พิมพ์หน้านี้
|
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวอาชญากรรมที่สะเทือนขวัญสังคมไทยเราอยู่ไม่น้อย ภาพข่าวที่ปรากฎผ่านสื่อซึ่งผมเห็นแล้วค่อนข้างไม่สบายใจคือภาพวินาทีการสังหารโหดเศรษฐีนีเจ้าของสถานีบริการน้ำมันแห่งหนึ่ง ที่ถูกลูกจ้างชาวลาวฆ่าอย่างโหดเหี้ยม ภาพจากกล้องวงจรปิดกลายเป็นจุดขายของสื่อซึ่งไม่คำนึงถึงความรู้สึกของญาติผู้เสียชีวิตหรือสายตาของสังคม อะไรที่เป็นความรุนแรงยังคงเป็นสีสันและของขายได้ของสื่อบางช่องหรือบางฉบับอยู่ และผมก็อยากจะบอกย้ำตรงนี้ว่าคำว่าเลือดท่วมจอควรจะมีแค่ในละครหรือภาพยนตร์ แต่ไม่จำเป็นต้องมีในข่าวเสมอไปครับ กลับมาที่หัวข้อที่ผมจั่วหัวไว้ตอนต้นคือเรื่องของรังนกปลอม คงไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทยครับแต่ก็ไม่เก่าไปที่จะนำมาบอกกล่าวกันถ้านั่นคือประโยชน์ที่เราจะได้ทราบ เพราะของแบบนี้แม้จะรับประทานกันเป็นเฉพาะกลุ่มโดยเฉพาะคนมีเงิน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนกลุ่มอื่นๆจะไม่มีสิทธิอยากรับประทานด้วย แน่นอนครับว่าสรรพคุณของรังนกที่มีการบอกกล่าวเล่าความกันมาเป็นความเชื่อนับร้อยๆปีย่อมมีคุณค่าต่อร่างกายไม่น้อย โดยเฉพาะในแง่ของการฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายจนกลายเป็นที่นิยมในการใช้เป็นของเยี่ยมผู้ป่วยตามโรงพยาบาล แต่รังนกแท้ที่มาจากผลผลิตของนกอีแอ่นคงไม่ใช่ปัญหาครับ หากแต่ความต้องการสินค้าชนิดนี่ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศจนทำให้รังนกหายากขึ้นและมีราคาแพงลิบลิ่วถึงกิโลกรัมละนับแสนบาทนี่สิครับที่เป็นปัญหาให้รังนกปลอมกลายเป็นที่ระบาด ทีมงานหมายจับสำรวจตลาดรังนกปลอมที่มีการจำหน่ายอยู่ในปัจจุบันพบว่าส่วนใหญ่มีขายอยู่ตามร้านขายยาย่านเยาวราช ลักษณะก็ไม่ได้ขายกันอย่างโจ่งครึ่มแต่เรียกว่าขายกันหลังร้านมากกว่า สายของทีมงานเดินสอบถามราคาตามร้านต่างๆพบว่ารังนกปลอมมีขายกันอยู่ที่ราคาขีดละ 50-100 บาท หรือที่กิโลกรัมละ 500-1,000 บาท ลักษณะรูปร่างของวัตถุชนิดนี้พบว่าไม่มีส่วนคล้ายรังนกแต่อย่างใด เป็นก้อนแข็งๆสีขุ่นๆคล้ายสารส้ม มีกลิ่นคล้ายน้ำส้มสายชู ซึ่งผู้ขายเองก็ยอมรับว่านี่ไม่ใช่รังนกแต่เป็นยางจากต้นไม้ชนิดหนึ่งที่นำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่มีผู้ซื้อหัวใสนิยมนำมาผลิตเป็นเครื่องดื่มรังนกบรรจุขวด หรือขายตามรถเข็นในราคาถูก และนี่คือบทสนทนาบางส่วนที่ผู้ขายบอกกับทีมงาน ถ้าคุณเอาไปทำขายก็ขายราคาสูงๆหน่อย เขาจะได้เชื่อว่าเป็นรังนกแท้ ถ้าขายถูกๆเดี๋ยวเขาก็สงสัยว่าของปลอม ที่หาดใหญ่มาเอาจากที่ร้านไปทำขายกันเยอะ นี่ของผมก็สั่งมาจากอินโดนีเซีย คนไทยมันโง่ ไม่รู้หรอกว่ากินอะไร เขาทำขายกันก็กินกันไป ใครจะไปรู้ว่าแท้ไม่แท้ ผมทดลองนำเจ้าวัตถุชนิดนี้มาผลิตเป็นเครื่องดื่มรังนกตามที่ผู้ขายแนะนำ เริ่มจากนำไปแช่น้ำ 1 คืน พบว่ามันเปลี่ยนสภาพจากก้อนแข็งๆ พองตัวเป็นวุ้นนิ่มๆใสๆ จากนั้นนำไปต้มน้ำที่ผสมกับน้ำตาลกรวดให้สัดส่วนพอเหมาะ แทบไม่น่าเชื่อครับว่าหลายคนเชื่อสนิทใจว่านี่คือเครื่องดื่มรังนก .. คำอธิบายที่น่าสนใจจากรองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ ธิดา เกิดกำไร บอกถึงวัตถุชนิดนี้ว่าเป็นยางคารายา ที่มาจากยางของต้นสุพรรณิการ์ ซึ่งมีถิ่นกำเนิดจากประเทศอินเดีย มีคุณสมบัติดูดซับน้ำแล้วพองตัวได้หลายเท่า ส่วนใหญ่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร ประเภท ชีส ไอศกรีม วิปครีม รวมถึงในอุตสาหกรรมยา สิ่งทอ และงานด้านทันตกรรม ซึ่งจากผลวิเคราะห์ทางเคมีพบว่า มีคุณค่าทางโปรตีนเพียง 1-2% ต่างจากรังนกแท้ที่มีสูงถึง 52-57% แต่จะหนักไปทางคาร์โบไฮเดรตที่มีสูงถึง 74-76% ถามว่ามีสารใดที่จะเป็นอันตรายต่อร่างกายหรือไม่ รองอธิบดียืนยันว่าไม่มีอันตรายแต่ก็ไม่มีประโยชน์นอกจากทานให้รู้สึกอิ่มท้อง ที่น่าตกใจคือช่วงหลังผู้ผลิตมีการทำให้เหมือนรังนกจริงมากขึ้นจึ้งนำยางคารายามาผสมกับแป้งข้าวเจ้า และน้ำมันปาล์ม เสริมด้วยขนอ่อนๆของนกปะปนและตกแต่งให้ดูเหมือนรังนกแท้ มาหลอกขายกันในราคาหลักหลายพันถึงหลักหมื่นบาทต่อกิโลกรัม ซึ่งถ้าเป็นยางคารายาผู้ซื้อรังนกยังแยกออกว่าไม่ใช่ของแท้ แต่ถ้าปลอมกันแบบนี้ ถ้าใครไม่เชี่ยวชาญจริงๆคงโดนหลอกเสียเงินฟรี .. ในส่วนของยางคารายากลายเป็นวัตถุที่พ่อค้าหัวใสหลายคน นำมาผลิตตามขั้นตอนที่ผมบอกตอนต้น มาบรรจุขวดติดฉลากข้างขวดว่าเป็นเครื่องดื่มรังนก วางขายกันตามคู้แช่ในต่างจังหวัดตั้งแต่ขวดละ 25-30 บาท ไม่เว้นแม่ในร้านค้าสหกรณ์ ร้านค้าปลีกสะดวกซื้อหลายแห่งทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด คำนวนดูแล้วกำไรต่อขวดไม่ใช่น้อยๆเพราะยางคารายา 1 กิโลกรัมสามารถผลิตเครื่องดื่มรังนกได้ไม่น้อยกว่า 500 ขวด ที่เหลือก็แค่ต้นทุนค่าน้ำตาล ค่าขวด ฝาขวด ฉลากข้างขวด และจิปาถะเล็กน้อย ฟันกำไรกันเป็นกอบเป็นกำ และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือร้านสะดวกซื้อที่เราคิดว่าคงไม่มีของประเภทนี้มาขายกลับมีขายให้เกลื่อนแถมยังวางสินค้าติดกับเครื่องดื่มรังนกแท้ยี่ห้อดังๆ ทำนองว่าถ้าใครอยากทานแต่เงินน้อยก็คงได้ดื่มยางคารายากันไปแทนที่จะเป็นรังนกอย่างที่หวังไว้ ถามว่าความผิดของผุ้ผลิตสินค้าประเภทนี้คืออะไร ถ้าตอบแบบชาวบ้านก็ชัดอยู่แล้วว่าหลอกลวงผู้บริโภค เพราะที่ฉลากระบุส่วนผสมว่ามีรังนกแต่แท้จริงแล้วไม่ใช่ เข้าข่ายปลอมอาหารมีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 5 พันถึง 1 แสนบาท ที่สำคัญมีบางรายใช้เครื่องหมาย อย.ติดที่ฉลากให้ดูน่าเชื่อถือทั้งที่ไม่ได้รับอนุญาต ก็เข้าข่ายปลอมเอกสารราชการ สุดท้ายคงต้องขึ้นอยู่กับผู้บริโภคล่ะครับว่าเมื่อรู้อย่างนี้แล้วจะเลือกอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายให้คุ้มกับค่าเงินที่เสียไป ส่วนใครที่ยังหัวใสหลอกชาวบ้านอยู่ก็ระวังจะต้องไปนอนซดรังนก(ปลอม)ในคุกเข้าซักวันครับ... |
| รายการ คม-ชัด-ลึก นำเสนอประเด็นกฎหมายค้าปลีก | ||
หลังครม.ตีกลับ ร่างกฎหมายค้าปลีก มีเสียงร้องระงมจากโชว์ห่วยว่าทนไม่ไหวแล้วกับการขยายตัวของห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ คม-ชัด-ลึก เชิญผู้เกี่ยวข้อง 2 ฝั่ง ทั้งฝ่ายต้านค้าปลีกข้ามชาติ และฝ่ายผู้บริหาร เทสโก้โล |
||
|
View All |
||
| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |