พิมพ์หน้านี้
|
อิสลาม : ศาสนาแห่งสันติภาพ. 1.สันติภาพเป็นคำสอนและอุดมการณ์ของอิสลาม ในทัศนะของอิสลาม คำว่า สันติภาพไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในสายตาของมุสลิม มันเป็นสิ่งที่ถูกฝังแน่นและซึมลึกเข้าไปในจิตวิญญาณ เลือดเนื้อและชีวิตของมุสลิม สันติภาพ เป็นคำสอนและอุดมการณ์ที่ได้กลายเป็นความเชื่อมั่นศรัทธาประการหนึ่งของมุสลิม นับตั้งแต่รุ่งอรุณแห่งอิสลามเป็นต้นมา อิสลามได้ดำเนินบทบาทในการแผ่ขยายคำว่า สลาม แปลว่า สันติ ให้ขจรขจายไปทั่วทุกมุมโลก ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่า คำนี้ เป็นเป้าหมายสำคัญของชีวิตมนุษย์ นั่นก็คือ ความสงบสุขอย่างแท้จริงทั้งในโลกนี้และปรโลก 2.สลาม หรือ สันติ คำที่ถูกกล่าวถึงมากในอิสลาม หนึ่งในคุณลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์และความโดดเด่นของอิสลาม ก็คือ การให้ความสำคัญ กับ คำว่า สลาม ซึ่งมีความหมายว่า สงบ สันติ ผ่องแผ้ว ปลอดภัยและมีความผาสุข คำนี้จะถูกกล่าวถึงบ่อยครั้งในอัล-กุรอานและหะดีษ ในทุกบริบทและมิติ หนึ่งในพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงทรงประทานศาสนานี้ ก็คือ อัส-สลาม หมายถึง ผู้ทรงให้ความปลอดภัย เพราะ พระองค์ประสงค์จะให้เกิดความปลอดภัย ความสุขและสงบผ่องแผ้วแก่จิใจมวลมนุษยชาติทั้งหลาย โดยการประทานศาสนบัญญัติอันบริสุทธิ์ ให้มวลมนุษย์ได้ยึดถือและปฏิบัติ ดังนั้น ผู้ที่ชูธงศาสนานี้ ไม่ว่าจะเป็นมุสลิม อุลามาอ์ (ผู้รู้) นักดะวะฮ (นักเผยแผ่ศาสนา) นักกิจกรรมและนักเคลื่อนไหวเพื่ออิสลาม ล้วนเป็นผู้ที่ชูธง สลาม (สันติ) และ ความปลอดภัยอัน นิรันดร์ ไปมอบแก่คนทั้งโลก ในการอธิบายถึงภารกิจของศาสดา ท่านศาสดามุฮัมมัด ได้กล่าวว่า แท้จริง ฉันนี้เป็นความเมตตากรุณาอย่างหนึ่ง อันเป็นรางวัลที่พระองค์อัลลอฮ์ทรงประทานมาให้แก่ (สิ่งถูกสร้าง) ทั้งหลาย อัล-กุรอานได้อธิบายถึง ศาสดาผู้ประกาศสาส์นอิสลาม ไว้ว่า และเรามิได้ส่งเจ้าเพื่ออื่นใดนอกจาก เพื่อเป็นความเมตตาแก่ประชาชาติทั้งหลาย (ซูเราะฮ อัล-อัมบียาอ์ : 10) เมื่อมุสลิมพบกัน เขาจะกล่าวทักทาย ด้วยประโยคสั้นๆแต่มีความหมาย นั่นก็คือ อัสลามูอะลัยกม แปลว่า ขอความสันติจงมีแด่ท่าน คำกล่าวนี้มีความจำเป็นและสำคัญสำหรับมุสลิม อีกนัยหนึ่ง การแพร่สลามหรือสันติแก่มวลมนุษย์เป็นคำสอนที่สำคัญและเป็นเอกลักษณ์และลักษณะอันโดดเด่นของอิสลามและมุสลิม สามารถร้อยดวงใจ ของมุสลิมให้เป็นหนึ่งเดียว และมีภราดรภาพอย่างแน่นแฟ้น อัลลอฮ์จึงให้มุสลิมยึดมั่นปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ศาสนาอิสลามได้สอนมุสลิมว่า ผู้ที่ประเสริฐและใกล้ชิดอัลลอฮ์ที่สุด คือ ผู้ที่ชอบกล่าวทักทายผู้อื่นด้วยสลาม (สันติ) นี่แสดงว่า ศาสนาที่ประชาชาติอิสลามยึดมั่นและนับถือนั้น เป็นศาสนาที่เพียบพร้อมไปด้วยหนทางสู่สันติภาพ ในหลักคำสอนอิสลามจึงประกอบไปคุณค่าต่างๆที่เกื้อหนุนให้เกิดสันติภาพ ความสงบสุขและความผ่องแผ้ว ชนชาวมุสลิมจึงเป็นชนที่รักสันติและมีการปรองดองกัน วจนะของท่านศาสดามุฮัมมัด บทหนึ่ง ได้กล่าวว่า อัลลอฮ์ทรงบัญญัติวิธีการกล่าวทักทาย ด้วยการกล่าวสลาม ซึ่งเป็นการให้เกียรติอย่างสูงสำหรับประชาชาติของเรา และเป็นสัญลักษณ์แห่งความปลอดภัยสำหรับพวกซิมมี ที่อยู่ใต้การปกครองของเรา พวกซิมมี ก็คือ คนต่างศาสนิกที่อาศัยอยู่และเป็นพลเมืองของรัฐอิสลาม พวกเขาเหล่านี้ต้องได้รับการคุ้มครองในสิทธิและเสรีภาพ มุสลิมเมื่อพบกัน ห้ามทักทายด้วยคำหรือประโยคอื่น เขาต้องเริ่มทักทายด้วย อัสลามูอาลัยกม ก่อน แล้วจึงพูดคุยธุระอื่นๆ ท่านศาสดา ได้กล่าวว่าจะต้องกล่าวสลาม (สันติ) ก่อนที่จะพูดคุยธุระอื่นๆ ในการนมาซ อันเป็นการภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้านั้น หนึ่งในข้อบัญญัติที่จำเป็นต้องกล่าวในนมาซ ก็คือ การอ่านตะฮิยยาต ซึ่งเป็นการกล่าวขอพรและวิงวอนจากอัลลอฮ์ให้ทรงประทานความสันติแก่ศาสทูตของอัลลอฮ์ แก่ตัวเองและบ่าวของอัลลอฮ์ที่ดีทั้งหลาย คำกล่าวนี้ จะส่งผลให้มุสลิมที่ซาบซึ้งในความหมาย ได้ซึมซาบ และเริ่มดำเนินชีวิตหลังจากการนมาซ ด้วยสันติธรรม เมตตาธรรม บารอกะฮ (มีศิริมงคล) ในขณะที่การนมาซนั้นเป็น ศาสนกิจที่สำคัญที่ต้องปฏิบัติแม้ในขณะที่กำลังสู้รบกันก็ตาม ในขณะที่กำลังสู้รบ ถ้าปรากฏว่า ขณะที่กำลังจะเงื้อมมือฆ่าศัตรู หรือศัตรูบาดเจ็บหรือพยายามหลบหนี เขาได้กล่าวสลาม ทหารมุสลิมก็ต้องยั้งมือเสีย ห้ามชักดาบ ปืนหรืออาวุธอื่นๆฆ่าศัตรูคนดังกล่าว มันช่างเป็นคำสอนที่ประเสริฐและสูงส่งเหลือเกิน อัลลอฮ์ตรัสว่า และจงอย่ากล่าวแก่ผู้ที่กล่าวสลามแก่พวกเจ้าว่า ท่านไม่ใช่ผู้ศรัทธา (ซูเราะฮ อันนีสาอ์ : 94) พระองค์อัลลอฮ์ ตลอดจนมวลมาลาอีกะฮทรงให้เกียรติแก่มวลมุสลิม ด้วยการมอบสลามให้ อัลลอฮ์ตรัสว่า การกล่าวทักทายของพวกเขาในวันที่พวกเขาพบพระองค์ คือ ศานติ (สลาม) (ซูเราะฮ อัล-อะหซาบ :44) และมลาอีกะฮจะเข้ามาหาพวกเขาจากทุกประตู (ของสวรรค์ พร้อมกับกล่าวว่า) ความศานติจงมีแด่ท่าน (ซูเราะฮ อัร-เราะอด : 23 24) ที่พำนักของพวกคนที่ดีๆ (ซอลีฮีน) ในวันปรโลก ก็ถูกขนานนามว่า บ้านสันติสุขและปลอดภัย อัลลอฮ์ตรัสว่า และอัลลอฮ์ทรงเรียกร้องไปสู่สถานที่แห่งศานติ (ดาริสสลาม) (ซูเราะฮ ยูนุส : 25) สำหรับพวกเขานั้น (พวกที่อยู่ในทางอันเที่ยงตรงนั้น) คือ นิวาสแห่งความปลอดภัย (ดารุสสลาม) (ซูเราะฮ อัล-อันอาม : 127) ชาวสวรรค์จะไม่ได้ยินเสียงที่ไม่สุภาพ หยาบคาย ลามกอนาจารและไร้สาระ พวกเขาจะไม่พูดคุยนอกเสียจากด้วยภาษาและคำพูดที่เพียบพร้อมด้วยความสันติ ในสวนสวรรค์นั้นพวกเขาจะไม่ได้ยินคำพูดที่ไร้สาระและเป็นบาป เว้นแต่คำกล่าวที่ว่า ศานติ ศานติ (ซูเระฮ อัล-วากิอะฮ : 26) การที่อิสลามพูดถึงเรื่องสลามหรือสันติครั้งแล้วครั้งเล่านั้น มีจุดมุ่งหมาย เพื่อกระตุ้น เร่งเร้าทุกองคาพยพและความรู้สึกนึกคิดต่างๆของมนุษย์ ให้ตระหนักและเห็นความสำคัญของอุดมการณ์สันติภาพ อันเป็นคำสอนที่สำคัญและสูงส่งของอิสลามนั่นเอง 3.ความสัมพันธ์ต่างๆ :เงาสะท้อนอุดมการณ์สันติภาพในอิสลาม นอกจากการเรียกร้องเชิญชวนและสั่งสอนในเรื่องสันติภาพแล้ว อิสลามยังได้บัญญัติให้อุดมการณ์นี้เป็นมูลรากฐานแห่งความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล กลุ่มบุคคล องค์กรและประเทศต่างๆอีกด้วย หลักการแห่งความสัมพันธ์ระหว่างมุสลิม ก็คือ ความเสมอภาคและภราดรภาพ นั่นก็คือ ควานสันติสงบสุข และปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ความเมตตาและเอื้ออาทรต่อกันในระบบความสัมพันธ์ระหว่างมุสลิม อัลลอฮ์ตรัสว่า แท้จริงศรัทธาชนนั้น เป็นพี่น้องกัน (ซูเราะฮ อัล-หุจรอต : 10) ท่านศาสดามุฮัมมัด กล่าวว่า อุปมามุสลิมคนหนึ่งกับมุสลิมคนอื่นๆ ในเรื่องความรักเมตตาต่อกัน อุปไมยดั่งร่างกายของมนุษย์ เมื่ออวัยวะใดเจ็บปวด อวัยวะส่วนอื่นๆก็จะพลอยป่วยและนอนไม่หลับไปด้วย ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างมุสลิมกับชนต่างศาสนิก ก็คือ การทำความรู้จักกัน การเคารพและให้เกียรติกัน การช่วยเหลือบริการและอำนวยความสะดวก การให้สิทธิเสรีภาพและความเป็นธรรมในทุกๆด้าน ซึ่งจะเป็นประตูนำไปสู่การช่วยเหลือเกื้อกูลและเอื้ออาทรกัน อัล-ลอฮตรัสว่า มนุษยชาติเอ๋ย! แท้จริงเราได้สร้างพวกเจ้าจากเพศชาย และเพศหญิง และเราได้ให้พวกเจ้าแยกเป็นเผ่า และตระกูลเพื่อจะได้รู้จักกัน แท้จริงผู้ที่มีเกียรติยิ่งในหมู่พวกเจ้า ณ อัลลอฮ์นั้น คือผู้ที่มีความยำเกรงยิ่งในหมู่พวกเจ้า (ซูเราะฮ อัล-หุจรอต : 13) อัล-กุรอานได้สั่งเสียให้ดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม อัลลอฮ์ ตรัสว่า อัลลอฮ์นั้น มิได้ทรงห้ามพวกเจ้าเกี่ยวกับบรรดาผู้ที่มิได้ต่อต้านพวกเจ้าในเรื่องศาสนา และพวกเขามิได้ขับไล่พวกเจ้าออกจากบ้านเรือนของพวกเจ้า ในการที่พวกเจ้าจะทำความดีแก่พวกเขา และให้ความยุติธรรมแก่พวกเขา แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรักผู้มีความยุติธรรม (ซูเราะฮ อัล-มุมตะฮีนะฮ : 8) จุดมุ่งหมายของระบบความสัมพันธ์ ก็เพื่อให้เกิดการสนอง แลกเปลี่ยนประโยชน์และสิ่งจำเป็นต่างๆ มีการช่วยเหลือเกื้อกูล มีการสร้างภราดรภาพในระหว่างมนุษย์ 4. อิสลาม: กับการคุ้มครองและเคารพในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ อิสลามได้สั่งสอนให้มนุษย์ทุกคนเคารพในเกียรติและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ กล่าวคือ สิทธิในชีวิต ทรัพย์สิน การเลือกวิถีชีวิตและการนับถือศาสนาต้องได้รับการคุ้มครองและจะละเมิดไม่ได้ ภายใต้หลักการที่ว่า เป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างทางศาสนา ภาษา สีผิวและเชื้อชาติ อัลลอฮ์ ตรัสว่า และโดยแน่นอน เราได้ให้เกียรติแก่ลูกหลานของอาดัม และเราได้บรรทุกพวกเขาทั้งทางบกและทางทะเล และได้ให้ปัจจัยยังชีพที่ดีทั้งหลายแก่พวกเขา และเราได้ให้พวกเขาดีเด่นอย่างมีเกียรติเหนือกว่าผู้ที่เราได้ให้บังเกิดมาเป็นส่วนใหญ่ (ซูเราะฮ อัล-อิสรออ์ : 70) 5.สงคราม : ทางออกสุดท้ายและความจำเป็นอันหลีกเหลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากศักดิ์ศรีและสิทธิแห่งความมนุษย์เป็นสิ่งที่ต้องได้รับการคุ้มครอง ดังนั้น การละเมิด คุกคาม ตัดทอนและบิดเบือนสิทธิดังกล่าว ถือว่า เป็นการกระทำความผิดและละเมิดต่อบุคคล นี่คือ มูลเหตุที่แท้จริงที่อิสลามปฏิเสธความขัดแย้งและสงคราม ไม่ว่าในกรณีใดๆก็ตาม เพราะมันเป็นการละเมิดต่อชีวิต และทรัพย์สิน ซึ่งเป็นสิทธิอันชอบธรรมและบริสุทธิ์ของมนุษย์ นอกจากนั้นสงครามยังเป็นมูลเหตุให้เกิดการทำลายสิ่งดีงามและคุณค่าต่างๆของชีวิตมนุษย์อีกด้วย อิสลามจึงห้ามการทำสงครามเพื่อขยายอาณาจักรและดินแดน ขยายอำนาจและอิทธิพล ตลอดจนสงครามล่าอาณานิคม อัลลอฮ์ ตรัสว่า นั่นคือที่พำนักแห่งปรโลก เราได้เตรียมมันไว้สำหรับบรรดาผู้ที่ไม่ปรารถนาหยิ่งผยองในแผ่นดินและไม่ปราถนาความชั่ว (ซูเราะฮ อัล-กอศ็อซ : 83) อิสลามห้ามการทำสงครามเพื่อแก้แค้น และ สงครามเพื่อทำลายล้าง อัลลอฮ์ ตรัสว่า และจงอย่าให้การเกลียดชังแก่พวกหนึ่งพวกใด ที่ขัดขวางพวกเจ้ามิให้เข้ามัสยิดหะรอม ทำให้พวกเจ้าทำการละเมิด และพวกเจ้าจงช่วยเหลือกันในสิ่งที่เป็นคุณธรรม และความยำเกรง และจงอย่าช่วยกันในสิ่งที่เป็นบาป และเป็นศัตรูกัน (ซูเราะฮ อัล-มาอีดะฮ : 2) อิสลามยังได้ห้ามสงครามที่มีลักษณะเป็นการสร้างความวิบัติและความเสียหาย อัลลอฮ์ ตรัสว่าและพวกเจ้าอย่าก่อความเสียหายไว้ในแผ่นดิน หลังจากได้มีการปรับปรุงแก้ไขมันแล้ว (ซูเราะฮ อัล-อะอรอฟ : 56) ในเมื่อเลือดเนื้อและจิตวิญญาณของอิสลาม คือ สันติและความสงบผ่องแผ้ว สงครามจึงเป็นเรื่องตรงกันข้ามกับอิสลาม ในทัศนะของอิสลามนั้น สงครามไม่อนุมัติให้เกิดขึ้น เว้นแต่ด้วยเหตุผลและเงื่อนไขที่จำเป็นอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ 3 ประการคือ ประการที่ 1 เพื่อป้องกันตัวเองจากการรุกรานและคุกคาม อัลลอฮ์ ตรัสว่า และพวกเจ้าจง ต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์ต่อบรรดาผู้ที่ทำร้ายพวกเจ้า และจงอย่ารุกราน แท้จริง อัลลอฮ์ไม่ทรงชอบบรรดาผู้รุกราน (ซูเราะฮ อัล-บากอเราะฮ : 190) ประการที่ 2 เพื่อป้องกันตัวเองจากการกดขี่ทารุณ ข่มเหงรังแกจากผู้กดขี่และผู้อธรรมอัลลอฮ์ ตรัสว่า มีเหตุใดเกิดขึ้นแก่พวกเจ้ากระนั้นหรือ? ที่พวกเจ้าไม่สู้รบในหนทางของอัลลอฮ์ ทั้งๆบรรดาผู้อ่อนแอ ไม่ว่าผู้ชายและหญิง และเด็กๆต่างกล่าวกันว่า โอ้พระเจ้าของเรา โปรดนำพวกเราออกจากเมืองนี้ ซึ่งชาวเมืองเป็นผู้ข่มเหงรักแก และโปรดให้มีขึ้นแก่พวกเราซึ่งผู้คุ้มครองคนหนึ่งจากที่พระองค์ และโปรดให้มีขึ้นแก่เราซึ่งผู้ช่วยเหลือคนหนึ่งจากที่พระองค์ (ซูเราะฮ อันนีสาอ์ : 75) ประการที่ 3 เพื่อคุ้มครองและปกป้องสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนา อัลลอฮ์ ตรัสว่า และพวกเจ้าจงสู้รบกับพวกเขา จนกว่าจะไม่มีการปฏิเสธศรัทธาใดๆปรากฏขึ้น และการอิบาดะฮทุกชนิดนั้นต้องเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์เท่านั้น (ซูเราะฮ อัล-อัมฟาล : 39) จากคำอธิบายข้างต้น ทำให้เราทราบถึง กฎเกณฑ์ของสงครามในรูปแบบต่างๆ ตามที่อิสลามได้บัญญัติไว้ อย่างไรก็ตาม เมื่อฝ่ายศัตรูได้ขอสงบศึกและยุติสงคราม อิสลามก็สั่งห้ามมิให้กองทัพมุสลิมทำสงครามต่อไป ถ้าหากยังคงดื้อดึงทำสงครามต่อไป ถือว่า เป็นการกระทำที่หะรอม (ที่ต้องห้าม มีความผิด) อัลลอฮ์ ตรัสว่า แล้วแน่นอนพวกเขาได้สู้รบกับพวกเจ้าแล้วด้วย แต่ถ้าพวกเขาออกห่างพวกเจ้า โดยที่มิได้ทำการสู้รบกับพวกเจ้า และได้เสนอเจรจาแก่พวกเจ้าเพื่อการประนีประนอมแล้วไซร้ อัลลอฮ์ก็ไม่ทรงให้มีทางใดแก่พวกเจ้าที่จะขจัดพวกเขา (ซูเราะฮ อันนีสาอ์ : 90) และหากพวกเขาโอนอ่อนมาเพื่อการประนีประนอมแล้ว เจ้าก็จงโอนอ่อนตามเพื่อการนั้นด้วย และจงมอบหมายแต่อัลลอฮ์เถิด (ซูเราะฮ อัล-อัมฟาล : 61 ) และหากพวกเขาต้องการหลอกลวงเจ้า แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นที่พอเพียงแก่เจ้าแล้ว.. (ซูเราะฮ อัล-อัมฟาล : 62) 6.ห้ามทหารมุสลิมฆ่าพลเรือนผู้บริสุทธิ์ เมื่อสงครามอนุมัติให้ทำสงครามได้ เมื่อมีเหตุจำเป็นอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ อิสลามจึงได้วางกฏเกณฑ์และกรอบในการทำสงคราม เพื่อเป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติของมุสลิม อิสลามอนุมัติ ให้ทหารมุสลิมฆ่าเฉพาะทหารในสมรภูมิเท่านั้น ไม่เป็นที่อนุมัติสำหรับชีวิต เลือดเนื้อของพลเรือนผู้บริสุทธิ์ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับสงคราม ไม่ว่าจะด้วยเงื่อนไขและเหตุผลใดก็ตาม นอกจากนั้น อิสลามยังได้ห้ามมิให้ฆ่าสตรี เด็ก คนป่วยและบาดเจ็บ คนชรา นักบวช ผู้ที่กำลังประกอบศาสนกิจ ห้าฆ่าเชลยศึก ห้ามทรมานและหั่นอวัยวะของข้าศึก ห้ามฆ่าสัตว์ ห้ามตัดและทำลายต้นไม้ แม่น้ำลำธาร ทำให้แหล่งน้ำสกปรก และห้ามทำลายบ้านเรือน อีกทั้งอิสลามยังได้ห้ามมิให้ตามล่าศัตรูบาดเจ็บสาหัสและหลบหนียอมแพ้ เราจะเห็นว่า แนวทางอิสลามเป็นทางสายกลางและมีความพอดี พอเหมาะเป็นอย่างยิ่ง สงครามนั้นเป็นเพียงการผ่าตัดอวัยวะที่เป็นเนื้อร้ายทิ้งเสีย จึงไม่สมควรลามปามและเลยเถิดไปผ่าตัดส่วนอื่นๆที่ยังปกติ ไม่เป็นพิษภัยใดๆ 7.อิสลามเรียกร้องเชิญชวนสู่สิ่งที่ดีงาม อิสลามได้บัญญัติให้มุสลิมรักษาความยุติธรรม ห้ามการกดขี่และเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น คำสอนและคำเรียกร้องเชิญชวนอันสูงส่งและบริสุทธิ์ของอิสลาม มีจุดมุ่งหมายให้เกิดความรักใคร่ ปรองดอง การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน การควบคุมตนเอง การเสียสละ การไม่เห็นแก่ตัวและโลภ อันเป็นปัจจัยที่จะนำพามนุษย์ไปสู่ชีวิตที่สมบูรณ์พูนสุข สมานฉันท์ กลมเกลียว มีความเป็นพี่น้อง รักใคร่ผูกพันกันอย่างแน่นแฟ้นและเอื้ออาทรกัน นอกจากนั้น อิสลามยังได้สั่งสอนให้เคารพในความคิดเห็นของผู้อื่น ยอมรับในคุณค่าและสิ่งที่ดีกว่า พร้อมทั้งยึดมั่นว่า สติปัญญานั้นเป็นหนทางเดียวที่สามารถสร้างความพึงพอใจแก่ทุกฝ่าย อิสลามไม่มีการบังคับให้ยึดมั่นหรือนับถือศาสนา อีกทั้งยังได้เปิดโอกาสและให้สิทธิในการนับถือศาสนาและเลือกวิถีการดำเนินชีวิตทางโลก ด้วยสติปัญญาและการไตร่ตรองด้วยเหตุผล อัลลอฮ์ตรัสว่า ไม่มีการบังคับใดๆ (ให้นับถือ) ในศาสนาอิสลาม แน่นอน ความถูกต้องนั้นได้เป็นที่กระจ่างแจ้งจากความผิด (ซูเราะฮ อัล-บากอเราะฮ : 256) และหากพระเจ้าของเจ้าทรงประสงค์ แน่นอน ผู้ที่อยู่ในแผ่นดินทั้งมวลจะศรัทธา เจ้าจะบังคับมวลชนจนกว่าพวกเขาจะเป็นผู้ศรัทธากระนั้นหรือ? และมิเคยปรากฏว่าชีวิตใดจะศรัทธา เว้นแต่ด้วยอนุมัติของอัลลอฮ์ และ และพระองค์อัลลอฮ์จะทรงลงโทษแก่บรรดาผู้ไม่ใช้สติปัญญา (ซูเราะฮ ยูนุส : 99 100) ส่วนศาสนทูตนั้น เป็นเพียงผู้นำสารอิสลามมาเผยแผ่และตักเตือนมวลมนุษยชาติเท่านั้น โอ้นบีเอ๋ย! แท้จริง เราได้ส่งเจ้ามาเพื่อให้เป็นพยาน และผู้แจ้งข่าวดี และผู้ตักเตือน และเป็นผู้เรียกร้องเชิญชวนสู่อัลลอฮ์ตามพระบัญชาของพระองค์ และเป็นดวงประทีปอันแจ่มจรัส (ซูเราะฮ อัล-อะหซาบ : 45-46) อิสลามตระหนักและรู้ดีว่า วิถีทางในการระงับและป้องกันมิให้เกิดสงคราม มีอยู่หนทางเดียว คือ การขจัดการกดขี่และอธรรมออกไปจากสังคมโลกให้หมด เพราะการกดขี่และอธรรม เป็นมูลเหตุให้เกิดลัทธิจักรวรรดินิยมและการล่าอาณานิคมในทุกยุคสมัยและรูปแบบ การป้องกันสงครามและการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนนั้น ต้องมีการลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน ระหว่างเมืองกับชนบท และต้องขจัดการรังเกียจ เหยียดผิวและเชื้อชาติ แน่นอน ทั้งหมดนั้นล้วนปรากฏอยู่ในคำสอนของอิสลามทั้งสิ้น เพราะอิสลามเป็นศาสนาที่จุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความเสมอภาคและภราดรภาพระหว่างมนุษย์ ฉะนั้น เพื่อหยุดยั้งสงครามและรักษาสันติภาพในโลกนี้ให้มั่นคงยั่งยืน อิสลามจึงได้นำเสนอทางเลือกแก่ชาวโลกว่า ((ต้องนำบทบัญญัติของอิสลามมาใช้อย่างสมบูรณ์ มีการเรียกร้องเชิญชวนสู่ศาสนาแห่งสันตินี้อย่างจริงจัง พร้อมทั้งจัดการอบรมขัดเกลามวลชนให้ยึดถือปฏิบัติตามหลักการอิสลามอย่างสมบูรณ์และมีชีวิตชีวา ชนรุ่นใหม่จะต้องได้รับการฝึกอบรมทางศีลธรรมและจริยธรรม ปลูกฝังคุณธรรม เช่น ความรักต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่ง การให้เกียรติและให้อภัย ทรัพยากรทั้งหลายจะต้องถูกทุ่มเทเพื่อการนี้อย่างเต็มที่ จนกระทั่งโลกใบนี้ได้มีโอกาสลิ้มรสความหวานชื่นของสันติภาพที่แท้จริง)) คำสอนอิสลาม ที่ได้หยิบยกมากล่าวข้างต้น จึงเป็นคำสอนที่สูงส่ง มีค่า บริสุทธิ์และงดงาม อิสลามได้ต่อสู้เพื่อสิ่งนี้มากว่าสิบห้าศตวรรษ ทั้งนี้และทั้งนั้น ก็เพื่อให้โลกนี้มีสันติภาพที่ยั่งยืน นั่นก็คือ เมื่ออิสลามได้รับยอมรับจากหูของผู้ที่ชอบฟังเหตุผล จากสมองและใจของผู้ที่ชอบคิดใคร่ครวญหาความจริง มือของผู้ชอบปฏิบัติในสิ่งที่ดีงาม โลกนี้ก็จะดีงาม มีการปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้องดีงาม ความชั่วร้ายก็จะถูกขจัดไป สันติภาพอันยั่งยืนที่ทุกคนรอคอยจึงเกิดขึ้น. บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย! จงเข้าอยู่ในความสันติ (เข้าอยู่ในบัญญัติอิสลาม) โดยทั่วทั้งหมด และจงอย่าตามบรรดาก้าวเดินของซาตาน แท้จริงมันคือศัตรูที่ชัดแจ้งของพวกเจ้า แต่ถ้าพวกเจ้าหันเหออกไป หลังจากได้มีพยานอันชัดแจ้งมายังพวกเจ้าแล้ว ก็พึงรู้เถิดว่า แท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงเดชานุภาพ ทรงปรีชาญาณ (ซูเราะฮ อัล-บากอเราะฮ : 208 - 209)
คัดลอกจาก: ห้องสมุดอิสลามยะลา |
| ศาสนสถานสำคัญในอิสลาม | ||
ศาสนสถานสำคัญที่อิสลามส่งเสริมให้มุสลิมเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจและเยี่ยมเยียนในโลกนี้ |
||
|
View All |
||