าวกีฬา โดยก่อนสอบจะได้รับข้อสอบมาซ้อมล่วงหน้าก่อนเป็นชั่วโมงครับ ซึ่งก็ประกอบไปด้วย หน้าแรก เป็นข่าวมี 3 ย่อหน้า มีข่าวในประเทศ ข่าวต่างประเทศ และข่าวราชสำนัก อย่างละ 1 ย่อหน้า หน้าถัดมาเป็นบทความ ที่ต้องใช้จังหวะ ลีลา ในการเล่าเรื่องให้ดูน่าฟัง และปิดท้ายที่กระแสพระราชดำรัส 2-3 บรรทัด ซึ่งจากการที่ผมสอบเกือบคนสุดท้าย ก็ทำให้ได้เห็นบรรยากาศของคนที่สอบก่อนหน้าผม ที่มีทั้งสมหวัง และผิดหวังคละเคล้ากันไป เพราะหลังสอบก็จะใช้เวลาไม่นานก็ทราบผลครับว่าผ่านไม่ผ่าน แต่ที่เห็นส่วนใหญ่มักจะผิดหวังกันซะมากกว่า ทำให้ผมเองชักไม่มั่นใจครับ เพราะแอบเห็นบางคนตอนซ้อมอ่าน อ่านได้ดีมาก แต่ยังสอบไม่ผ่าน ตอนนั้นจำได้ว่าคุณกุ๊ก กฤติกา ศักดิ์มณี ที่กำลังเป็นผู้ประกาศข่าวเนชั่น ซึ่งก่อนหน้าที่เธอฟังผล ผมแกล้งอำเธอว่า "เดี๋ยวค่อยมาเจอกันใหม่ในการสอบครั้งหน้า นะกุ๊ก" ปรากฎว่าก็สอบไม่ผ่านครับ เธอยังหาว่าผมพูดเป็นลางด้วย แต่ก็หยอกกันตามประสาเพื่อนครับ
มาถึงคิวผมล่ะครับเลขที่ 52 หลังจากที่รอมานาน ผมเดินเข้าไปภายในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ มีเพียงไมโครโฟน และกระดาษข้อสอบที่วางแน่นิ่งอยู่บนโต๊ะ ห้องทั้งห้องเงียบเชียบเสมือนตัดขาดจากโลกภายนอก มีเพียงเสียงหัวใจผมเท่านั้นที่เต้นระทึกไม่เป็นจังหวะ เหงื่อค่อยๆ ซึมออกจากฝ่ามือ ทั้งๆ ที่อากาศเย็นยะเยือก ก่อนที่จะพยายามรวบรวมสติให้แน่วแน่กับข้อสอบที่อ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาหลายสิบรอบ จะสอบผ่าน-หรือจะสอบตก ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาเพียงแค่ 3 นาทีที่อยู่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ซึ่งมีกรรมการหลายท่านรอฟังเสียงโดยไม่เห็นหน้าอยู่อีกห้องหนึ่ง หลังจากผ่านช่วงเวลาตรึงเครียดไปด้วยเสียงสั่นๆ ผมถึงกับปลงครับว่าคงสอบตกแน่นอน เพราะอ่านผิดจนต้องขออภัยถึง 2 จุด แต่ปรากฎว่า หลังรอผลชั่วครู่ มีเสียงประกาศออกมา ให้ผมรอรับใบผู้ประกาศ.....โอ้ว!!!! เสียงสวรรค์ ผมสอบผ่านแล้ว...!!!! ด้วยคะแนนที่เฉียดฉิว 52 คะแนนครับ.....เย้ๆๆๆๆ ผมดีใจเป็นลิงโลดในใจ วันนั้นทราบจากเจ้าหน้าที่ว่า มีสอบผู้ผ่านมากเป็นพิเศษ คือ ประมาณ 10 คน จากกว่า 50 คน แค่ผ่านในรอบแรกก็ดีใจแล้วครับ คะแนนได้เท่าไหร่ไม่สนใจแล้ว เพราะส่วนใหญ่ที่ผ่านๆมาเขาก็ได้กันประมาณ 50 กว่าๆนี่ล่ะครับ โดยที่ผ่านมาตั้งแต่มีการสอบใบผู้ประกาศคนที่ได้คะแนนมาที่สุดคือคุณ ดวงดาว จารุจินดา ได้76 คะแนน
|
| รายการ คม-ชัด-ลึก นำเสนอประเด็นกฎหมายค้าปลีก | ||
หลังครม.ตีกลับ ร่างกฎหมายค้าปลีก มีเสียงร้องระงมจากโชว์ห่วยว่าทนไม่ไหวแล้วกับการขยายตัวของห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ คม-ชัด-ลึก เชิญผู้เกี่ยวข้อง 2 ฝั่ง ทั้งฝ่ายต้านค้าปลีกข้ามชาติ และฝ่ายผู้บริหาร เทสโก้โล |
||
|
View All |
||
| << | มีนาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |